บ่วงพราย บทที่ 4 : หมีควายผู้อาภัพ

บ่วงพราย บทที่ 4 : หมีควายผู้อาภัพ

โดย : ทอม สิริ

บ่วงพราย เมื่อเจ้าของโฮมสเตย์ถูกพบเป็นศพเหลือครึ่งตัวลอยมาเกยหาด ใครๆ พากันลือกันว่าเธอกลายเป็นพรายทะเลกลับมาเพราะหวงห่วงสามีจอมเจ้าชู้ และที่กลางทะเลลึก…พรายทะเลมาปรากฏตัวให้ลลนาเห็น ขณะที่มาวินไม่เคยเชื่อว่าพรายมีจริง จนได้เห็นมันกับตา “บ่วงพราย” โดย ทอม สิริ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

……………………………………………………………….

-4-

 

เรื่องราวในวันนี้ทำเอาบุษบันเครียดไม่รู้ตัว การได้รับรู้ว่าคนที่เคยเห็นหน้าเคยพูดคุยด้วยประสบเคราะห์กรรมร้ายแรงขนาดนี้ทำให้หดหู่ใจจริงๆ หญิงสาวเชื่อว่าทั้งอภิภูและพิมรักก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน โดยเฉพาะพิมรักที่ตามอภิภูไปดูศพด้วย รายนั้นคงย่ำแย่กว่าเธออีก

เมื่อได้อาบน้ำอุ่นจัดๆ ช่วยคลายกล้ามเนื้อหลังไหล่ และล้างไอเค็มของทะเลออกไปแล้ว บุษบันก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมาก เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วล้มตัวลงนอน สัมผัสของหมอนและผ้าห่มนุ่มๆ ทำเอาตาจะปิดและเคลิ้มหลับ แต่เธอก็ยังฝืนหยิบสมาร์ตโฟนมากดโทรศัพท์หาสามี คิดห่วงว่าป่านนี้เขาทำอะไรอยู่

“งายยยย…” เสียงนุ่มๆ ทางปลายสายทักทายมา

“กินข้าวหรือยังคะ” เธอห่วงเรื่องนี้ เพราะเขาทำงานจนกินอาหารไม่ค่อยเป็นเวลา

“เพิ่งเสร็จงาน กำลังจะแวะร้านข้าวต้มก่อนกลับบ้านจ้ะ ทางโน้นเป็นไงบ้าง กินซีฟู้ดน้ำจิ้มแซ่บจนปากบึนเผื่อพี่หรือเปล่าครับ” นายตำรวจตอบกลับมา คำถามคำตอบระหว่างเธอกับเขานั้นก็พื้นๆ แต่รับรู้ได้ว่าคิดถึงและห่วงใย

“วันนี้มีกุ้งเผาน้ำจิ้มแซ่บค่ะ  พวกลิงนั่นกินกันพุงกางเลย” เธอยิ้มให้โทรศัพท์เหมือนเล่าให้เขาฟังตรงหน้า

“เจ้าหนูนากับเพื่อนๆ ไปถึงกันแล้วเหรอ สนุกกันใหญ่เลยสิ” เขาหัวเราะ เพราะรู้ว่าเธอหมายถึงใคร

“สนุกไม่ออกค่ะพี่เดช ทางนี้มีเรื่องไม่ค่อยดีค่ะ” บุษบันอยากให้เขามานั่งอยู่ข้างๆ เธอจังเลย

“อ้าว?”

“คุณโรสเจ้าของโฮมสเตย์เสียแล้วนะพี่เดช”

“หืม…เกิดอะไรขึ้น”

หญิงสาวเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เขาฟังคร่าวๆ โดยไม่ลืมเรื่องสำคัญอย่างสภาพศพ และประเด็นความขัดแย้งของสามีภรรยาก่อนเกิดเรื่อง

“พี่เดชคิดว่ายังไงคะ”

“ตอบยากจ้ะ คงต้องชันสูตรหาสาเหตุการตายก่อน แต่ดูเหมือนคดีทางโน้นจะง่ายกว่าคดีทางนี้ที่พี่เจอนะ อื้อหือ… ปวดกบาลกันเลย” เขาพูดกลั้วหัวเราะแต่คงปวดหัวจริง

“คดีอะไรคะพี่เดช”

“ฝรั่งโดนฆ่าในโรงแรมน่ะสิ นี่ก็หลายวันกว่าจะเปิดเข้าไปเจอ ดูไม่จืดเลย มีบาดแผลโดนแทง ไม่พบอาวุธ แต่ไปเจอเอาอะไรก็ไม่รู้ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ เห็นแล้วมึนตึ้บ ไม่รู้ว่ามันคืออะไร นี่ส่งแล็บตรวจไปแล้ว” เขาเล่าให้เธอฟังคร่าวๆ เหมือนกับทุกครั้งที่เจอกันตอนค่ำเมื่อเลิกงานกลับมาบ้าน แล้วถามไถ่ว่าวันนี้แต่ละคนไปเจอกับอะไรมาบ้าง

“แล้วมันรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงล่ะ”

“ไม่รู้ มันดูหยุมแหยะ เละๆ บอกไม่ถูกอะ”

“มีสี มีกลิ่นไหม” เธอย่นหัวคิ้ว นึกสภาพตามที่เขาพูดมา

“สีออกขาวๆ มีกลิ่นไหมเหรอ ก็นิดๆ นะ แต่บอกไม่ถูกว่ากลิ่นเหมือนอะไร”

“รูปร่างล่ะ”

“บอกไม่ถูกเลย มันตกอยู่ใกล้เตียงที่พบศพ” สารวัตรเดชบดีอธิบายแล้วหัวเราะ “นี่เราจะอยากรู้ไปทำไมเนี่ย เดี๋ยวก็เก็บไปฝันร้ายหรอก ฮ่าๆ”

“นั่นสิเนอะ แค่สภาพคุณโรสทางนี้ก็ไม่ไหวละ น่าสงสารแกจังเลย” หญิงสาวเสียงอ่อย

“ง่วงงอมแล้วสินะเรา ไปนอนดีกว่าไหม” เสียงชายหนุ่มนุ่มทุ้มเหมือนจะกล่อมให้หลับใหล

“แล้วพี่เดชจะมาเมื่อไหร่ มาได้หรือเปล่าคะ” เธอต้องยอมรับละว่าคิดถึงเขามาก ยิ่งมีเรื่องมีราวอย่างนี้ ถ้าเขามาอยู่ใกล้ๆ คงจะดีไม่น้อย

“คิดถึงพี่ใช่ม้า…” เขาลากเสียงล้อเล่น “เคลียร์งานทางนี้แล้วจะรีบเผ่นไปอยู่ข้างๆ บุษทันทีจ้ะ คิดถึงนะครับ”

“นอนละนะ” หญิงสาวยิ้ม

“จ้ะ ฝันดี”

เธอหลับทันทีที่กดวางสาย

 

ลลนานอนฟังเสียงเม้ากรนเบาๆ เธอยังไม่หลับ ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเกิดจะตาแข็งขึ้นมา ทั้งที่ก็รู้สึกเหนื่อยจากการเดินทาง ที่สำคัญ…เมื่อหลับตาลงทำไมถึงมีใบหน้าเศร้าๆ ของปริญญ์มาลอยอยู่ในความคิดคำนึง

น่าสงสารผู้ชายคนนั้น ฟังจากที่เล่ากันมาถึงสภาพภรรยาของเขา และเสียงร้องคร่ำครวญที่ลลนาได้ยินเมื่อเขาเห็นศพเธอ ปริญญ์คงหัวใจสลาย เป็นใครบ้างจะไม่พังทลายลงมา คนเคยผูกพันเคยอยู่ด้วยกัน เห็นหน้ากันทุกวัน มาจากตายอย่างกะทันหันไม่ทันได้ลา และยังทะเลาะกันก่อนตาย ไม่มีโอกาสได้ขอโทษ ไม่มีโอกาสคืนดีอีกแล้ว

อย่างหลังนี่สิที่น่าสะเทือนใจ ไม่มีโอกาสได้ขอโทษ ไม่มีโอกาสได้อภัยต่อกัน เธอเชื่อว่าคนอยู่ด้วยกันเป็นสิบๆ ปีไม่มีหรอกที่จะไม่เคยผิดใจกัน มันอาจเป็นเรื่องเล็กๆ ที่เกิดจากแค่อารมณ์เสีย ไร้เหตุผล หรืออาจเป็นถึงขนาดทำอะไรผิดพลาดใหญ่หลวงอย่างการนอกใจ

ลลนาเคยสงสัยว่าเรื่องแบบนี้จะอภัยและเริ่มใหม่กันได้ไหม ไม่รู้สินะ…เธอเองก็ยังไม่เคยมีความรัก และสงสัยว่าถ้าเธอรักใครสักคนจะยอมได้ไหม เธอเคยอ่านแคนโต้ของนักเขียนที่ชื่อฟีลิปดา เขียนไว้ว่า

ความรัก  ได้…ได้…ได้…แค่นี้เหรอ

เธออ่านแล้วชอบใจ มันกวนๆ ดี และเมื่อเอามาคิดดูก็ยิ่งเห็นชัดเลยว่ามันก็แค่นี้ละ ได้หมด ถ้ารัก อะไรก็ได้ ยังไงก็ได้ ได้หมดเพราะให้หมดใจ โรแมนติกดีเนอะ

จะมีใครสักคนไหมที่ยอมให้เธอ ได้…ได้…ได้…ได้หมดจริงๆ

ความรัก…เขาจะหน้าตาเป็นยังไงนะ เธอสงสัยจัง

ลลนาถอนหายใจลึกโดยไม่รู้ตัว เมื่อภาพใบหน้าของปริญญ์แวบเข้ามาในหัว เธอรู้สึกว่าตัวเองเริ่มคิดอะไรเพ้อเจ้อไปใหญ่แล้ว จึงลุกขึ้นนั่งเปิดไฟหัวเตียงแล้วหยิบสมาร์ตโฟนมาเปิดดูเฟซบุ๊ก หญิงสาวปิดเสียงมีเดียเพื่อจะได้ไม่รบกวนเม้าที่กำลังนอนหลับพริ้ม เธอมองหาคลิปที่สนุกๆ ดูแล้วดีต่อใจ ไม่อยากวนอยู่กับภาพใบหน้าของชายหนุ่มและเรื่องเศร้าของเขา

หน้าฟีดข่าวนอกจากเรื่องราวของเพื่อนๆ ในโซเชียลแล้ว ก็มีคลิปขายเสื้อผ้าออนไลน์บางร้านที่เธอชอบสไตล์การออกแบบกับคลิปสอนการแต่งหน้าที่เธอกดเห็นก่อน (see first) เอาไว้ เพราะชอบดู น่าจะจริงอย่างที่พี่บุษว่า ลลนาโตขึ้นจากสองปีก่อนที่ได้พบกัน ตอนนี้เธออายุยี่สิบสองแล้ว ความสนใจในเรื่องรอบตัวต่างจากตอนวัยรุ่นไป​มากมาย อย่างน้อยยายศรีคุณยายของเธอก็ไม่ต้องกลัวว่าหลานสาวคนเดียวของแกจะเป็นทอมเทื้อไม่มีครอบครัว

คิดมาถึงตรงนี้เธออมยิ้ม ขำตัวเองที่ตอนเห็นคุณปริญญ์เดินเข้ามาที่เต็นท์ครั้งแรกเธอถึงกับลืมหายใจ ผู้ชายอะไรก็ไม่รู้หล่อสุดๆ ไปเลย ไม่ต้องพูดถึงรูปร่างสูงโปร่งที่มีกล้ามสวยสมส่วนนั่นหรอก ไอ้ที่ทำให้เธอสะดุดลมหายใจก็คือดวงตาคมกริบสีน้ำตาลอ่อนของเขาคู่นั้น ยังรอยยิ้มนั่นอีกล่ะ ถ้าจะมีใครบอกว่าคุณปริญญ์เป็นพระเอกภาพยนตร์ เธอจะเชื่อสนิทใจ

ถึงจะเคยบอกเม้าเพื่อนสนิทไว้ว่าสเปกเธอต้องหนุ่มหล่อผมทองตาสีฟ้าเท่านั้น แต่หญิงสาวก็ยังไม่เคยปิ๊งหนุ่มผมทองคนไหนจริงๆ จังๆ เลยสักคน จะมีก็แต่แกล้งกรี๊ดไปกับเพื่อนเอาสนุกเท่านั้น แต่พอมาเจอหนุ่มตาสีน้ำตาลอ่อนคนนี้เข้า น่าแปลกที่ข้างในของเธอกลับรู้สึกว่ามีอะไรวูบวาบส่องแสงวิบวับ คุณปริญญ์ทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหว

อะไรเนี่ย…เธอวนกลับมาคิดเรื่องของเขาอีกแล้ว! ลลนาเธอบ้าไปแล้วแน่ๆ

ถ้าเม้ารู้ว่าเธอรู้สึกยังไง เพื่อนอาจจะเสียใจ…แต่เม้าคงรู้นั่นละ​ ​คบกันมานานขนาดนี้มองตาแป๊บเดียวก็รู้แล้ว​ และมันก็คงเซ็งเธออยู่​ ก็เพราะเม้าเชียร์พี่ชายของตัวเอง พยายามให้เธอลองคบกับมาวินมาตลอด

จะบ้าเหรอ! คนเคยเห็นกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย วิ่งไล่จับกันมาตั้งแต่เด็ก จะมารักหวานแหววกันได้ไง พอจะคิดถึงเรื่องโรแมนติกก็หวนนึกถึงแต่ภาพนายมาวินตอนเด็กๆ ที่ผอมกะหร่อง ชอบนั่งขี้มูกไหล โรแมนติกตายละ แล้วมันจะไปกันรอดไหมล่ะเนี่ย

เธอ เม้า และมาวิน เป็นคนสมุทรสงคราม เติบโตและทำงานอยู่ที่นั่นมาตลอด จะมีห่างกันไปบ้างก็ตอนที่มาวินไปเรียนการตลาดที่ญี่ปุ่นอยู่หลายปี หลังจากนั้นเขาก็กลับมาพัฒนาสวนส้มโอที่เม้าดูแลอยู่ มาวินทำตลาดสวนส้มโอได้ดี เขาเป็นคนเก่งทีเดียว ข้อนี้ลลนายอมรับ บางครั้งเขายังให้คำปรึกษาและช่วยหาช่องทางเพิ่มลูกค้าให้กับธุรกิจโฮมสเตย์ที่เธอกับยายทำอยู่อีกด้วย จะว่าไปลลนาก็ชื่นชมมาวินอยู่นะ

แต่อีตาหมีควายนั่นไม่หล่ออ่า…

ก็ไม่ใช่คนขี้เหร่หรอกนะ​ มาวินน่ะเรียกได้ว่าคมเข้มมาดแมนในสายตาของสาวๆ​ เชียวละ​ เพียงแต่เป็นสาวคนอื่น เพราะลลนาชอบหนุ่มผมทองตาสีฟ้ามากกว่า​ มาวินน่ะผมดำ ตาก็ดำ​ ดูเข้มไปหมด​ ถึงเม้าจะแก้ต่างให้ว่าพี่ชายของเธอผิวสีแทนก็เถอะ​​ อีตาหมีควายยังไงก็ไม่ใช่สเปกของเธอ

เธอชอบเรียกเขาว่าอีตาหมีควาย ก็เพราะรูปร่างสูงใหญ่ตัวหนาบึกบึนนี่ละ เขาเปลี่ยนไปจากตอนเป็นเด็กชายลิบลับ ยิ่งช่วงก่อนหน้านี้เรียกได้ว่ามาวินเป็นหนุ่มอ้วนพุงพลุ้ยเลยละ มาระยะหลังเขาหันไปจ็อกกิ้งและเล่นฟิตเนสอย่างจริงจัง เลยค่อยลดความเป็นยักษ์ลงพุงไปได้เยอะ หน้าท้องของเขาหายไปแล้ว และตอนนี้พอจะมองเห็นขนมปังปอนด์กลมๆ ที่ไหล่ขึ้นมาแล้วด้วย

อีตาหมีควายนี่มีดีอยู่อย่างก็ตรงใจเย็นเป็นน้ำ แถมยังไม่ค่อยพูดค่อยจา จนน้องสาวบอกว่าพี่ชายของเธอท่าจะเป็นใบ้ มาวินไม่เคยต่อปากต่อคำเวลาที่ลลนาแซวแรงๆ เธอไม่รู้ว่าเขาจะโกรธบ้างหรือเปล่า เห็นเอาแต่เฉยเหมือนไม่ได้ยิน

นั่นเป็นอะไรที่ทำให้เธอรู้สึกว่า เขาเป็นคนที่มีโลกส่วนตัวสูง ลลนาไม่รู้ว่ามาวินคิดกับเธอยังไง บางครั้งที่เธอแกล้งแซวเขาแรงๆ จากที่เคยช่วยขับรถพาเม้ามาส่งที่บ้านเธอบ่อยๆ เขาก็จะหายไปสักพัก ลลนาเคยถามว่ามาวินโกรธเธอหรือถึงไม่ได้มาอีก เม้ากลับหัวเราะและบอกว่าผู้ชายเขาไม่ได้คิดอะไรมากเหมือนลลนาหรอก ที่มาวินหายไปก็เพราะเขาบินไปติดต่อขายส้มโอที่ต่างประเทศต่างหาก

ไม่รู้สิ สำหรับมาวิน เธอให้คำจำกัดความไม่ถูกเอาเลย
เป็นเพื่อน… มั้ง? เป็นเพื่อนคนที่เธอไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ เขาเป็นอะไรที่ดูเหมือนไม่สำคัญ แต่ถ้าไม่เห็นกัน ก็เหมือนว่าขาดอะไรไป

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

บ้านพักชั้นเดียวหลังที่มาวินนอนนี้ออกแบบได้ดี ทั้งห้องนอนเล็กซึ่งเป็นห้องของเขาและห้องนอนใหญ่ซึ่งสองสาวครอบครอง​ มีระเบียงกว้างเชื่อมทั้งสองห้อง และเป็นระเบียงที่ติดชายหาด คนพักจากทั้งสองห้องสามารถออกมานั่งเล่นชมทะเล หรือปาร์ตี้กันที่ระเบียงได้สบายๆ และถ้าอยากจะลงเล่นน้ำทะเลก็แค่ปีนข้ามราวระเบียงเตี้ยแค่เอวออกมาได้เลย โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินไปที่ประตูหน้าบ้าน

ชายหนุ่มนั่งหลังพิงเสาเรือนเหยียดขาสบายๆ อยู่บนขอบระเบียงซึ่งเป็นแผ่นไม้กว้าง มองไกลออกไปยังทะเลมืดมิด เห็นเพียงริ้วคลื่นเส้นสีขาวเล็กๆ ยามที่เคลื่อนเข้ามาใกล้ชายหาด และเส้นสีขาวนั้นก็ละลายหายไปพร้อมกับเสียงน้ำสาดซ่ากระทบฝั่ง วันนี้เป็นวันที่ยาวนาน มีอะไรเกิดขึ้นหลายอย่างเหลือเกิน

การติดตามกองถ่ายหนังโฆษณามาเที่ยวครั้งนี้กลับมีเรื่องระทึกขวัญตั้งแต่วันแรกเลย เพราะเกิดมีคนตายแบบผิดธรรมชาติ ทำให้ชายหนุ่มนึกไปถึงเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นกับบุษบัน ตัวเขา เม้าและลลนาเข้าไปช่วยเธอไว้จากคนร้ายสุดโหดจนแทบจะเอาชีวิตกันไม่รอดภาพต่างๆ และความรู้สึกในครั้งนั้นยังคงกระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำของเขา โชคดีแล้วที่มันผ่านไปด้วยดี

คิดแล้วชายหนุ่มก็มีรอยยิ้มบางๆ สองปีที่แล้วเขาเคยมีความรู้สึกดีๆ ให้กับบุษบัน เธอไม่รู้หรอก และเธอก็มีคนรักเป็นนายตำรวจอยู่แล้วด้วย สารวัตรเดชบดีเป็นคนดีมาก หลังเรื่องร้ายๆ ผ่านไป จากนั้นเขากับสารวัตรก็กลายเป็นเพื่อนสนิทกันไปเลย เขาได้แต่เก็บความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อบุษบันไว้กับตัวเอง รอให้เวลาเจ็บจี๊ดๆ ในใจนั้นจางลงตามกาลเวลา และเหลือแต่เรื่องราวดีๆ กับมิตรภาพฉันเพื่อนไว้จดจำ เหมือนที่เป็นมาตลอด

มาวิน หมีควายผู้อาภัพ…

ชายหนุ่มแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เขาก็เป็นอย่างที่ลลนาล้อนั่นละ หล่อก็ไม่หล่อ พูดก็ไม่เก่ง แถมยังอ้วนดำ ตัวใหญ่ยักษ์อย่างกับหมีควาย ผู้หญิงที่ไหนเขาจะสนใจ ยังดีที่ทนยัยเม้าตื๊อให้ออกกำลังกายไม่ได้ ช่วงหลังเขาจึงออกวิ่งจ็อกกิ้งและพยายามเล่นฟิตเนสอย่างสม่ำเสมอ น้ำหนักกับไขมันก็เลยลดลงมาเยอะ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเป็นนายหมีควายสำหรับลลนาอยู่วันยังค่ำ

เชื่อเถอะว่าต่อให้เขาลดหุ่นจนฟิตเฟิร์มกล้ามท้องเป็นซิกซ์แพ็ก เธอก็ยังเรียกเขาว่านายหมีควายอยู่ดี เพราะภาพที่เธอเห็นเขาตลอดมามันคือนายหมีควาย

มาวินไม่รู้ว่าความรู้สึกที่เขามีให้กับลลนาเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไหร่ หรือตอนไหน อาจเป็นตอนที่เธอนอนซมอยู่ในโรงพยาบาลเพราะถูกทำร้ายตอนที่ไปช่วยบุษบันด้วยกันเมื่อสองปีก่อน อาจเป็นหลังจากนั้นเมื่อเขาเห็นเธอใส่ชุดเพื่อนเจ้าสาวในงานแต่งงานของบุษบันกับสารวัตรเดชบดี อาจเป็นเมื่อเห็นแววตาดีใจของเธอเมื่อเขากลับมาจากปักษ์ใต้หลังจากที่หายไปทำตลาดส้มโอที่มาเลเซียเกือบครึ่งปี ตอนไหนก็ไม่รู้ที่ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนไปทีละน้อย ทีละนิด พอเริ่มรู้ตัวเขาก็ถอนตัวไม่ทันแล้ว

มาวินรู้สึกดีๆ กับลลนา

อีกแล้ว!

กลับมาเป็นมาวินหมีควายผู้อาภัพ…อีกแล้ว

ก็เพราะลลนาไม่รู้หรอกว่าเขารู้สึกยังไงกับเธอ ไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำมั้งว่าเขามาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ทุกครั้งที่มีโอกาส ไม่ว่าเธอจะไปไหน ทำอะไร ถึงจะเป็นกิจกรรมที่สาวๆ โปรดปรานและไม่ค่อยเห็นหนุ่มที่ไหนไปร่วมกิจกรรม เขาก็จะอยู่ตรงนั้น ในฐานะ ช่วยขับรถให้ อย่างที่เม้าเอ่ยอ้าง

เขาช่วยขับรถให้ เมื่อเธออยากมาเที่ยวทะเล

เขานั่งชมนกชมไม้และแอบมองเธอ ในขณะที่ลลนานั่งมองช่างแต่งหน้าให้นางแบบ

เขานั่งอยู่แถวๆ นั้นข้างๆ เธอ อ่านฟีดข่าวจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก ในขณะที่เธอคุยกับเพื่อนเรื่องหาร้านอร่อยกิน

เขาช่วยถือถุงของหนัก เมื่อเธอไปชอปปิงกับเม้า

ฯลฯ

เขาทำได้แค่นั้น ไม่กล้าส่งสายตา ไม่กล้าพูดเป็นนัย ไม่กล้าเปิดเผยความในใจ ก็เพราะลลนาคือเพื่อน สายตาของเธอมองเขาเป็นเพื่อน ถ้าวันหนึ่งเธอรู้ว่าเขาไม่ได้อยากเป็นแค่เพื่อน เธอจะคิดยังไง

มาวินกลัวว่าเขาจะเสียเธอไปถ้าลลนาไม่ได้คิดอย่างเดียวกัน แน่นอนว่าเธอจะห่างออกไปทันที เมื่อถึงวันนั้นเขาจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเธออีก ไม่มีแม้แต่คำว่าเพื่อน

ไม่ใช่ครั้งแรกที่มาวินได้ยินลลนาเอ่ยชมชายหนุ่มโดยเฉพาะพวกฝรั่งผมทองตาสีฟ้า มีหนุ่มต่างชาติต่างภาษามากมายที่มาเที่ยวโฮมสเตย์ที่สมุทรสงคราม เม้ากับลลนามักจะแอบคุยกันเองและหัวเราะคิกคักตามประสาสาวๆ เขินมั่งฮามั่ง แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาจะเห็นสายตาของลลนาเป็นอย่างที่จ้องมองครูดำน้ำที่ชื่อปริญญ์

ในใจของเขามันรู้สึกว่างโหวง แบบนี้หรือเปล่าที่เขาเรียกกันว่าใจหาย ตามมาด้วยความรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด ทั้งที่เขากับปริญญ์ยังไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ แต่มาวินก็ไม่ชอบหน้าอีกฝ่ายขึ้นมาเสียเฉยๆ อย่างนั้น เขารู้ว่ามันไม่ถูกแต่ห้ามความรู้สึกพาลๆ ในใจไม่ได้เลย ทำไงได้ล่ะวะ…เขาบอกกับตัวเอง

แต่หลังจากรู้ข่าวภรรยาของปริญญ์แล้ว ความรู้สึกด้านลบก็หมดไปในทันที มันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเห็นใจในชะตากรรม ถ้าเป็นเขาคงไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน มาวินคิดว่านอกจากความเศร้าที่ถาโถมเข้าใส่ปริญญ์แล้ว นายคนนั้นจะต้องมีเรื่องปวดหัวอีกหลายเรื่อง

อย่างเช่น ตำรวจจะวางเขาไว้ในตำแหน่งของผู้สูญเสีย หรือผู้ต้องสงสัย

มาวินเคยรู้มาว่าในคดีฆาตกรรมนั้น หากคนตายแต่งงานหรือมีคู่ชีวิต ไม่สามีก็ภรรยามักจะตกเป็นผู้ต้องสงสัยเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีแรงจูงใจให้ฆ่าอยู่หลายประเด็น อาจเป็นเรื่องชู้สาว หวังมรดก บันดาลโทสะ ความเกลียด ความผิดหวัง และอีกสารพัดเหตุจูงใจ

ตอนนี้ตำรวจเอาศพของคุณโรสไปชันสูตร อีกไม่นานคงจะได้ความจริงไม่มากก็น้อย มันเป็นอุบัติเหตุ เป็นการฆ่าตัวตาย หรือฆาตกรรมกันแน่!

Don`t copy text!