บุษราอาฆาต บทที่ 10 : คนที่ต้องชดใช้

บุษราอาฆาต บทที่ 10 : คนที่ต้องชดใช้

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-10-

แพทริกไม่ทันสังเกตว่า วันนี้พลอยพยัพดูร่าเริงผิดปกติ อาจเพราะสายตาคอยวนเวียนมองไปตรงรอยแยกของเสื้อที่ผ่าลึกจนเห็นทรวงงามกลมกลึง ผิวขาวเนียนกับความเต่งตึงทำให้คิดอะไรไม่ออก หลังจากออกจากผับเขากับนางแบบสาวก็พากันมาที่คอนโดฯ หรูย่านใจกลางเมืองซึ่งชายหนุ่มเป็นเจ้าของ เขาเปิดโทรทัศน์ในห้องเอาไว้ทันทีที่มาถึง แต่สมาธิกลับไม่ได้อยู่กับบนภาพหน้าจอ ร่างบางที่เป็นฝ่ายรุกด้วยการขึ้นมานั่งคร่อมบนตักทำให้แพทริกหูอื้อตาลาย เขารู้แต่เพียงว่า หล่อนเปลี่ยนไป

นัยน์ตาของหญิงสาววาววับกว่าเคย อาจเป็นเพราะโคมไฟกลางห้องเป็นโคมระย้าจึงส่องแสงสีเหลืองนวลออกมาเมื่อกระทบกับไฟดวงตาจึงกลายเป็นสีอำพัน ถ้าเป็นคนอื่นอาจกลัวแต่เพราะเขารู้จักฝ่ายหญิงเป็นอย่างดี สมัยเรียนพลอยพยัพเป็นดาวของโรงเรียน หล่อนมีผู้ชายมาจีบมากมาย เขาเองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่หลังจากรู้จักกันสักพัก แพทริกก็รู้ว่าหญิงสาวเอาแต่ใจ แทนที่จะจีบเป็นแฟนจึงกลายเป็นเพื่อนแทน

“รู้ตัวไหมว่า วันนี้คุณดูเซ็กซี่มากๆ”

พลอยพยัพคลี่ยิ้ม สบตา จู่ๆ แพทริกก็รู้สึกขนลุกซู่ อากาศในห้องเย็นยะเยือกกว่าที่เคยทั้งที่เขาตั้งเปิดอุณหภูมิไว้ที่เดิม

“ฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่คุณไม่รู้เอง” มือซุกซนสอดเข้าไปในเสื้อของชายหนุ่มและลูบไล้ไปมา

“ไม่จริง สมัยเรียนคุณดูหยิ่งๆ ไม่ได้เฟรนด์ลี่อย่างนี้ แล้วตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้นคุณก็ไม่ยอมคุยกับผมอีก แถมยังเคยบล็อกไลน์ผมด้วยซ้ำ ถามหน่อยเถอะ อะไรทำให้คุณเปลี่ยนใจโทรนัดผมออกมาวันนี้”

ชายหนุ่มจำได้ว่า หญิงสาวประกาศตัดสัมพันธ์และไม่ยอมรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด แถมยังโทษว่า เป็นความผิดของเขาที่ทำให้บุษยามณีหายตัวไป แพทริกโกรธมาก ยิ่งพอเห็นว่าหล่อนบล็อกไลน์ที่ใช้ติดต่อก็ยิ่งโมโห แต่หลังจากเรียนจบเขาก็ไปต่างประเทศจึงไม่ได้ติดต่อกัน บังเอิญเหลือเกินที่ครั้งล่าสุดที่ได้เจอกันที่ผับทำให้ทั้งสองกลับมาคุยกันอีก อย่างวันนี้พลอยพยัพก็เป็นคนส่งข้อความมาหา

“ไม่รู้สิ ฉันคงอยากทบทวนเรื่องราวเมื่อครั้งเก่าๆ ละมั้ง” พลอยพยัพยักคิ้วมองอย่างยั่วยวน

“คุณหมายถึง เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนั้นงั้นหรือ”

แพทริกหรี่ตามองอย่างจับผิด เขาจำได้ว่าทันทีที่เกิดเรื่องและเด็กสาวคนนั้นหายตัวไป พลอยพยัพก็โทษว่าเป็นความผิดของเขาเพียงคนเดียว ทั้งที่จริงแล้วมันคือแผนการของหล่อนกับเพื่อนสาวอีกสองคนที่ล่อเด็กสาวให้มาติดกับ

“ใช่…ฉันอยากรู้ว่า คุณทำอะไรเด็กคนนั้น”

“ไหนคุณบอกว่าไม่สนใจยังไงล่ะ”

พลอยพยัพย้ำชัดว่า จะไม่ร่วมรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งสี่คนต่างตกลงว่าจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นที่โรงเรียนในคืนนั้นไปเสีย แต่ที่ทำให้แพทริกไม่พอใจก็เพราะเขากลับถูกกันออกจากกลุ่ม อีกทั้งพลอยพยัพก็ตัดขาดความเป็นเพื่อนในทันที

“ใช่…ฉันไม่สนใจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันจะไม่ต้องรับผลกรรมที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์วันนั้นหรอกนะ”

“ผลกรรมงั้นหรือ คุณหมายความว่ายังไง ในเมื่อผมไม่ได้ทำอะไรผู้หญิงคนนั้นเลยนะ…ผมก็แค่ขู่ให้เธอกลัวเท่านั้น”

คนมีพิรุธแก้ตัว โดยไม่รู้เลยว่าใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าเปลี่ยนไป แววตาเปลี่ยนเป็นดุดันภายในเสี้ยววินาทีแต่แพทริกคงไม่ทันสังเกต มือที่เคยลูบไล้เปลี่ยนมาประคองสันกรามทั้งสองข้างแทนพร้อมทั้งยื่นหน้าเข้ามาใกล้  

“แน่ใจนะว่า ไม่ได้ทำอะไร”

หญิงสาวแค่นเสียง หล่อนออกแรงบีบจนปลายเล็บจิกเข้าไปในเนื้อชายหนุ่ม เนื่องจากเป็นผิวเนื้อตรงต้นคอ ชายหนุ่มจึงร้องขึ้น

“โอ๊ย…พลอย ผมเจ็บนะ คุณมาจิกผมทำไมน่ะ ปล่อยนะ”

หญิงสาวแสยะยิ้ม คลายมือออก ใช้นิ้วไล้ที่สันกรามเพื่อปลอบ

“แหม…เจ็บแค่นี้ทำเป็นร้อง”

“ก็ผมเจ็บจริงๆ ลงไปจากตักผมได้แล้ว”

ชายหนุ่มหน้าบึ้งตึง พลอยพยัพจึงค่อยๆ ลุกลงจากตักแต่หล่อนก็ยังยื่นหน้ามาจุมพิตข้างแก้ม

“อย่าซีเรียสไปหน่อยเลยน่า แค่นิดเดียวเอง ฉันคงเผลอตัวไปหน่อย คุณเองก็ชอบแบบแปลกๆ ไม่ใช่หรือ”

“พักนี้คุณเป็นอะไรพลอย ถึงดูไม่เป็นตัวของตัวเองเลย หรือว่าคุณเครียด”

“ก็มีบ้าง ฉันคอยคิดถึงแต่เรื่องคืนวันนั้น”

“ทำไมต้องคิดมาก ในเมื่อคุณเป็นคนขอให้ผมสั่งสอนเด็กคนนั้นเอง ไม่ดีหรอกหรือ สุดท้ายแล้วเด็กนั่นก็หายไปจากโรงเรียนอย่างที่เราตั้งใจ”

บรรยากาศภายในห้องเหมือนจะเงียบลงไปถนัดใจ แม้กระทั่งเสียงจากโทรทัศน์ก็พลอยเงียบหายไปด้วยเมื่อแพทริกพูดย้ำถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

“ฉันเป็นคนสั่งให้คุณทำงั้นหรือ”

“ใช่…คุณบอกว่า เด็กคนนั้นไม่เจียมตัวที่สะเออะมาจีบอคิณ แถมเธอยังไม่ฟังและไม่ว่าคุณจะเตือนยังไงแต่เด็กคนนั้นก็ไม่ยอมถอย ทุกอย่างที่เธอโดนก็สมควรแล้วไง”

หญิงสาวนิ่ง นัยน์ตาเลื่อนลอยจ้องมองแพทริก ต้นเหตุของทุกอย่างเกิดจากพลอยพยัพหวงพี่ชาย และเมื่อบุษยามณีประกาศชัดว่า จะไม่ยอมถอยและยืนยันจะสารภาพรักกับอคิณ หญิงสาวจึงต้องทำอะไรสักอย่าง

“ฉันไม่โทษคุณ แต่เราแค่ต้องรับผิดชอบร่วมกันเท่านั้น”

หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงยานคาง แต่แพทริกคงเบื่อที่จะหาเหตุผลต่อ เขาไม่อยากพลาดเวลาสำคัญที่จะได้ครอบครองเรือนร่างของหล่อน ชายหนุ่มจึงเป็นฝ่ายรวบเอวหญิงสาวเข้ามากอด

“ไม่เอาน่า…เราเลิกพูดเรื่องไร้สาระดีกว่า เสียเวลา เด็กคนนั้นไร้ค่าจะตาย มาพูดเรื่องของเรากันเถอะ ผมคิดถึงคุณมากรู้ไหม ไม่เคยคิดว่าคุณจะน่ารักอย่างนี้ เราน่าจะใช้เวลานี้มาสนุกด้วยกัน”

แพทริกกอดหล่อน รู้สึกถึงเรือนร่างนุ่มนิ่มที่เบียดกระชับไปทุกสัดส่วน จมูกรับรู้ถึงกลิ่นของน้ำหอมราคาแพงที่อยู่บนตัวหล่อน เขาอยากจะกระชากชุดสวยตัวนี้ออกและเชยชมผิวกายที่อยู่ด้านใน เขาแทบจะทนรอที่จะได้มอบความเร่าร้อนให้กับหญิงสาวไม่ไหว สำหรับเขาแล้วผู้หญิงก็คือเครื่องตอบสนองบนเตียง หากพลอยพยัพทำตัวดีๆ เขาอาจจะคบหล่อนเป็นแฟนต่อไปก็เป็นได้

“สนุกกันงั้นหรือ”

“ก็ใช่สิ ผมกับคุณเราควรจะมาหาความสุขกันดีกว่า ไหนๆ คุณก็อุตส่าห์หนีพี่ชายออกมาได้แล้ว ผมละแปลกใจจริงๆ ว่า ทำไมอคิณถึงได้ปล่อยให้คุณมากับผมได้ ปกติเขาหวงน้องสาวจะตาย”

“พี่อคิณไม่รู้”

“มิน่าล่ะ ไม่งั้นเขาคงไม่ยอมหรอก รู้ไหมว่าเขารังเกียจผมมาก เขาเห็นผมเป็นไส้เดือนกิ้งกือด้วยซ้ำ แต่ไม่ต้องห่วงนะถ้าเราสองคนคบกัน ผมจะทำให้เขาเข้าใจเอง”

แพทริกคลี่ยิ้ม เขาไม่อยากเสียเวลาต่อไปอีก บรรยากาศตอนนี้ช่างเป็นใจ เขาอยู่ในห้องกับพลอยพยัพสองต่อสอง ชายหนุ่มเชยคางหญิงสาวขึ้นเพื่อจุมพิตตรงริมฝีปาก แต่พอสบนัยน์ตาของผู้หญิงตรงหน้าก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ตาที่เคยสะท้อนเป็นสีเหลืองบัดนี้กลายเป็นสีดำสนิทราวกับท้องฟ้ายามราตรีอันมืดมิด

“ตะ…ตาคุณ”

หนุ่มลูกครึ่งมือสั่นมองซ้ำอีกครั้ง ผู้หญิงตรงหน้าพูดด้วยน้ำเสียงยานคาง

“ตาฉันทำไมหรือคะ”

เขาเผลอจ้องและพบว่า นัยน์ตาของพลอยพยัพขยายกว้างออกจนกลายเป็นสีดำกว้าง ชายหนุ่มได้แต่อ้าปากค้าง เขาพยายามขยับตัวแต่เหมือนร่างกายเป็นอัมพาต ตาที่ลดลงมองใบหน้าแล้วก็ยิ่งตกใจ ชายหนุ่มรู้สึกว่า ผิวของพลอยพยัพเปลี่ยนไปจากที่เคยเรียบเนียนเต็มไปด้วยเลือดฝาดของวัยสาวแต่บัดนี้กลับปรากฏเส้นเลือดสีเขียวและแดงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผิวกลายเป็นแตกลายงาคล้ายกับผืนแผ่นดินที่แตกระแหง เมื่อลดสายตาดูริมฝีปากก็พบว่าเป็นสีม่วงคล้ำแถมลิ้นก็ถูกดันออกมาจุกปาก ชายหนุ่มอ้าปากค้างอยากกรีดร้องแต่ไม่มีเสียงออก

“ผะ…ผี”

เขาคลายแขนออกและพยายามดิ้นรนแต่กลับถูกหญิงสาวกอดเอาไว้แทน หล่อนแสยะยิ้ม

“ทำไมคะแพทริก ฉันไม่สวยหรือไง คุณถึงได้ร้องเสียงหลงแบบนั้น”

นัยน์ตาสีดำที่แผ่กว้างออกคล้ายสะกดเอาไว้ไม่ให้ชายหนุ่มขยับเขยื้อน แพทริกรับรู้ได้ถึงกลิ่นบางอย่างที่ต่างจากเดิมอย่างสุดขั้ว จากน้ำหอมราคาแพงกลับแทนที่ด้วยกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากสัตว์เน่าเปื่อย

“มะ…ไม่เอา…ออกไปนะ กะ…แกเป็นใคร”

“จำฉันไม่ได้หรือ…ฉันเองไง” หล่อนแค่นเสียง  “คิดดูให้ดีๆ สิว่า จำฉันได้ไหม”

“แกเป็นใคร ฉันไม่รู้จัก ออกไป ฉันกลัวแล้ว”

ชายหนุ่มละล่ำละลัก ดิ้นรนจนหลุดจากอ้อมกอดในที่สุด เขาถอยหลังกรูดจนไปชิดประตูกระจกตรงระเบียง ห้องพักแห่งนี้ตั้งอยู่บนชั้นสิบห้า มีระเบียงยื่นออกไปสำหรับชมวิว ปกติแพทริกมักจะพาคู่ขามานั่งดื่มหรือนอนดูดาวอยู่เป็นประจำ หลายครั้งที่เขาชอบทำกิจกรรมเอาต์ดอร์เพื่อความสุดเหวี่ยง แต่วันนี้ชายหนุ่มอยากจะออกไปข้างนอกเพื่อหนีให้พ้นสิ่งน่าสะพรึงกลัวตรงหน้า

“ร้องอีกสิ…แบบนี้เลย…รู้สึกคุ้นๆ ไหมที่รัก”

แพทริกอ้าปากค้างเมื่อได้ยินเสียงที่เปล่งออกมา เขาตกใจสุดขีดเมื่อจำได้ว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของคนอื่น หล่อนชี้มือไปทางโทรทัศน์ เมื่อเขาหันไปภาพก็ถูกแทนที่ด้วยเหตุการณ์ในโรงเรียน หญิงสาวสวมชุดนักเรียนร้องไห้ วิ่งไปรอบๆ ห้อง ขณะที่เขาฉีกทึ้งเสื้อผ้าหล่อนด้วยความสนุกสนาน เสียงขอร้องและขอความช่วยเหลือดังก้องไปทั่ว บุษยามณีร้องไห้ ผมเผ้ายุ่งเหยิงไปหมด

“ไม่…ไม่เอา…อย่าทำฉันเลย…ฉันกลัวแล้ว”

“กลัวทำไมล่ะน้องบุษ…เรามาสนุกกันดีกว่า พี่รับรองจะไม่ทำให้น้องเจ็บ”

แพทริกจำคำพูดตัวเองได้เป็นอย่างดี เขากลั่นแกล้งบุษยามณีด้วยการไล่ปล้ำหล่อนไปรอบห้อง เด็กหญิงกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครได้ยิน เนื่องจากเขาติดสินบนยามที่เฝ้าอยู่ด้วยไวน์ทั้งขวดจนอีกฝ่ายผล็อยหลับไป นอกจากฉีกทึ้งเสื้อผ้าหล่อนแล้ว เขายังแอบถ่ายคลิปเอาไว้แบล็กเมล์อีกด้วย ชายหนุ่มตั้งใจว่าจะเอาไว้ขู่หากบุษยามณียังไม่ยอมรามืออีก แต่สุดท้ายแล้วหล่อนก็ไม่มาโรงเรียนอีกเลย ถึงตอนนี้คลิปยังถูกเก็บเอาไว้เป็นอย่างดีในเครื่องคอมพิวเตอร์  

“กะ…แกคือ บุษยามณี”

พลอยพยัพแสยะยิ้ม พยักหน้าอย่างช้าๆ แพทริกกลัวสุดขีด เขาจ้องมองคนตรงหน้า ตาของพลอยพยัพเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นทั้งสองข้าง ผิวกายเริ่มเน่าเปื่อยและส่งกลิ่นเหม็นเน่าคละคลุ้ง หล่อนยื่นมือมาหมายบีบคอ

“จำได้แล้วหรือ...งั้นเรามาสนุกกันเถอะ แกกับฉัน เหมือนเมื่อคืนวันนั้น รับรองว่าฉันจะไม่ทำให้แกเจ็บ”

น้ำเสียงเหี้ยมเกรียม พร้อมกับร่างที่เดินย่างสามขุมเข้ามาหา แพทริกส่ายหน้า

“ไม่เอา…ออกไปนะ…ไม่”

เขาลนลานพยายามเปิดประตูกระจกออกไป แต่ประตูที่ฝืดผนวกกับมือที่สั่นทำให้ทุกอย่างยากยิ่งขึ้น เขาสะดุ้งเมื่อพลอยพยัพเอื้อมมือมาแตะบ่า เมื่อเหลือบมองพบว่ามือบนบ่าเริ่มเน่าเปื่อยแถมยังมีหนอนไชออกมา แพทริกกลัวสุดขีด ความตกใจทำให้กระชากประตูจนเปิดออกได้ในที่สุด เขาพุ่งออกไปตรงระเบียง

“อย่าเข้ามา ฉันกลัวแล้ว อย่าทำอะไรฉันเลย”

ชายหนุ่มประนมมือขอร้อง หญิงสาวแสยะยิ้ม มันเป็นรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต ทุกอย่างย้อนกลับมาในความรู้สึก ครั้งหนึ่งเขาเคยข่มขู่บุษยามณี เขาจำได้ว่าหล่อนกรีดร้องด้วยความกลัว แถมยังร้องไห้น้ำตาไหลพราก แต่แพทริกยิ่งรู้สึกสนุกเมื่อได้กลั่นแกล้ง

“รู้จักร้องเหมือนคนอื่นแล้วหรือ แล้วทีตอนฉันขอร้อง แต่ทำไมแกไม่ยอมหยุด”

ภาพในจอเป็นตอนที่แพทริกลวนลามหญิงสาว ทั้งลูบทั้งคลำจนบุษยามณีกลัวสุดขีด แม้เขาจะยังไม่ได้ข่มขืนหญิงสาวนั่นก็เพราะหล่อนตาค้างเหมือนชักไปเสียก่อนแต่ก็ทำให้หญิงสาวกลัวมาก แพทริกบันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดเอาไว้ เขากำลังโทร.หาพลอยพยัพกับเพื่อนแต่จู่ๆ บุษยามณีก็รู้สึกตัวขึ้นมาเสียก่อน หล่อนลนลานวิ่งหนีออกจากโรงเรียนไป

“ฉันผิดไปแล้ว…ฉันขอโทษ”

“สายเกินไปแล้ว แกต้องชดใช้กรรม”

หญิงสาวไม่ได้เดินเข้ามาใกล้แต่ยื่นมือออกมาตรงหน้าแทน แพทริกกลัวสุดขีดและเพิ่งรู้สึกตัวว่าตนกำลังอยู่บนอาคารชั้นสิบห้า อีกทั้งกำลังนั่งคร่อมอยู่บนราวระเบียง

“จะรีบไปไหนหรือที่รัก มาสนุกกันก่อน ถึงยังไงก็หนีฉันไม่พ้นหรอก”

มือที่มีเล็บสีแดงจัดยื่นยาวออกมาเรื่อยๆ แขนเริ่มยาวออกๆ แพทริกกลัวสุดขีด เขาเอียงตัวหลบมือที่พุ่งเข้าหาโดยไม่รู้เลยว่าเผลอปล่อยมือจากระเบียงตอนไหนก็ไม่รู้ ร่างหงายหลังผลึ่งกว่าจะรู้ตัวก็ตอนที่ร่างนั้นร่วงลงจากระเบียง ทุกอย่างในสายตาเหมือนกับภาพสโลว์โมชั่นในหนังแต่ต่างกันตรงที่ว่า ตอนนี้เขากำลังตกจากที่สูงโดยไม่มีตัวช่วยอะไรเลย ชายหนุ่มรับรู้ได้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ตาเบิกกว้างในเสี้ยววินาทีที่ร่างตกลงกระแทกพื้น ความเจ็บอันเป็นผลจากอวัยวะภายในที่ถูกกระแทกอย่างแรง เลือดสดกระอักออกมาจากปากและจมูก ก่อนที่ลมหายใจของชายหนุ่มจะปลิดปลิวไปตลอดกาล…

 

อคิณกอดน้องสาวที่เอาแต่ร้องไห้ เขารีบรุดมาที่คอนโดฯ ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจ มีผู้พบศพของแพทริกที่ด้านล่างของคอนโดฯ ในสภาพตาเหลือกลาน สีหน้าเขาเหมือนได้พบสิ่งน่ากลัวที่สุดในชีวิต ยามรีบโทร.เรียกรถพยาบาลและหน่วยกู้ชีพมาในทันที ทางทีมแพทย์พยายามช่วยปั๊มหัวใจชายหนุ่มอยู่นานแต่สายเกินไปเสียแล้ว เขาคอหัก อวัยวะภายในได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง หลังจากช่วยกู้ชีพอยู่เกือบสองชั่วโมงก็ไม่เป็นผล จึงตัดสินใจส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลตำรวจแทน

ระหว่างที่แพทย์กำลังช่วยชีวิต ตำรวจก็ประสานงานกับผู้จัดการคอนโดฯ เพื่อขอคีย์การ์ดเปิดเข้าไปในห้องของชายหนุ่ม เพื่อนข้างห้องให้การว่าได้ยินเสียงชายหนุ่มโวยวาย ส่วนยามด้านล่างก็ให้การว่า แพทริกกลับมากับหญิงสาวคนหนึ่งเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่า พลอยพยัพนั่งร้องไห้ราวกับคนเสียสติอยู่ด้านใน

ตำรวจต้องการสอบปากคำแต่หญิงสาวไม่ให้ความร่วมมือเลยสักนิด หล่อนเอาแต่ร้องไห้ พอแม่บ้านคอนโดฯ พยายามเข้าไปประคองก็อาละวาด สุดท้ายจึงต้องเรียกหน่วยกู้ชีพขึ้นมาเพื่อฉีดยาระงับประสาทให้ ไม่มีพยานรู้เห็นเหตุการณ์ตอนชายหนุ่มตกลงไป เพื่อนข้างห้องให้การว่าได้ยินเสียงคนตะโกน แต่ไม่ได้เปิดออกมาดู นั่นก็เพราะปกติแพทริกมักจะพาคู่ขามานอนค้าง บางครั้งก็ดื่มเหล้าและออกไปเต้นรำที่ระเบียงอยู่บ่อยๆ จากประวัติชายหนุ่มเปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่น นับตั้งแต่กลับมาจากต่างประเทศ

เมื่อสอบปากคำจากหญิงสาวไม่ได้จึงเปิดกระเป๋าดูและพบชื่อจากบัตรประชาชน ตำรวจโทร.ตามอคิณจากเบอร์มือถือที่อยู่ด้านบนสุด เมื่อเขามาถึงพลอยพยัพยังคงสะลึมสะลืออยู่ แต่หล่อนคงจำเขาได้จึงโผเข้ากอด

สิ่งที่เขาไม่เข้าใจก็คือ เพราะอะไรน้องสาวถึงได้มาอยู่ในคอนโดฯ ของแพทริก แถมพลอยพยัพยังเป็นพยานเพียงคนเดียวที่อยู่ในห้องของชายหนุ่ม ยามที่เฝ้าอยู่ให้การว่า ทั้งสองเข้ามาด้วยกันในห้องด้วยความสมัครใจ สังเกตจากการพูดคุยด้วยความสนิทสนม ก่อนที่ผู้อยู่ข้างห้องจะได้ยินเสียงตะโกนโวยวาย และสุดท้ายชายหนุ่มก็ตกลงไปด้านล่าง

ทีมพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจห้องพักอย่างละเอียด ปมประเด็นที่ทางตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานก็คือ ทั้งคู่อาจจะเสพยา จึงเป็นสาเหตุให้แพทริกคลุ้มคลั่งกระโดดตึก แต่สิ่งที่ตำรวจไม่ตัดออกไปก็คือฆาตกรรม ซึ่งพลอยพยัพยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยเพราะเป็นคนเดียวที่อยู่ในห้องและเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด

“น้องสาวผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดนะครับคุณตำรวจ”

พลอยพยัพทำงานเป็นนางแบบ หล่อนไม่เคยมีประวัติในเรื่องแบบนี้ เนื่องจากเป็นงานที่ต้องดูแลภาพลักษณ์ให้ดีอยู่เสมอ คนที่เสพยานอกจากทำให้สมาธิเสียแล้ว ยังทำให้ร่างกายทรุดโทรม อีกทั้งพลอยพยัพก็ไม่ใช่เด็กมีปัญหา หล่อนเกลียดเรื่องพวกนี้เสียด้วยซ้ำ ผิดกับแพทริกที่เพื่อนข้างห้องให้การว่า เขามักจะพาผู้หญิงมาค้างคืน และหลายครั้งก็มีปาร์ตี้ฉลองกันจนดึกดื่น ชายหนุ่มเคยถูกตำรวจจับสมัยอยู่ต่างประเทศในคดีมียาเสพติดในครอบครอง

“ครับ ผมเข้าใจ แต่อาการของคุณพลอยที่คลุ้มคลั่งไม่ยอมให้ความร่วมมือกับตำรวจทำให้เราต้องตรวจหาสารเสพติด”

เนื่องจากพลอยพยัพเป็นคนเดียวที่อยู่ในห้องของผู้ตายตอนเกิดเหตุ ดังนั้นตำรวจจึงต้องการตรวจเลือดเพื่อหาสารเสพติด อีกทั้งหลังจากนี้จะต้องส่งตัวหญิงสาวไปตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม

“คุณตำรวจคิดว่า พลอยเป็นคนผลักแพทริกตกลงไปข้างล่างหรือครับ”

ประเด็นแรกที่ทางตำรวจตั้งข้อสังสัยก็คือ ทั้งคู่อาจจะเสพยาเสพติดด้วยกัน แล้วชายหนุ่มปีนขึ้นไปนั่งตรงระเบียง หรือไม่ทั้งคู่ก็อาจจะขัดแย้งกันจนเป็นเหตุให้ตกลงไปก็เป็นได้ จากการตรวจเบื้องต้นประตูกระจกไม่มีร่องรอยการงัดแงะนั่นหมายถึงว่าแพทริกน่าจะเปิดประตูออกไปคนเดียว อีกทั้งบนระเบียงก็มีรอยนิ้วมือของแพทริกเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนร่องรอยของพลอยพยัพหยุดอยู่ตรงใกล้ประตูกระจกซึ่งไกลเกินไปกว่า จะสันนิษฐานว่าหญิงสาวเป็นคนผลักชายหนุ่มตกลงไป แต่คงต้องรอผลพิสูจน์หลักฐานอีกที

“ดูจากขนาดร่างกายแล้วผมคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ ยกเว้นแต่คุณแพทริกจะถูกมอมยา หรือไม่ก็ทั้งสองต่อสู้กันจนเป็นเหตุให้คุณแพทริกตกลงไปด้านล่าง ซึ่งทั้งสองข้อนี้เราต้องขอตรวจพิสูจน์หลักฐานให้แน่ชัด”

“แต่พลอยไม่มีวันทำร้ายแพทริกแน่ เขาสองคนเป็นเพื่อนกัน”

อคิณเองก็เคยพบกับชายหนุ่มหลายครั้ง ส่วนตัวเขาไม่ค่อยชอบแพทริกเพราะเห็นว่าเป็นคนเจ้าชู้ เปลี่ยนแฟนเป็นว่าเล่น แถมกิตติศัพท์ความเกเรที่เคยได้ยินก็ทำให้ไม่อยากสุงสิง ตอนที่เขาแอบตามพลอยพยัพไปที่ผับและเห็นทั้งคู่อยู่ด้วยกัน ชายหนุ่มก็ยิ่งประหลาดใจ

“แต่บนร่างกายของคุณแพทริกมีรอยเล็บ ซึ่งผมคงต้องขอให้ทางนิติเวชตรวจสอบว่า ใช่รอยเล็บของคุณพลอยพยัพหรือไม่ ตอนนี้ผมเลยต้องขออนุญาตคุมตัวคุณพลอยพยัพไปที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายและเก็บตัวอย่างเลือด ถ้าเธอพร้อมจะคุยเมื่อไหร่คงต้องขอสอบปากคำ” พลอยพยัพซึ่งอยู่ในสภาพเหมือนคนมึนงงจากฤทธิ์ยาผงกหัวขึ้นมา อคิณได้แต่ประคองน้องสาวเอาไว้ระหว่างที่คุยกับตำรวจ

“พลอยไม่ไป พี่เพชรช่วยพลอยด้วย”

“ใจเย็นๆ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว พี่จะช่วยเอง แต่พลอยต้องเล่าให้พี่ฟังว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เรามาที่นี่ได้ยังไง”

แค่เอ่ยประโยคถามพลอยพยัพก็ส่ายหน้า ยกมือปิดหัว หล่อนสั่นศีรษะ

“ไม่…พลอยไม่รู้ พลอยกลัว พี่เพชรช่วยด้วย”

ท่าทางที่กลัวแบบลนลาน มือไม้สั่น อคิณจึงหันไปหาคุณตำรวจ

“ผมอยากพาพลอยไปโรงพยาบาลก่อนครับ คุณตำรวจจะให้เธอตรวจเลือดหรือตรวจอะไรเพิ่มเติมเรายอมทุกอย่าง”

“ได้ครับ ผมได้ประสานงานกับรถโรงพยาบาล ป่านนี้คงรออยู่ข้างล่างแล้ว คุณอคิณจะไปด้วยกันหรือขับรถตามไป”

“ผมจะไปกับพลอยเอง เธอคงตกใจมาก”

อคิณพยุงน้องสาวและโอบเอวหล่อนไว้ ตำรวจนำเสื้อคลุมมาปิดบังใบหน้าเอาไว้ เนื่องจากตอนที่มีคนพบร่างของแพทริก คนที่ผ่านไปผ่านมาก็แตกตื่น มีการแชร์ภาพของชายหนุ่มไปในโลกโซเชียลเป็นจำนวนมาก

“งั้นผมจะประสานงานให้”

ชายหนุ่มหันไปหาคุณตำรวจ

“ผมอยากขอร้องคุณตำรวจในเรื่องเกี่ยวกับพลอย ถึงแม้ว่าเธอจะอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ทั้งสองคนไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกัน จะเป็นไปได้ไหมถ้าผมไม่อยากให้เรื่องนี้ออกไปถึงหูสื่อ จนกว่าข้อเท็จจริงจะปรากฏ”

“ผมจะพยายามแล้วกันนะครับ ทางผู้กำกับก็กำชับผมมาว่า ให้ดูแลคุณอคิณกับพลอยพยัพเป็นอย่างดี ท่านเกรงใจคุณพิรัชต์”

“ผมขอบคุณล่วงหน้าครับคุณตำรวจ ไม่ว่าทางคุณตำรวจจะต้องการอะไร ทางเรายินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ ผมมั่นใจว่า พลอยไม่ใช่คนผลักแพทริกตกลงไปอย่างแน่นอน เรื่องทั้งหมดต้องมีเงื่อนงำ”

 

เมื่อไปถึงโรงพยาบาล อคิณก็ต้องรับมือกับปัญหาใหม่ นั่นก็คือจู่ๆ พลอยพยัพก็ลุกขึ้นมาโวยวาย เมื่อพยาบาลบังคับให้หล่อนเปลี่ยนชุดและถอดเครื่องประดับทั้งหมดออก

“ใจเย็นสิพลอย คุณพยาบาลจะช่วยเปลี่ยนชุดให้ พลอยจะได้พักผ่อนอย่างสบายยังไงล่ะ”

“ไม่…พลอยไม่เปลี่ยน เอามือออกไปเดี๋ยวนี้”

หญิงสาวลุกขึ้นมาอาละวาดข่วนหน้าคนที่เข้ามาจับทำให้อคิณส่ายหน้าอย่างระอา เขาไม่เคยเห็นพลอยพยัพดื้อดึงอย่างนี้มาก่อน

“พลอยต้องฟังพี่ นี่เป็นระเบียบของโรงพยาบาล เราต้องเปลี่ยนชุดและถอดเครื่องประดับออกทั้งหมด”

“ไม่...พลอยไม่ถอด”

หญิงสาวจับจี้บุษราคัมไว้อย่างหวงแหน อคิณรู้ดีว่าน้องสาวรักจี้นี้มาก เพราะเป็นของขวัญจากพิรัชต์ กว่าจะได้มาหล่อนต้องอ้อนวอนขอบิดาอยู่หลายวัน

“พลอยจะทำอย่างนี้ไปทำไม ก็รู้อยู่ว่าคนไข้โรงพยาบาลต้องใส่ชุด จะดื้อทำไม พี่ชักจะปวดหัวแล้วนะ”

“แต่พลอยขอร้อง พลอยไม่อยากถอด จะให้เปลี่ยนชุดก็ได้นะ แต่พลอยต้องใส่สร้อยนี้ไว้ บุษราคัมนี้พ่อให้พลอยมา พลอยรักมาก เกิดถอดออกแล้วมันหายไปจะทำยังไงล่ะคะ”

“คุณพลอยคะ ทางโรงพยาบาลเรามีตู้เซฟสำหรับใส่นะคะ รับรองว่าไม่หายแน่นอน ส่วนรหัสเราก็ให้ทางคุณเป็นคนตั้งก็ได้ค่ะ”

พยาบาลสาวพยายามเกลี้ยกล่อม แต่พลอยพยัพหันขวับกลับไป ตะคอกใส่

“ฉันไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้น ห้ามใครก็ตามเข้ามายุ่งกับของของฉัน”

“แล้วถ้าพี่เป็นคนเก็บไว้ให้เองล่ะ”

“ไม่เอาค่ะพี่เพชร พลอยจะยอมเปลี่ยนชุดคนป่วย แต่ไม่ยอมถอดสร้อยเด็ดขาด ไม่เชื่อก็เข้ามาดูสิ พลอยจะอาละวาดให้พังกันไปข้างหนึ่งเลย”

“พลอย” อคิณเอ็ด

“พี่เพชรเข้าใจพลอยหน่อยนะคะ พลอยรู้สึกใจคอไม่ดียังไงก็ไม่รู้ แต่ถ้าใส่จี้นี้ก็เหมือนว่าคุณพ่ออยู่เป็นเพื่อนพลอยด้วย”

ชายหนุ่มนิ่งไปอย่างใช้ความคิด เขาหันไปมองพยาบาลสาวราวกับขอความเห็น เมื่อพยาบาลพยักหน้าว่าจะยอมอนุโลมตามก็ตกลง

“ก็ได้ พบกันครึ่งทาง ถ้าพลอยยอมเปลี่ยนเสื้อคุณพยาบาลจะอนุญาตให้ใส่จี้ไว้เหมือนเดิม”

“ตกลงค่ะ พลอยทำเองได้ ไม่ต้องให้ใครมาช่วย ขอเวลาพลอยแป๊บเดียว”

“แน่นะ”

“แน่สิคะพี่เพชร”

“งั้นพี่จะลองเชื่อพลอยสักครั้ง แต่คราวนี้จะไม่มีการต่อรองใดๆ อีกเข้าใจไหม พลอยต้องรีบรักษาตัวให้หายเพราะทางตำรวจรอสอบปากคำอยู่”

พลอยพยัพหน้าง้ำ หล่อนมองอคิณ

“ทำไมตำรวจต้องสอบปากคำพลอยด้วย ในเมื่อพลอยไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย แพทริกตกลงไปเองต่างหาก”

อคิณขมวดคิ้ว เขาพยายามสอบถามพลอยพยัพมาหลายครั้งแต่หล่อนไม่ยอมตอบ แต่ครั้งนี้จู่ๆ ก็พูดถึง

“นี่พลอยจำได้แล้วหรือว่าเกิดอะไรขึ้น”

“พลอยจำได้รางๆ ว่าแพทริกกลัวอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็ปีนลงระเบียงไปเอง พลอยไม่รู้เรื่องด้วย”

“พลอยแน่ใจใช่ไหม ว่าเขาตกลงไปเอง”

“แน่ใจสิคะ พี่เพชรคอยดูนะ พรุ่งนี้ตำรวจจะมาพร้อมข่าวดีว่า พลอยไม่ได้ทำอะไรผิด แพทริกเมายาแล้วก็ฆ่าตัวตายเอง”

Don`t copy text!