บ่วงสุคนธา บทที่ 5 : ความห่วงใยจากชายหนุ่มผู้ลึกลับ

บ่วงสุคนธา บทที่ 5 : ความห่วงใยจากชายหนุ่มผู้ลึกลับ

โดย : ปองวุฒิ

บ่วงสุคนธา โดย ปองวุฒิ … เรื่องราวของ อาสาวตี หญิงสาวที่สูญเสียประสาทรับกลิ่นแต่ได้รับความพิเศษบางอย่างมาทดแทน ซึ่งสิ่งนั้นนำพาไววัสวัต ชายหนุ่มลึกลับที่มีเสน่ห์เข้ามาสู่ชีวิตเธอ หากแต่เธอจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อไววัสวัตหาใช่มนุษย์! …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อคุณผู้อ่านสามารถซื้อฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com รวมถึงการสั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ผ่านลิ้งจากทางอ่านเอาเข้าไป ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งสนับสนุนทั้งนักเขียนและเว็บไซต์อ่านเอาชุมชนสำหรับนักเขียนและนักอ่านของพวกเรา

——————————————

 

ไววัสวัตนั่งประจำโต๊ะทำงาน ก้มหน้าเขม้นมองพิเคราะห์กองเอกสารตรงหน้าใบหน้าเคร่งเครียด ก่อนหน้าเอกสารกองนี้เริ่มต้นมีเพียงเล็กน้อย ทว่าในชั่วไม่นานมานี้กลับเพิ่มมากขึ้นในเวลาอันรวดเร็วจนมีขนาดสูงเทียมศีรษะเข้าเสียแล้ว สำหรับยมโลก…ไม่ใช่สัญญาณดีเลยแม้แต่น้อย

“รายชื่อทั้งหมดคือสัตว์นรกที่หลบหนีไปได้…เจ้ามั่นใจแล้วใช่ไหม เจตคุปต์” เขาถามบริวารคนสนิท

“ขอรับ” อีกฝ่ายตอบ สีหน้าหวาดเกรง ด้วยตนนั้นมีหน้าที่ระงับยับยั้งไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้น แต่กลับทำไม่สำเร็จ นับวันสัตว์นรกเหล่านี้ก็ยิ่งหนีจากขุมนรกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยหาสาเหตุไม่ได้ว่าพวกมันทำได้อย่างไร อีกทั้งหนีไปที่ใด

ตามปกติขุมนรกก็มืดมิดอยู่แล้ว ทว่าเจตคุปต์กล้าพูดได้เลยว่าจิตใจของเขามืดมนยิ่งกว่าเสียอีก

“มากขึ้นทุกวัน” น้ำเสียงท่านพญายมหงุดหงิด คนเป็นลูกน้องทำใจแล้วว่าคงโดนลงโทษเป็นแน่ ทว่าชายหนุ่มระงับจิต เอ่ยเสียงข่มอารมณ์ว่า “เจ้าไม่ได้ส่งคนไปเฝ้าตรวจตราหรอกหรือ”

“กระผมทำแล้วขอรับ แต่ก็ยังลอดหูลอดตาไปได้ เป็นความผิดของกระผมแต่เพียงผู้เดียว”

“ข้าสั่งเจ้า…และกาฬบุรุษ” เขาเอ่ยเสียงเฉียบ “แล้วนี่มันหายตัวไปไหน ไม่มารายงานด้วยกัน”

“เอ่อ คือ…” เจตคุปต์ไม่กล้าบอก ทว่าจำเป็น “ก่อนหน้าที่ข้าจะมารายงานท่าน นายนิรบาลได้แจ้งมาว่ามีสัตว์นรกจากขุมสังฆาต หลุดไปได้อีกขอรับ กาฬบุรุษจึงอาสาเป็นคนไปจัดการสอบถาม”

“นรกขุมนั้น วิญญาณจะถูกลงโทษด้วยการให้ภูเขาเหล็กที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงบดให้จมลงผืนดินเป็นจุณไม่ใช่เรอะ เหตุใดพวกมันจึงยังหนีได้” เขาขมวดคิ้วมุ่น “ชักควบคุมไม่อยู่แล้วจริงๆ ข้าคงต้องไปดูเองเสียแล้ว”

“ท่านยมได้โปรดให้โอกาสกระผมอีกหนเถิดขอรับ” บริวารหมอบแทบพื้น “ที่ผ่านมากระผมนั่งคิดนอนคิดถึงวิธีการหลบหนีของพวกมัน คิดว่าน่าจะพอเห็นลางๆ”

“เอาเถอะ ข้าจะให้โอกาส ขอให้เจ้าจัดการให้สำเร็จก็แล้วกัน ข้าเชื่อใจเจ้ามากนะ เจตคุปต์”

“เป็นพระคุณมากขอรับ” บริวารคนสนิทหมอบแทบเท้า ประนมมือกราบ ก่อนเงยหน้ามองสบตาผู้เป็นใหญ่ ทั้งกล้าและเกรงยามเอ่ยคำ “ท่านยมราช แล้วเรื่องของหนอนบ่อนไส้…”

คำนี้ช่างแสลงปากนายทะเบียนยิ่งนัก จนไม่อยากเอ่ยต่อ

“ข้าคิดว่าเราคงไม่อาจทำเพียงสะกดกั้นการหลบหนีอย่างเดียว ต้องหาทางจับตัวหนอนบ่อนไส้มาให้ได้ เพื่อคาดคั้นมันว่าทำไปเพราะเหตุใด”

“กระผมเองก็ตั้งใจจะทำทั้งสองอย่างควบคู่กัน” เจตคุปต์พูดแน่วแน่ “แล้วกาฬบุรุษล่ะขอรับ”

“เรื่องที่ข้าให้เจ้ากับกาฬบุรุษสืบหาว่าสัตว์นรกหนีไปได้อย่างไรก็จัดการตามนั้น แต่เรื่องหนอนบ่อนไส้เจ้าสืบคนเดียวก็แล้วกัน เก็บไว้เป็นความลับน่าจะดีกว่า ข้าไม่อยากให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ยิ่งรู้น้อยก็ดีเท่านั้น”

“ขอรับ” บริวารมือขวาพลันเกิดความปีติ ภูมิใจลึกๆ ว่าท่านไว้ใจเขาเพียงผู้เดียว ไม่รวมถึงกาฬบุรุษด้วย   

“จำไว้ว่าหากได้อะไรคืบหน้าแม้เพียงเล็กน้อยต้องมารายงานข้าทุกเรื่อง”

“กระผมจำจำขึ้นใจขอรับ”

“ดีแล้ว” พญายมพยักหน้าอย่างพึงใจ “ข้าจะไม่อยู่สักพัก ตอนนี้เจ้าก็อย่าเพิ่งรบกวนแล้วกัน”

“ท่านจะไปไหนหรือขอรับ” เจตคุปต์สงสัย ตามปกติท่านยมราชมักอยู่แต่ในยมปุระ ไม่เคยออกไปที่ใดเลยแม้สักครั้ง

“โลกมนุษย์”

“อีกแล้วหรือขอรับ” เผลอพูดออกไปแล้วก็ต้องคอหดเมื่อเห็นสายตาวาวโรจน์จากพญายมราช

“ข้าจะไปที่ใดต้องขออนุญาตเจ้าหรือไงกัน”

“ปะ…เปล่าขอรับ กระผมไม่ได้คิดเช่นนั้น กระผมขออภัย” ละล่ำละลักตอบ หากคิดในใจว่ามันช่างน่าแปลกน้อยเสียเมื่อไรกัน ก่อนหน้าท่านก็เพิ่งเดินทางไปสะสางปัญหาที่โลกมนุษย์ จากนั้นก็ไม่เอ่ยอะไรอีก จนเขานึกว่าปัญหานั้นเสร็จสิ้นไปแล้ว อยู่ๆ ก็จะกลับไปที่นั่นอีกหน

“ข้าแค่เห็นว่านานแล้วไม่ได้ขึ้นไปบนโลก ที่นั่นมีอะไรหลายอย่างเปลี่ยนแปลงจากสมัยข้าเคยอยู่จึงอยากสำรวจให้ทั่ว ถ้าเจ้าจัดการเรื่องนี้เสร็จเมื่อไร อยากไปก็ได้เช่นกัน ข้าอนุญาตไว้ล่วงหน้า” ท่านพญายมกระแอมไอ เชิดหน้าวางท่าขึงขัง

เจตคุปต์ขมวดคิ้ว พลางนึกว่าทำไมนายทะเบียนอ่านประวัติผู้ตายอย่างตนต้องอยากไปเยือนโลกมนุษย์ด้วย ลำพังอ่านประวัติก็รู้เช่นเห็นชาติอยู่แล้วว่าบนนั้นวุ่นวายเต็มไปด้วยความโสมมเพียงใด ไม่จำเป็นต้องสัมผัสมันด้วยตาตัวเองหรอก ทว่าไม่เอ่ยคำใดเป็นการคัดค้าน แค่ตอบรับเบาๆ ว่า “ขอรับ”

พญายมเหมือนจะพอใจ สะบัดมือให้อีกฝ่ายออกจากห้อง จากนั้นก็ลอบยิ้มเมื่ออยู่ตามลำพัง

 

อาสาวตีนั่งใจลอยอยู่ที่โต๊ะทำงานของตัวเอง จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวจนเกือบทำงานพลาดมาตลอดช่วงเช้า ทว่าก็ยังไม่อาจเรียกสติกลับคืนมาได้

สาเหตุเพราะผู้ชายสติไม่ดีคนนั้น…

อยู่ๆ เขาก็บอกว่าเธอควรตายไปแล้ว และจะต้องไปยมโลกเพื่อรับโทษกับเขาอีก ประสาทชะมัด!

นึกโกรธความโง่เขลาของตัวเองที่เผลอคิดว่าเขาพูดจริงไปชั่วขณะ เพราะสายตาจริงจังนั่นทำให้อกสั่นขวัญแขวน ซ้ำยังลังเลว่าชายหนุ่มอาจเป็นคนที่เขาเอ่ยอ้าง หากพอคิดอย่างนั้นได้แค่ชั่ววินาที ตาบ้านั่นกลับเดินหนีไปเฉยๆ ทิ้งให้เธออยู่ในร้านอาหารคนเดียว ดีนะที่ไหวตัวทันรีบวิ่งตามออกไป ไม่อย่างนั้นมีสิทธิ์ได้จ่ายเงินจนหมดกระเป๋าเป็นค่าอาหาร ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้จะพอหรือเปล่า อาจต้องมีขายรถเอาบ้านไปจำนองกันบ้างล่ะ

สงสารพนักงานเหมือนกัน แต่ช่วยไม่ได้ เธอไม่มีเงินพอจ่ายค่าอาหารทั้งร้านหรอก ในเมื่อร่วมมือกันตั้งแต่แรกก็ไปจัดการทวงหนี้กันเอาเอง เธอไม่ยอมเกี่ยวข้องด้วยเด็ดขาด

กระนั้นการได้เจอกับผู้ชายประหลาดคนนั้น ทั้งบทสนทนาหลุดโลกไม่เข้าท่า และข้อเท็จจริงว่าเธอได้กลิ่นหอมหวานเสมอยามพบเจอเขา มันก็ชวนให้ครุ่นคิดจนสลัดเท่าไรไม่หลุด จนไม่ทันได้สังเกตว่ามีคนเดินมาหยุดหน้าโต๊ะตั้งแต่เมื่อไร พอได้ยินเสียงทักนั่นละถึงค่อยละจากภวังค์

ตรีวิทย์ยืนยิ้มอยู่ เขามีท่าทีเก้อเขินรู้สึกผิด

“สวัสดีตอนเที่ยงครับ น้องแอน”

“พี่ตั้น…” เธออยากยิ้มเมื่อเจอเขา ทว่าพอนึกถึงเรื่องเมื่อวานแล้วก็อับอายจนพูดอะไรต่อไม่ออก

“คือ…พี่อยากมาขอโทษน่ะครับ ไม่รู้ว่าน้องแอนจะยกโทษให้พี่หรือเปล่า”  

“เรื่องอะไรคะ” เธอแปลกใจ ตรีวิทย์ไม่มีอะไรต้องขอโทษเธอสักหน่อย ตรงกันข้ามเธอต่างหากควรพูดคำนั้น

“เมื่อวานเรานัดไปกินข้าวเย็นด้วยกัน แต่ไม่รู้ว่าสมองพี่เป็นอะไรถึงได้ลืมสนิทว่านัดน้องแอน รู้ตัวอีกทีก็ถึงบ้านแล้ว โทรหาน้องแอนก็ไม่ติด รู้ไหมว่าพี่ร้อนใจมาก กลัวว่าน้องแอนจะโกรธจนไม่อยากมองหน้าพี่อีกแล้ว”

หลังออกจากร้านอาหารแล้ว เธอรีบปิดการติดต่อทุกอย่าง เก็บตัวเองอยู่ในบ้าน ไม่แปลกที่เขาจะติดต่อไม่ได้ หากที่ทำให้อาสาวตีประหลาดใจมากคือ…ตรีวิทย์ลืมเรื่องในร้านหนังสือไปแล้วหรืออย่างไร สีหน้าของชายหนุ่มไม่เหมือนแกล้งทำ แต่จะเป็นไปได้ยังไงที่คนหนุ่มแข็งแรงอย่างเขาเกิดความจำเสื่อมกะทันหัน

“แอน…เอ่อ ไม่โกรธพี่ตั้นหรอกค่ะ”

“จริงนะครับ” เขายิ้มกว้างอย่างดีใจ “เอาอย่างนี้ดีกว่า พี่อยากแก้ตัวกับน้องแอน เย็นวันพรุ่งนี้น้องแอนให้เกียรติกินข้าวกับพี่ได้ไหมครับ”

เพียงแค่เขาชวน ความสงสัยทั้งหมดก็ถูกผลักไว้ในลิ้นชักสมองทันที หากก่อนตอบรับ พราวดาราก็โผล่เข้ามาแทรก

“แอน!” เพื่อนสนิทเรียก หันไปทางชายหนุ่ม “พี่ตั้นก็อยู่ด้วยเหรอคะ ตอนแรกพราวไม่ยักเห็น คุยอะไรกันอยู่เหรอคะ”

“ไม่มีอะไรหรอก” เธอตอบ

“พี่ชวนน้องแอนไปกินข้าวพรุ่งนี้ น้องพราวไปด้วยกันไหมครับ”

หญิงสาวพยายามบอกเพื่อนทางสายตาให้ปฏิเสธ ทว่าก็ต้องผิดหวังเมื่อพราวดารากลับตอบรับ

“ไปสิคะ มื้อกลางวันหรือเย็นคะ”

“เย็นครับ”

“ดีเลยค่ะ ตอนกลางวันพราวไม่ค่อยว่างพอดี เย็นสะดวกสุดแล้ว”

อาสาวตีนึกอยากเปลี่ยนเวลาขึ้นมาทันควัน แต่พูดออกไปจะเสียมารยาทเปล่าๆ เลยจำต้องเงียบ ปล่อยให้พราวดารานัดเวลาและจุดนัดพบเองเสร็จสรรพ แล้วฝ่ายนั้นก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่แม้แต่จะคุยกับเธอต่อ ชวนให้สงสัยว่าตั้งใจมาขัดจังหวะหรือเปล่า

แต่พราวดาราจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร ในเมื่อก็รู้มาเนิ่นนานแล้วว่าเธอคิดอย่างไรกับตรีวิทย์

 

หลังจากเมื่อตอนสายแล้ว อาสาวตีก็ชักคิดว่าวันนี้ไม่ใช่วันดีของเธอเสียเลย นั่นเป็นเพราะไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เวลาใด มักได้กลิ่นหอมเฉพาะตัวตามมาห่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ต้องหันมองหาที่มาก็รู้ว่ามีใครบางคนติดตาม และเหมือนจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เสียด้วย ในที่สุดเธอก็อดรนทนไม่ไหว หันขวับไปมองหาตาขุ่นขวาง และก็เห็นตัวต้นเหตุยืนอยู่หลังพุ่มไม้ด้วยใบหน้านิ่งตามแบบฉบับราวกับไม่รับรู้สักนิดว่าทำคนถูกตามเกือบประสาทเสีย

“คุณตามฉันมาทำไม” เธอถามเสียงห้วน ตั้งใจเล่นงานเต็มที่

“ข้าอยากคุยกับเจ้า” เขาตอบ

“ถ้าจะมาย้ำว่าฉันสมควรตาย และคุณจะเป็นคนพิพากษาพาฉันไปตายเองล่ะก็ไม่ต้องนะ มุกมันเก่าแล้ว น่ารำคาญ” เธอโบกมือห้ามเมื่อเห็นเขาอ้าปากจะพูด

ไววัสวัตขมวดคิ้วชนกัน นึกฉงนแกมประหลาดใจกับหญิงมนุษย์ขึ้นทุกขณะ นอกจากนางจะไม่ยำเกรงเขาแล้ว ยังท้าทายความตายอีกด้วย

“ข้าไม่เคยเห็นใครไม่กลัวความตาย ได้ยินว่าพออยู่ต่อหน้ายมทูตก็ล้วนแล้วแต่คุกเข่าร้องขอชีวิตกันทั้งนั้น” เขาว่า

“ฉันกลัวตาย” เธอสารภาพ “แต่ฉันว่าคงไม่ได้ตายด้วยฝีมือคุณหรอก ถามจริงเถอะนะ คุณกินยาบ้างหรือเปล่า หน้าตาก็ดี แต่งตัวก็ใช้ได้ รีบๆ รักษาตัวให้หาย รับรองว่าคุณป๊อบแน่นอน”

“ป๊อบ?” เขางุนงง “หมายความว่ายังไง”

“ก็…ดังมากไง ดังป๊อบน่ะ” เธอวาดมือในอากาศทำท่าประกอบ พอเห็นว่าอีกฝ่ายยังทำเหมือนไม่เข้าใจก็ยอมแพ้ “ช่างเถอะ เอาเป็นว่ารักษาตัวให้หายจะดีกับตัวคุณเองก็แล้วกัน”   

“ข้าไม่ได้ป่วยไข้ จะรักษาตัวไปเพื่อเหตุใด”

“คนป่วยมักคิดว่าตัวเองปกติดีสินะ ฉันก็ไม่ใช่หมอเสียด้วยสิ อธิบายไม่ถูก ยังไงก็ตาม คุณเลิกยุ่งกับฉันสักทีได้ไหม ฉันไม่ได้หน้าตาเหมือนคนรักเก่าหรือคนในครอบครัวคุณหรอกมั้ง ใช่หรือเปล่า”

“ไม่ใช่” เขาส่ายศีรษะ “ข้าเคยมีเมีย แต่นางจากไปตั้งแต่ก่อนยุคมนูที่ห้า ข้าไม่เคยพบเจอนางอีก ไม่แน่นางอาจแตกดับ หรือเกิดบนสวรรค์สักชั้น”

อาสาวตีคาดเดาว่าชายหนุ่มอาจเคยมีภรรยามาก่อนและสูญเสียฝ่ายนั้นไปโดยยังทำใจไม่ได้ ถึงได้กลายเป็นคนจิตใจไม่ปกติเช่นทุกวันนี้ ดูไปก็น่าสงสารอยู่เหมือนกัน เลยนึกเห็นใจอยู่บ้าง

“ฉันเชื่อว่าภรรยาคุณคงไปเกิดบนสวรรค์แล้วละ”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ก็…ฉันคิดว่าเธอคงเป็นคนดีมั้ง”

“ถ้านับการเป็นมนุษย์หญิงผู้ให้กำเนิดมนุษย์ทั้งโลกคือการทำความดี นางก็จัดว่าทำความดีขั้นสูงยิ่งนัก” เขาเห็นด้วย

หญิงสาวฟังเขาไม่รู้เรื่องอีกตามเคย แต่เอาเถอะ แกล้งทำเป็นเข้าใจก็แล้วกัน ฟังเลาๆ ได้ความว่าเขาน่าจะมีลูก ในเมื่อเจ้าตัวว่าไม่มีครอบครัว สงสัยจะเสียชีวิตไปทั้งภรรยาและลูก

“ยังไงก็ตาม ฉันไม่คิดจะตามคุณไปไหนหรอก เพราะฉะนั้นไปได้แล้ว อ้อ อย่าตามมาเฝ้าฉันที่ทำงานอีกนะ ฉันไม่อยากให้คนเข้าใจผิด”

“เข้าใจว่ากระไร”

อาสาวตีทำหน้ากระอักกระอ่วน ขืนอธิบายไปว่ากลัวคนจะคิดว่าเขามีใจให้ก็กระดากอาย อีกทั้งไม่ต้องการฝังความคิดเพิ่มในหัวสมองของเขาด้วย เลยตอบเลี่ยงไป “เอาเป็นว่าอย่ามาก็แล้วกัน เข้าใจไหม”

“ก็ได้ ไม่มาที่แห่งนี้อีก” ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างว่าง่าย เธอเกือบถอนหายใจโล่งอก หากแล้วก็เหนื่อยตามเดิมเมื่อเขาถามต่อ “แล้วเราจะคุยกันที่ไหนดี”

“ฉันไม่อยากคุย จบนะ” เธอสะบัดเสียงใส่เขา

“ไม่คุยก็ได้” เขาว่า

อาสาวตีไม่อยู่ต่อความยืด เธอรีบสาวเท้ากลับเข้าไปยังแผนกของตนทันที ไม่รู้เลยว่าการที่ตนพูดคุยกับพญายมนั้นอยู่ในสายตาของใครอื่น

พราวดารากับกลุ่มเพื่อนแผนกเดียวกันยืนมองอยู่สักพักแล้ว จนเมื่อหญิงสาวเดินก้าวฉับๆ ออกไปพ้นนั่นละ หนึ่งในกลุ่มจึงสะกิดพราวดารา เอ่ยถาม

“นั่นแอน แผนกประชาสัมพันธ์นี่นา ไหงมายืนพูดคนเดียว หรือว่างานหนักจนเพี้ยน แกสนิทกับเขานี่ ยายพราว เพื่อนแกมีแววเข้าโรงพยาบาลบ้าหรือเปล่า”

“ไม่ใช่หรอก” พราวดาราปฏิเสธ “อาจจะคุยโทรศัพท์ก็ได้”

“เออ อาจเป็นได้ แต่ฉันไม่ยักเห็นเสียบอะไรที่หูเลยนะ”

“ผมบังขนาดนั้นจะเห็นได้ยังไง แกไม่ได้มีตาทิพย์สักหน่อย อย่าไปสนใจเลย เดี๋ยวลือกันผิดๆ โดนด่าเปล่า” อีกคนแสดงความเห็นแล้วรุนหลังกลุ่มเพื่อนกลับเข้าอาคาร

พราวดารามองไปยังพุ่มไม้ที่อาสาวตีเพิ่งละจาก แม้จะปฏิเสธไปอย่างนั้นแต่อดคิดไม่ได้ว่าท่าทางของเพื่อนแสดงออกมากกว่าแค่คุยโทรศัพท์มือถือ เหมือน…กำลังโกรธคู่สนทนาอย่างนั้นละ ใจอดระแวงว่าฝ่ายนั้นอาจนินทาพฤติกรรมของหล่อนก็ได้ เมื่อสายหล่อนจงใจแทรกกลางระหว่างตรีวิทย์กับอาสาวตี ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเพื่อนต้องการไปกับเขาตามลำพัง ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมทำเช่นนั้น เป็นการกระทำชั่ววูบเพราะไม่อยากให้สองคนนั้นสนิทสนมไปมากกว่านี้

หล่อนอาจจะหวงเพื่อน ไม่อยากให้อาสาวตีมีคนอื่น แม้ใครคนนั้นจะเป็นคนที่เพื่อนเฝ้าฝันถึงมาหลายปีก็ตาม พราวดาราชักรู้สึกผิด ตั้งใจว่าวันพรุ่งนี้จะขอยกเลิก ปล่อยให้สองคนนั้นไปกินข้าวตามแผนเดิมดีกว่า

 

ไววัสวัตทำตามสัญญาที่ให้กับอาสาวตีไว้ทุกถ้อยคำ นางไม่ต้องการให้เขาอยู่ในอาณาบริเวณแห่งนี้ก็ย่อมได้ เพียงแค่ย้ายออกไปยืนนอกรั้วรอบก็สิ้นเรื่อง ส่วนการพูดคุยนั้นเขาจะไม่เร่งรัด อีกไม่นานนางต้องยอมคุยกับเขาเอง

ผลก็คือ…ทุกคราวที่หญิงสาวเดินออกมาพ้นเขตอาคารสู่กลางแจ้งเมื่อไร หางตาเป็นต้องเห็นเงาคนอยู่ร่ำไป แรกๆ ก็หันไปมองเห็นคนหน้าตายยืนนิ่งราวกับรูปปั้น ส่งสายตาเพชฌฆาตให้เท่าไรก็ไม่สะทกสะท้าน ทำราวกับมองไม่เห็น สุดท้ายเธอก็ต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้ พยายามไม่หันมองทางเขาเสียเอง แต่ก็ช่างยากเย็นชวนให้หงุดหงิดตะขิดตะขวงใจ ราวกับมีเศษผงในตาแล้วไม่อาจปัดเป่าออกไปได้

กระทั่งหลังเลิกงาน ตลอดเวลาที่ขับรถกลับบ้าน ยังรู้สึกราวกับเขาติดตามมาตลอด ทั้งที่เป็นไปไม่ได้ เธอโทษตัวเองว่าคงหลอนไปเอง คนที่ไหนจะวิ่งตามรถมาได้เป็นระยะทางไกลกันล่ะ

พอขับรถเข้าจอดในบ้านแล้ว หญิงสาวก็ต้องสะดุ้งอีกรอบเมื่อเห็นว่า…ไววัสวัตยืนมองมาจากริมรั้วอีกแล้ว

อยากเข้าไปโวยวายใส่ แต่จำต้องระงับอารมณ์ เธอไม่อยากยั่วยุให้เขาคลุ้มคลั่ง เกิดบุกเข้ามาในบ้านอย่างวันก่อนเธอไม่แน่ใจว่าจะป้องกันตัวเองได้ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นหนุ่มฉกรรจ์ร่างกายแข็งแรง ความบกพร่องทางจิตไม่ได้รวมไปถึงทางกาย ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายย่อมมีแรงกำลังไม่เท่ากันตามข้อจำกัดทางกายภาพอยู่เป็นทุน ไหนจะสรีระแตกต่างกันอีก เธอสูงเพียงแค่ไหล่ของชายหนุ่มเท่านั้นเอง อย่าว่าแต่มือเปล่าเลย ต่อให้คว้าอาวุธยังไม่รู้เลยว่าจะเหวี่ยงไปถึงตัวเขาหรือเปล่า

กระนั้นเธอไม่อาจเก็บเงียบ ต้องการพูดคุยระบายกับใครสักคน ทีแรกอาสาวตีคิดจะโทรหาพราวดารา ก่อนเปลี่ยนใจเมื่อนึกถึงเมื่อสายวันนี้ กดหมายเลขเพื่อนข้างบ้านแทน เนื่องจากมารินเป็นคนแปลกไม่ยอมใช้โทรศัพท์มือถือ ดังนั้นจึงติดต่อได้เพียงโทรเข้าบ้านหรือไม่ก็เดินไปหาเอง ซึ่งไม่เป็นปัญหาเพราะเจ้าตัวไม่ออกไปไหนอยู่แล้ว

“สวัสดีค่ะ” ฝ่ายนั้นกรอกเสียงหวานเนือยมาตามสาย

“มาริน ฉันเอง” เธอเอ่ย “คุยได้หรือเปล่า”

“ได้สิ แอน” อีกฝ่ายตอบ “แต่ออกจะผิดวิสัยไปหน่อยนะ ปกติเธอจะเดินมาบ้านฉันไม่ใช่เหรอ”

“วันนี้ไม่อยากเดิน”

“ให้ฉันไปหาดีไหม” มารินอาสา

“อย่านะ!” เธอร้องเสียงหลงอย่างตกใจ ไม่อยากให้เพื่อนบ้านเผชิญหน้ากับคนบ้า เขาไม่ทำอะไรเธอก็จริง หากก็ไว้ใจไม่ได้ พอเจอคนอื่นอาจทำรุนแรงก็ได้

“ตกลง ไม่ไปก็ได้ ไม่เห็นต้องตะโกนเลย มีความลับอะไรที่บ้านไม่อยากให้เห็นเหรอจ๊ะ หรือว่า…ซุกหนุ่มหล่อเอาไว้”

ถึงมารินจะพูดเล่น ทว่ากลับทำให้คนฟังร้อนตัว จนต้องรีบปฏิเสธทันควัน

“ไม่มีสักหน่อย แต่จะว่าไป…”

“ต้องมีอะไรแน่ๆ เล่าออกมาให้หมดเดี๋ยวนี้เลย ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่ยอมซื้อขนมไปฝากสักหนึ่งเดือน”

“ก็ได้ ตอนนี้ฉันกำลังถูกตาม” เธอเล่าเรื่องไววัสวัตให้เพื่อนฟัง…บางส่วน โดยละเว้นส่วนที่เขาบอกว่าตัวเองกำเนิดจากดวงอาทิตย์และเป็นผู้ครองนรก ไม่อยากให้มารินขำว่าถูกคนบ้าตามตื้อ พอฟังจบ อีกฝ่ายก็ถาม

“เขาหล่อหรือเปล่า”

“บ้า! เล่ามาตั้งยาว มันใช่เรื่องจะมาสนใจตรงนั้นไหม” เธอบ่น “เขาจะหน้าตายังไงก็ไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่ามาคอยสะกดรอยตามทำไมต่างหาก”

“เขาอาจจะปิ๊งเธอน่ะสิ” มารินพูดง่ายๆ “เผลอๆ ฉันว่าเธอก็ปิ๊งเขาเหมือนกัน”   

“หา” เธอเบิกตากว้าง ส่ายศีรษะรัวแรง “ไม่มีทางเด็ดขาด ใครจะปิ๊งคนบ้า”

“เท่าที่ฟังก็ไม่เห็นจะบ้าตรงไหน เขาอาจแค่ขี้อาย แอบชอบแต่ไม่กล้าบอกก็ได้”

“อ่านนิยายมากเกินไปแล้วย่ะ ฉันรับรองได้เลยว่าเขาไม่ได้ชอบฉันแน่นอน แค่คิดอยากจะกวนประสาทหรือไม่ก็ประสงค์ร้ายกว่านั้นสิไม่ว่า”

“ไม่หรอก ทุ่มเทตามขนาดนี้ฉันว่าคงเป็นเทคนิคจีบ แล้วที่ทำหน้านิ่งเฉยเขาเรียกว่าสไตล์หน้าเดด (dead) ไง กำลังเป็นแฟชั่น พวกดารา ฮิปสเตอร์เขาชอบทำกัน ถ้าหล่อนะทำแล้วดูเก๋”

“มันก็จริงนะพอเขาทำแล้วมันก็…” อาสาวตีเกือบจะหลุดปากบอกออกไปแล้วว่าหล่อดี แต่ยังยั้งไว้ทัน “..เอ่อประเด็นมันอยู่ที่ว่ายังไงเขาก็ทำอะไรไม่เข้าท่าอยู่ดี”

กระนั้นมารินก็ยังยืนกรานเชื่อว่าไววัสวัตมีใจให้เธออยู่นั่นเองจนอาสาวตีชักหน่าย ร่ำๆ อยากเล่าให้ฟังทั้งหมดว่าเขาเพี้ยนอย่างไรบ้าง แต่ก็ยังสองจิตสองใจ ในที่สุดเลยเลือกวางสายไปอย่างไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก

นอกจากจะไม่มีใครเข้าใจแล้ว ยังทำให้เธอขุ่นมัวโดยการยัดเยียดข้อหา ‘ชอบ’ ตานั่นมาให้อีก

สายตาเผลอมองไปนอกหน้าต่างยามเดินผ่าน เห็นเขายังยืนมองมาไม่วางตาก็ได้แต่ถอนหายใจ อย่างน้อยเขาก็มีข้อดีอยู่บ้างคือไม่ได้เข้าหาในลักษณะคุกคาม…มากมายนัก เสียแต่ไม่รู้จักคำว่าพอ เที่ยวตามตื้อจนเกินควร ไม่รู้หรือไงว่าผู้หญิงน่ะไม่ชอบคนประเภทนี้สักหน่อย ถ้าหากปรับลดลงไปได้คงดีกว่านี้ ไม่แน่เขาอาจน่ารักก็ได้

คิดแล้วอาสาวตีก็ตกใจตัวเอง…

เธอเผลอคิดถึงตาโรคจิตอย่างนี้ได้ยังไงกัน เขาเนี่ยนะ…น่ารัก ต้องเป็นเพราะฟังคำพูดของมารินมากเกินไปแน่ๆ ถึงได้เก็บใส่ความจำแบบนี้

ไม่มีความน่ารักในตัวพวกนักสะกดรอยหรอก เธอบอกตัวเองให้จำขึ้นใจ   

อีกอย่างทำหน้านิ่งหน้าเดดอะไรกัน คนบ้าคนนี้เที่ยวอ้างตัวเองเป็นพญายมอยู่แล้ว

 

ภายในอาณาบริเวณของสำนักพิมพ์นั้นจัดเป็นมุมผ่อนคลายสำหรับพนักงาน ด้วยทำเลริมแม่น้ำและต้นไม้ร่มรื่นทำให้มีคนมานั่งกันไม่ขาดสาย ซ้ำยังมีร้านกาแฟเปิดให้บริการในราคาย่อมเยา ช่วงบ่ายๆ จึงมีคนผลัดกันมานั่งจนไม่เคยหงอยเหงา วันนี้ก็เช่นกัน ตกเข้าบ่ายแก่แล้วแต่โต๊ะที่จัดไว้บริการก็ยังมีคนจับจองกันจนเต็ม

อาสาวตีเลือกนั่งโต๊ะริมน้ำที่อยู่ห่างจากโต๊ะอื่นไปพอสมควร มีต้นไม้ใหญ่ขวางเสมือนเป็นฉากกั้นตามธรรมชาติ เธอชอบนั่งตรงนี้เป็นประจำเวลาใช้ความคิด นอกจากอยู่ห่างจนไม่ค่อยได้ยินเสียงพูดคุยแล้ว ยังมีข้อดีคือคนผ่านไปมามักมองไม่เห็น ทำให้ไม่ถูกรบกวนอีกด้วย

เธอกำลังฝันหวาน…

เมื่อคืนตรีวิทย์โทรศัพท์มาอย่างไม่คาดฝัน เขาบอกย้ำนัดในเย็นวันนี้ พร้อมกับบอกว่าจะเป็นคนไปส่งที่บ้านเอง วันนี้อาสาวตีจึงไม่ขับรถมา เธอนึกฝันไปว่าตรีวิทย์เองก็คงไม่อยากให้มีมือที่สามเช่นกัน แต่ตามมารยาทแล้วคงขอให้พราวดารายกเลิกนัดไม่ได้ กระนั้นหลังจากกินอาหารแล้ว ทั้งสองยังพอเวลาส่วนตัวกันได้บ้าง ไม่แน่วันนี้เขาอาจจะขอเธอเป็นแฟนก็ได้

กำลังฝันอยู่เพลินๆ จมูกก็พลันได้กลิ่นหอมหวานดอกไม้อีกครั้ง ใบหน้าเปื้อนยิ้มน้อยๆ หุบลงทันใด พร้อมกับอารมณ์ที่ผันเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เธอหันไปมองด้านหลัง และเห็นว่าตัวการกำลังยืนอยู่ด้วยใบหน้านิ่งดังเคย เธอกัดริมฝีปาก เอ่ยลอดไรฟันด้วยเสียงเขียวปัด

“ฉันบอกคุณแล้วไงว่าห้ามเข้ามาในบริษัทอีก”

“ข้าตั้งใจรักษาสัญญา” เขาว่า เดินมาหยุดข้างโต๊ะ “แต่วันนี้ไม่ได้ ข้าสัมผัสถึงความผิดปกติจากตัวเจ้า”

คนเดียวที่ผิดปกติคือเขานั่นละ อาสาวตีคิดอย่างเจ็บแค้น

“ฉันไม่สน” เธอเอ่ยเสียงกร้าว “คุณออกไปห่างๆ ได้แล้ว ฉันไม่อยากให้คนเข้าใจผิดว่าคุยกับคุณ”

“ไม่มีใครเห็นข้าหรอก เขาเห็นเพียงแต่เจ้าคนเดียวเท่านั้นละ”

“โธ่เอ๊ย! พูดอย่างกับตัวเล็กนัก แค่ยืนก็สูงกว่าทุกคนแล้วมั้ง ยังกล้าพูดอีกนะ” เธอแหวใส่ เห็นว่าเขายังยืนนิ่งเลยเป็นฝ่ายลุกเสียเอง “ถ้าคุณไม่ไป ฉันไปเอง ลาก่อน แล้วหวังว่าจะไม่ต้องเจอกันอีก”

ก้าวฉับๆ เดินจากไป ไววัสวัตไม่ได้ตาม เพียงมองด้วยสายตาซึ่งยมราชไม่เคยใช้กับผู้ใดมาก่อน เกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าความรู้สึกเยี่ยงนี้เป็นเช่นไร

มันคือความห่วงใย…

ซื้อบ่วงสุคนธาฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com

เพื่อสนับสนุน ‘ปองวุฒิ’

และเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

 

เย็นที่รอคอยมาถึง อาสาวตีเก็บของอย่างเร่งร้อนเพราะเลยเวลานัดไว้แล้ว ตอนใกล้เลิกงานเธอถูกหัวหน้าเรียกเข้าพบกะทันหัน ติดพันยาวนานจนเกินเวลาเลิกงานไปเกือบครึ่งชั่วโมงถึงได้ปลีกตัวออกมา หญิงสาวมือเป็นระวิงเก็บของข้างหนึ่ง อีกข้างก็คว้าโทรศัพท์ไปหาตรีวิทย์ ทว่าเขาไม่รับสายเลยได้แต่ร้อนใจ

เขาคงไม่คิดว่าเธอลืมนัดจนไปกินข้าวกับพราวดาราก่อนหรอกนะ

หญิงสาวเก็บของเสร็จก็รีบวิ่งลงจากอาคารจนเกือบสะดุด วิ่งตรงไปยังลานจอดรถ พอเห็นตรีวิทย์ยืนอยู่กับพราวดาราก็โล่งใจ อย่างน้อยทั้งสองก็ไม่ได้ทิ้งเธอ ทว่าก่อนจะไปถึงสองคนนั้น ไววัสวัตก็ปราดมาขวางหน้า

“เอ๊ะ! คุณ อะไรกันเนี่ย หลีกไปนะ ฉันมีธุระ”

“อย่าไปเลย”

เธออยากตะคอกใส่หน้า ทว่าบางอย่างในน้ำเสียงของเขาทำให้ชะงัก รู้สึกราวกับเขาไม่ได้จงใจหาเรื่อง หรือว่าจะเป็นห่วงจริงๆ

ไม่มีทางหรอก เขาอยากแกล้งเธอมากกว่า

“หลีกเดี๋ยวนี้” เธอผลักเขาออกด้วยแรงทั้งหมด พญายมไม่ทันตั้งตัวจึงเซถลาไป เปิดโอกาสให้หญิงสาววิ่งตรงไปหาเพื่อน พอเห็นว่าเกือบถึงตัวแล้ว เขาจึงใช้มนต์หายตัวไปหยุดยืนข้างตรีวิทย์ในชั่วพริบตา ท่ามกลางความตกตะลึงของอาสาวตรี ขาที่กำลังก้าวเดินชะงักกึกกะทันหัน ไม่อาจก้าวต่อได้ราวกับมันแข็งเป็นหิน

เขาไปโผล่ตรงนั้นได้ยังไง!

“คะ…คุณ…” ยังไม่ทันเอ่ยสิ่งใด ชายหนุ่มในชุดสูทก็ทำสิ่งที่เธอไม่เข้าใจแม้แต่น้อย

เขาแตะไหล่ตรีวิทย์ ดันให้หันหน้ามามอง จากนั้นดวงตาคมกริบก็วาวโรจน์เป็นสีแดงราวทับทิม อาสาวตีมองเห็นกระทั่งว่าทันทีที่แสงเรืองนั้นหายวับไป พลันดวงตาของรุ่นพี่หนุ่มก็ฉายแสงสีเดียวกันชั่วเสี้ยววินาที ตามด้วยดวงตาของพราวดารา ก่อนทุกอย่างจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติดังเดิม

หากสิ่งที่ต่างออกไปคือ สองคนนั้นเดินจากกันไปราวกับมองไม่เห็นเธอมีตัวตน หนำซ้ำตรีวิทย์ยังโอบไหล่พราวดาราอีกด้วย!

“เดี๋ยวก่อน รอด้วย” เธอตะโกนร้องเรียก ทว่าไม่มีใครฟัง ได้เพียงยืนมองทั้งสองขึ้นรถของตรีวิทย์ขับจากไป เธอโดนทอดทิ้งไว้เพียงลำพังอีกครั้ง

ไววัสวัตกลับมายืนอยู่ข้างกายหญิงสาว มองสีหน้าผิดหวังแล้วก่อเกิดความรู้สึกบางอย่าง ทว่าควบคุมใบหน้าตัวเองเอาไว้ไม่ให้แสดงอารมณ์ใดออกไป เพียงกระแอมไอแล้วเอ่ยว่า

“คราวนี้เจ้าไม่ต้องไปไหนแล้ว จะฟังข้าได้หรือยัง”

“มารความรัก” เธอกัดฟัน มองเขาด้วยแววกราดเกรี้ยว “คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ คราวก่อนก็ทีหนึ่งแล้ว คุณทำยังไงพี่ตั้นถึงได้เปลี่ยนใจไม่ยอมรอฉัน ทั้งที่เราอุตส่าห์นัดกันแล้ว รู้ไหมว่าเขาโทรมาบอกฉันว่าจะไปส่งบ้าน ฉันถึงได้ไม่เอารถมา เพราะจะได้นั่งรถไปกับเขา คุณเป็นบ้าอะไรกันแน่ พวกนักสะกดจิตหรือไง”

หลังจากพรั่งพรูความคับแค้นใจแล้ว หญิงสาวก็ทรุดตัวลงกับพื้นกอดเข่าร้องไห้โฮ ไม่อยู่ในอารมณ์จะใช้ความคิดแม้สักนิดว่าคนธรรมดาย่อมไม่มีทางทำอะไรอย่างที่ชายหนุ่มประหลาดตรงหน้าเพิ่งทำลงไปได้แน่ๆ เธอต้องการเพียงร้องไห้ระบายความเสียใจออกมาเพียงเท่านั้น

ตลอดเวลาไววัสวัตไม่พูดอะไรสักคำ เขาประหลาดใจด้วยซ้ำเมื่อเห็นหญิงสาวส่งเสียงแปลกๆ ราวกับเจ็บปวดมากมาย ชวนให้คิดว่าสิ่งที่เขาทำเมื่อครู่สร้างความรู้สึกนี้ให้นางอย่างนั้นหรือ

เขาไม่เคยคิดว่ามันจะน่าเศร้าถึงเพียงนั้น มนุษย์ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตเปราะบางทั้งร่างกายและจิตใจ

อยู่ๆ เขาก็นึกอยากให้นางเลิกโศก แต่จะทำยังไงดี ให้เรียกสองคนนั้นกลับมาคงไม่ได้ เพราะเขาไม่ปรารถนาจะทำเช่นนั้น นางควรอยู่ใกล้เขา ตราบใดสัญญาณอันตรายที่เขาสัมผัสได้ยังไม่เลือนหายไป

พญายมผู้ยิ่งยงไม่รอบคอบพอจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า…เหตุใดเขาต้องเป็นห่วงหญิงมนุษย์ด้วยเล่า หากนางตกอยู่ในอันตรายเท่ากับเข้าใกล้ความตายอันเป็นจุดมุ่งหมายของการมาโลกมนุษย์ของเขามิใช่หรือ…รับวิญญาณนางไปสู่กระบวนการแห่งวัฏสงสาร

เขาตัดสินใจทำสิ่งที่คาดเดาว่านางคงต้องการ ชายหนุ่มดีดนิ้วดังก้องกลางความเงียบ รถม้าขนาดใหญ่ตกแต่งด้วยเงินทองประกายวับวาวปรากฏตรงลานกว้าง เทียมด้วยม้าสีดำและขาวอย่างละหนึ่งตัว

เจ้าของมนต์ยืดตัวยิ้มอย่างภูมิใจ เอ่ยกับหญิงสาวที่มองรถม้าด้วยสายตาตื่นตะลึงว่า

“เจ้าอยากได้รถ ข้าเสกมาให้แล้ว พอใจหรือยัง”

“กรี๊ดดดดด!”

แทนที่จะปลาบปลื้ม อาสาวตีกลับกรีดร้องดังสนั่นสุดเสียง ความเสียใจเมื่อครู่ผสานกับความตกใจที่อยู่ๆ เห็นรถแปลกประหลาดโผล่มาในชั่วพริบตา ทั้งที่ก่อนหน้ายังเป็นแค่ลานว่างโล่ง ต่อให้สติไม่เต็มร้อยอย่างไรก็ย่อมรับรู้ได้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้

ผู้ชายคนนี้ไม่ใช่มนุษย์จริงๆ ด้วย!

ไววัสวัตยื่นมือมาข้างหน้าคล้ายจะสัมผัสตัว ทว่าเธอถอยกรูด จากนั้นก็วิ่งจ้ำอ้าวหนีไปอย่างรวดเร็วเท่าที่สองขาจะทำได้ ทิ้งให้ชายหนุ่มค้างมือไว้อย่างนั้นอย่างงุนงง

เขาก้มลงมองมือตัวเองนิ่งนาน ได้ยินเสียงม้าพ่นลมหายใจสลับกับร้องครางเบาๆ ครุ่นคิดว่าตัวเองทำอะไรผิดไป นางถึงได้ทำท่าหวาดกลัวและส่งเสียงร้องประหลาดเยี่ยงนั้น

“เฮอะ…ผู้หญิง” เขาแค่นเสียงออกมาในที่สุด

มนุษย์ช่างเอาใจยากยิ่งนัก โดยเฉพาะเพศหญิง

 

รถแท็กซี่สีชมพูสะท้อนแสงจอดหน้าบ้าน อาสาวตีจ่ายเงินให้คนขับแล้วลงมาอย่างเหนื่อยอ่อน ดวงหน้าซีดเพราะเครื่องสำอางลบเลือนไปเกือบหมด ซ้ำใต้ตายังบวมช้ำเพราะผ่านการร้องไห้อย่างหนักหน่วงมาตลอดทางอีกด้วย เธอสังเกตเห็นว่าคนขับทำหน้าโล่งใจเมื่อเธอชี้บอกทางเข้าซอยหมู่บ้านจนรีบเคลื่อนรถอย่างรวดเร็วผิดปกติ และพอลงจากรถมาได้ก็ขับออกไปอย่างกับตีนผี

เธออาจคร่ำครวญใส่ราวกับคนขับเป็นที่ปรึกษาความรักก็จริง หากอย่างน้อยก็ช่วยเห็นใจคนกำลังเศร้าหน่อยไม่ได้หรือไง ไม่เห็นต้องทำเหมือนหลุดจากนรกขนาดนี้ก็ได้

หญิงสาวพยายามติดต่อหาทั้งตรีวิทย์และพราวดาราอยู่เหมือนกัน ทว่าโทรหาใครก็ไม่ติด ชวนให้คิดจินตนาการด้วยหัวใจรุ่มร้อนว่าสองคนนั้นอาจกำลังกินข้าวด้วยกันอย่างเพลิดเพลินจนลืมคนรอบข้าง นึกว่ามีกันอยู่เพียงสองคนบนโลก คิดแล้วก็เกิดอาการเศร้าสร้อยระคนหงุดหงิด ที่ตรงนั้นควรเป็นเธอต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะตานั่นมาขัดขวาง…

ความคิดสะดุดเมื่อนึกถึงชายในชุดสูท พลันตัวเย็นวาบ เขาติดตามเธอมาตลอดในชั่วเวลาหลายวันผ่านมานี้ ไหนจะกลิ่นหอมยามปรากฏตัวนั่นอีก เธอช่างโง่เขลาเหลือเกินที่หลงคิดว่าเขาเป็นคนบ้า จนไม่ทันได้ใส่ใจฟังสิ่งที่ออกจากปากของชายหนุ่มแม้สักนิด

ใครจะคิดว่ามันจะเป็นความจริงกันล่ะ!

อาสาวตีเหลียวมองรอบตัวอย่างหวั่นๆ มือเป็นระวิงรีบควานกระเป๋าถือหากุญแจไขเข้าบ้าน ด้วยไม่อยากยืนอยู่กลางแสงสลัวของยามพลบค่ำนานเกินไป ถ้าหากเขาโผล่มาเอาชีวิตตอนนี้ เธอจะขัดขืนได้อย่างไรกัน

ทว่ามือกลับหยุดกะทันหัน…ยามได้กลิ่นประหลาดลอยตามลมมา ทั้งที่ไม่มีลมพัดสักนิดในเวลานั้น

มันเป็นกลิ่นคลับคล้ายว่าหอม หากเมื่อพิเคราะห์ดีแล้วกลับไม่ใช่ กลิ่นฉุนนั้นเจือความเหม็นเอาไว้เต็มเปี่ยมอย่างไม่เคยคุ้นมาก่อน นับแต่ได้รับคำสาปนี้มา เธอไม่เคยได้กลิ่นเช่นนี้มาก่อนสักครั้ง แม้จะหอม…ทว่าไม่ชวนดอมดม ได้กลิ่นเพียงครั้งเดียวก็คลื่นเหียนอย่างบอกไม่ถูกจนร่างกายถึงกับทรงตัวแทบไม่อยู่

ทันใดเงาดำพุ่งพรวดจากมุมอับใกล้กันนั้น มองไม่ออกว่าคือสิ่งใด อาสาวตีตกใจเกือบสิ้นสติ กระเป๋าในมือหล่นพื้นพร้อมกับพวงกุญแจและข้าวของส่วนตัวภายใน หญิงสาวกรีดร้อง จากนั้นก็รู้สึกว่าร่างกายเอนเอียง

กำลังเป็นลมหมดสติสินะ…เธอคิด

ชั่ววินาทีนั้นเอง อาสาวตีเพิ่งรับรู้ว่าเธอกำลังโดนล้อมไว้ทั้งร่างราวกับเกราะป้องกัน และเจ้าของอ้อมแขนและอกอุ่นแข็งแรงนั้นคือเจ้าของกลิ่นหอมหวานเฉพาะตัวที่คอยติดตามเธออยู่ในช่วงหลังมานี้นั่นเอง

สายตาของหญิงสาวมองลอดผ่านแขนที่โอบกอดเอาไว้ แลเห็นเงาดำที่ว่าคือกายมนุษย์ยืนอยู่ไม่ห่าง ทว่าดวงตาของฝ่ายนั้นว่างเปล่า ไม่เหมือนแววของคนมีชีวิตแต่อย่างใดเลย

เหนืออื่นใด มือของชายคนนั้นถือมีดเล่มใหญ่ และกำลังพุ่งตรงเข้ามาหมายจ้วงแทงเอาชีวิต!

 


บ่วงสุคนธา โดย ปองวุฒิ … เรื่องราวของ อาสาวตี หญิงสาวที่สูญเสียประสาทรับกลิ่นแต่ได้รับความพิเศษบางอย่างมาทดแทน ซึ่งสิ่งนั้นนำพาไววัสวัต ชายหนุ่มลึกลับที่มีเสน่ห์เข้ามาสู่ชีวิตเธอ หากแต่เธอจะรักเขาได้อย่างไร ในเมื่อไววัสวัตหาใช่มนุษย์! …  นิยายออนไลน์ น่าติดตามอีกเรื่องที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อคุณผู้อ่านสามารถซื้อฉบับรวมเล่มที่ www.naiin.com รวมถึงการสั่งซื้อหนังสือเล่มอื่นๆ ผ่านลิ้งจากทางอ่านเอาเข้าไป ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งสนับสนุนทั้งนักเขียนและเว็บไซต์อ่านเอาชุมชนสำหรับนักเขียนและนักอ่านของพวกเรา

——————————————

Don`t copy text!