บ่วงพราย บทที่ 3 : โรส

บ่วงพราย บทที่ 3 : โรส

โดย : ทอม สิริ

บ่วงพราย เมื่อเจ้าของโฮมสเตย์ถูกพบเป็นศพเหลือครึ่งตัวลอยมาเกยหาด ใครๆ พากันลือกันว่าเธอกลายเป็นพรายทะเลกลับมาเพราะหวงห่วงสามีจอมเจ้าชู้ และที่กลางทะเลลึก…พรายทะเลมาปรากฏตัวให้ลลนาเห็น ขณะที่มาวินไม่เคยเชื่อว่าพรายมีจริง จนได้เห็นมันกับตา “บ่วงพราย” โดย ทอม สิริ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อคุณผู้อ่านสามารถติดต่อสั่งซื้อโดยตรงได้ที่ Facebook ของนักเขียน  Facebook : Tom Siri

……………………………………………………………….

-3-

 

ฟืนจากไฟกองใหญ่แตกปะทุ ลูกไฟปลิวกระจายตามสายลมอ่อนๆ หลังอาหารค่ำ ลลนา เม้า และมาวินนั่งจิบเครื่องดื่มร้อนๆ และย่างมาร์ชเมลโลอยู่กับกลุ่มครีเอทีฟ คืนนี้มีทิพย์ช่างแต่งหน้า เป้ช่างผมและแจ๊กเกอรีนทำคอสตูมมาร่วมวงด้วย เสียงกีตาร์ของช่างไฟกองถ่ายที่พักอยู่เรือนแถวด้านในสุดดังแว่วมาเบาๆ บรรยากาศเหงาๆ เงียบๆ ไม่มีใครเอะอะเฮฮา เพราะทุกคนเกรงใจปริญญ์ที่เก็บตัวอยู่แต่ในบ้านพักของเขา ตั้งแต่ช่วงบ่ายที่พวกตำรวจกลับกันไป

“พี่พิมฮ้า…ช่วยเล่าเรื่องวันนี้ให้ฟังหน่อยสิ อยากรู้อะ เห็นหน้าคุณปริญญ์แล้วสงซ้านนน…สงสาร” แจ๊กเกอรีนเป็นคนเอ่ยถามขึ้นมาขณะหมุนไม้มาร์ชเมลโลย่างไฟอ่อนๆ พอตกค่ำเธอล้างเครื่องสำอางออกแล้วใส่แค่เสื้อยืดนิ่มย้วยกับกางเกงชาวเล จากสาวเปรี้ยวก็เลยดูเหมือนผู้ชายผอมๆ โทรมๆ คนหนึ่ง

“ใช่ๆ มันเรื่องอะไรกันน่ะ ตอนถ่ายหนังอยู่ ได้ยินแว่วๆ ว่ามีใครตาย” พี่เป้ช่างผมหน้าดุก็สนใจเรื่องนี้ เพราะตอนที่ถ่ายนางแบบตรงชายหาดอีกด้านหนึ่ง คนในกองถ่ายไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น จนกระทั่งเลิกกองก็มีการพูดถึงกันบ้างตอนกินอาหารค่ำ แต่ไม่มีใครให้รายละเอียดได้

“ว่าจะถามป้าพวง แกก็กลับไปนอนบ้านแกที่หมู่บ้านประมงแล้ว ไม่อย่างนั้นป้าพวงคงเล่าละเอียดยิบไปแล้วละแกเป็นคนช่างเล่า ช่างรู้เรื่องของชาวบ้านไปหมด” ทิพย์เสริมขึ้นอีกคน

“ได้ยินว่าป้าพวงไม่ค่อยสบาย แกเป็นลมหรือไงเนี่ย” แจ๊กเกอรีนเลิกคิ้ว

“ใช่ แกเป็นลม คงเสียใจมากน่ะเลยกลับบ้านไปแล้ว” พิมรักพยักหน้า

“เกิดอะไรขึ้นคะ” ทิพย์ถาม

“เช้าวันนี้มีคนพบศพลอยน้ำมาเกยหาด และศพนั้นก็คือคุณโรส” พิมรักเล่ากระชับ ไม่พูดถึงสภาพศพ

“หา!”

“ว้าย!”

เสียงร้องอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นจากช่างทั้งสาม

“คุณโรสภรรยาคุณปริญญ์ที่หายไปเนี่ยนะ” พี่เป้ยกมือทาบอก

“ใช่ค่ะ” พิมรักพยักหน้า “ตำรวจพาคุณปริญญ์ไปยืนยันศพแล้ว”

ลลนาได้แต่ถอนหายใจ เธอพอจะเข้าใจว่าทำไมพิมรักไม่ได้พูดถึงสภาพศพ รุ่นพี่คงจะให้เกียรติคนตาย เพราะทุกคนเคยเจอคุณโรสมาก่อน จึงไม่ควรพูดถึงเธอในแบบที่น่าสยดสยอง

“โอ…ไม่อยากจะเชื่อเลย” ทิพย์พูดเสียงเบา

“เกิดอะไรขึ้นกับคุณโรสคะ โธ่เอ๋ยคนเรา…เมื่อวันก่อนยังนั่งฟังแกปรับทุกข์อยู่เลยเนอะทิพย์ จู่ๆ ก็ตายเสียแล้ว” พี่เป้ยกมือใหญ่ๆ ของเธอขึ้นลูบแขนไปมาเหมือนหนาวเยือก

“ตำรวจสันนิษฐานว่าแกออกไปเล่นน้ำทะเล แล้วคงเป็นตะคริว เลยจมน้ำ” พิมรักพูดถึงสิ่งที่ได้ยินมา

“ออกไปเล่นน้ำทะเลคนเดียวหรือคะพี่พิม” ลลนาซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบๆ ถามขึ้นด้วยความสงสัย เมื่อตอนกลางวันตำรวจไม่ได้เรียกพวกเธอสอบปากคำ จึงไปนั่งดูการถ่ายทำโฆษณาอยู่ที่ชายหาดและไม่รู้อะไรมากนัก

“น่าจะเป็นอย่างนั้นนะ เพราะตำรวจได้ข้อมูลมาว่ามีชาวบ้านคนหนึ่งเห็นคุณโรสเดินเล่นอยู่คนเดียวที่ชายหาดเมื่อสองวันก่อน เขาว่ายังตะโกนบอกให้ขึ้นมาเสีย เพราะมืดค่ำแล้ว” อภิภูเป็นคนตอบ เขาได้คุยกับสารวัตรปิติซึ่งมาสอบปากคำที่โฮมสเตย์

“แล้วตำรวจเขาสอบปากคำว่ายังไงบ้างครับ” นานๆ จะได้ยินมาวินซักถามอะไรสักที แสดงว่าเขาสนใจเรื่องนี้ เพราะตัวมาวินและสองสาวไม่ได้ถูกเรียกไปสอบปากคำ ตำรวจเห็นว่าพวกเขาเพิ่งมาถึงและไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“ตำรวจสอบปากคำพี่ พิมพ์กับบุษ พวกเราก็ได้แต่เล่าเรื่องที่เห็นในช่วงสองวันที่มาถ่ายหนังที่นี่ เพราะเราก็ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของคุณโรส” อภิภูเป็นคนตอบ

“แล้วเรื่องที่พวกเขามีปากเสียงกันล่ะคะ” เม้าถามได้ตรงใจลลนา เธอก็อยากรู้เหมือนกันว่าตำรวจจะว่าอย่างไร

“เราก็บอกไปตามที่ได้ยินนั่นละ แต่พวกเราไม่รู้ว่าเขาทะเลาะกันเรื่องอะไรแน่ เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะไปถามคุณปริญญ์เอาเอง” บุษบันเป็นคนตอบ ลลนารู้ว่าเธอเป็นคนไม่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น

“คุณโรสแกคงกลุ้มใจน่ะสิ มีผัวเจ้าชู้” พี่เป้ค้อนลมค้อนแล้ง

“แน้…อย่ามาว่าสามีเค้านะ” แจ๊กเกอรีนทำคอแข็ง

“ทุ้ย…ให้เขาหันมาแลแกก่อนเถอะย่ะ นังขี้ก้าง อกก็ไม่มี ตูดก็ไม่มี อะไรๆ ก็ไม่มีให้เขาสักอย่าง” พี่เป้แสยะปากจนเรียวหนวดกระดก

“วั้ย! หยาบคาย” แจ๊กเกอรีนแกล้งร้องเสียงสั้นๆ ตามสไตล์การพูดของเธอ แล้วค้อนพี่เป้ตากลับ “ทำอย่างกับตัวเองสวยนักละ นางผีเสื้อสมุทร”

“คุณโรสมาปรับทุกข์อะไรกับพี่ๆ คะ” ลลนาเอ่ยถาม ดึงเรื่องกลับเข้าประเด็นก่อนที่ทั้งสองคนจะพาออกทะเล

“แกมาบ่นเรื่องความเจ้าชู้ของคุณปริญญ์นั่นละ” ทิพย์ตอบขณะเอาไม้แหย่กองไฟซึ่งเริ่มมอดให้ปะทุขึ้นมาใหม่ “คุณโรสแกมีเวลาว่างมาก วันๆ ก็ไม่มีอะไรจะทำ นึกออกนะคะคนที่ว่างก็จะฟุ้งซ่านคิดโน่นนี่ไปเรื่อย ช่วงที่เรามาถ่ายหนังกันนี่แกก็ค่อยคึกคักขึ้นมาหน่อย แต่แกไม่ชอบไปดูถ่ายหนังนะ แกว่าเบื่ออะไรที่ถ่ายซ้ำไปซ้ำมา ชอบมานั่งดูทิพย์แต่งหน้านางแบบมากกว่าค่ะ ก็ถามโน่นถามนี่เรื่องเครื่องสำอางกับของบำรุงผิว ยังบอกให้ทิพย์ช่วยสอนแต่งหน้าให้บ้าง คุณปริญญ์จะได้หันกลับมาสนใจแก ทิพย์ก็รับปากว่าจะสอนนะคะ แต่ไม่ทันไร…” หญิงสาวพูดค้างไว้เพียงเท่านั้น

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

“ใช่ วันก่อนแกคงอัดอั้นตันใจไม่รู้จะคุยกับใครก็มาบ่นให้พวกเราฟังว่าคุณปริญญ์เจ้าชู้มาก มีผู้หญิงมาติดพันไม่รู้จักกี่คน ทั้งไทยทั้งเทศ แหม…คุณปริญญ์เขาเป็นครูสอนดำน้ำก็เจอคนเยอะอ่านะ ผู้หญิงผ่านตามาทุกวี่ทุกวัน แล้วหนุ่มหล่อออกจะขนาดนั้น ชะนีก็น้ำลายหกสิคะ มันเรื่องธรรมดามาก คุณโรสน่าจะทำใจ” แจ๊กเกอรีนกลับมาผสมโรงกับเพื่อนหน้าตาเฉย แต่ก็ไม่วายเข้าข้างชายหนุ่มที่พูดถึงอยู่เหมือนเดิม

“นั่นสิ แถมคุณปริญญ์ยังเป็นคนจัดการเรื่องโฮมสเตย์นี่เองด้วย คุณโรสแกทำอะไรไม่เป็นก็ว่างสิ ไม่มีอะไรทำก็เลยตามหึงผัวไปวันๆ มั้ง” พี่เป้เสริม

“โธ่พี่ อย่าไปว่าแก ทิพย์ว่าน่าเห็นใจออกนะ” ช่างแต่งหน้าหยิบมาร์ชเมลโลจากถุงใบใหญ่ออกมาเพิ่ม

“หล่อนน่ะมันโหงวเฮ้งอาม่า ชิ” พี่เป้ค้อน

“อาม่ายังไงคะพี่เป้” ทิพย์ทำตาปริบๆ เมื่อถูกหาว่าเป็นอาม่า

“ก็โหงวเฮ้งใจดี ใจอ่อน ขี้สงสารไง แกเลยชอบมานั่งคุยด้วยบ่อยๆ” เป้พูดไปเป่ามาร์ชเมลโลร้อนๆ ในไม้เสียบไปด้วย ก่อนที่จะเอาเข้าปากคำเดียวหมด

“แหม ก็ใช่สิ ใครจะกล้าไปนั่งปรึกษากับพี่เป้ล่ะ ดีไม่ดีโดนหลอกด่ากลับมาให้เจ็บใจอีก ก็กรรไกรตัดผมที่ว่าคมยังแพ้ปากพี่เป้ นางกัดแล้วเป็นบาดทะยักอาจตายได้นะยะ แถมยังหน้าเหี้ย…มมม อย่างกับบูลด็อกอีกต่างหาก” แจ๊กเกอรีนแกล้งลากเสียงอย่างได้ที

พี่เป้กำลังง้างปากเตรียมสวน แต่ทิพย์พูดขึ้นมาเสียก่อน

“แกก็ไม่กล้าไปคุยกับพี่แจ๊กเกอรีนเหมือนกันค่ะ”

“ทำไมยะ ฉันเป็นยังไง” ช่างเสื้อผ้าเริ่มร้อนตัว

“แกบอกทิพย์ว่าพี่แจ๊กเกอรีนน่ะรั่ว ชวนคุยแล้วพี่มักจะเบรกแตกหยุดไม่ได้ พาออกอ่าวไทยไปไหนต่อไหนกู่ไม่กลับ” ทิพย์หันไปบอกอีกฝ่าย

แทนที่แจ๊กเกอรีนจะโกรธ เธอกลับหัวเราะร่วนอย่างถูกใจ เหมือนมีความสุขที่ตัวเองบ้าบอไปวันๆ อย่างนั้น

ลลนาคิดว่าพี่​ๆ​ สามช่างพวกนี้อยู่ใกล้แล้วอารมณ์ดี​ พวกเขาคุยสนุก​แม้จะกัดกันเสียเป็นส่วนใหญ่ก็เถอะ

“คุณโรสพูดถึงผู้หญิงคนไหนเป็นพิเศษไหมคะ พี่ทิพย์” ลลนาจูงประเด็นกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังจากหัวเราะไปกับคารมของสามสาว

“ไม่ค่ะ แกก็ไม่ได้เอ่ยชื่อใคร ไอ้เราก็ไม่กล้าซัก ที่จริงมันเป็นเรื่องส่วนตัวผัวๆ เมียๆ เนอะ” ทิพย์พูดแล้วก็หันไปถามทั่วๆ “มีใครอยากได้มาร์ชเมลโลอีกไหมคะ”

“ฉันเอาสองไม้ เสียบมาเลยไม้ละสามก้อน” เป้ชี้นิ้วงอนๆ ใส่แหวนวงใหญ่มาทางถุงมาร์ชเมลโล

“แหม มีผัวหล่อมันก็ต้องทำใจนะยะ” แจ๊กเกอรีนยักไหล่

“จะว่าไปแกก็เคยบอกนะว่าทำใจเรื่องพวกผู้หญิงเข้ามาให้ท่าคุณปริญญ์มานานแล้ว รู้ดีว่าเรื่องพวกนี้ไม่มีทางจบสิ้น สามีแกหน้าตาดีแล้วก็เป็นคนคุยน่ารัก ผู้หญิงคนไหนอยู่ใกล้ไม่เคลิ้มก็แปลก แต่ที่แกต้องแอบร้องไห้คนเดียวบ่อยๆ ก็เพราะความน้อยใจต่างหาก” ทิพย์เอาขนมเสียบไม้ส่งให้พี่เป้

“น้อยใจเรื่องอะไรเหรอ” พิมรักเอ่ยถามหลังจากนั่งฟังมานาน

“น้อยใจที่กับคนนอกคุณปริญญ์ดูแลเอาใจใส่ดีทุกอย่าง แต่กับแกที่เป็นภรรยา คุณปริญญ์กลับเป็นคนเจ้าอารมณ์ โมโหง่าย โกรธหรือหงุดหงิดเรื่องอะไรมาก็มักจะมาลงที่แกนี่ละค่ะ” ทิพย์อธิบาย

“เออ คนเราก็อย่างนี้เนอะ เห็นคนนอกดีกว่าคนในครอบครัวเสมอละ ทั้งที่คนใกล้ตัวนี่ละที่ดีกับเขาทุกอย่าง เสื้อผ้าสะอาด บ้านช่องน่าอยู่ หิวก็ทำให้กิน อยากกินอะไรล่ะสรรให้สารพัดนึก จะสุขจะทุกข์ก็คอยเป็นกำลังใจอยู่ข้างๆ เสมอ แต่กลับไปทำดีกับคนนอกบ้านเสียนี่” อีกครั้งที่ช่างผมพูดแล้วทำหน้าเบ้จนหนวดบิด

“นางนี่ท่าจะโดนผัวเทบ่อย” แจ๊กเกอรีนหันมาป้องปากกระซิบกับลลนาที่นั่งใกล้เธอ เสียงไม่ได้เบานัก แต่พี่เป้อาจจะไม่ได้ยินเลยไม่ได้หันมากัดตอบ ไม่อย่างนั้นมีสวนแน่นอน

ลลนาคิดว่าพี่เป้ปากคมด่าเจ็บ แต่พูดต่อหน้า ต่างจากแจ๊กเกอรีนที่ได้หมดทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ทิพย์ใช้ไม้แหลมเสียบก้อนมาร์ชเมลโลส่งให้เม้าที่นั่งอยู่ข้างเธอ “เอาขนมอีกไม้ไหมคะ”

“เม้าไม่เอาแล้วค่ะพี่ทิพย์ กินเข้าไปเยอะตอนนี้ตาจะปิดละ ง่วงมากเลย” เม้าบิดขี้เกียจแล้วยังหาวปากกว้าง

“มิน่าเล่า เห็นทุกทีคุยไม่หยุดปาก แต่คืนนี้นั่งเงียบเป็นลิงหลับเลย ที่แท้หนังท้องตึงหนังตาหย่อนนี่เอง” ลลนาแซวเพื่อนของเธอ

“ที่ง่วงเร็วนี่สงสัยเพราะซัดกุ้งเผาน้ำจิ้มปากบึนไปหลายตัวว่ะ อิ่มพุงใสเลย” เม้าลูบท้องกลมๆ ทำตาปรือ

“พี่ว่าเราแยกย้ายกันไปนอนหัวค่ำหน่อยก็ดีนะ พรุ่งนี้ยังมีถ่ายอีก” อภิภูลุกขึ้นยืน ทำเอาทุกคนขยับตัวเตรียมกลับบ้านพักกัน

“ดีเหมือนกันค่ะพี่ภู บุษว่าจะโทร.หาพี่เดชตั้งแต่หลังกินข้าวเย็นแล้วก็ลืมไปเลย จะเล่าเรื่องนี้ให้แกฟังน่ะค่ะ” บุษบันลุกตามเป็นคนแรก

“บุษเล่าให้พี่เดชฟังก็ดีเหมือนกันนะ เผื่อแกจะมีความเห็นอะไรดีๆ บอกกลับมา น่าเสียดายจังที่ออกกองคราวนี้พี่เขาไม่ได้มาด้วยกัน” พิมรักพูดถึงสารวัตรเดชบดีสามีของบุษบัน

“เห็นว่าจะตามมานะคะ แต่ยังไม่รู้วันไหน” บุษบันหันไปเก็บของของเธอเตรียมกลับที่พัก

“พี่ภู พวกหนูขอนั่งเล่นอยู่อีกพักหนึ่งนะคะ ที่นี่อากาศดี น่าสืบพันธุ์มากค่ะ” แจ๊กเกอรีนยิ้มหวานพูดหน้าตาเฉยตามสไตล์ของเธอ​ ​ทำเอาลลนากับเม้าร้องกิ๊วก๊าว

“ตามใจ จัดการดับฟืนไฟดีๆ ล่ะ” ชายหนุ่มหันมากำชับก่อนจะลุกออกไป เขาชินกับวิธีพูดของแจ๊กเกอรีนอยู่แล้วจึงไม่ได้หัวเราะขำเหมือนลลนากับเม้า

“กู๊ดไนต์ค่า…”

ลลนา เม้า และมาวิน เอ่ยลาพี่ๆ ทุกคนแล้วเดินกลับไปทางเดียวกับกลุ่มครีเอทีฟเพราะบ้านพักอยู่ติดกัน พวกเธอเดินทิ้งระยะห่างจากกลุ่มครีเอทีฟ หญิงสาวยังติดใจประเด็นที่นั่งคุยกันอยู่เมื่อครู่จึงพูดโพล่งขึ้นมา

“คนเรานี่ถ้าน้อยใจมากๆ เป็นไปได้ไหมว่าจะคิดฆ่าตัวตาย”

“แน่นอน” เม้าพึมพำตอบมาทั้งที่ง่วงมาก

“ปกติคนเราต้องรักชีวิตตัวเองนะ ไม่มีใครอยากตายหรอก มันต้องมีประเด็นที่หนักหนาสาหัสจริงๆ ที่ทำให้จิตตกขนาดคิดว่าไม่อยากอยู่บนโลกนี้ต่อแล้ว ก็อาจเป็นอารมณ์ชั่ววูบที่คิดอยากตายขึ้นมา หรือไม่ก็เป็นโรคซึมเศร้า” มาวินออกความเห็นเมื่อเม้านั้นเงียบไป คงจะลืมตาแทบไม่ขึ้นอยู่แล้ว ปกติน้องสาวของเขาก็เป็นคนนอนหัวค่ำ ยิ่งวันนี้นั่งรถมาไกลก็คงจะเพลียและง่วงเร็วกว่าปกติ

“ใช่ ซึมเศร้านี่ไม่ใช่เป็นเพราะอ่อนแอหรือล้มเหลว แต่มันเป็นโรคเนอะ เหมือนโรคเบาหวาน โรคความดันอะไรยังงี้ มันเกิดจากอะไรนะ…” ลลนาหันไปถามมาวิน เธอเคยอ่านเจอในอินเทอร์เน็ตแต่ลืมเสียแล้ว

“ความผิดปกติของระดับสารเคมีในสมอง” เขาตอบ

“เออใช่ คนซึมเศร้าช่วยตัวเองไม่ได้เพราะสารเคมีในสมองมันผิดปกติไป ถ้าไม่มียาควบคุมหรือโดนกระทบกระเทือนจิตใจนี่ก็อันตรายเหมือนกัน” ลลนาพยักหน้าเห็นด้วย

“โรคซึมเศร้านี่ถ้าเจอเรื่องเครียด เรื่องทุกข์ใจมานานๆ ก็ทำให้เป็นได้ ตามสถิติบอกว่าคนฆ่าตัวตายเพราะซึมเศร้ามีมากถึงร้อยละหกสิบ”

“แหม…ข้อมูลแม่นนะยะ” ลลนาขำ มาวินเป็นคนละเอียด และช่างสังเกต

“พอดีจำได้น่ะ”

“แต่เราก็ไม่รู้ว่าคุณโรสแกเป็นอย่างที่ว่าหรือเปล่า”

“เรื่องนี้คิดว่าตำรวจคงจะถามคุณปริญญ์นั่นละ”

“ฉันว่าคุณโรสแกต้องเป็นโรคซึมเศร้าแน่เลย ยิ่งบรรยากาศเย็นย่ำริมหาดเวิ้งว้าง พระอาทิตย์ตกดินนะ ถ้าจิตใจปกติก็อาจจะว่าสวยดี แต่ถ้าจิตกำลังตกนี่มันเป็นบรรยากาศที่มืดมนหม่นหมองมากเลยนะ เดินอยู่คนเดียวริมหาดอาจจะเดินลงทะเลไปได้ง่ายๆ”

“ก็เป็นไปได้ แต่เราก็ไม่รู้ข้อเท็จจริง”

“นั่นสิ ไม่มีใครรู้ แต่ก็ดูเหมือนทุกคนจะพากันตำหนิคุณปริญญ์ไปหมดแล้ว ว่าภรรยาตายเพราะแกเจ้าชู้ น่าเห็นใจออก เจ้าตัวก็ไม่ได้อยู่คอยแก้ต่างหรืออธิบายว่าความจริงมันเป็นยังไง ความจริงผู้ชายที่พูดจาดีมีเสน่ห์ทำให้คนรอบข้างชื่นชมนี่เค้าผิดตรงไหนล่ะ ดูคุณปริญญ์เขาออกจะเป็นคนดี” ลลนาออกจะสงสารเขาเสียด้วยซ้ำ เธอยังนึกถึงตอนที่ไปดูศพและปริญญ์ร้องไห้ออกมาตอนเห็นว่าเป็นคุณโรส ภาพนั้นยังติดตาเธอไม่หาย

“นี่ เราน่ะ เพิ่งจะเจอเขายังไม่ทันข้ามวันเลย ยังไม่รู้จักเขาดีก็ฟันธงแล้ว” มาวินเบรก

“หูย หน้าตาเขาออกจะเป็นคนดี ไม่เหมือนหน้ามหาโจรอย่างเธอ คุ้มดีคุ้มร้าย” ลลนาหันมาย่นจมูกใส่

“เฮ่ย คุ้มดีคุ้มร้ายนั่นมันบ้าแล้วเว้ย พี่ฉันยังสติดียู้ แค่ทึ่มไปหน่อยเท่านั้นเอ๊ง…” เม้าลากเสียงสูง ยังอุตส่าห์ออกรับแทนพี่ชายทั้งที่ตาจะปิด

“ง่วงก็ไปนอนเถอะ เราน่ะ” มาวินไขกุญแจบ้าน

ลลนากอดคอเพื่อนร่างเล็กพาเดินเซเข้าห้องนอนใหญ่ ส่วนมาวินเดินเลี้ยวเข้าอีกห้องที่เขานอนคนเดียว แยกย้ายกันพักผ่อนห้องใครห้องมัน

***


บ่วงพราย_ปก

บ่วงพราย เมื่อเจ้าของโฮมสเตย์ถูกพบเป็นศพเหลือครึ่งตัวลอยมาเกยหาด ใครๆ พากันลือกันว่าเธอกลายเป็นพรายทะเลกลับมาเพราะหวงห่วงสามีจอมเจ้าชู้ และที่กลางทะเลลึก…พรายทะเลมาปรากฏตัวให้ลลนาเห็น ขณะที่มาวินไม่เคยเชื่อว่าพรายมีจริง จนได้เห็นมันกับตา “บ่วงพราย” โดย ทอม สิริ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์ ได้ลงจนจบบริบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทางผู้เขียนใจดีมอบ 5 บทแรกไว้ให้อ่านกันที่อ่านเอาและหากติดใจอยากอ่านต่อคุณผู้อ่านสามารถติดต่อสั่งซื้อโดยตรงได้ที่ Facebook ของนักเขียน  Facebook : Tom Siri

——————————————

Don`t copy text!