บ่วงสุคนธา บทที่ 3 : เมื่อเขาสัมผัสเธอ

บ่วงสุคนธา บทที่ 3 : เมื่อเขาสัมผัสเธอ

โดย : ปองวุฒิ

บ่วงสุคนธา โดย ปองวุฒิ … เรื่องราวอาสาวตี หญิงสาวที่สูญเสียประสาทรับกลิ่นแต่ได้รับความพิเศษบางอย่างมาทดแทน ซึ่งสิ่งนั้นนำพาไววัสวัต ชายหนุ่มลึกลับที่มีเสน่ห์เข้ามาสู่ชีวิตเธอ หากแต่เธอจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อไววัสวัตหาใช่มนุษย์! …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

………………………………………….​​

 

อาสาวตีนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงอยู่หลายรอบ จนเมื่อแน่ใจว่าคืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ เธอก็เปลี่ยนใจลุกเดินลงไปชั้นล่างแทน

หญิงสาวเปิดโทรทัศน์เอาไว้ ไม่ได้คิดจะดูรายการรอบดึกใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่ต้องการให้มีเสียงช่วยคลายความเงียบสงัดของยามดึกดื่นลงไปได้บ้าง เธอเปิดมาเจอรายการขายสินค้าเข้า ตอนแรกคิดจะเปลี่ยนช่อง หากแล้วก็ชะงักมือ พลางคิดว่าอาจจะดีก็ได้ รายการพวกนี้เนื้อหาหลักคือการขายของ ย่อมต้องมีพิธีกรมาสาธิตและบรรยายคุณสมบัติสินค้า นั่นหมายความถึงการพูดต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ตรงตามความต้องการสิ่งช่วยคลายเหงาของเธอพอดี

เธอหยิบหนังสือจากชั้นวางมาเล่มหนึ่ง พลิกเปิดอ่านโดยไม่ดูหน้าปก ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองมีสมาธิพอจะอ่านรู้เรื่องไหม หากก็คงดีกว่าจมอยู่ในภวังค์ความคิดซ้ำซาก… ซึ่งเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ร้ายเมื่อตอนสายและชายหนุ่มลึกลับคนนั้น

อาสาวตีไม่อาจสลัดภาพชายหนุ่มในชุดสูทสีดำคนนั้นออกจากใจได้ ไม่ว่าพยายามเท่าไรก็ตาม เธอรู้แน่ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา และค่อนข้างมั่นใจเกินร้อยด้วยว่าเขาไม่ใช่แม้แต่มนุษย์

แต่เขาเป็นอะไรล่ะ ภูตผี? ปีศาจ? หรือว่าเทวดากันแน่

เธอไม่เคยเห็นสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านี้มาก่อน ถึงแม้จะมีพลังพิเศษดังว่า แต่หญิงสาวเพียงแค่รับรู้ว่ามีความตายหรือเรื่องร้ายกำลังเกิดขึ้นในระยะใกล้ตัวเท่านั้น ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะเห็น ‘อะไร’ เป็นตัวเป็นตนปรากฏตรงหน้า

ทว่ากลิ่นหอมหวานนั้นมาจากเขาเป็นแน่แท้ และมันเป็นกลิ่นที่จะมีเฉพาะในเวลาเกิดเรื่องไม่ปกติเท่านั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาย่อมเกี่ยวข้องกับอะไรสักอย่างไม่ธรรมดา เพียงแค่เธอยังไม่รู้คำตอบเท่านั้นเอง ถ้าเป็นไปได้อาสาวตีภาวนาให้เป็นเช่นนั้นตลอดไป เจอกันแค่ครั้งเดียวก็ทำเอาเธอหวาดหวั่นสั่นประสาทแทบแย่ หวังว่าจะไม่ต้องเจอกันอีก

เสียงพิธีกรชายหญิงในโทรทัศน์ผลัดกันสาธยายความดีของสินค้าที่กำลังขาย เธอฟังมันผ่านหูไปโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทั้งคู่กำลังขายสิ่งใด หากแล้วประโยคหนึ่งก็แทรกเข้ามา

“ท่านที่เกิดราศีมีนในช่วงนี้อาจกำลังเจอเคราะห์หนักถึงชีวิต เจ้ากรรมนายเวรกำลังตามรังควาน คงต้องทำบุญกันมากๆ หน่อย หรือไม่ก็ให้แม่หมอของเราแนะนำสิคะ…”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองโดยอัตโนมัติ ก่อนเห็นว่ารายการเปลี่ยนเป็นช่วงขายสินค้าจำพวกอัญมณีประจำวันเกิดเพื่อปัดเป่าความโชคร้ายและชักพาโชคดี โดยมีแขกรับเชิญแต่งตัวแนวยิปซีที่พิธีกรเรียกว่าแม่หมอมาให้ความรู้ประกอบ เธอไม่เคยเชื่อถือโชคลางจึงไม่เคยใส่ใจ หากแต่คำว่าเคราะห์หนักกลับกระทบใจจนเผลอตัวสั่น

เธอโทษผู้ชายชุดดำ เขาเข้ามายึดครองความคิดทั้งหมด ทำให้พอเห็นหรือได้ยินอะไรลึกลับเข้าหน่อยก็พานคิดไปไกลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“คิดเรื่องอื่นดีกว่า” บอกตัวเองดังๆ อย่างชักหงุดหงิด

หัวใจพาไปหาชายหนุ่มอีกคน… ซึ่งน่าคิดถึงกว่ากันมากนัก เมื่อบ่ายนอกจากตรีวิทย์จะอาสาขับรถมาส่งที่บ้านแล้ว เขายังช่วยพูดกับหัวหน้าให้ทีมงานทุกคนได้พักหนึ่งวัน ทำให้พวกเธอได้หยุดงานต่อเนื่องรวมเสาร์และอาทิตย์เป็นสามวันเต็ม

“น้องแอนพักผ่อนเยอะๆ นะครับ” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงห่วงใย “เรื่องแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด พี่กลัวน้องแอนจะคิดมาก ตั้งแต่เกิดเรื่องหน้ายังซีดอยู่เลย”

“สักพักแอนคงดีขึ้นค่ะ” เธอยิ้มให้เขา ตรีวิทย์คงไม่รู้หรอกว่าถึงสีหน้าของเธอจะย่ำแย่ขนาดไหน ทว่าหัวใจกลับชุ่มชื่นเมื่อเขาแสดงความหวังดีและห่วงใยเช่นนี้  

“เจอกันวันจันทร์นะครับ” ชายหนุ่มเอ่ยลาทิ้งท้าย ก่อนขึ้นแท็กซี่จากไป ทิ้งเจ้าของบ้านให้ยืนมองจนลับตา

อาสาวตีเบนสายตาไปทางบ้านหลังติดกัน เห็นว่าทุกอย่างเงียบสงบจึงเดินกลับเข้าบ้านตัวเอง พยายามหาอะไรทำฆ่าเวลาจนถึงช่วงค่ำเพื่อเข้านอน ก่อนจะพบว่าเสียเวลาไปเปล่าๆ นอกจากนอนไม่หลับแล้ว ยังฟุ้งซ่านไม่เข้าเรื่องอีกต่างหาก

เอาน่า หญิงสาวปลอบใจตัวเอง เรื่องร้ายผ่านไปแล้ว เธอจะใช้เวลาวันหยุดให้คุ้มค่า พร้อมรับสัปดาห์ทำงานใหม่ในวันจันทร์อย่างสดใส

เพราะวันนั้นมีตรีวิทย์อยู่ในบริษัทเดียวกันอีกคราว

ย้อนกลับไปตอนเริ่มเข้าทำงานใหม่ ตรีวิทย์คือรุ่นพี่รูปหล่อมาดดี ซ้ำนิสัยก็ดีและทำงานเก่ง สาวๆ ทั่วบริษัทต่างพากันหลงใหลได้ปลื้มเขากันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่เธอ แล้วอยู่ๆ ทุกคนก็ต้องอกหักไปตามกันเมื่อวันหนึ่งเขายื่นใบลาออกเพื่อไปเรียนต่อต่างประเทศ

เธอไม่เคยนึกว่าจะได้เจอเขาอีก ยิ่งไม่กล้าคิดหวังว่าจะได้ทำงานด้วยกัน อันที่จริงแล้วหญิงสาวเกือบคิดไปแล้วว่าคงเลิกปลื้มเขาไปตามกาลเวลา จนกระทั่งได้ยินข่าวว่าเขากลับมาไทย ความรู้สึกเก่าๆ ก็หวนมาอีกรอบ ทำให้ตระหนักว่า… เขาคือรักแรกที่ไม่เคยจืดจางจากหัวใจ

เมื่อมีโอกาสอีกครั้ง ซ้ำเขายังใกล้ชิดมากกว่าแต่ก่อน เธอจะไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด

พอนึกถึงเรื่องดีขึ้นมาได้ หญิงสาวก็ผล็อยหลับไปโดยยังเปิดโทรทัศน์ค้างไว้ ไม่ใส่ใจอีกต่อไปแล้วว่าแม่หมอในรายการกำลังแนะวิธีสะเดาะเคราะห์ด้วยอัญมณีศักดิ์สิทธิ์อย่างไรบ้าง  

 

กว่าอาสาวตีจะตื่นในวันใหม่ก็ปาเข้าเกือบสิบเอ็ดโมงเช้าเข้าไปแล้ว ถึงแม้เกือบนอนไม่หลับทว่าการได้ชดเชยด้วยการตื่นสายสักวันก็ช่วยให้ร่างกายสดชื่นขึ้นได้บ้าง ขณะดื่มกาแฟแก้วแรกของวัน เธอก็นึกขอบคุณตรีวิทย์ที่ช่วยพูดกับหัวหน้าให้ลาหยุด ไม่เช่นนั้นคงนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมีแรงทำงานได้อย่างไร ท้ายที่สุดอาจต้องขอหยุดเองอยู่ดี

นิ้วเรียวงามกุมแก้วกาแฟยกจิบน้ำสีเข้มอุ่นควันกรุ่น มีคนเคยบอกเธอว่ากลิ่นกาแฟนั้นหอมชวนดมเป็นที่สุด อาจเรียกว่าเสน่ห์ของมันนอกเหนือจากรสชาติกลมกล่อมแล้ว กลิ่นก็เป็นสิ่งหนึ่งให้มันกลายเป็นเครื่องดื่มที่มีคนนิยมเป็นอันดับต้นของโลก น่าเสียดายที่เธอไม่อาจรับกลิ่นที่ใครต่างหลงใหลได้ ไม่อย่างนั้นอรรถรสในการดื่มอาจมากขึ้นก็เป็นได้

ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับดีใจอย่างบอกไม่ถูกที่ตัวเองไม่ได้กลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟชั้นเลิศ… อีกทั้งไม่ได้กลิ่นใดๆ ทั้งสิ้นที่รายล้อมรอบตัว

เรื่องราวของชายลึกลับคนนั้นเริ่มห่างไกลจากความคิดคล้ายเป็นแค่ฝันร้าย บางทีเธออาจคิดไปเองก็ได้ เขาอาจแค่ไทยมุงที่เดินผ่านมาเจอเหตุการณ์สะเทือนขวัญเข้าและหยุดดูไม่ต่างจากคนอื่นๆ ส่วนกลิ่นนั่นก็แค่สมองเล่นตลกบิดเบือนไปชั่ววูบ ทำให้หลงคิดว่าได้กลิ่นทั้งที่ไม่เกิดขึ้นจริง

เธอย้ำเตือนตัวเองว่าต้องเป็นเช่นนั้นแน่ ไม่มีคำอธิบายอื่นอีกแล้ว ที่ผ่านมาเธอจะได้กลิ่นใดๆ ต่อเมื่อมีคนตาย ถ้าชายหนุ่มคนนั้นเป็นผีอยู่แล้ว เธอก็ต้องไม่ได้กลิ่นสิ ก็เขาตายไปเรียบร้อยแล้วนี่นา คิดข้อสรุปได้เช่นนี้ อาสาวตีก็สบายใจขึ้นมาก   

หญิงสาวดื่มกาแฟอึกสุดท้าย ก่อนเหลือบมองผ่านหน้าต่างห้องครัวไปทางบ้านหลังติดกัน และเห็นว่าเจ้าของบ้านอีกฝั่งโบกมือหยอยให้ เธอยิ้ม วางแก้วลง ก่อนเดินไปทางหน้าบ้าน อ้อมไปจนถึงประตูรั้วของอีกฝ่าย ไม่ต้องรอให้กดกริ่ง เจ้าของมือทักทายเมื่อครู่ก็เดินยิ้มแฉ่งออกมารับ

“ทำไมวันนี้แอนอยู่บ้านล่ะ นึกว่าไปทำงานแต่เช้าแล้วซะอีก”

“รถยังอยู่ ไม่เห็นเหรอ” เธอตอบกวนๆ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่โกรธ

“นึกว่าอยากช่วยรักษ์โลกเลยนั่งรถเมล์ไป ไหนๆ ก็อยู่บ้านแล้ว เข้ามาช่วยกินขนมเค้กหน่อยสิ เมื่อวานซื้อมาเยอะเกินไป สงสัยกินคนเดียวไม่หมด”

“เอาเรื่องกินมาล่อเชียว ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่กินสักหน่อย” เธอแกล้งทำหน้างอน แต่ก็ยอมเดินตามเข้าไปแต่โดยดี พอเห็นเค้กที่เจ้าของบ้านนำมาพร้อมจานแบ่งก็ร้อง “โอ้โฮ! นี่มันเค้กเจ้าดังจากไต้หวันนี่นา ไม่ยักรู้ว่ามารินสาวน้อยเก็บตัวของเราทันสมัยไม่เบา”

“จ้างคนมาส่งน่ะ” คนถูกแซวยิ้ม “นานๆ ทีก็อยากลองกินอะไรที่คนเขานิยมกันบ้าง เดี๋ยวตามโลกไม่ทัน”

“ไม่ออกไปเองบ้างล่ะ ห้างใกล้บ้านก็มีนี่นา อยู่แต่บ้านไม่เบื่อเหรอ”

“มีอะไรให้ทำตั้งเยอะ ไม่เห็นเบื่อเลย สบายดีออก อยากกินอะไรก็เรียกคนมาส่ง ง่ายออกจะตาย มีเงินซะอย่าง”

“จ้า แม่คนรวย ชีวิตเธอช่างน่าอิจฉาจริงๆ”

อาสาวตีพินิจดวงหน้าของเพื่อนข้างบ้าน มารินมีผิวขาวชนิดที่เรียกว่าขาวจนเห็นเส้นเลือดราวกับเจ้าตัวไม่เคยออกแดดมาก่อนเลยในชีวิต และนับตั้งแต่รู้จักกันมาหลายต่อหลายปี อีกฝ่ายก็มี ‘ไลฟ์สไตล์’ แบบนั้นจริงเสียด้วย มารินออกจากบ้านนับครั้งได้ และส่วนใหญ่ก็เพียงแวะเวียนมาบ้านเธอเท่านั้น ส่วนบรรดาข้าวของส่วนตัวทั้งหลาย เจ้าตัวใช้วิธีสั่งจากอินเทอร์เน็ต หรือไม่ก็จ้างคนมาส่ง ซึ่งไม่เป็นปัญหาสำหรับคนมีมรดกชนิดใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด

หากไม่นับนิสัยเก็บตัวจนออกจะประหลาด มารินเป็นคนน่าคบทีเดียว เนื่องจากไม่ชอบแข่งขันประชันกับใคร อีกทั้งเป็นคนง่ายๆ ไม่เรื่องมาก เวลาอยู่ด้วยแล้วทำให้สบายใจอย่างบอกไม่ถูก เรียกได้ว่าถ้าหากในเวลางานพราวดาราคือเพื่อนสนิท นอกเวลาก็ต้องเป็นมารินนั่นเอง

อีกสิ่งที่ทำให้ทั้งสองผูกพันกันง่ายดายคือต่างเหลือตัวคนเดียวในโลก มารินเสียพ่อแม่ไปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับเธอ อาสาวตีจำได้ว่าทั้งสองต่างอยู่เคียงข้างให้กำลังใจซึ่งกันและกันจนผ่านความเสียใจมาได้ เหตุนี้เองเธอถึงได้สนิทกับมารินมาก

“วันนี้แอนหน้าตาสดใสนะ มีเรื่องดีๆ สิท่า” มารินทำเสียงเล็กเสียงน้อย

“ใช่ที่ไหนกัน” เธอย่นจมูก “เพิ่งเจอเรื่องร้ายมาสิไม่ว่า เธอต้องไม่เชื่อแน่ๆ ว่าเมื่อวานฉันเจออะไร”

หญิงสาวเล่าเหตุระทึกให้เพื่อนสนิทฟัง หากยังไม่ทันเอ่ยถึงชายหนุ่มลึกลับในชุดสูทดำก็เห็นมารินเบิกตา ริมฝีปากบางอ้าค้างอย่างตกใจจนเธอต้องหยุดพูดกะทันหันเพราะกลัวเพื่อนจะหัวใจวายตายไปเสียก่อน

“น่ากลัวมาก” มารินเอ่ยเสียงสั่น “เห็นคนฆ่าตัวตายระยะเผาขนขนาดนั้น ถ้าเป็นฉันคงกลัวจนไม่กล้าทำอะไรแน่ๆ”

“ตอนเกิดเรื่องก็กลัวนะ แต่พอผ่านมาก็ชักปลง ชีวิตคนเราก็เท่านี้แหละ” เธอว่า “ข้อดีคืองานเปิดตัวหนังสือของคุณสมยศเลยได้ลงหน้าข่าวทุกสำนัก ถึงจะไม่ใช่อย่างที่เจ้าตัวคาดหวังไว้เท่าไรก็เถอะ”

“พนันเลยว่าพอเวลาผ่านไปเขาคงพอใจนั่นแหละ” มารินชักคลายสีหน้า “วันนี้เธอก็เลยหยุดอยู่บ้านสินะ”

“ที่จริงแล้วพี่ตั้นเป็นคนช่วยพูดกับพี่แป๋มให้”

“พี่ตั้น…” เพื่อนข้างบ้านทวนชื่อช้าๆ ก่อนร้อง “ใช่ผู้ชายคนที่แอนแอบชอบมาร่วมปีหรือเปล่า”

“คนนั้นแหละ” เธอตอบเสียงเบาอย่างขัดเขิน สีเลือดเผยทั่วใบหน้าทันใด

“ร้ายจัง ไม่ยอมเล่าให้ฟังบ้างเลย” มารินทำหน้าเสียดาย

“ฉันก็เพิ่งได้เจอเขาเมื่อวาน แล้วก็เกิดเรื่องเลย แต่พี่ตั้นอาสามาส่งฉันที่บ้านด้วยนะ”

“มิน่าถึงได้ไม่ค่อยตกใจเท่าไร มีหนุ่มคอยปลอบมาตลอดทางนี่เอง” เพื่อนสนิทตีแขนเบาๆ หยอกเย้า “ฉันหวังว่าคราวนี้เธอจะสมหวังนะ แอบชอบเขามาตั้งนานแล้วนี่นา”

“บ้า!” เธอชักเขินจนทนไม่ไหว เลยรีบลุก “ฉันกลับบ้านดีกว่า”

“แซวเข้าหน่อยทำเป็นลากลับ เอาเถอะ วันไหนเป็นแฟนกันห้ามลืมบอกเพื่อนล่ะ ไม่อย่างนั้นโกรธจริงๆ ด้วย”

“ฉันก็อยากเห็นเธอโกรธใครสักคนเหมือนกัน ยายมารินคนใจเย็นเป็นน้ำแข็ง” อาสาวตีแลบลิ้นใส่เพื่อน ก่อนแยกตัวกลับเข้าบ้านตัวเอง พอเดินผ่านเข้ามาถึงหน้าต่างห้องครัวยังเห็นมารินแกล้งทำหน้าค้อนใส่ เล่นเอาหญิงสาวอดหัวเราะคิกไม่ได้

 

อาสาวตีตั้งใจว่าจะใช้เวลาในวันหยุดยาวพักผ่อนให้เต็มที่ ผ่อนคลายความเครียดและเหนื่อยล้ามาตลอดหลายสัปดาห์ให้มลายไป อุตส่าห์ค้นเอาซีรีส์ที่เคยดูค้างไว้แต่ยังไม่จบมากองไว้หน้าโทรทัศน์ พร้อมเสบียงทั้งคาวหวานใส่ตู้เย็นเอาไว้มากมาย ตั้งใจว่าคืนนี้ถ้าไม่เพลียจนหลับไปเองก็จะโต้รุ่งจนกว่าจะดูจบทุกเรื่อง

ปรากฏว่าละครที่เธอเลือกดูนั้นมีจำนวนตอนเกินกว่าห้าสิบตอน ดังนั้น ถึงจะผ่านเข้าวันใหม่ไปแล้วก็ตาม หญิงสาวก็ยังดูไม่จบดังตั้งใจ สุดท้ายจึงต้องยอมแพ้และหลับไปตอนเกือบรุ่งสางด้วยความอ่อนเพลีย

แม้จะหลับไปเพียงชั่วครู่ หากแต่เธอก็ยังฝัน…

ในฝันนั้นอาสาวตียืนอยู่ในห้างสรรพสินค้าสถานที่จัดงานเปิดตัวหนังสือที่ตัวเองรับผิดชอบ ทว่ามันกลับร้างไร้ผู้คน หญิงสาวเงยหน้ามองเพดานกระจกฝ้าด้านบนสุดของอาคาร มองเห็นเมฆขาวลอยเอื่อยตัดกับท้องฟ้าสีคราม บ่งบอกให้รู้ว่าเป็นเวลากลางวัน แล้วเหตุใดถึงไม่มีคนอยู่เลย ผิดวิสัยของห้างขายของอย่างมาก

เธอยืนอยู่กลางห้าง ตรงนั้นยังมีเวทีจัดงานตั้งอยู่ หากแต่ไม่มีทีมงานเลยสักคนเดียว มีเพียงเธอเท่านั้น รอบตัวเงียบสงัดจนหากเข็มสักเล่มตกพื้นคงได้ยินเสียงก้องสะท้อนดังไปทั่วเป็นแน่   

ทันใดหญิงสาวก็รู้สึกถึงอันตราย…

ความรู้สึกอึดอัดราวกับอากาศค่อยๆ บีบแน่นเข้ามารัดรึงเหมือนบ่วงบาศคล้องรอบตัว อาสาวตีหัวใจเต้นแรงอย่างหวาดหวั่น หันมองรอบด้านด้วยความระแวงแต่ไม่ยักเห็นสิ่งใด ทว่าเธอรู้…มันต้องมีอะไรบางอย่างเร้นกายอยู่ในที่แห่งนี้กับเธอด้วยอย่างแน่นอน

แต่มันคืออะไร และต้องการสิ่งใดกัน

กลิ่นหอมเอียนลอยโดยไม่มีที่มา เธอต้องเอามือปิดจมูกเพราะความฉุนของมัน แน่ล่ะว่ามันจัดว่าหอมมากกว่าเหม็น หากแต่ไม่ใช่กลิ่นที่เธอต้องการรับเลยสักนิด เป็นความหอมหวานอันน่าหวาดหวั่น ทว่าคล้ายยิ่งเกลียดกลัวกลับถูกคุกคามหนักหน่วงขึ้น ความหอมนั้นโอบล้อมเข้ามาจนไม่อาจปิดกั้นได้ อาสาวตีรู้สึกราวได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยหยันแฝงมากับความว่างเปล่าไม่เห็นตัวผู้ใด

พลันหญิงสาวก็รู้คำตอบ ‘สิ่งนั้น’ ต้องการชีวิตของเธอ!

“ไม่นะ!” เธอร้องตะโกนสุดเสียง ปิดตาแน่นไม่กล้ามองสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในไม่ช้า ร่างกายเย็นเฉียบ หัวใจเหมือนจะหยุดเต้น ความกลัวถึงที่สุดเป็นเช่นไร เธอรู้ซึ้งในเวลานี้

ช่องท้องของเธอถูกปะทะด้วยมวลอากาศ ไม่เจ็บปวดแต่อย่างใด หากทำให้ปั่นป่วนจนหงายหลังลงกับพื้น เธอสัมผัสความรู้สึกทั้งหมดได้ทีละเล็กละน้อยไม่ต่างจากภาพในหนังที่ค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ก่อนศีรษะแตะกับพื้น หัวใจก็เหมือนโดนกระชากอย่างรุนแรง

อาสาวตีลืมตาตื่นพร้อมกับโทรศัพท์มือถือแผดเสียงเด็กร้องไห้!

เธอถอนหายใจสั้นๆ ถี่รัวเพียงชั่วครู่ ก่อนตะลีตะลานหยิบมารับสาย

“ฮัลโหล”

“แอน นี่พราวเองนะ เพิ่งตื่นเหรอ เสียงงัวเงียเชียว” เสียงสดใสตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงทักมาจากปลายทาง

“อืม…” เธอตอบสั้น ยังไม่หายอาการสั่น “พราวเหรอ”

“ก็ใช่น่ะสิ ไม่โกหกหรอกน่า” อีกฝ่ายหัวเราะร่วน “จะโทรมาถามว่าเป็นยังไงบ้าง เมื่อวานไม่ได้คุยกันเลย ฉันอยากโทรมาหา แต่กลัวจะไม่อยากรับสาย เมื่อวันก่อนเจอหนักกันทุกคน”

“เลยโทรมาแต่เช้าแทนเนี่ยนะ” พอเริ่มตั้งตัวได้ หญิงสาวก็ชักหงุดหงิดนิดหน่อยที่โดนปลุก แต่เมื่อคิดดีแล้วควรขอบคุณพราวดารามากกว่า เพราะถ้าอีกฝ่ายไม่โทรมาปลุก ใครจะรู้ว่าความฝันนั้นจะดำเนินไปถึงไหน

“เช้าที่ไหนกัน ดูนาฬิกาเสียบ้าง ยายบ๊อง บ่ายโมงแล้วย่ะ”

“จริงด้วย!” เธอมองนาฬิกาติดผนังอย่างตกใจ “เมื่อคืนฉันนอนดึก ไม่รู้ตัวเลยว่าตื่นสายขนาดนี้”

“ถือว่าได้หยุดเลยใช้เวลาเต็มที่เลยสิท่า”

“แล้วพราวไม่ได้หยุดด้วยเหรอ”

“อยากอยู่หรอก แต่ต้องเข้าไปเคลียร์งาน ไม่อยู่สักวันงานก็ล้นโต๊ะแล้ว แต่ก็มีข้อดีเหมือนกันนะ หัวหน้าเข้ามาปลอบใจฉันด้วยล่ะ แถมยังเลี้ยงข้าวกลางวันด้วย ลาภปากชะมัด”

“น่าอิจฉาจังนะ”

“อย่าเลย ถ้าให้เลือกได้ฉันขอหยุดดีกว่า นี่จะโทรมาถามว่าพรุ่งนี้อยากออกไปเที่ยวด้วยกันไหม”

เธอชั่งใจคิด ก่อนปฏิเสธ “ไม่เอาดีกว่า ขอพักยาวๆ แล้วค่อยเจอกันวันจันทร์”

“ตามใจ” พราวดาราไม่เซ้าซี้ “เตรียมตัวไว้ก็แล้วกัน เปิดทำงานเมื่อไรโดนรุมถามเรื่องวันนั้นแน่”

หญิงสาวคุยกับเพื่อนอีกสองสามเรื่องก่อนวางสายไป พลางคิดหนักว่าจะหลบพ้นอย่างไร เธอไม่ต้องการรื้อฟื้นเรื่องไม่น่าจดจำขึ้นมาอีก แต่เรื่องประเภทนี้ละดึงดูดความสนใจคนนัก นึกอยากให้ตัวเองได้หยุดต่อเนื่องอีกสักหน่อย อย่างน้อยก็จนกว่าข่าวจะซา และคนหันไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน

คิดไปก่อนล่วงหน้าก็เหนื่อยเปล่า ในที่สุดอาสาวตีก็ตัดสินใจปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต และหันเหไปทำกิจกรรมสร้างความบันเทิงในช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพียงวันเดียวให้คุ้มค่าดังตั้งใจแต่แรก

อันดับแรกเธอขึ้นห้องนอนเพื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้สดชื่นแจ่มใสเสียก่อน จากนั้นค่อยหาอะไรใส่ท้องระหว่างดูโทรทัศน์ สิบห้านาทีต่อมาหญิงสาวก็แต่งตัวเรียบร้อย พร้อมกับรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นกว่าเดิมมาก ฝันร้ายจางไปจากความคิดเป็นนานแล้ว เพราะไม่มีเวลาได้ทบทวนมัน

หากแล้วขณะเดินมาหยิบของที่หัวเตียง สายตาก็บังเอิญเหลือบมองผ่านหน้าต่างออกไปทางประตูรั้วบ้าน พลันหัวใจที่เคยเต้นจังหวะปกติก็ผิดเปลี่ยนไปทันที

ผู้ชายแปลกหน้าเจ้าของกลิ่นหอมหวานคนนั้นยืนอยู่ริมรั้ว!

อาสาวตีมองอย่างไม่เชื่อสายตา เธอเขม้นมองอยู่เป็นนานให้แน่ใจว่าใช่เขาจริงๆ ไม่ใช่เพียงคนลักษณะคล้ายกัน หรือภาพลวงตาหลอกหลอน แต่เมื่อแน่ชัดแล้วว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าหล่อเหลาราวกับภาพวาด แถมยังใส่ชุดสูทสีดำแบบเดิม อีกทั้งไม่มีทีท่าจะขยับตัวไปไหน ก็เป็นอันตัดสินได้ว่าเขาตั้งใจมาหา… หรือไม่ก็แอบซุ่มมองดูเธออยู่

แต่เขาเป็นใคร รู้จักบ้านเธอได้อย่างไร อาสาวตีไม่เข้าใจเลยสักนิด มีแต่คำถามระคนความหวั่นเกรงเคลือบหัวใจ และไม่กล้าออกไปเผชิญหน้าเพื่อหาคำตอบ

ถ้าเขาเป็นคนร้ายหรือพวกโรคจิตคอยสะกดรอยตามเหยื่อ การเอาตัวเข้าไปคลุกคลีด้วยย่อมเป็นผลร้ายมากกว่าดี เขาอาจด่วนคิดว่าเธอไม่รังเกียจและพยายามเข้ามาใกล้มากขึ้น ด้วยคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ก็เป็นได้ ทำเป็นไม่สนใจก่อนดีกว่า ถ้าไม่ได้ผลค่อยโทรแจ้งตำรวจ

ขณะกำลังครุ่นคิด ชายหนุ่มดันเงยหน้าขึ้นมามองหน้าต่างบานเดียวกับที่เธอกำลังยืนอยู่พอดี อาสาวตีรีบชักม่านปิด แล้วเดินหนีห่างออกไปด้วยใจสั่นระทึก

“เจ้าประคู้ณ… อย่าให้ตานั่นมองเห็นเลย เกิดเข้าใจผิดบุกเข้ามาในบ้าน หนูไม่อยากเล่นหนังระทึกขวัญไล่ล่าคนบ้านะคะ” เธอพนมมือไหว้อากาศ เอ่ยดังๆ

กระนั้นก็อดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ เธอค่อยย่องไปที่หน้าต่าง แง้มมุมม่านเบาๆ ให้ขยับน้อยที่สุด มองลอดผ่านช่องเล็กออกไป และเห็นว่าเขาหายตัวไปแล้ว เธอรีบปล่อยมือ ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก

“ไปดูทีวีดีกว่า พอกันทีกับเรื่องบ้าๆ” บอกตัวเองอีกหน

 

พญายมผู้ยิ่งใหญ่แห่งยมปุระยืนนิ่งอยู่หน้าบ้านกลางเก่ากลางใหม่ย่านชานเมืองของกรุงเทพมหานคร สายตาคมกริบนิ่งดุจน้ำแข็งนั้นยากหยั่งลึก มองตรงคล้ายกำลังประเมินสถานการณ์ว่าควรทำอย่างไรดี

เขาเคยเอ่ยถึงบริวารว่าจะละเว้นไม่ใส่ใจหญิงสาวเจ้าปัญหาคนนี้ไปสักพัก ทว่าเรื่องอื่นที่ต้องจัดการกลับยังหาเบาะแสความคืบหน้าไม่ถึงไหน ดังนั้น ชายหนุ่มผู้สูงส่งจึงคิดว่าไม่เสียหายที่จะย้อนกลับมาจัดการในสิ่งที่ปล่อยไว้ก่อนหน้า จะได้ไม่ต้องทิ้งไว้ให้คารังคาซังเปล่าๆ

ก่อนหน้านั้นเขาพิจารณาประวัติหญิงมนุษย์ผู้นี้มาอย่างละเอียด นางเกิดมานับอายุได้กว่ายี่สิบแปดปีแล้ว กำพร้าขาดพ่อแม่มาตั้งแต่อายุสิบแปด อาศัยอยู่ตัวคนเดียวมานับแต่นั้น ไม่เคยสร้างปัญหาร้ายแรงใหญ่โตให้กับโลก จัดว่าเป็นมนุษย์ที่ใช้ได้ทีเดียว ถ้าหากนางสิ้นอายุขัยและถูกส่งตัวไปชำระความขณะเขานั่งบัลลังก์วิจารภู เขาเชื่อว่าเทพยดาคงเขียนชื่อนางใส่แผ่นทองทูนเหนือหัวเสนอแก่เขาแทนแผ่นหนังหมาอย่างแน่นอน ดังนั้นพระยมจึงไม่เห็นว่าควรจะยืดระยะชีวิตของนางบนโลกไปเพื่อเหตุใด ถึงอย่างไรการเสวยสุขบนวิมานทองย่อมดีกว่ากันเป็นไหนๆ

เขามาเยือนโลกเพียงลำพังโดยไม่พาบริวารคู่กายติดมาด้วย คิดว่าเพียงงานง่ายๆ เท่านั้น คราวก่อนเขาประมาทเกินไป หวังยิงปืนนัดเดียวได้วิญญาณทั้งสองตนจึงได้พลาดไปหนึ่ง ในเมื่อครั้งนี้มีภารกิจเพียงประการเดียว ย่อมไม่มีทางผิดพลาด

พญายมกำลังคิดว่าจะพาวิญญาณอาสาวตีไปอย่างไรจึงจะแนบเนียนที่สุด กระทั่งผู้ตัดสินบาปบุญของวิญญาณเยี่ยงเขาก็ยังต้องเคารพกฎเกณฑ์ความเป็นความตาย ไม่อาจดึงตัวมนุษย์ใดไปในลักษณะ ‘ผิดธรรมชาติ’ ได้โดยไม่จำเป็นจริงๆ ในกรณีของหญิงผู้นี้นั้นยังไม่เข้าข่าย เขาไม่อยากใช้อำนาจพร่ำเพร่อ

เวลานั้นเอง ดวงตาก็พลันสบกับคนที่กำลังนึกอยาก ‘จัดการ’ เข้าพอดี…

ชายหนุ่มแลเห็นแววตระหนกในดวงตาคู่นั้น หากแล้วก็คิดว่าตนคงมองผิดไปมากกว่า เขามีมนต์กำบังกายอยู่แล้ว อีกทั้งมนุษย์ไม่มีทางมองเห็นคนของยมปุระแน่นอน

คิดมาถึงตรงนี้นางก็ชักผ้าม่านปิดคลุมหน้าต่าง กั้นไม่ให้มองเห็นภายในได้ เขาคิดไปเองหรือเปล่าว่ากิริยาดูเร่งร้อนอย่างไรชอบกล

พระยมเพ่งพินิจตัวบ้าน ขยักมือเพียงนิดเดียว ทั้งร่างสูงแกร่งก็หายวับไปทันใด  

 

อาสาวตีเพลินไปกับรายการโทรทัศน์จนลืมเลือนความหวาดหวั่นเมื่อครู่ไปได้ เธอเกือบจำความรู้สึกช่วงก่อนหน้าไม่ได้แล้ว และชักเชื่อว่าการเจอชายหนุ่มประหลาดคนนั้นที่หน้าบ้าน เป็นแค่เรื่องบังเอิญที่ถึงแม้จะเกิดได้ยาก แต่ก็กลับมาเกิดได้อย่างน่าอัศจรรย์

เธอคงคิดเช่นนั้นไปอย่างวางใจ ถ้าหากไม่เกิดได้กลิ่นหอมเดียวกันนั้นอีกหน…

กลิ่นแรงจัดยิ่งกว่าเมื่อครั้งแรกเสียอีกจนยากจะเชื่อว่าเป็นเพียงสมองสั่งการหลอนตัวเอง สั่นสะท้านไปทั่วร่างอย่างไม่อาจควบคุม เธอไม่อาจบอกตัวเองให้เข้มแข็งได้ ในเมื่อคราวนี้มันเกิดขึ้นในบ้านของตัวเอง บ้าน… ที่เธอเคยคิดว่าปลอดภัย ทว่าในตอนนี้กลับสร้างความหวาดหวั่น และชวนให้อดีตอันไม่น่าจดจำย้อนกลับมาในความทรงจำ

ครั้งสุดท้ายที่เธอได้กลิ่นหอมภายในบ้านของตัวเองก็เมื่อครั้งที่คุณยายจากไป นับแต่นั้นบ้านก็กลายเป็นสถานที่ปลอดจากเรื่องร้ายทั้งปวง หญิงสาวไม่เคยได้กลิ่นใดๆ ในบ้าน แม้กระทั่งตอนพ่อแม่จากไป พวกท่านก็ไม่ได้ลาจากในบ้านหลังนี้ ดังนั้น เธอจึงคิดมาตลอดว่าตราบใดที่อยู่ในบ้าน จะไม่มีภยันตรายใดกล้ำกราย

วันนี้กลิ่นหอมหวานอันไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนได้เปลี่ยนแปลงความเชื่อมั่นทุกอย่างเสียแล้ว

อาสาวตีรู้สึกหนาวร้อนสลับกันราวกับเป็นไข้ฉับพลัน ตัวละครในจอโทรทัศน์กำลังโต้ตอบกันอย่างออกรส ทว่าเธอไม่ได้ยินเสียงใดทั้งสิ้น คิดเพียงอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรถึงพ้นจากสภาพนี้สักที

วิ่งเลยดีไหม หนีไปจากที่นี่ก่อน… ถามตัวเอง แต่ขาเจ้ากรรมกลับหนักเป็นหินไม่ยอมขยับเสียอย่างนั้น เลยได้แต่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้นวมคอยรับชะตากรรม

เธอกำลังจะตายแน่แล้วใช่ไหม…

ไม่มีทาง ใจร้องประท้วง เธอเพิ่งเกิดมาได้ไม่สักกี่มากน้อย แฟนยังไม่มีสักคน แถมชายในฝันยังเพิ่งโคจรกลับเข้ามาในชีวิต เธอกำลังจะได้เจอเขาในวันพรุ่งนี้แล้วเชียว เรื่องอะไรจะยอมตายง่ายๆ

“ไม่ยอม!” เธอร้องตะโกนเสียงดังลั่น หมายปลุกใจตัวเองเรียกความกล้า จากนั้นผุดลุกยืนหันหลังรวดเร็ว ก่อนจะตกใจสุดขีดเมื่อประจันหน้ากับใครบางคนในระยะประชิด เท้าก้าวถอยหลังตามสัญชาตญาณ แต่เกิดสะดุดจนเซใกล้ล้มหงายหลัง สัญชาตญาณอีกเช่นกันสั่งให้เธอเอื้อมมือคว้าสิ่งใกล้ตัวเพื่อเป็นหลักยัน สิ่งที่จับต้องได้คือแขนเสื้อสูทของผู้บุกรุก เธอกำมันแน่นหมายทรงตัว หากทำได้เพียงลดแรงกระแทกให้ค่อยๆ ทรุดตัวลงพื้นในท่านั่งเท่านั้น

ส่วนต้นเหตุที่ทำให้ตกใจนั่นหรือ… ยืนนิ่งมองเธอด้วยแววตาแปลกใจราวกับเห็นสัตว์ประหลาด!

“เจ้า… จับตัวข้า”

“ถ้าไม่จับฉันคงหัวฟาดฟื้นเข้าโรงพยาบาลไปแล้วมั้ง” เธอแหวใส่อย่างลืมตัว ก่อนนึกได้ว่ากำลังสนทนากับบุคคลที่ไม่สมควรอยู่ที่นี่ เธอรีบลุกแล้วถอยกรูด มองซ้ายขวาก่อนคว้าแจกันใกล้มือมาป้องกันตัว ร้องขู่ “อย่าเข้ามาใกล้นะ ไม่อย่างนั้นโดนแน่”

“ของพรรค์นั้นกันข้าไม่ได้หรอก” เขาบอกเสียงเรียบ ใบหน้านิ่ง

เอาเข้าจริงอาสาวตีกำลังตัวสั่นด้วยความกลัว รู้แน่ว่าเปรียบเทียบกันแล้วเธอกับเขากระดูกคนละเบอร์กันชัดๆ รูปร่างสูงใหญ่ขนาดนี้ แจกันใบจ้อยคงไม่อาจทำอันตรายเขาได้มากดังเจ้าตัวว่าไว้จริงๆ นั่นละ แต่เธอจำเป็นต้องหาทางสู้ ไม่ยอมมือเปล่าเด็ดขาด  

“แกเป็นใคร เข้ามาในบ้านฉันได้ยังไง อ๋อ เป็นพวกโรคจิตสะกดรอยตามใช่ไหม บอกไว้ก่อนนะว่าก่อนหน้านี้ฉันเห็นแกป้วนเปี้ยนหน้าบ้านเลยโทรเรียกตำรวจไว้แล้ว อีกเดี๋ยวก็มา ถ้าไม่อยากถูกจับเข้าคุกหรือถูกยิงไส้แตก รีบหนีไปเลย”

เธอโกหกหวังให้เขายอมเชื่อแล้วหนีไปเสีย ทว่าชายหนุ่มในชุดสูทกลับยืนท่าเดิม เพียงเอียงคอเล็กน้อย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความประหลาดใจ

“เจ้าบอกว่าเห็นข้าหน้าบ้านหรือ”

“โธ่เอ๊ย! นึกว่าแอบเก่งนักหรือไง ยืนอยู่ในที่โล่งขนาดไหน คนสายตาสั้นยังเห็นตั้งแต่ร้อยเมตรเลยมั้ง” เธอตะโกนใส่ทั้งยังกล้าๆ กลัวๆ “ออกไปได้แล้ว ฉันสัญญาว่าถ้าแกไม่กลับมาอีก ฉันจะไม่เอาเรื่อง”

“แต่เจ้าต้องไปกับข้า”

หัวใจของหญิงสาวเจ้าของบ้านตกไปอยู่ตาตุ่ม เธอเจอคนโรคจิตขนานแท้แล้วใช่ไหม เคยได้ยินเหมือนกันว่ามีคนจิตบกพร่องบางจำพวกบุกล่าเหยื่อที่หมายตาถึงบ้าน จากนั้นก็ลักพาตัวไปทรมานแล้วฆ่าทิ้ง ไม่นะ เธอไม่ยอมมีชะตากรรมน่าอนาถอย่างนั้น

“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ถ้าต้องตายก็ขอตายที่นี่แหละ” เธอประกาศก้องอย่างคนเลือดขึ้นตา ใครจะรู้ว่าถ้าหากยอมให้นายคนนี้ทำสำเร็จ เธอจะต้องเจออะไรบ้าง สู้ยอมตายในคราวเดียวเลยยังดีเสียกว่า

ผู้บุกรุกยังคงไม่สะทกสะท้าน เขาเพียงหรี่ตามอง ก่อนพยักหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังเย็นวาบทั่วร่าง

“ย่อมได้ ในเมื่อเจ้าต้องการอย่างนั้น”

เขาค่อยๆ ย่างสามขุมเข้ามาใกล้ อาสาวตีถอยกรูด นึกเสียใจคำพูดตัวเองขึ้นมากะทันหัน พอถึงเวลาจริงๆ ใครล่ะจะอยากตาย!

“เดี๋ยวก่อน! แกควรจะหนีไปได้แล้วสิ ไม่กลัวตำรวจหรือไง ยังใจเย็นคิดจะฆ่าคนปิดปากอีกเหรอ” เธอร้องเสียงสั่นลนลานอย่างหมดหวัง

“ก็เจ้าเพิ่งบอกว่าต้องการตายในสถานที่นี้” ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “ในเมื่อเจ้ายินยอมก็ดีแล้ว ทำให้งานของข้าง่ายขึ้นเยอะ”

เขาเอื้อมมือหมายสัมผัส ตั้งใจว่าจะดึงวิญญาณของหญิงสาวออกจากร่าง คาดไม่ถึงว่านางกลับกรีดร้อง ยกมือปัดป้อง ซ้ำยังโยนแจกันใส่เขา ยังดีที่ปฏิกิริยาของเจ้ายมปุระนั้นย่อมว่องไวกว่ามนุษย์จึงหลบพ้นง่ายดาย ปล่อยให้แจกันนั้นตกกระทบพื้น เศษกระเบื้องแตกกระจัดกระจาย

อาสาวตีเห็นว่าอาวุธเพียงชิ้นเดียวในมือไม่อาจหยุดคนโรคจิตตรงหน้าได้ เธอจึงต้องอาศัยกำลังกายของตัวเองเป็นที่พึ่งเดียว ใช้สองมือทั้งปัดและข่วนพัลวันจนอีกฝ่ายผงะถอยยืนตะลึงงัน

หากหญิงสาวได้เข้าไปนั่งในความคิดของชายผู้ครองนครใต้โลก ย่อมประหลาดใจไม่แพ้สิ่งที่ชายหนุ่มกำลังคิดอย่างแน่นอน เขามองเห็นอาสาวตีเหมือนของแปลกประหลาด เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนนับแต่สามโลกถือกำเนิด

“เจ้ามองเห็นข้า… จับต้องตัวข้า… แล้วยังขัดขืน” เขาพูดเชื่องช้า

“ฉันไม่ยอมตายง่ายๆ หรอกนะ รู้ไว้ด้วย” เธอตะโกน หอบจนตัวโยน หน้าแดงก่ำ

สิ่งที่ชายหนุ่มที่เธอแน่ใจว่าบกพร่องทางจิตเอ่ยออกมา กลับทำให้งุนงงเหลือเกิน

“ข้าก็คิดว่าเจ้าคงไม่ยอมง่ายๆ ช่างเถิด ดูเหมือนเจ้าจะเป็นตัวประหลาด เอาเป็นว่านับแต่นี้ข้าจะจับตาดูเจ้าไว้ก่อน จนกว่าจะแน่ใจว่าเพราะอะไรเจ้าถึงไม่ตาย” เขาหันหลังเดินไปดื้อๆ ทิ้งให้เจ้าของบ้านตื่นตะลึง กว่าจะตั้งสติได้และวิ่งตามไปก็หาตัวเขาไม่เจอเสียแล้ว

อาสาวตีทรุดตัวลงนั่งหมดแรงอยู่หน้าบ้าน ความรู้สึกในยามนี้ของเธอระคนไปด้วยความหวาดกลัว… สับสน.. .และตระหนก

ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน จิตใจของเขาไม่ปกติแน่แท้ แต่ทำไมถึงต้องการเอาชีวิตกันด้วย

ความหอมที่เธอได้กลิ่นเมื่อยามพบเจอเขา… คือกลิ่นความตายของตัวเองใช่หรือเปล่า

Don`t copy text!