บ่วงสุคนธา บทที่ 1 : บุรุษผู้มาพร้อมสัมผัสแห่งความตาย

บ่วงสุคนธา บทที่ 1 : บุรุษผู้มาพร้อมสัมผัสแห่งความตาย

โดย : ปองวุฒิ

บ่วงสุคนธา โดย ปองวุฒิ … เรื่องราวของ อาสาวตี หญิงสาวที่สูญเสียประสาทรับกลิ่นแต่ได้รับความพิเศษบางอย่างมาทดแทน ซึ่งสิ่งนั้นนำพาไววัสวัต ชายหนุ่มลึกลับที่มีเสน่ห์เข้ามาสู่ชีวิตเธอ หากแต่เธอจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อไววัสวัตหาใช่มนุษย์! …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อคุณผู้อ่านสามารถซื้อฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com รวมถึงการสั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ผ่านลิ้งจากทางอ่านเอาเข้าไป ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งสนับสนุนทั้งนักเขียนและเว็บไซต์อ่านเอาชุมชนสำหรับนักเขียนและนักอ่านของพวกเรา

——————————————

 

 

เด็กน้อยสะอื้นไห้ มือเล็กจ้อยลูบผิวหนังเหี่ยวย่นของผู้เป็นยายไม่ยอมปล่อย ยามนี้เรือนร่างที่เคยให้ความอบอุ่นกลับเย็นชืดจนชวนหวาดหวั่น กระทั่งซุกตัวแนบชิดก็ไม่อาจช่วยคลายความเหน็บหนาวในจิตใจได้เลยแม้สักเสี้ยว

กลิ่นหอมเย็นละมุนอวลคลุ้งทั่วห้อง เป็นกลิ่นผสานกันระหว่างดอกไม้เช่น กุหลาบ มะลิ จำปี กับสมุนไพรจำพวกเตยหอมและอบเชย เหมือนกับน้ำปรุงที่ยายชอบทำไว้ประพรมห้องและอบร่ำผ้า อันเป็นที่เลื่องลือในหมู่ละแวกบ้านว่าน้ำปรุงของยายหอมจรุงใจยิ่งกว่าน้ำหอมใดๆ

ครั้งหนึ่งเธอเคยนอนหนุนตักคุณยาย ฟังท่านเล่าเรื่องเก่าแก่อย่างไม่รู้จักเบื่อ คุณยายจึงเล่าถึงน้ำปรุงตำรับของท่านให้ฟัง  

‘วตีรู้ไหม น้ำปรุงนั้นเป็นภูมิปัญญาของชาวสุวรรณภูมิ วิธีการทำก็ละเอียดละไมดังศิลปะ จึงเกิดกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ตามแต่ผู้ปรุง สาวชาววังเมื่อก่อนน่ะใช้น้ำปรุงประทินผิวและอบร่ำเสื้อผ้า หอมหวนจนแม้เจ้าตัวจากไปแล้ว กลิ่นยังคงอยู่ เขาถึงเรียกกันว่า ‘หอมติดกระดาน’ ยังไงล่ะ’

‘ทำยังไงหรือคะ คุณยาย ที่ว่ายากๆ’

‘เราต้องร่ำดอกไม้สดในน้ำสะอาดสัก 25 วัน จากนั้นถึงเปลี่ยนดอกไม้ตามสูตรของผู้ปรุงทุกสามชั่วโมง นำมาอบควันเทียนเกสร หมักกับสมุนไพรต่างๆ อีก 12-15 เดือนเชียวละ กว่าจะได้น้ำปรุงมาใช้การ’

‘โอ้โฮ ยากจริงด้วยค่ะ คุณยาย’ เด็กน้อยทำตาโต ‘คุณยายไม่เบื่อหรือคะ’

‘ยายอยู่ว่าง ไม่อยากให้สูตรเก่าแก่โบร่ำโบราณหายสาบสูญไปเร็วนัก ทำไว้ก็ได้ใช้ แจกจ่ายเพื่อนบ้านได้ด้วย ใครอยากเรียนก็สอนเขาไปเผื่อได้เผยแพร่ต่อ วตีเองก็เถอะ ถ้าหากสนใจยายก็จะสอนให้’

‘แต่วตีจะเรียนไปทำไมล่ะคะ คุณยาย ในเมื่อ…’ หลานสาวตัวจ้อยก้มหน้าหงอย จนผู้เป็นยายเห็นแล้วสงสาร ทอดถอนใจ

‘นั่นสินะ หลานเป็นเสียแบบนี้คงไม่อาจร่ำเรียนได้ เฮ้อ ไม่รู้เป็นเวรกรรมอะไรของหลานนักหนา’

เด็กน้อยไม่เคยเรียนวิชาน้ำปรุงจากยาย อีกทั้งไม่เคยได้กลิ่นหอมที่ใครต่างพากันชื่นชมด้วย มีเพียงบางคราวเท่านั้นที่เธอจะได้กลิ่นหอมหวานของพรรณดอกไม้ ซึ่งเจ้าตัวจินตนาการจากคำบอกเล่าว่าคงคล้ายคลึงกับน้ำปรุงของคุณยายนั่นละ

เมื่อแรกเธอดีใจรีบร้องบอกคุณยายว่าตนได้กลิ่น หากพอนานวันเข้า เด็กน้อยเติบโตรู้ความผ่านโลกมากขึ้น จึงรู้ความหมายของการได้กลิ่นหอมของตน ที่แตกต่างไปจากมนุษย์ผู้อื่น

นับแต่นั้นเธอก็เกลียดการได้กลิ่นที่สุด!

“คุณยายขา” เด็กตัวเล็กน้ำตาไหลพราก บีบมือของคนสูงวัยกระชับแน่นราวกับต้องการยื้อยุด ทว่าไม่เป็นผล ประกายแสงชีวิตกำลังปลิดปลิวจากเรือนร่างเหี่ยวแห้ง ร่างกายของผู้เป็นยายราวกับหดเล็กลง แม้มองจากสายตาของเด็กวัยเพียงเจ็ดขวบก็ตาม

“วตี…” คุณยายเอ่ยเรียกชื่อด้วยเสียงแหบพร่า ไม่มีแม้แรงกำลังจะเอี้ยวศีรษะมองหน้าหลานสาวเพียงคนเดียวชัดๆ ด้วยซ้ำ “อย่าร้องไห้นะลูก”

“ฮือๆ แต่คุณยายกำลังจะจากวตีไปใช่ไหมคะ วตีได้กลิ่น…”

“คงอย่างนั้น” ดวงหน้าอันเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยสงบอย่างไม่น่าเชื่อ ริมฝีปากบางคลี่เป็นรอยยิ้มจางๆ “วตี…รู้ไม่ใช่หรือว่ามันเป็นธรรมดาโลก”

“แต่วตีไม่อยากให้คุณยายไป ฮือๆ คุณยายอย่าไปเลยนะคะ”

“ยายเป็นแค่มนุษย์ หนีไม่พ้นเกิดแก่เจ็บตายหรอกลูก” น้ำเสียงของท่านนุ่มนวล แม้จะแหบพร่าก็ตาม คล้ายหมายปลอบประโลมหลานสาวตัวน้อย

เธอยังเด็กเกินไป…เกินกว่าจะเข้าใจวัฏจักรของโลกใบนี้ เธอรู้เพียงว่ากลิ่นหอมหวานนั้นอยู่รอบตัวคุณยาย นั่นเท่ากับว่ายายจะไม่อยู่กับเธออีกต่อไปแล้ว

“คุณยายขา…คุณยาย”

 

อาสาวตีสะดุ้งตื่น หัวใจเต้นรัวราวกับจะหลุดจากอก กว่าจะนึกได้ว่าตัวเองฝันก็ผ่านไปเกือบนาที เมื่อนั้นหญิงสาวจึงค่อยระบายลมหายใจ นอนนิ่งเพื่อให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลงกลับเป็นปกติ

ฝันแบบนี้อีกแล้ว…

เธอเหลือบมองหน้าปัดเรืองของนาฬิกาข้างเตียง เห็นว่าเป็นเวลาย่ำรุ่งก็ลุกจากที่นอน ถึงยังไงก็คงนอนต่อไม่ลงแล้ว และอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องไปทำงานอยู่ดี ถือว่าออกแต่เช้าเลี่ยงรถติดแล้วกัน

หญิงสาวทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง หลังๆ มานี้เนื่องจากพนักงานลดลง จึงจำเป็นต้องควบตำแหน่งจัดงานนอกสถานที่ไปด้วย ทำให้งานมากขึ้นเป็นเท่าตัว หากก็มีข้อดีคือได้เดินทางบ่อย และเวลางานยืดหยุ่นกว่าเดิม ซึ่งถือว่าพอรับได้

เช้าวันนี้ก็เช่นกัน เธอมีงานเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ของคนดังในวงสังคม เนื้อหาบอกเล่าเรื่องราวประวัติชีวิตตัวเองกว่าจะจับธุรกิจหลักร้อยล้านได้ในวันนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง งานนี้เบื้องบนสั่งการว่าต้องจัดงานให้ใหญ่โตสมศักดิ์ศรี เพราะคาดว่ายอดขายจะต้องถล่มทลายอย่างแน่นอน ทำให้อาสาวตีต้องเตรียมงานหามรุ่งหามค่ำมาหลายสัปดาห์แล้ว ไม่นับว่าไฮโซหนุ่มเจ้าของงานตั้งข้อแม้มากมายกว่าปกติ ทำให้ต้องเปลี่ยนรายละเอียดงานไม่เว้นแต่ละวัน ในที่สุดงานหนักก็ใกล้เสร็จสิ้นสักที

“ดอกไม้แต่งเวทีเอามาส่งหรือยัง” เธอถามทีมงานทันทีที่ก้าวเข้ามาถึงลานกว้างชั้นล่างสุดของห้างสรรพสินค้ากลางเมืองซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดงานเมื่อเห็นว่าเวทียังว่างเปล่า

“ยังไม่มาเลยค่ะ คุณแอน”

“อ้าว แล้วกัน เหลืออีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็ถึงงานเปิดตัวแล้ว อย่างนี้จะเซตทันเหรอ” หญิงสาวขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าไม่พอใจจนอีกฝ่ายต้องรีบหลบตา เดินก้มหน้างุดหนีไปอีกด้าน

อาสาวตีถอนหายใจยาว ก่อนหยิบโทรศัพท์มือถือมาติดต่อร้านดอกไม้ ทั้งเหวี่ยงและกล่อมอยู่เป็นนานสองนาน ในที่สุดทางร้านก็รับปากว่าจะให้คนงานนำดอกไม้มาส่งภายในครึ่งชั่วโมง

“เป็นอะไรจ๊ะ หน้าดำคร่ำเคร่งเชียว ทำหน้าย่นมากเดี๋ยวแก่เร็วนา” หญิงสาวคนหนึ่งเดินมาเกาะไหล่อย่างสนิทสนม

“ร้านดอกไม้น่ะสิ นัดเวลากันไว้ดิบดี โทรไปดันบอกว่าจำผิด” เธอย่นหัวคิ้ว “จดไว้เลยว่าคราวหน้าไม่ใช้เจ้านี้แล้ว นัดไม่เป็นนัดใช้ไม่ได้เลย”  

“เอาน่า ใจเย็นก่อน ฉันรู้ว่าแอนต้องจัดการได้” อีกฝ่ายยิ้ม “เจ้าแม่อีเวนท์ซะอย่าง”

“แล้วเจ้าแม่เอ็มซีประจำบริษัทล่ะจ๊ะ ทำไมวันนี้มาแสตนด์บายแต่เช้าเชียว”

“พูดอย่างนี้เสียหายแย่ เหมือนฉันมาสายตลอดศก” คนถูกแซวเป็นฝ่ายย่นหน้าบ้าง

อาสาวตีกับพราวดาราเป็นเพื่อนร่วมบริษัทกัน แม้จะทำงานคนละแผนกแต่เนื่องจากต้องติดต่อกันเป็นประจำจึงสนิทไปโดยปริยาย อันที่จริงแล้วเธอสนิทกับอีกฝ่ายมากกว่าคนในแผนกเดียวกันด้วยซ้ำ คงเพราะเข้าทำงานเวลาไล่เลี่ยกัน อีกทั้งตำแหน่งของพราวดาราอยู่ในระดับขั้นเดียวกัน ต่างจากแผนกประชาสัมพันธ์ซึ่งทุกคนล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของอาสาวตีทั้งสิ้น จึงทำให้ไม่อาจคบกันสนิทใจถึงขั้นเล่าเรื่องส่วนตัวได้

“เออนี่ พราวได้ข่าวเรื่องพี่ตั้นหรือเปล่า” เธอเอ่ยถาม “เขากลับมาแล้วนะ”

“จริงเหรอ” พราวดาราเบิกตา ก่อนจะแลบลิ้น “แอนดีใจเลยล่ะสิ พี่ตั้นไปเรียนต่อตั้งหลายปี นึกว่าไม่กลับมาแล้วด้วยซ้ำ นี่ไปหาเขามาหรือยัง”

“บ้า!” ดวงหน้าหญิงสาวเผยสีเรื่อ “เราไม่ได้สนิทกันสักหน่อย แค่รุ่นพี่รุ่นน้องเท่านั้นเอง ขืนไปหาก็ประหลาดตายเลย”

เอ่ยคำว่า ‘ตาย’ ออกมาย้อนให้อาสาวตีระลึกถึงความฝันยามใกล้รุ่ง นานแค่ไหนแล้วที่เธอไม่ได้ฝันถึงคุณยาย…โดยเฉพาะช่วงเวลานั้น เพราะมันเป็นตอนที่ไม่อยากจดจำมากที่สุดในชีวิต ไฉนอยู่ดีๆ จึงฝันขึ้นมาได้กันหนอ

หรือว่าจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นอีก

อาสาวตีสลัดความคิดนั้นออกจากหัว เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าหากกำลังจะมีอะไรเกิดขึ้นจริง เธอจะต้องได้กลิ่น…

“แอน” พราวดาราโบกมือตรงหน้าเพื่อน “เป็นอะไร อยู่ดีๆ ก็นิ่งไป หรือว่าใจลอยไปหาพี่ตั้นแล้วยะ”

เธอกะพริบตาถี่ ปัดมืออีกฝ่ายออก ทำหน้าดุ

“ห้ามพูดเหลวไหลอีกนะ ไม่อย่างนั้นโกรธจริงด้วย”

“เจ้าค่ะ คุณผู้หญิง” พราวดาราแลบลิ้นใส่อีกรอบ แล้วเอ่ยว่า “ไปท่องบทดีกว่า ไม่อยากให้ผิดพลาด งานนี้เกิดปัญหาบนเวทีขึ้นมา ทั้งฉันและเธอหัวขาดแน่”

เพียงความบังเอิญที่เพื่อนสนิทเลือกใช้คำน่าเสียวไส้ ทว่ากลับทำให้หญิงสาวตัวสั่นขึ้นมาเฉยๆ ใจคอไม่ดีเอาเสียเลย เธอไม่อาจบอกตัวเองได้ว่าเพราะอะไรวันนี้ถึงได้คิดมากนักจนฟังอะไรก็คิดไปทางนั้นได้หมด

อาสาวตีหันไปทำงานต่อเพื่อหันเหความสนใจ ผ่านไปก็ชักเชื่อว่าสาเหตุที่ตนคิดมากเพราะกังวลกับงานวันนี้ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

ก่อนงานเริ่มต้น แม่งานอย่างอาสาวตีเดินตรวจความเรียบร้อยอีกหนเพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด กำหนดการจะเริ่มในเวลาเที่ยงตรง หากก่อนหน้านั้นเจ้าของหนังสือเปิดตัวได้มาถึงและสั่งให้เปลี่ยนโน่นนี่ตามใจตัวเองอีกรอบ ยังดีที่ไม่มีอะไรมากมายนัก จึงไม่ชวนหนักใจสักเท่าไร

ตอนนี้เหลือแค่รอเวลาเท่านั้น และงานใหญ่จะได้ผ่านพ้นไปสักที

 

ซื้อบ่วงสุคนธาฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com

เพื่อสนับสนุน ‘ปองวุฒิ’

และเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

 

 

“งานออกมาสวยมากเลยนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มของใครบางคนดังจากทางด้านหลัง ทำเอาอาสาวตีหัวใจเต้นรัว ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นเขาจริงๆ เธอรีบหันกลับไปมอง

“พี่ตั้น” หญิงสาวยิ้มกว้าง “แอนไม่นึกว่าพี่จะมา”

“พอดีแวะมาแถวนี้ครับ ได้ยินจากพี่แป๋มว่าสำนักพิมพ์จัดงานเปิดตัวหนังสือที่นี่เลยแวะมาดู เห็นหน้าคนจัดคุ้นๆ อยู่เลยอดไม่ได้ต้องมาทัก”    

คนพูดเป็นชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวร่างสมาร์ท วันเวลาต่างบ้านต่างเมืองทำให้เขาแลดูขาวกว่าที่จำได้เสียอีก ทว่านอกเหนือจากนั้นตรีวิทย์แทบไม่เปลี่ยนแปลงเลย

เขาจะรู้ไหมว่าเธอยินดีขนาดไหนที่เขายังจดจำได้

“แอนดีใจที่พี่มาค่ะ”  

“อีกหน่อยคงได้เจอกับบ่อยขึ้นนะครับ” ตรีวิทย์ระบายยิ้มบนใบหน้า เผยให้เห็นลักยิ้มบุ๋มสองข้างแก้ม

“หมายความว่ายังไงคะ”

“ตอนนี้พี่ยังบอกไม่ได้” เขาขยิบตา “แต่พี่ว่าแอนคงพอเดาได้แล้วละ”

เธอนิ่งคิด ก่อนสะกิดใจว่าเมื่อครู่เขาเอ่ยว่ารู้เรื่องงานเปิดตัวนี้จากพี่แป๋ม หรือปรีชา บรรณาธิการอำนวยการของสำนักพิมพ์ใหญ่แห่งนี้ ชายหนุ่มเพิ่งกลับมาจากเมืองนอกไม่นาน มาเจอกับเจ้านายเก่าคงไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ  

“พี่ตั้นไปเจอกับพี่แป๋มที่ไหนเหรอคะ”  

“บิงโก! นึกแล้วว่าแอนต้องเดาถูกแน่” เขาชม “วันจันทร์หน้าพี่จะกลับมาทำงานที่สำนักพิมพ์ครับ”

อาสาวตีไม่สามารถบอกคนตรงหน้าได้ว่าดีใจขนาดไหน เขาไม่เพียงกลับมา หากแต่ยังทำงานที่เดียวกันอีกครั้งด้วย! เธออยากบอกเขาเหลือเกินว่าตั้งตารอคอย ด้วยตำแหน่งหน้าที่ของตรีวิทย์ย่อมต้องทำงานกับแผนกหนังสือเล่ม และคงมีโอกาสได้ร่วมงานกันแน่ๆ

ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก พราวดาราก็เดินเข้ามาแทรก

“พี่ตั้น! บังเอิญจังค่ะ เราสองคนเพิ่งพูดถึงพี่เมื่อกี้นี้เองก็เจอพี่ซะแล้ว”

“ดีใจที่พี่ยังอยู่ในความสนใจครับ” ตรีวิทย์ระบายยิ้ม พูดเย้า “หวังว่าจะเอ่ยถึงในทางดีนะ”

“แหม แน่นอนสิคะ พวกเราเคารพรุ่นพี่เสมอ ยังอยากทำงานด้วยอยู่เลย”

“ถ้าพราวยังทำงานอยู่แผนกเดิมก็คงเป็นไปได้ละครับ”

“อ้าว ทำไมล่ะคะ” พราวดาราทำหน้างุนงง

“พี่ตั้นจะกลับมาทำงานที่สำนักพิมพ์” อาสาวตีเป็นคนเฉลย

เพื่อนสนิทนิ่งไปเสี้ยววินาที ก่อนเผยยิ้มบนใบหน้า “เป็นข่าวดีจังค่ะ พราวไม่รู้มาก่อน พี่แป๋มอุบเงียบไม่ยอมบอกน้องๆ บ้างเลย”

“พี่หายไปหลายปี ยังต้องเรียนรู้อีกมาก ดูน้องแต่ละคนสิ เติบโตขึ้นทั้งนั้น แอนจัดงานเปิดตัวหนังสือคนเดียวได้ขนาดนี้ ทำงานเก่งมาก” ชายหนุ่มชม ก่อนหันมาทางพราวดารา “พราวก็คงเหมือนกันสินะ พี่กลับเข้ามาคราวนี้สงสัยต้องให้พราวช่วยสอนงาน”

“ตามแต่พี่แป๋มจะสั่งค่ะ พราวทำตามอยู่แล้ว” ฝ่ายนั้นว่า “ใกล้เวลาเริ่มงานแล้ว พราวขอตัวไปเตรียมบทรอบสุดท้ายก่อนนะคะ แอน เจอกันตอนสิบเอ็ดโมงสี่สิบห้าใช่ไหม”

“ใช่ แต่มาก่อนก็ดี จะได้ซ้อมบล็อกกิ้งกับเลขาฯ ของคุณสมยศก่อนว่าขึ้นฝั่งไหน ยืนตรงไหน นั่งตอนไหน”

“ละเอียดจนน่ากลัว” เพื่อนสนิทเบ้หน้า “งานแค่ชั่วโมงเดียวก็จบแล้วแท้ๆ”

“เขาสั่งมาเราก็ต้องทำตาม ช่วยไม่ได้” อาสาวตีถอนหายใจแล้วยิ้ม “ตั้งใจให้เต็มที่แล้วกันนะ เดี๋ยวเสร็จงานจะเลี้ยงข้าว”

“โหย…ร้าย เบิกได้อยู่แล้วชัดๆ แม่คนงก” พราวดาราค้อนปะหลับปะเหลือกให้ก่อนเดินจากไป ทิ้งให้อาสาวตียืนขำตามหลัง

“แอนกับพราวสนิทกันมากเลยนะครับ” ตรีวิทย์เอ่ย

“เข้ามารุ่นเดียวกันนี่คะ ถึงตอนนี้ก็เหลือกันแค่ไม่กี่คนแล้ว”

“ทำงานสำนักพิมพ์ได้เงินไม่เยอะเท่าทำงานสายอื่น และมีไม่กี่คนจริงๆ ที่เหมาะกับงานประเภทนี้” เขาว่า “พี่รู้สึกดีนะที่กลับมาแล้วยังได้เจอน้องๆ หน้าคุ้น ไม่เปลี่ยนรุ่นไปเสียหมด”

“แอนเองก็…” เธอกำลังจะรวบรวมความกล้าบอกว่าดีใจที่ได้เจอเขาอีกเช่นกัน หากทีมงานเข้ามาเรียกเสียก่อน โดยบอกว่าไฮโซเจ้าของงานอยากพบตัวด่วน ทำให้ต้องขอตัวจากชายหนุ่มอย่างไม่เต็มใจเลย

 

อาสาวตีเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวที่จัดไว้เป็นห้องพักรอ ยกมือไหว้สมยศ ชายร่างสันทัดในชุดสูทพอดีตัวสีเลือดนก เขาหวีผมเรียบแปล้เสยปัดไปด้านหลัง นั่งไขว่ห้างหลังตรง ใบหน้าขาวผ่องตึงเปรี๊ยะทำให้บอกอายุได้ยาก ทว่าเธอรู้จากประวัติว่าอีกฝ่ายอายุเข้าเลขสี่แล้ว

“ไม่ทราบให้น้องไปตามแอนมามีอะไรหรือเปล่าคะ หรือว่าขาดเหลืออะไร” เธอยั้งปากไม่พูดว่า ‘อีก’ ต่อท้ายประโยค เนื่องจากนับตั้งแต่เหยียบย่างเข้าพื้นห้างสรรพสินค้าสถานที่จัดงาน สมยศสั่งให้เปลี่ยนรายละเอียดแทบทุกอย่าง ทั้งที่มันคือสิ่งที่เจ้าตัวเพิ่งสั่งการมาเมื่อวันก่อนแท้ๆ

ไม่ใช่แค่พราวดาราต้องการให้งานจบลงเสียที เธอนี่ละเป็นแนวร่วม เผลอๆ อาจต้องการมากกว่าเพื่อนสนิทด้วยซ้ำ!

“ผมอยากให้ลดไฟบนเวทีลงหน่อย” สมยศบอกอย่างไว้ตัว

“ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา” เธอรีบตอบ ต่อให้ทำไม่ได้ก็ต้องหาทางจนได้ “ไฟแรงไปหรือคะ”

“เปล่า ว่ายังไงดีล่ะ พักหลังผมมีปัญหาเรื่องหน้ามันนิดหน่อย ทำงานหนักจนนอนน้อยไปน่ะ” อีกฝ่ายว่า “แสงส่องมามากๆ ก็ร้อน เร่งให้เหงื่อออก หน้ายิ่งมันง่าย ผมไม่อยากให้มันสะท้อนแสงจนมันย่อง”

อาสาวตีอดมองใบหน้าตึงแน่นของไฮโซคนดังไม่ได้ ไม่แปลกหรอกที่เขาจะใส่ใจรูปลักษณ์มากเป็นพิเศษ และคำขอนี้ก็ไม่ได้ลำบากอะไรมากมายนัก นับว่าโชคยังเข้าข้างเธอทีเดียว

“แอนจะรีบจัดการให้เลยค่ะ คุณเลขาฯ คะ อีกสิบห้านาทีเจอกันที่หน้าเวทีเลยนะคะ เอ็มซีของเรารออยู่แล้ว จะได้ซ้อมกันก่อนงานเริ่ม” เธอหันไปบอกเลขาฯ ส่วนตัวของสมยศ จากนั้นเดินออกจากห้องไปด้วยความโล่งอก ถ้าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป งานคงเสร็จสิ้นโดยไม่เกิดปัญหา

การซ้อมผ่านไปด้วยดี กระทั่งถึงเวลาเริ่มงานจริง หญิงสาวพยักหน้าให้พราวดาราที่ยืนถือไมค์รออยู่ข้างเวทีแล้ว เพื่อนสนิทหันมายิ้มแล้วทำนิ้วชี้และนิ้วโป้งโค้งบรรจบกันเป็นวงกลม ก่อนไฟสปอร์ตไลท์จะส่องสว่าง พร้อมเสียงเพลงกระหึ่มเป็นสัญญาณเริ่มงาน

“คุณสมยศขึ้นบันไดจากทางด้านนี้นะคะ” เธอเอ่ยกับเจ้าของหนังสือ

พราวดาราเชิญสมยศขึ้นบนเวที ทั้งสองนั่งประจำที่และเริ่มพูดคุยถึงประวัติความเป็นมาของไฮโซคนดัง จากนั้นก็เข้าสู่เรื่องราวในหนังสือ ทุกอย่างดำเนินไปตามกำหนด และมีแนวโน้มว่าจะราบรื่นไปเรื่อยๆ

จนกระทั่ง…

เธอได้กลิ่นหอมราวกับดอกไม้นานาพรรณ

กลิ่นนั้นรุนแรงมากจนต้องเบ้หน้า ความหวาดหวั่นในจิตใจที่จางหายไปตั้งแต่ช่วงก่อนกลับมาครอบคลุมทั่วร่างอีกครา อาสาวตีไม่อาจเพิกเฉยได้ เธอเหลียวมองรอบตัวด้วยสายตาตื่นตระหนก ก่อนเงยหน้าขึ้นมองด้านบน

ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้มีลักษณะไม่ต่างจากห้างทั่วไป นั่นคือแต่ละชั้นมักมีพื้นที่เปิดโล่งเพื่อให้มองเห็นด้านล่างสุดได้ ด้วยเหตุนี้สมยศจึงเจาะจงให้เลือกลานกว้างชั้นล่างนี้เป็นสถานที่จัดงาน เพื่อให้คนมองเห็นเขาได้จากทุกชั้น

และตอนนี้…หญิงสาวกำลังเห็นสิ่งที่สะพรึงที่ชั้นบนสุดของห้าง

ร่างมนุษย์คนหนึ่งกำลังยักแย่ยักยัน…คลับคล้ายจะปีนลงมานอกระเบียง!

ไวเท่าความคิด อาสาวตีพุ่งพราดขึ้นไปบนเวที เมินเฉยต่อสายตาตกใจของทั้งพิธีกรและแขกรับเชิญ คว้าตัวสมยศลงจากตรงนั้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ฟังเสียงโวยวายของอีกฝ่าย

วินาทีที่เธอลงจากเวที เสียงราวกับอะไรหนักๆ กระแทกพื้นก็ดังสนั่น หญิงสาวไม่กล้าหันไปมอง ทว่าเสียงกรีดร้องของผู้คนบอกได้เป็นอย่างดีว่า ‘อะไร’ ตกสู่พื้น

หากแล้วกลิ่นหอมจรุงใจอีกกลิ่นหนึ่งก็ลอยแตะจมูกจนอาสาวตีเผลอลืมตาโดยไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย มันเป็นกลิ่นหอม…ที่อธิบายไม่ถูก รู้เพียงว่ามันหวานล้ำจนไม่น่ามีมนุษย์หรือเครื่องจักรใดรังสรรค์ขึ้นมาได้ และจากประสบการณ์ของเธอนั้น สิ่งใดดีงามเกินกว่าจะมีอยู่บนโลกใบนี้ ย่อมหมายความว่ามันไม่ใช่ของที่สมควรดำรงอยู่!

หญิงสาวเหลียวมองไปทางหมู่คนที่ยืนมุงอยู่ห่างๆ ระหว่างเจ้าหน้าที่ของห้างสรรพสินค้าพยายามกันคนออกจากพื้นที่ ทันใดเธอก็มองเห็น…

ใครบางคนยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ทว่าเหมือนไม่ได้อยู่ในระนาบเดียวกัน แม้เต็มไปด้วยผู้คนมากมายสักแค่ไหน เธอกลับเห็นเขาโดดเด่นเหนือใคร

ชายหนุ่มสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคลุมทับด้วยสูทสีดำสนิท ดวงหน้าของเขาไร้ความรู้สึกราวกับความโกลาหลรอบตัวไม่อาจกระทบได้ เขากำลังยืนมองสถานการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบงัน

ไม่สิ…เวลาต่อมาอาสาวตีถึงเพิ่งเข้าใจ เขาไม่ได้กำลังมองความวุ่นวายที่เกิดขึ้น คนอย่างเขาหรือจะสนใจเรื่องพรรค์นั้น ชายหนุ่มกำลังจ้องมองมาที่เธอต่างหาก

หากที่ทำให้หญิงสาวตัวเย็นเยียบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าเป็นเพราะตระหนักได้ในวินาทีต่อมาว่า…    

บุรุษรูปงามตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์!

 


 

บ่วงสุคนธา โดย ปองวุฒิ … เรื่องราวของ อาสาวตี หญิงสาวที่สูญเสียประสาทรับกลิ่นแต่ได้รับความพิเศษบางอย่างมาทดแทน ซึ่งสิ่งนั้นนำพาไววัสวัต ชายหนุ่มลึกลับที่มีเสน่ห์เข้ามาสู่ชีวิตเธอ หากแต่เธอจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อไววัสวัตหาใช่มนุษย์! …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อคุณผู้อ่านสามารถซื้อฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com รวมถึงการสั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ผ่านลิ้งจากทางอ่านเอาเข้าไป ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งสนับสนุนทั้งนักเขียนและเว็บไซต์อ่านเอาชุมชนสำหรับนักเขียนและนักอ่านของพวกเรา

——————————————

Don`t copy text!