ต้อง 181 ล้านถึงจะชนะ

ต้อง 181 ล้านถึงจะชนะ

โดย : Writer From Mars

นิยายออนไลน์ หลากหลายสไตล์ที่มอบความสนุกๆ ให้กับผู้อ่าน ‘อ่านเอา’ ยังมีคอลัมน์ ‘Opinion เขียนขำๆ’ โดย Writer from Mars นักคิด นักเดินทาง ผู้ที่อยากจะร่วมแชร์ประสบการณ์และมุมมองของเรื่องราวต่างๆ สารพัดสารพัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ ยันเรื่องใหญ่ๆ ให้คุณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………………………………………

 

ที่มหานครนิวยอร์ก ในปี 1983 มีวงดนตรีวงหนึ่งได้รับการเซ็นสัญญาและกำลังจะเข้าห้องอัดในไม่กี่วัน แต่ก็เหมือนฟ้าผ่าลงที่กลางใจมือกีตาร์หลักของวง เพราะเขาต้องตื่นขึ้นมาพร้อมกับตั๋วรถบัสวางแหมะอยู่ข้างเตียง

เขาต้องนั่งรถกลับบ้านจากนิวยอร์กสู่ลอสแองเจลิส ไม่มีการพูดจาอธิบายใดๆ ไม่แม้แต่จะบอกว่านี่คือการถูกไล่ออกจากวงกลางคัน ระหว่างทางมือกีตาร์หนุ่มครุ่นคิดไปต่างๆ นานาว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้คำตอบ

พอกลับถึงบ้าน เขาก็ได้ข้อสรุปว่า “จะเอากันแบบนี้ใช่มั้ย ได้! ไอ้#$%@ เดี๋ยว เจอกัน!”

ชายหนุ่มเลือกที่จะก่อตั้งวงใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ดีกว่าวงเดิม วงไหนน่ะรึ? ก็ไอ้วงที่เตะเขาออกมานั่นแหละ… เขาใช้เวลาอยู่หลายปี รวบรวมนักดนตรีที่มีฝีมือจากทั่วประเทศ แต่งเพลงไปมากมาย และในที่สุดเขาก็กลับมายืนในจุดเดียวกับที่เขายืนอยู่เมื่อหลายปีก่อน เขาได้เซ็นสัญญา และวงของเขาก็ได้เริ่มฉายแสง

วันเวลาผ่านไป อัลบั้มของเขาขายได้กว่า 25 ล้านตลับ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือวงที่มีอิทธิพลวงหนึ่งของโลกดนตรีเมทัล วงนั้นก็คือ Megadeth และมือกีตาร์คนนั้นก็คือ เดฟ มัสเตน เหมือนว่าเขาจะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ตั้งแต่ทีแรก

แต่ว่าวงที่เตะเขาออกมา มันคือวง Metallica!

ในวงการเพลงเมทัล Metallica คือวงมหาเทพของโลก ผลงานของวง Metallica คือขายได้ 180 ล้านตลับ มองกันแบบง่ายๆ Metallica ชนะขาดลอย ซึ่งเดฟเองก็คิดเช่นนั้น ในบทสัมภาษณ์ปี 2003 เขายังคงตราหน้า… โขกสับ… ตัวเองว่าเป็นผู้พ่ายแพ้และล้มเหลวอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ขายไปได้ 25 ล้านตลับนี่แหละ 

เขาต้องการชนะวง Metallica ต้องการขายให้ได้อย่างน้อย 181 ล้านตลับ… เดฟจึงไม่เคยมีความสุขกับความสำเร็จและชีวิตของตัวเองเลย

ข้ามฟากมาที่อังกฤษ ในปี 1962 มีวงหนึ่งกำลังจะออกอัลบั้มพร้อมด้วยผมทรงหมวกกันน็อกหัวกลมๆ มีสมาชิกอยู่สีคน นั่นคือวง The Beatles เริ่มต้นสมาชิกของวงจะมีจอห์น, พอล, จอร์จ และพีต ซึ่งคนที่หล่อและเพียบพร้อมที่จะเป็นหน้าตาของวงนั่นคือ พีต เบสต์ มือกลอง ที่ทุกคนก็หมายมั่นแบบนั้นเหมือนกันโดยเฉพาะ ไบรอัน เอ็ปสไตน์ ผู้จัดการวงในเวลานั้น

แต่ก็ไม่รู้ว่า พีท เบสต์ ไปทำอะไรให้อีกสามคนเหม็นขี้หน้า เพราะสมาชิกในวงทั้งสามบอกไบรอันว่าให้เอาพีตออกจากวงเถอะ แน่นอนว่าไบรอัน ขอร้องให้คิดใหม่ทำใหม่เถอะนะ น้องขอ… พีตไปได้สวยแน่ๆ หล่อขนาดนี้ จะให้ออกไปขายฟิชแอนด์ชิปส์ มันก็ไม่ใช่เรื่อง

แต่แล้ว 3 วันก่อนจะอัดเพลงอัลบั้มแรก ไบรอันก็เข้าไปคุยกับพีต บอกว่ามีคนบางคนอยากให้คุณออก โดยไม่ได้กล่าวถึงสามคนในวง บอกว่าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่มีเหตุผล ไม่มีข้อต่อรอง คือให้ออกดื้อๆ พร้อมแนะนำให้พีตไปหาวงเล่นใหม่ ทางฝั่งพีตก็ได้แต่อึ้ง งงเป็นไก่ตาแตก

และสุดท้าย The Beatles ก็ได้มือกลองคนใหม่ ที่มีชื่อว่า ริงโก สตาร์ แต่เขาต้องตัดผมทรงหมวกกันน็อกเหมือนเพื่อนๆ นะ ซึ่ง ริงโก สตาร์ บอกว่าขนมมาก มาถึงขั้นนี้ให้โกนหัวก็โกนครับ

หกเดือนหลังจากนั้น เรื่องราวต่างๆ ก็กลายเป็นตำนาน… The Beatles กลายเป็นตำนานแห่งวงการดนตรีอย่างที่ทุกคนรู้จัก แต่กับ พีต เบสต์ มันเหมือนหนังคนละม้วน ชีวิตพลิกผัน และสิ่งที่หนุ่มอังกฤษเขาทำๆ กันเวลาผิดหวังนั่นก็คือดื่มแหลก ในปี 1968 เขาสิ้นคิดถึงขนาดจะพยายามฆ่าตัวตายด้วยซ้ำ กว่าจะตั้งตัวตั้งใจได้อีกครั้ง

ชีวิตของร็อกสตาร์สองคน เริ่มต้นดูจะเหมือนๆ กัน แต่จบไม่เหมือนกัน

ในปี 1994 พีตให้สัมภาษณ์ว่าชีวิตหลังจากออกจาก The Beatles มันโคตรจะมีความสุขเลย อ้าว ทำไมเป็นแบบนั้น พีตบอกว่า การที่ออกจากวงทำให้ได้เจอภรรยาคู่ชีวิต มีลูก มีครอบครัวที่เรียบง่ายและมีความสุข ชีวิตมีความสุขมาก ซึ่งมันค่อนข้างคนละขั้วกันเพื่อนๆ สมาชิกในวงเก่า และย้ำอีกว่า… อะไรที่มีอยู่ในมือมันดีมากกว่าอะไรที่เสียไป พีตบอกว่า บางครั้งคุณจะรู้ว่า ‘การไม่ได้’ มันมีค่ามากกว่า ‘การได้รับ’ เสียอีก

อะไรที่ทำให้ชีวิตของเดฟและพีตไม่เหมือนกัน นั่นคือตัววัด เดฟตั้งมาตรฐานว่าถ้ายอดขายไม่ชนะ Metallica คือล้มเหลว นั่นหมายความว่า เดฟต้องตั้งวงอย่าง Megadeth ออกมาอีก 8 วง ยอดขายถึงจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับเขา ทุกวันนี้ เดฟก็ยังคิดว่าตัวเองล้มเหลวและมีความทุกข์ แต่ถ้าเป็นเราไม่ต้องถึงล้านหรอก แค่ขายอัลบั้มได้ 100 ตลับ ก็น้ำตาไหลตายตาหลับแล้ว

แต่สำหรับพีตนั้น ไม่ต้องขายเพลงได้สักเพลง ไม่ต้องออกเทป ไม่ต้องดัง ไม่ต้องมีผู้คนมากมายมาคอยตามกรี๊ด ไม่ต้องมีชีวิตอู้ฟู่ ก็มีความสุขแล้ว เขาประสบความสำเร็จในชีวิตมากๆ ตามนิยามความสำเร็จของตัวเอง ทำให้มีความสุขสุดๆ ไปเลยในปัจจุบัน เพราะรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่ในมือ

ผมยกเนื้อหาบางส่วนมากจากหนังสือ The Subtle Art of Not Giving a Fuck โดย มาร์ก แมนสัน หนังสือเล่มนี้คือ New York Times Best Selling …ยอดโหวดในแอมะซอนก็สูงมากๆ ในเมืองไทยมีการแปลเรียบร้อยแล้ว โดยสำนักพิมพ์ Bingo ในชื่อ “ชีวิตติดปีก ด้วยศิลปะแห่งการช่างแม่ง”

หลายครั้งการที่เราไม่มีความสุขนั่นก็เพราะเราคาดหมายอะไรมากมายเกินไป พอไม่ได้ ไปไม่ถึง ก็ทุกข์เอง เจ็บเอง ความสุขจริงๆ แล้วนั้นหาง่ายสุดๆ ไม่ต้องมองสิ่งรอบกาย มันเกิดจากจิตใจของเรานี่แหละที่ควบคุมทุกอย่าง เปรียบได้ว่าจิตใจและความเชื่อนั้นสามารถบันดาลได้ทุกสิ่ง

เอาละ ตอนนี้ผมว่าเรื่องราวมันเริ่มนามธรรมไปสักหน่อย แต่สุดท้ายอยากให้ทุกคนมีความสุขง่ายๆ แบบพีต เบสต์ แม้ผิดหวังพลาดหวังกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็ยังมีความสุขได้

แค่เปลี่ยนนิยามและมุมมองของมันนะครับ

Don`t copy text!