บุษราอาฆาต บทที่ 15 : ที่ปรึกษา

บุษราอาฆาต บทที่ 15 : ที่ปรึกษา

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-15-

 

ชายหนุ่มพาน้องสาวไปส่งโรงพยาบาล ตอนนี้คนที่เขาเป็นห่วงมากที่สุดก็คือพลอยพยัพ หล่อนถูกผีสิง เขายังจำสภาพอันน่าสะพรึงกลัวของวิญญาณที่ถูกดูดออกมาจากร่างของพลอยพยัพได้ กลิ่นเหม็นเน่าชวนสะอิดสะเอียนแถมยังใบหน้าที่เละจนหาเค้าเดิมแทบไม่ได้ ตอนที่ได้เห็นการต่อสู้ระหว่างอาคมจากยันต์กับวิญญาณร้าย เขาก็รู้ได้ว่าณิรินไม่ได้โกหก แต่ปัญหาก็คือเพราะอะไรพลอยพยัพถึงถูกผีสิง และใครเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้กันแน่

ร่างสูงเดินวนเวียนอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน ขณะที่แพทย์นำตัวคนป่วยเข้าไปตรวจ คุณพิรัชต์พอทราบเรื่องก็ร้อนใจและให้คนขับรถมาส่งที่โรงพยาบาล ในที่สุดการรอคอยก็สิ้นสุดลง แพทย์ซึ่งตรวจอาการของพลอยพยัพเดินออกมา

“น้องสาวผมเป็นยังไงบ้างครับ”

“ปลอดภัยแล้วครับ แต่เธอยังอ่อนเพลียอยู่ ผมเลยอยากให้นอนให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล และสังเกตอาการดูก่อน ตอนนี้เราตรวจร่างกายหาพวกสารเสพติด พรุ่งนี้อาจจะส่งไปเอกซเรย์สมองเพื่อหาความผิดปกติ”

แพทย์ฟังอาการแล้วคิดว่าพลอยพยัพอาจเป็นลมชัก แต่อคิณรู้ดีว่าไม่ใช่ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่สามารถอธิบายด้วยวิทยาศาสตร์ได้แน่ๆ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่เล่าทุกอย่างให้บิดาฟังเพราะไม่ต้องการให้ท่านเป็นห่วง ชายหนุ่มตั้งใจว่าหลังจากน้องสาวปลอดภัยแล้ว เขาจะต้องเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาณิริน เขามั่นใจว่า หมอดูสาวคงจะต้องมีทางออกที่ดีแน่

“นี่หมอหาว่าลูกสาวผมติดยางั้นหรือ”

“เปล่าครับคุณพิรัชต์ แต่ผมจำเป็นต้องตรวจร่างกายคนไข้อย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุ เพราะเท่าที่ฟังจากคุณอคิณนั้น คนไข้มีพฤติกรรมที่ผิดปกติ ดังนั้นเราจึงต้องตรวจดูเพื่อความแน่ใจ”

“แล้วไป…คุณหมอจะตรวจอะไรก็เชิญเลย เรื่องเงินไม่มีปัญหา แต่ขอให้ลูกสาวผมหายดี และถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้คุณหมอกำชับพยาบาลทุกคนห้ามเอาเรื่องนี้ไปพูดเด็ดขาด เท่านี้พลอยก็เสียหายมากอยู่แล้ว”

“ผมทราบดีครับคุณพิรัชต์ ทางโรงพยาบาลของเรามีหน้าที่ปกปิดข้อมูลของคนไข้อยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นห่วง”

“ได้ยินอย่างนั้นผมก็วางใจ งั้นคืนนี้ผมอยากได้คุณพยาบาลพิเศษดูแลพลอยสักหน่อย”

“แต่พ่อครับ คืนนี้ผมอยากเฝ้าพลอยเอง อย่าเพิ่งจ้างพยาบาลพิเศษเลย”

“ไหวหรือเพชร นี่ก็ใกล้เช้าแล้วนะ พรุ่งนี้จะไปทำงานยังไง”

“ผมไหวครับ พ่อไม่ต้องเป็นห่วง พรุ่งนี้เช้าค่อยเปลี่ยนให้แม่อิ่มมาเฝ้าแทนสักเจ็ดโมงเช้าก็แล้วกัน แล้วก็ฝากแม่อิ่มช่วยเอาชุดทำงานมาให้ผมเปลี่ยนที่นี่ด้วย จากโรงพยาบาลผมจะได้เข้าบริษัทเลย”

“จะเอางั้นหรือ”

“ครับพ่อ ผมเป็นห่วงน้อง ถึงจะกลับบ้านคืนนี้ผมคงหลับตาไม่ลงแน่ สู้อยู่เฝ้าให้แน่ใจดีกว่าว่า น้องปลอดภัยดี พ่อเข้าใจผมด้วยนะครับ”

“ตกลง งั้นพ่อกลับก่อน พรุ่งนี้จะให้คนขับรถมาส่งแม่อิ่มแต่เช้า”

อาการของพลอยพยัพดูดีขึ้นกว่าเมื่อวาน ใบหน้ามีสีเลือดมากขึ้น แพทย์เข้ามาตรวจอาการในตอนเช้า และเตรียมนำหญิงสาวไปเอกซเรย์สมองในช่วงสาย ถ้าผลการตรวจปกติ ก็จะอนุญาตให้กลับบ้านได้ เมื่อมั่นใจว่าน้องสาวปลอดภัยแล้ว อคิณจึงรีบเข้าบริษัทเพื่อเคลียร์งาน เขาโทร.บอกแม่อิ่มให้นิมนต์พระพุทธรูปจากที่บ้านมาด้วย โดยอ้างว่าพักนี้พลอยพยัพกำลังมีเคราะห์และต้องการที่พึ่งทางใจ

ชายหนุ่มนำสร้อยบุษราคัมนั้นใส่ไว้ในเซฟของโรงพยาบาล บ่อยครั้งที่อคิณถามตัวเองว่า เรื่องทั้งหมดเกี่ยวข้องกับบุษราคัมเม็ดนี้หรือเปล่า เพราะตั้งแต่มีคนส่งของชิ้นนี้มาให้ที่บ้าน ก็มีเรื่องวุ่นวายเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อน แถมเมื่อคืนนี้หลังจากวิญญาณออกจากร่าง เขายังเห็นรอยไหม้อยู่ตรงคอของพลอยพยัพในตำแหน่งที่สวมจี้อีกด้วย

อคิณเร่งเคลียร์งานตลอดทั้งวัน เขาต้องประชุมกับลูกค้าและปรึกษางานกับแผนกต่างๆ ช่วงสี่โมงเย็นก็ได้รับโทรศัพท์จากแม่อิ่มว่า แพทย์อนุญาตให้พลอยพยัพกลับบ้านแล้ว บิดาอาสาเป็นคนไปรับน้องสาวกลับบ้าน ดังนั้นแทนที่จะกลับไปดูอาการน้องสาว อคิณจึงแวะไปหาหญิงสาวอีกคนหนึ่งแทน

เขาโทร.ถามจากผู้จัดการสาขาธนาคารว่า เห็นณิรินไปขายของที่ตลาดนัดหรือไม่ แต่ก็ได้คำตอบว่า หญิงสาวปิดร้าน ดังนั้นพอออกจากบริษัทอคิณจึงแวะไปที่บ้านแทน แต่เมื่อไปถึงก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่า ตรงรั้วบ้านของณิรินมีรอยเปรอะเปื้อนอยู่เต็มไปหมด เขาจอดรถหน้าประตูและเดินเข้าไปในบ้าน แต่เมื่อเข้าไปถึงก็เห็นชายสูงวัยคนหนึ่งนั่งเล่นอยู่ตรงม้าหินหน้าบ้าน อคิณประนมมือไหว้

“มาหาใครหรือพ่อหนุ่ม”

“ผมมาหาณิรินครับ เธออยู่ไหมครับ ผมเป็นเพื่อนของเธอ”

“รอเดี๋ยวนะ ปู่จะไปเรียกให้”

เขาเพิ่งเคยเห็นปู่ของหญิงสาวเป็นครั้งแรก ณิรินเล่าว่าปู่เคยเป็นร่างทรงมาก่อน ระหว่างที่รอชายหนุ่มก็กวาดตามองไปรอบๆ บ้านหลังนี้ดูร่มรื่นมีต้นไม้ปลูกอยู่เต็ม แถมยังมีแปลงผักสวนครัวปลูกไว้อีกด้วย หลังจากนั่งรออยู่ครู่ใหญ่ หมอดูสาวก็เดินออกมา

“คุณมาทำไม”

ณิรินนั่นเอง หล่อนถลึงตาก่อนจะเหลือบไปมองปู่อย่างระแวง

“ผมมีเรื่องสำคัญอยากปรึกษา ขอคุยแค่แป๊บเดียว”

“แล้วทำไมไม่โทรมาก่อน รู้ไหมว่าบุกมาถึงบ้านแบบนี้ฉันเสียหาย”

อคิณหลุดหัวเราะ อมยิ้มมองหญิงสาว เขาไม่เคยพบใครเป็นอย่างณิรินมาก่อน สาวๆ มีแต่ดีใจที่เขาเข้าไปคุยด้วยแต่หล่อนกลับกลัว

“นี่อย่าบอกนะว่า ไม่เคยมีผู้ชายมาหาคุณที่บ้านน่ะ”

“ก็ใช่สิ…มีอะไรไว้คุยวันหลังเถอะ ตอนนี้คุณกลับไปได้แล้ว ฉันขี้เกียจตอบคำถามปู่”

มือบางดุนหลังชายหนุ่มให้ออกไปนอกบ้าน อคิณยื้อไว้ พูดกลั้วหัวเราะ

“ไม่ทันแล้วมั้งคุณ ปู่คุณรู้แล้ว ไม่อย่างนั้นท่านคงไม่แอบมองเราสองคนแบบนั้นหรอก”

สุดปลายสายตาปู่ของณิรินนั่งอยู่บนม้าหินตัวเดิม มองอคิณคุยกับหลานสาวของตนอย่างสังเกต

“คุณพูดอะไรกับปู่บ้าง”

“ผมก็แค่บอกว่าผมเป็นเพื่อนคุณ ไม่เห็นเป็นไรเลย ผมไม่ได้แอบปีนห้องนอนคุณสักหน่อย ปู่คุณคงไม่คิดมากหรอก”

“จะบ้าหรือ ทำไมต้องบอกปู่ว่าเป็นเพื่อนด้วย เดี๋ยวปู่ก็คิดไปถึงไหนต่อไหนหรอก”

ณิรินแหวเสียงสูง ใบหน้าแดงก่ำไปจนถึงลำคอ อคิณอดหัวเราะกับท่าทางขี้กังวลจนเกินกว่าเหตุของหล่อนไม่ได้

“ผมล้อเล่นน่า ผมมีเรื่องสำคัญต้องคุยกับคุณ เรื่องเกี่ยวกับพลอย”

“พลอยเป็นอะไรงั้นหรือ”

“เมื่อคืนนี้ผมเห็นมันแล้ว” แค่พูดถึงอคิณก็ขนลุก เขายังจำภาพอันน่าสะพรึงกลัวนั้นได้เป็นอย่างดี คนอื่นที่ไม่เคยเจอกับตัวคงคิดว่าเขางมงาม แต่เปล่าเลย ในโลกใบนี้มีบางอย่างที่ไม่สามารถหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ได้

“คุณเห็นอะไรงั้นหรือ”

“จริงอย่างที่คุณบอก มีวิญญาณสิงอยู่ในตัวพลอยพยัพจริงๆ และเมื่อคืนนี้ยันต์ของคุณก็ทำให้มันยอมปรากฏตัว สุดท้ายวิญญาณก็ออกจากร่างของพลอยในที่สุด”

“แล้วตอนนี้พลอยพยัพเป็นยังไงบ้าง”

“เพิ่งจะออกจากโรงพยาบาล ผมกลุ้มใจ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อก็เลยแวะมาหาคุณที่นี่ คุณพอจะมีทางช่วยบ้างไหม ผมไม่อยากให้พลอยต้องตกอยู่ในอำนาจของมันอีก”

“ฉันไม่แน่ใจนะ แต่จะลองปรึกษากับปู่ดูเผื่อจะมีทางช่วยได้ แล้วตอนนี้คุณให้น้องสาวสวมพระไว้หรือเปล่า”

“ยังเลย แต่ผมให้แม่อิ่มนิมนต์พระพุทธรูปไปไว้ในห้องนอนคงพอจะช่วยได้บ้าง ผมไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมจู่ๆ ถึงได้เกิดเรื่องแบบนี้กับพลอยได้ ทั้งที่เธอไม่เคยทำอะไรเลย”

“คุณแน่ใจงั้นหรือ”

ณิรินโพล่งขึ้น อคิณเงยหน้าสบตา เขาคิดว่าหญิงสาวมีความในใจบางอย่างที่ยังไม่ได้บอก

“คุณรู้อะไรมางั้นหรือ”

“ฉันขอโทษนะคุณอคิณ แต่ฉันสงสัยว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเรื่องเมื่อหลายปีก่อน คุณไม่สังเกตหรือว่าตั้งแต่งานโรงเรียนวันนั้น พลอยพยัพก็เปลี่ยนไป บอกตามตรงนะว่า ในวันงานโรงเรียนฉันเห็นวิญญาณของนักเรียนคนหนึ่งบนเวทีด้วย”

“แสดงว่า พลอยไม่ได้ตาฝาด”

“ใช่…ฉันก็เห็น…แต่ที่ฉันไม่รู้คือ วิญญาณตนนั้นต้องการอะไรกันแน่ แล้วยังมีวิญญาณของผีตายโหงรวมถึงวิญญาณที่สิงน้องสาวคุณด้วย แสดงว่าคนที่ทำให้เกิดเรื่องนี้ต้องการทำร้ายครอบครัวคุณ”

“คุณคิดว่า ทั้งหมดนี้เป็นการแก้แค้นงั้นหรือ”

“ก็อาจเป็นไปได้ แต่ทางที่ดีควรจะต้องถามพลอยว่า เมื่อตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

“เอาเป็นว่าผมจะลองถามน้องดูนะ แต่ไม่รู้ว่าพลอยจะยอมบอกหรือเปล่า”

“บางทีคุณอาจจะต้องขู่เธอว่า เรื่องทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะบุษยามณี อาจทำให้เธอยอมบอกความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น และช่วงนี้ถ้ามีใครให้อะไรแปลกๆ เช่นพวกสิ่งของ ยันต์หรือแม้แต่อาหาร ห้ามไม่ให้พลอยแตะต้องเด็ดขาด ต้องกินแต่ของที่บ้านเท่านั้น”

“สิ่งของหรือ”

วูบหนึ่งที่อคิณอดคิดถึงรอยแดงตรงคอของพลอยพยัพไม่ได้ นับตั้งแต่ได้บุษราคัมเม็ดนั้นมาครอบครัวของเขาก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย

“ผมมีเรื่องหนึ่งที่คิดไม่ตก แต่ไม่รู้ว่าจะเกี่ยวไหม”

ชายหนุ่มเล่าเรื่องที่มีกล่องพัสดุปริศนาซึ่งภายในมีบุษราคัมส่งมาด้วย ณิรินขมวดคิ้ว

“มีคนส่งบุษราคัมมาให้คุณงั้นหรือ แปลกจัง”

“ผมก็เคยคิดว่าแปลก แต่พอลองสืบหาต้นตอกลับไม่รู้ว่าใครเป็นคนส่งมา แต่จดหมายที่เขียนอยู่ด้านในบอกว่า เพื่อเป็นการขอบคุณพ่อของผม ตอนที่พลอยไปงานคืนสู่เหย้าแล้วขวัญเสีย พ่อผมก็เลยยกบุษราคัมเม็ดนั้นให้กับเธอ”

ณิรินคิดถึงครั้งแรกที่เห็นวิญญาณเดินตามพลอยพยัพที่ร้านจิวเวลรีแห่งนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าบุษราคัมเม็ดนั้นคือสื่อกลางของเรื่องทุกอย่าง อาจเป็นอัญมณีลงอาคม หรือภายในอาจจะบรรจุอะไรไว้ก็เป็นได้ คนที่ศึกษาไสยดำมักจะมีวิธีทำคุณไสยแบบแปลกๆ ที่คาดไม่ถึง

“ฉันอยากเห็นบุษราคัมนั้น คุณเอามันติดมาด้วยหรือเปล่า”

“ขอโทษที ผมลืม ผมฝากแม่บ้านให้เอากลับบ้านและสั่งให้ไปวางไว้ในห้องพระ เดี๋ยวพรุ่งนี้ช่วงเย็นผมจะแวะเอามาให้คุณดูก็แล้วกัน”

ณิรินประนมมือถอดสร้อยพระเส้นเดิมออกจากคอพร้อมกับยื่นส่งให้อคิณ

“คุณเอาสร้อยพระนี้ไป แล้วนำบุษราคัมเม็ดนั้นใส่มากับสร้อย แต่ต้องห่อให้ดีนะ อย่าให้คนอื่นเห็นหรือเอาไปเด็ดขาด ฉันกับปู่จะช่วยกันตรวจดูว่า มีปัญหาอะไรหรือเปล่า”

“คุณเอาสร้อยพระให้ผม แล้วคุณล่ะ จะมีอะไรไว้ป้องกันตัว”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้น หล่อนจับได้ถึงน้ำเสียงแห่งความเป็นห่วง เมื่อสบตาชายหนุ่มที่มองมาก็อดรู้สึกแก้มร้อนไม่ได้

“ฉันไม่เป็นอะไรหรอกน่า ปู่บอกว่าฉันดวงแข็ง ไม่ตายง่ายๆ หรอก”

“แต่ผมเป็นห่วง ครั้งก่อนคุณก็ถูกวิญญาณเล่นงานเพราะผมมาทีหนึ่งแล้ว”

“คิดจะมาเป็นคนดีอะไรตอนนี้ล่ะคุณ เมื่อก่อนเห็นว่าเกลียดขี้หน้าฉันนักไม่ใช่หรือ เจอหน้าก็ว่าเอาว่าเอา”

อคิณหลุดหัวเราะ เขารู้ดีว่าณิรินแกล้งพูด แก้มของหล่อนแดงก่ำด้วยความเขิน

“ผมขอโทษที่เมื่อก่อนนี้เคยมองคุณในแง่ร้าย แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว คุณเป็นคนดี และเราสองคนก็เป็นเพื่อนสนิทกันด้วย”

“เฮ้ย…ใครสนิทกับคุณ อย่ามาตู่นะ”

“ที่บ้านคุณต้องเลอะไปหมดก็เพราะของสกปรกนั่นใช่ไหม เป็นเพราะผมทำให้คุณกับปู่ต้องเดือดร้อน ผมผิดเอง”

“อย่าคิดมากเลย ปู่เคยบอกว่า การที่คนสองคนมาพบกันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เราสองคนคงเคยทำกรรมร่วมกันมา ชาตินี้ฉันถึงต้องมาช่วยคุณยังไงล่ะ”

“ผมสัญญานะณิริน ว่าจะพยายามถามพลอยให้รู้ให้ได้ว่า เมื่อหลายปีก่อนเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้คุณเองก็ต้องระวังตัวให้มาก ผมไม่แน่ใจว่าคนที่จ้องทำร้ายผมจะหันมาเล่นงานคุณหรือเปล่า”

“ฉันระวังแน่ ฉันเคยพลาดมาทีหนึ่งแล้ว จะไม่มีครั้งที่สองแน่ คงถึงเวลาแล้วที่ฉันจะเริ่มเรียนอาคมอย่างตั้งใจเสียที”

 

ชายหนุ่มกลับไปแล้วแต่ณิรินยังนั่งใจลอยอยู่หน้าบ้านจนกระทั่งไม่รับรู้ว่า ปู่เดินมานั่งข้างๆ พร้อมกับลูบหัว

“กลุ้มใจอะไรอยู่ หรือว่ากำลังคิดว่า จะรับรักพ่อหนุ่มนั่นดีไหม”

“ปู่” หญิงสาวพูดเสียงสูง หน้าแดงก่ำ หล่อนยอมรับว่าหวั่นไหว ใครบ้างจะไม่รู้สึกในเมื่อชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมแสดงความเป็นห่วงเป็นใย แม้บางครั้งก็อดคิดไม่ได้ว่าอคิณอาจทำไปเพื่อมารยาท ลึกๆ ลงไปแล้วเขาอาจจะไม่ได้รู้สึกอย่างที่บอกก็เป็นได้

“เขาคือเนื้อคู่ของหลาน”

“ไม่จริงหรอกปู่ เขาเนี่ยนะ เขากับเรามันคนละชั้นกันนะปู่ ไม่มีทางที่เทพบุตรอย่างเขาจะมาชอบผู้หญิงกะโปโลอย่างณิหรอก”

“ที่หาข้ออ้างปฏิเสธนี่เพราะกลัวใจตัวเองหรือเปล่า อย่างนี้มันปอดแหกนี่หว่า”

“ณิไม่ได้ปอด แค่เจียมตัวต่างหาก”

“มันก็เหมือนกันนั่นละ จะมีประโยชน์อะไรที่จะพูดว่า ตัวเราต่ำต้อยอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมไม่ลองสู้กันสักตั้งล่ะ ในเมื่อเขาก็แสดงท่าทีชัดเจนขนาดนี้”

“ชัดตรงไหนปู่ เขาก็แค่มาปรึกษาเรื่องน้อง”

“นั่นเป็นข้ออ้าง รัก ยมบอกปู่ว่าเขาแวะมาหาตอนที่เอ็งโดนทำร้าย แสดงว่าเขาก็ต้องเป็นห่วงเราบ้างไม่มากก็น้อย”

“ปู่เข้าใจผิดแล้ว รักกับยมยังเด็ก จะไปรู้เรื่องอะไร”

“เด็กมีหัวใจที่ใสเหมือนแก้ว ถึงได้มองผ่านสิ่งที่ฉาบอยู่เข้าไปถึงด้านใน ฟังไว้หน่อยก็ไม่เสียหายหรอก ปู่ไม่อยากให้เอ็งหนีหัวใจตัวเอง ถ้ารักชอบเขาก็ต้องสู้”

“ปู่จะให้ณิไปสู้กับใครหรือ รอบตัวเขาอาจจะมีผู้หญิงมากกว่าครึ่งโหลด้วยซ้ำ”

ณิรินนึกถึงสมัยเรียนที่บรรดาผู้หญิงแทบทั้งโรงเรียนยืนรอชายหนุ่ม แต่สุดท้ายอคิณก็เดินผ่านไปไม่สนใจใครเลย หล่อนเองก็เคยเป็นคนที่ผิดหวังเพราะเขาไม่หันมามองเลยด้วยซ้ำ ถ้าให้เลือกหญิงสาวอยากจะหนีให้ห่างด้วยซ้ำ

“สำคัญที่สุดคือชนะใจตัวเอง ถ้าเอ็งทำได้ เรื่องปราบผู้คุมวิญญาณไม่ยากหรอก ปู่คิดว่ามีวิธี”

“วิธีอะไรหรือปู่”

“เราก็ต้องหาตัวการให้เจอก่อนที่มันจะลงมืออีกครั้งยังไงล่ะ”

“แต่คราวที่แล้วตอนปู่ส่งคนไปติดตาม ก็เหลวไม่ใช่หรือ”

“มันก็ยังมีวิธีอื่น เอ็งไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ถึงปู่จะแก่แล้วแต่วิชายังเก๋านะโว้ย...เชื่อสิ ปู่มีวิธีที่จะหาตัวการออกมาให้จงได้”

 

อคิณกลับบ้านด้วยหัวใจพองโต เขายอมรับว่ามีความสุขที่ได้คุยกับหญิงสาว หลายปีที่ผ่านมาอคิณไม่เคยสนิทสนมกับใครมาก่อน เขาไม่เคยออกเดตกับหญิงสาว รวมถึงไม่เคยแวะไปหาใครที่บ้าน แค่นึกถึงแก้มแดงระเรื่อยามณิรินเขินก็อดอมยิ้มไม่ได้

เขายอมรับว่า หญิงสาวแตกต่างจากคนอื่น หล่อนไม่ได้แสดงท่าทีเข้ามาตีสนิท เผลอๆ อาจจะคอยเลี่ยงที่จะคุยกับเขาด้วยซ้ำ แต่เพราะอะไรอคิณถึงได้อยากใกล้ชิด เขาไม่กล้าให้คำตอบนี้กับตัวเอง ตอนนี้เรื่องวุ่นวายที่บ้านก็ยังไม่จบ บางทีเขาควรจะคิดเรื่องนี้อีกครั้งหลังจากรู้ว่าใครคือตัวการทำให้เกิดความยุ่งยากขึ้น

สิ่งแรกที่ชายหนุ่มทำเมื่อเดินกลับเข้าไปในบ้านคือ ตรงขึ้นไปบนห้องพระ เขากำชับแม่อิ่มว่าให้นำบุษราคัมไปวางไว้ในห้องพระ แต่พอผลักประตูเข้าไปกลับพบว่าบนหิ้งว่างเปล่า อคิณรีบเดินกลับลงมาทันที

“แม่อิ่มเอาบุษราคัมไปวางไว้ที่ไหนครับ”

ดิฉันทำตามที่คุณเพชรบอก ให้เอาบุษราคัมวางไว้บนหิ้งพระไงคะ”

“แต่ผมไม่เห็น แม่อิ่มช่วยชี้ให้ผมดูหน่อยครับว่า วางไว้ตรงไหนกันแน่”

แม่อิ่มเดินนำขึ้นไปบนชั้นสองของบ้านอีกครั้ง แต่พอเปิดเข้าไปในห้องกลับพบว่า ไม่มีบุษราคัมวางอยู่จริงๆ ใบหน้าของแม่นมซีดเผือดด้วยความตกใจ

“แต่เมื่อเย็นมันอยู่ตรงนี้จริงๆ นะคะ แล้วดิฉันก็กำชับเด็กทุกคนไม่ให้ขึ้นมาบนชั้นสองเด็ดขาด ดิฉันเห็นว่าเป็นของมีค่า เลยกลัวว่าจะมีคนแอบหยิบไป”

“หรือว่าจะเป็นคุณพ่อเอาไปเก็บไว้”

“ไม่น่าใช่นะคะ คุณพิรัชต์บ่นว่าปวดหัว ช่วงเย็นก็ให้ยกอาหารขึ้นไปเสิร์ฟบนห้อง พอทุ่มหนึ่งกินยาของหมอแล้วก็ขอเข้านอน”

“งั้นแม่อิ่มช่วยไปตามแม่บ้านทั้งหมดมาให้ผมที อาจจะมีใครสักคนเอาไปเก็บไว้ก็เป็นได้”

ความวุ่นวายเกิดขึ้นหลังจากนั้นเมื่อแม่อิ่มไปตามแม่บ้านทั้งหมดมา แต่ไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับบุษราคัมเม็ดนั้นเลย อคิณกับแม่อิ่มช่วยกันค้นสัมภาระของทุกคนรวมถึงห้องนอนของเหล่าแม่บ้านและคนขับรถ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีวี่แววของบุษราคัมเลย ทุกคนให้การปฏิเสธว่า ไม่รู้ไม่เห็น ชายหนุ่มขึ้นไปที่ห้องของพลอยพยัพบ้าง แต่น้องสาวยังคงหลับใหลด้วยฤทธิ์ยา ตรงคอของหญิงสาวก็ว่างเปล่า นั่นแปลว่าพลอยพยัพไม่ได้นำสร้อยมาสวม เขาลองเปิดดูลิ้นชักที่น้องสาวมักจะใส่เครื่องประดับไว้เป็นประจำ ภายในนั้นมีของมีค่าหลายอย่าง แต่ไม่มีสร้อยบุษราคัมอยู่เลย อคิณมืดแปดด้าน

“ดิฉันสาบานได้นะคะคุณเพชร ดิฉันวางไว้บนหิ้งพระจริงๆ ดิฉันทำงานกับบ้านหลังนี้มานาน ตั้งแต่คุณหนูยังเล็ก ไม่มีวันขโมยของเด็ดขาด”

แม่นมสูงวัยพูดนัยน์ตาแดงๆ หล่อนร้องไห้สะอึกสะอื้นเมื่อรู้ว่าบุษราคัมเม็ดนี้หายไป แม่บ้านที่เหลือก็พลอยตกใจไปด้วย

“ผมทราบครับ ผมเชื่อใจแม่อิ่ม วันนี้เราเหนื่อยกันมามากแล้ว พรุ่งนี้ค่อยหาก็ได้ รอให้พลอยตื่นก่อนแล้วผมจะลองถามน้องสาวดูอีกที ถ้าของชิ้นนั้นอยู่ในบ้านจริง มันก็คงไม่หายไปไหนหรอก”

“แล้วใครเป็นคนเอามันไปล่ะคะ ดิฉันมั่นใจว่าวางไว้บนหิ้งพระ”

“นอกจากแม่อิ่มแล้ว มีใครขึ้นไปบนชั้นสองบ้างไหมครับ”

“อ๋อ…มีคนหนึ่งค่ะ” แม่บ้านอาวุโสพูดเหมือนนึกขึ้นได้

“ใครหรือครับ”

“คุณนิไงคะ แต่เธอขับรถออกไปตั้งแต่เมื่อชั่วโมงที่แล้ว”

อคิณขมวดคิ้ว มองแม่บ้านสูงวัยด้วยความประหลาดใจ

“นิรัชชาไม่ได้อยู่กับคุณพ่อในห้องหรือ”

“นั่นละค่ะที่ดิฉันเองก็ประหลาดใจ จู่ๆ คุณนิก็แต่งตัวออกจากบ้านไป เห็นบอกว่าจะไปเที่ยว ดิฉันยังถามเลยว่าไม่อยู่ดูแลคุณท่านหรือ แต่เธอบอกว่ามีธุระสำคัญมาก จำเป็นต้องออกไปวันนี้”

 

นิรัชชารู้สึกว่าแสงไฟในโรงแรมวันนี้ดูสว่างไสวผิดปกติ อาจเพราะหัวใจหล่อนในคืนนี้เต็มไปด้วยความปลื้มปีติ ใครจะนึกว่าจู่ๆ บุษราคัมน้ำงามที่เคยอยากเป็นเจ้าของ จะถูกวางทิ้งไว้ในห้องพระโดยไม่มีใครไยดี หญิงสาวแอบเห็นแม่บ้านอาวุโสนำเข้าไปวางตั้งแต่เมื่อเย็นแล้ว ยิ่งคิดก็ยิ่งประหลาดใจ นับตั้งแต่พลอยพยัพไม่สบาย หล่อนไม่เคยยอมถอดสร้อยเลยสักครั้ง ทำไมหล่อนจะไม่รู้ว่าพลอยพยัพรักและหวงสร้อยเส้นนี้มาก ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น ถ้าไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายทำมารยาขอของขวัญจากคุณพิรัชต์ บุษราคัมเม็ดนี้คงตกเป็นของหล่อนตั้งแต่แรก

ตอนแรกหญิงสาวคิดว่าจะแค่ลองสวมดู แต่พอเห็นเงาสะท้อนของตนเองในกระจก ความรู้สึกอยากได้ อยากครอบครองก็ผุดขึ้น หล่อนขอแค่ใส่ไปอวดเพื่อนคืนนี้คืนเดียวเท่านั้น พอรุ่งเช้าก็ตั้งใจจะเอามาคืน นิรัชชาอยากจะขออนุญาตพิรัชต์เสียก่อน แต่เห็นเขาหลับสนิทด้วยฤทธิ์ยา หล่อนจึงขับรถออกมาคนเดียว

แม้ไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองแต่นิรัชชาก็รู้สึกว่า บุษราคัมเม็ดนี้เหมาะกับหล่อนมาก น่าเสียดายที่เรือนของจี้ดูโบราณไปหน่อย ไม่เช่นนั้นคงเปล่งประกายเจิดจ้ามากขึ้นกว่านี้ ร่างบางนำรถไปจอด หลังจากนั้นก็สะพายกระเป๋าเดินเข้าไปในโรงแรมเพื่อพบกับเพื่อนที่รออยู่ แต่แล้วสายตากลับไปปะทะกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งแทน

นิรัชชาจำอีกฝ่ายได้แต่ก็เลือกที่จะไม่ทัก หล่อนกับเพื่อนซี้ของพลอยพยัพไม่ได้สนิทสนมกันอยู่แล้ว นาวาเป็นลูกของนักธุรกิจค้าที่ดินซึ่งมีฐานะร่ำรวย หญิงสาวเดินทางไปต่างประเทศเป็นว่าเล่น หญิงสาวแอบเบ้ปากเมื่อเห็นการแต่งตัวของอีกฝ่าย สร้อยทับทิมตรงลำคอดูเด่นสะดุดตาแถมยังกระเป๋าถือราคาแพงเหยียบล้านนั่นอีก

เชอะ คิดว่ารวยนักหรือ ไม่เห็นจะเท่าไหร่เลย

หล่อนขยับจะเดินหนี แต่แล้วกลับรู้สึกว่าขาตัวเองหนักจนยกไม่ขึ้นจึงได้แต่ยืนนิ่ง ผนังตรงล็อบบีของโรงแรมนั้นเป็นกระจกบานใหญ่ทั้งแถบ

“เอ๊ะ…”

นิรัชชาเผลอเงยหน้าจ้องมองเงาตัวเอง แต่แล้วกลับเห็นผู้หญิงอีกคนยืนซ้อนทับอยู่ด้านหลังแทน เสียงดังมาจากไหนก็ไม่รู้ คล้ายกับเสียงกระซิบแต่เป็นวลีที่ทรงพลังจนนิรัชชาไม่อาจต้านทานคำสั่งนั้นได้

“เดินเข้าไปหานาวา”

“อะไรนะ…ทำไมฉันต้องทำแบบนั้นด้วย ฉันไม่ใช่เพื่อนของผู้หญิงคนนั้นสักหน่อย ฉันจะไปหาเพื่อน”

หล่อนรวบรวมแรงหันกลับมาได้ในที่สุด แต่พอเห็นผู้หญิงตรงหน้าชัดๆ นิรัชชาก็เบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด ยิ่งเมื่อเห็นหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ มือบางก็เย็นเฉียบ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ ดวงตาทั้งสองข้างของผู้หญิงคนนั้นเป็นสีขาวโพลนทั้งคู่ นิรัชชาขยี้ตาจ้องซ้ำ แต่ภาพที่เห็นก็เป็นดังเดิม หล่อนอ้าปากค้าง อยากจะกรีดร้องแต่กลับไม่มีเสียงออกมา

“ฉันสั่งให้แกเดินเข้าไปหานาวา แล้วเอาบุษราคัมนี่ให้เธอเสีย”

“บุษราคัม...” นิรัชชาพึมพำ แม้จะกลัวแต่ความหวงของมีมากกว่าจึงเอามือแตะไว้ หล่อนตั้งใจจะเอามาใส่อวดเพื่อนแล้วทำไมจะต้องเอาไปให้กับเพื่อนของพลอยพยัพด้วย

“ไม่…ฉันไม่ยอม…บุษราคัมนี่เป็นของฉัน”

“แน่ใจหรือว่าเป็นของแก แน่ใจใช่ไหม หึ หึ”

น้ำเสียงตอนท้ายยานคางกว่าปกติ นิรัชชาขนลุกซู่ หล่อนจ้องมองผู้หญิงตรงหน้าและรู้สึกว่า ใบหน้าของหญิงสาวซีดจนเห็นเส้นเลือดที่อยู่ข้างใต้ ริมฝีปากเป็นสีแดงจัดราวกับสีของเลือด เมื่ออีกฝ่ายแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวสีขาว นิรัชชาก็กลัวจนถึงขีดสุด

“มะ…ไม่…ไม่ใช่…ฉันกลัวแล้ว ฉันไม่อยากได้สร้อยนี่แล้ว เอาของแกคืนไป”

หล่อนลนลานรีบถอดสร้อยออกหมายคืนให้ แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับชี้นิ้วไปที่นาวาซึ่งกำลังเดินเข้าไปในห้องอาหารของโรงแรม

“เอาไปให้นาวาตอนนี้…เดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง!

Don`t copy text!