เรเนสซองส์เมืองไทย นำพาชาติสู่ความศิวิไลซ์

เรเนสซองส์เมืองไทย นำพาชาติสู่ความศิวิไลซ์

โดย : ตัวแน่น

นอกจาก นิยายออนไลน์ สนุกๆ แล้ว อ่านเอา ยังมีคอลัมน์ ‘หลงรูป’ บทความแสดงมุมมอง เล่าเรื่อง บอกต่อ สารพัดความรู้และเรื่องราวใน แวดวงศิลปะ โดย ตัวแน่น ที่อยากแนะนำให้คุณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………………………………

“…โดมเล็กๆ ล้อมอยู่ข้างๆ หน้าตาแบบนี้เขาเรียกสไตล์อิตาเลียนเรเนสซองส์ผสมนีโอคลาสสิก

โดมหลังคากลมๆ พวกนี้ผลิตขึ้นจากทองแดง

พอเวลาล่วงเลยผ่านไปก็เกิดสนิมขึ้นกลายเป็นสีเขียวๆ ฟ้าๆ อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้

ดูสวยดีไปอีกแบบ”

 

ขอสารภาพตามตรงว่าเกิดมาจนอายุปูนนี้เพิ่งจะเคยเข้าไปชมภายในพระที่นั่งอนันตสมาคมเมื่อเร็วๆ นี้เอง ก่อนหน้านี้ไม่เคยแวะ มีแต่จะเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาตอนที่นึกครึ้มอกครึ้มใจไปเดินดูช้างดูลิงในสวนสัตว์เขาดินที่ตั้งอยู่ข้างๆ จนมาได้ข่าวว่าพระที่นั่งอันสุดแสนจะอลังการงานสร้างแห่งนี้กำลังจะปิดยาวอย่างไม่มีกำหนดเพื่อปรับปรุงซ่อมแซมกันขนานใหญ่ รู้ดังนั้นเลยต้องรีบตาลีตาเหลือกหาโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมให้จงได้เพราะไม่รู้ว่าชาตินี้จะเห็นอีกทีเมื่อไหร่ หรือดีไม่ดีพอเขาบูรณะกันเสร็จแล้วถ้าไม่เปิดให้ประชาชนธรรมดาๆ ตาดำๆ อย่างเราเข้าชมอีกเลยก็จะน่าเสียดายไม่ใช่น้อย

เพื่อไม่ให้เหงา เราเลยจัดแจงนัดแนะเพื่อนๆ คอเดียวกันล่วงหน้าไว้เสร็จสรรพ และเมื่อถึงคืนก่อนวันนัดเราก็ได้ลักไก่หาอ่านข้อมูลของพระที่นั่งอนันตสมาคมเอาไว้ก่อน เผื่อวันพรุ่งตอนไปเดินชมสถานที่จริงจะได้สามารถเล่าเกร็ดความรู้นู่นนี่นั่นให้ชาวคณะฟังอย่างไม่เคอะเขิน เรื่องราวคร่าวๆ ของพระที่นั่งแห่งนี้มีอยู่ว่า พระที่นั่งอนันตสมาคมนั้นเดิมเป็นชื่อเรียกของพระที่นั่งองค์หนึ่งในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งสร้างกันไว้ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แต่พอเวลาล่วงเลยมาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระที่นั่งองค์นี้เกิดชำรุดทรุดโทรมจนเกินจะเยียวยา ในหลวง รัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมขึ้นมาใหม่ โดยย้ายมาสร้างอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันซึ่งกว้างกว่ามหาศาล การก่อสร้างพระที่นั่งอนันตสมาคมแห่งใหม่นี้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2451 ยังไม่ทันเสร็จดี ในหลวง รัชกาลที่ 5 ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน มาสร้างเสร็จลุล่วงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ใช้เวลาทั้งหมดในการก่อสร้างยาวนานร่วม 8 ปี

พระที่นั่งอนันตสมาคมถูกสร้างขึ้นในสไตล์ยุโรปจ๋า กรุด้วยหินอ่อนเกรดเอสีขาวจั๊วะจากเมืองคาร์รารา ประเทศอิตาลี สถาปนิกผู้ออกแบบก็เป็นชาวอิตาเลียนผู้มีนามว่า มาริโอ ตามานโญ โดยได้ไอเดียหน้าตาอาคารมาจากวิหารเซนต์ปีเตอร์ ในนครรัฐวาติกัน และโบสถ์เซนต์ปอล ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ พระที่นั่งอนันตสมาคมเลยออกมามีหลังคาเป็นโดมใหญ่ๆ อยู่ตรงกลาง และมีโดมเล็กๆ ล้อมอยู่ข้างๆ หน้าตาแบบนี้เขาเรียกสไตล์ อิตาเลียนเรเนสซองส์ผสมนีโอคลาสสิก โดมหลังคากลมๆ พวกนี้ผลิตขึ้นจากทองแดง พอเวลาล่วงเลยผ่านไปก็เกิดสนิมขึ้นกลายเป็นสีเขียวๆ ฟ้าๆ อย่างที่เราเห็นกันในทุกวันนี้ ดูสวยดีไปอีกแบบ

“ช้างทรง” พ.ศ.2458 เทคนิคเซรามิค ชนาด 84 x 52 เซนติเมตร
ศิลปิน วิตโตริโอ โนวี

ส่วนภายในของพระที่นั่งเขาว่ากันว่าประดับตกแต่งอย่างวิลิศมาหราด้วยผลงานศิลปะทั้งรูปปั้น รูปแกะสลัก และภาพวาด ผลงานศิลปะจากยุคบุกเบิกศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทยเหล่านี้แหละที่เราคันตะหงิดๆ อยากจะเห็นเป็นบุญตาซักกะที วันรุ่งขึ้นพอเดินทางถึงที่หมายหน้าประตูทางเข้าของพระที่นั่งอนันตสมาคม เราจึงจัดแจงรีบควักตังค์ 150 บาท ซื้อตั๋วผู้ใหญ่ด้วยความตื่นเต้นจัด แล้ววิ่งพรวดไปส่องหาผลงานศิลปะที่หมายตาไว้ เริ่มประเดิมด้วยการไล่เรียงดูรูปปั้น รูปแกะสลัก ที่ประดับอยู่ตามยอดอาคาร ยอดเสา ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่าง ฝีมือประติมากรนามว่า วิตโตริโอ โนวี ศิลปินผู้นี้เป็นสมาชิกของตระกูลช่างแกะสลักที่มีชื่อเสียงจากเมืองลันโซ ดินเตลวี ในประเทศอิตาลี โนวีเดินทางมาถึงสยามเมื่อปี พ.ศ. 2453 ตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย โนวี มีโอกาสสร้างสรรค์ประติมากรรมเพื่อใช้ประดับพระที่นั่งอนันตสมาคม และสิ่งก่อสร้างสไตล์ยุโรปอื่นๆ อันเป็นที่นิยมกันมากในยุคนั้น ทั้งยังได้ปั้นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวถวาย โดยพระองค์ท่านถึงขนาดไว้วางพระราชหฤทัย เสด็จฯ มาประทับเป็นแบบให้ปั้นจากพระองค์จริง พอข่าวนี้รู้ถึงหูคนอื่นๆ โนวีเลยเนื้อหอมมีแฟนคลับน้อยใหญ่ทั้งชาวไทยในราชสำนัก และชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ในเมืองไทยมาคอยตามจีบเพราะอยากให้โนวีปั้นรูปเหมือนให้บ้าง ผลงานศิลปะชิ้นต่างๆ ของโนวีที่สร้างประดับพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้นก็สวยลงตัวดี แต่ที่เราประทับใจยิ่งกว่านั้นกลับเป็นลวดลายที่โนวีปั้นประดับพื้นที่สาธารณะอย่างสะพานมหาดไทยอุทิศ หรือสะพานร้องไห้ ที่มีรูปปั้นคนไทยทั้งชายหญิงและเด็กกำลังเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ร้องห่มกับการสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 5 สะพานนี้อยู่ใกล้ๆ ภูเขาทอง เผื่อใครผ่านไปแถวนั้นก็แวะเวียนไปดูได้

ภาพ ” วิตโตริโอ โนวี” ที่ถ่ายในกรุงเทพมหานคร (ภาพจากหนังสือชาวอิตาเลียนในราชสำนักไทย)

วกกลับมาที่พระที่นั่งอนันตสมาคม หลังจากที่เราได้ดูผลงานประติมากรรมจนอิ่มหนำแล้ว ก็ต่อด้วยการเล็งหาผลงานจิตรกรรม ภาพวาดที่ถือเป็นไฮไลต์ของที่นี่คือภาพจิตรกรรมฝาผนังแบบเฟรสโก ซึ่งก็คือเทคนิคการวาดลงไปบนปูนที่ยังเปียกๆ เพื่อให้ติดทนนานไม่ลอกล่อน มีภาพขนาดใหญ่มโหฬารอยู่ 6 ภาพถูกวาดไว้บนเพดานโดมของพระที่นั่งแห่งนี้ แต่ละภาพเป็นภาพพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยตั้งแต่รัชกาลที่ 1 เรื่อยมาจนถึงรัชกาลที่ 6 เราได้แหงนคอเห็นภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 เสด็จกลับจากการรบกอบกู้เอกราช ภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 2 และ 3 ทรงทำนุบำรุงงานศิลปะ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ผู้อุปถัมภ์ศาสนา ประทับอยู่ท่ามกลางพระสงฆ์และนักบวชจากหลากหลายนิกาย ภาพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเลิกทาส และภาพพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ในพระราชพิธีเสด็จขึ้นครองราชย์

“ช้างทรง” พ.ศ.2458 เทคนิคเซรามิค ชนาด 58 x 42 เซนติเมตร
ศิลปิน กาลิเลโอ คินี

ภาพทุกภาพบนเพดานโดมนั้นเต็มไปด้วยรายละเอียดสมจริง มีการจัดแสงเงา มีมิติใกล้ไกล ไม่เหมือนจิตรกรรมไทยปกติที่จะดูแบนๆ เป็น 2 มิติและมีการตัดเส้นหนาๆ ก็แหงล่ะสิเพราะภาพพวกนี้ไม่ใช่ฝีมือคนไทยสักภาพ ศิลปินที่มารับงานทั้งหมดนั้นก็พากันยกโขยงข้ามน้ำข้ามทะเลกันมาจากประเทศอิตาลีล้วนๆ ถึงงานจะใหญ่ยักษ์ แต่ฝรั่งที่รับผิดชอบในการมาปีนนั่งร้านหกคะเมนตีลังกาวาดภาพบนเพดานสูงปรี๊ดนั้นมีกันอยู่ไม่กี่คน และจิตรกรผู้ที่นำทีมวาดนั้นมีชื่อว่า กาลิเลโอ คินี

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

เมื่อคราวที่ในหลวง รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสยุโรปเป็นครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2450 พระองค์ท่านได้เสด็จไปในงานเวนิส เบียนนาเล่ ซึ่งเป็นงานแสดงผลงานศิลปะระดับอินเตอร์ที่จัดขึ้นทุก 2 ปีในนครเวนิส ประเทศอิตาลี และที่เจ๋งเป้งคือผ่านมาแล้วกว่าร้อยปีทุกวันนี้งานนี้ก็ยังจัดอยู่ ณ งานแสดงครั้งนั้นในหลวง รัชกาลที่ 5 ของเราได้ทอดพระเนตรภาพวาดฝีมือ กาลิเลโอ คินี จิตรกรหนุ่มชาวอิตาเลียนจากเมืองฟลอเรนซ์ผู้มีฝีไม้ลายมือโดดเด้งเป็นครั้งแรกและเป็นที่พอพระราชหฤทัย หลังจากนั้นคินีจึงถูกทาบทามให้มาวาดภาพในพระที่นั่งอนันตสมาคมที่กำลังก่อสร้าง เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย คินีมีเวลาเพียง 2 ปีครึ่งที่จะเร่งวาดภาพบนเพดานขนาดใหญ่ยักษ์นี้ให้แล้วเสร็จ เพื่อจะออกแบบภาพวาดออกมาให้ได้ คินีต้องเริ่มศึกษาทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมของชาวสยามที่ท่านไม่คุ้นเคยเลยแม้แต่น้อย ทำเอาคินีปวดเศียรเวียนเกล้าหนักถึงกับบ่นเป็นจดหมายส่งไปให้ญาติอ่าน ตัดพ้อว่าการที่ได้ตกลงมารับงานในประเทศสยามนั้นเปรียบเสมือนต้องคำสาป แต่ถึงจะโดนสาปยังไง คินีก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานในพระที่นั่งอนันตสมาคมให้เสร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี และกลายเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่สำคัญที่สุดในชีวิต โดยงานของท่านบนเพดานพระที่นั่งอนันตสมาคมนั้นพิเศษตรงที่มีกลิ่นอายของศิลปะตะวันตกแบบอาร์ตนูโว ที่เลือกใช้ลวดลายในธรรมชาติอย่างเถาวัลย์พรรณพฤกษาดอกไม้นานาพรรณอันอ่อนช้อยวิจิตรมาประกอบในภาพวาด ผสมผสานกลมกล่อมกับตัวละครในเทพปกรณัมของบ้านเราอย่างเทวดา นางฟ้า และสัตว์วิเศษแฟนแทสติกบีสต์จากป่าหิมพานต์ ชาวสยามในภาพก็ดูฝรั่งปนไทยแบบแปลกๆ แต่ก็ลงตัวดี

ภาพ ” กาลิเลโอ คินี” (ภาพจากหนังสือชาวอิตาเลียนในราชสำนักไทย)

ว่าไปแล้วการที่สยามประเทศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อ้าแขนรับความเจริญทางเทคโนโลยีจากตะวันตก แถมยังลงทุนว่าจ้างศิลปินฝรั่งให้แห่แหนกันมาสร้างผลงาน สถาปัตยกรรม ประติมากรรม และจิตรกรรม มากมายเต็มบ้านเต็มเมือง ทำให้ชาติมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด สิ่งต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะสร้างความศิวิไลซ์ในสายตาอารยประเทศแล้ว ยังแฝงไว้ด้วยกุศโลบายในการรักษาอธิปไตยของชาติของเราได้อย่างชาญฉลาด เพราะยุคนั้นประเทศในแถบยุโรปเขากำลังแข่งกันล่าอาณานิคม มีประเทศฝรั่งบ้าพลังคอยไปเที่ยวตระเวนยึดประเทศอื่นที่อ่อนแอกว่าเป็นเมืองขึ้น ที่ประเทศเรายังรอดพ้นภัยโด่เด่อยู่ประเทศเดียวในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ เสร็จฝรั่งโดนยึดเมืองไปหมดเรียบร้อยได้ส่วนหนึ่งก็เพราะความเจริญทั้งทางวิทยาการ และทางศิลปะที่เรารับเข้ามานี่แหละ เลยทำให้ประเทศตะวันตกผู้ไม่หวังดีจะมาเที่ยวอ้างว่าเราเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนด้อยพัฒนาต่ำช้ากว่าเขาแล้วจะพาลยึดเอาประเทศเราไปเฉยๆ ก็ลำบาก บ้านเมืองเขามีอะไรบ้านเมืองเราก็แทบจะมีหมด ปราสาทราชวังก็สวยสดงดงาม มีถนนหนทาง บ้านเมืองดูทันสมัย เป็นระเบียบเรียบร้อย ชาวบ้านไม่ได้เดินถือหอกแก้ผ้าอยู่ในป่าในดง

ผลงานจิตกรรมฝีมือ “กาลิเลโอ คินี” บนเพดานโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม (ภาพจากหนังสือชาวอิตาเลียนในราชสำนักไทย)

และในอีกแง่มุมหนึ่ง การที่ศิลปะตะวันตกแผ่กระแสเข้ามามากมาย หากมองเผินๆ อาจดูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนกับว่าศิลปะของบ้านเรากำลังจะโดนกลืน แต่ในความเป็นจริงแล้วเหตุการณ์นี้กลับเป็นการผลักดันวงการศิลปะให้พัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ เพราะตั้งแต่โบราณกาลนานโพ้นมีอิทธิพลศิลปะหลากหลายรูปแบบ ทั้งจากเมืองแขก เมืองขอม เมืองจีน และที่อื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน แผ่ขยายเข้ามาในแผ่นดินไทย เกิดการพัฒนากลมกลืนกันอย่างลงตัวจนกลายเป็นศิลปะไทยแบบประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ขึ้นมา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่วันหนึ่งจะมีอิทธิพลศิลปะจากต่างแดนอีกรูปแบบเข้ามาเสริมให้ศิลปะไทยได้พัฒนาต่อยอดยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ตราบใดที่ศิลปินไทยยังไม่ลืมรากเหง้าทางศิลปะของตัวเราเองแล้วรู้จักประยุกต์ใช้อิทธิพลศิลปะแบบใหม่ๆ จากต่างชาติ เอามาผสมผสานกันให้เกิดผลงานที่ก้าวล้ำไม่ซ้ำใคร อย่างนี้เราว่าดีกว่าสักแต่ว่าก๊อบปี้ต่างชาติเขามาตรงๆ เราคนไทยก๊อปยังไงก็ได้แค่เปลือก ทำให้ลึกสู้ชาติต้นกำเนิดเขาคงลำบาก เพราะมันจะย้อนแย้งกับแก่นแท้ในตัวเราที่ยังไงก็เป็นไทยอยู่วันยังค่ำ

หลังจากที่ได้ดื่มด่ำผลงานศิลปะในพระที่นั่งอนันตสมาคมจนเต็มคราบ ด้วยนิสัยช่างซอกแซกอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น กลับบ้านไปเย็นวันนั้นเลยลงมือค้นตำรับตำรารวบรวมชื่อศิลปินตะวันตกที่เคยถูกว่าจ้างให้มาฝากฝีมือไว้ประดับปราสาทราชวัง และสถานที่ราชการในกรุงสยามเมื่อยุคร้อยกว่าปีก่อน พอได้ลิสต์รายชื่อมาก็ไม่รอช้า จัดแจงเสิร์ชข้อมูลในโลกออนไลน์ดู จนพบข้อมูลว่าในเมืองนอกเขายังพอมีการเปลี่ยนมือซื้อขายผลงานศิลปะรุ่นเก่ากึ้กฝีมือศิลปินฝรั่งเหล่านี้ในราคาที่ไม่ได้แพงหูฉี่อะไร รู้อย่างนี้แล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมาเวลาเราได้ไปเยือนประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของศิลปินในลิสต์ แทนที่จะเอาเวลาไปเดินหาซื้อแก้วสตาร์บัคส์ที่สกรีนชื่อเมืองมาเป็นที่ระลึก เรากลับเริ่มไปถามตามแกลเลอรีที่ขายงานศิลปะโบราณ จนบางทีเจ้าของแกลเลอรีเขาก็งงๆ ว่าอีตาเอเชียหัวดำนี่จะอยากได้ผลงานของศิลปินบ้านเขาที่บางคนแทบจะไม่มีใครรู้จักแล้วไปทำไม เราคันตะหงิดๆ อยากจะเล่าให้เจ้าของแกลเลอรีขี้สงสัยฟังจังเลยว่าศิลปินเหล่านี้มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของชาติไทยเรายังไง แต่คิดอีกทีอุบไว้ก่อนน่าจะดีกว่า เดี๋ยวเขารู้มากเจอกันคราวหน้าตั้งราคาแพงแล้วเราจะไม่เพลิน

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

Don`t copy text!