บุษราอาฆาต บทที่ 12 : น้องสาวที่ไม่ใช่คนเดิม

บุษราอาฆาต บทที่ 12 : น้องสาวที่ไม่ใช่คนเดิม

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-12-

ผลของความอิดโรยจากการแทบไม่ได้นอนมาทั้งอาทิตย์ ทำให้อคิณไม่มีสมาธิระหว่างเข้าประชุม เขาแอบขับรถตามพลอยพยัพออกไปแทบทุกคืน นับตั้งแต่คืนแรกที่หญิงสาวบ่นว่า เหนื่อยและอยากนอน แต่สิ่งที่หล่อนทำคือ ออกไปเต้นรำกลางผับ อคิณไม่กล้าทิ้งน้องสาวไว้ตามลำพัง

เขาจึงเลือกสั่งเครื่องดื่มและนั่งเฝ้าหล่อนจนกระทั่งผับเลิก กว่าพลอยพยัพจะยอมกลับบ้านก็เกือบตีสาม ครั้นพอคืนต่อมาหญิงสาวก็ทำเช่นเดิมเป็นอย่างนี้ซ้ำๆ ตลอดทั้งอาทิตย์ อคิณเลือกที่จะไม่ถาม แต่แอบติดตามไปอย่างเงียบๆ ส่วนหนึ่งเพื่อความปลอดภัยแต่อีกส่วนหนึ่งเพราะอยากรู้ว่า พลอยพยัพทำอะไรอยู่กันแน่

เขาเดาว่า หล่อนคงเครียดและต้องการระบายออก แต่พอตกกลางวันหญิงสาวก็ทำตัวเหมือนปกติ หล่อนตื่นสายบ้างแต่ก็ใช้ช่วงเวลาอยู่บ้านนั่งคุยกับบิดาในห้องรับแขก  ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้นอคิณไม่เห็นเงาซ้อนทับบนร่างหล่อนอีก เขารู้เพียงแต่ว่าพลอยพยัพดูร่าเริงผิดสังเกต หล่อนเต้นรำตลอดทั้งคืน จะมีบ้างที่ท่าเต้นอันสุดวาบหวามทำให้พี่ชายที่หวงน้องสาวอดกลุ้มใจไม่ได้

ชายหนุ่มโทร.ไปปรึกษาจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลซึ่งหล่อนไปตรวจเมื่อวันก่อน ทางนั้นให้คำแนะนำมาว่า การที่พลอยพยัพเห็นเพื่อนตกตึกตายไปต่อหน้าต่อตา อาจทำให้หล่อนเครียดจึงระบายออกด้วยการเที่ยวกลางคืน

อคิณไม่กล้าบอกสิ่งนี้กับบิดาเพราะกลัวท่านจะเป็นห่วงและอาจสั่งห้าม การกักบริเวณพลอยพยัพอาจทำให้เรื่องราวแย่ลงไปอีก สุดท้ายเขาจึงเสียสละตัวเองเป็นบอดี้การ์ดแทน แต่ผลของการอดนอนทำให้เขาเกือบจะหลับกลางอากาศในประชุมกรรมการวันนี้

“คุณอคิณคะ ตรงนี้หมายความว่ายังไงนะคะ”

ชายหนุ่มสั่นศีรษะเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา เมื่อมองก็พบว่าเลขาฯ สาวที่ชื่อวรัญญากำลังยื่นกระดาษมาตรงหน้า เขาเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่พอมองกระดาษแผ่นตรงหน้าก็ยิ่งละอายใจ

“นี่ผมเขียนให้คุณงั้นหรือ”

เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่า ลายมือของตัวเองในกระดาษโย้เย้ไปมา แถมข้อความก็ยังวกวนสับสนจนจับความไม่ได้ คงเป็นเพราะความอ่อนเพลียที่เกิดขึ้น

“ค่ะ แต่ญ่าอ่านแล้วงงค่ะ ก็เลยเข้ามาถาม คุณอคิณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ ทำไมวันนี้ดูเพลียจัง”

“ผมคงง่วงน่ะ ถ้าไงคุณญ่าชงกาแฟให้ผมหน่อยนะครับ ผมคงนั่งทำงานต่อไม่ไหวแน่”

วรัญญามองแก้วกาแฟที่วางเรียงอยู่บนโต๊ะ ก่อนจะยิ้มออกมา

“คุณอคิณยังดื่มกาแฟไหวหรือคะ ญ่าชงกาแฟให้คุณวันนี้แก้วที่สี่แล้วนะคะ ญ่าว่ากลับไปนอนพักที่บ้านดีกว่าไหมคะ”

ชายหนุ่มมองหลักฐานที่วางเรียงกันอยู่บนโต๊ะ เขาเพิ่งจำได้ว่าตนดื่มกาแฟเข้มข้นไปสี่แก้วแล้วจริงๆ อย่างที่เลขาฯ สาวบอก ตอนนี้ร่างกายคงต้องการพักผ่อนมากกว่ารับสารกาเฟอีน

“เออ จริงด้วย ผมคงเหนื่อยจริงๆ นั่นละ”

“ความจริงวันนี้ไม่ได้มีประชุมอะไรอีกแล้วนะคะ คุณอคิณกลับไปพักที่บ้านดีกว่าค่ะ เดี๋ยวญ่าจะโทรเรียกคนรถให้”

“ไม่ต้องหรอก ผมขับเองได้”

เขาตัดสินใจลุกขึ้นแต่ผลจากความง่วงทำให้เซไป เลขาฯ สาวปราดเข้ามาประคอง หล่อนโอบเอวเขาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ เดินไหวไหม”

อคิณรับรู้ถึงความใกล้ชิด เขาเหลือบมองเลขาฯ สาว นับตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา วรัญญาคือคนที่รู้ใจมากที่สุดคนหนึ่ง ในด้านการทำงานหล่อนเป็นเลขาฯ ที่เก่งทำงานได้ดีไม่มีที่ติ อุปนิสัยส่วนตัวที่สุภาพเรียบร้อยทำให้เพื่อนร่วมงานในบริษัทต่างชื่นชอบเลขาฯ สาวเป็นอย่างมาก อคิณชอบการแต่งตัวของหญิงสาวที่ดูเก๋อยู่ในทีแต่ไม่โป๊อวดเนื้อหนังเหมือนผู้หญิงบางคน เขาลดสายตาลงมองวงหน้ารูปไข่ที่บัดนี้แดงระเรื่อเพราะตกอยู่ในอ้อมกอด

“ผมไม่เป็นไร สบายมาก”

วรัญญาเป็นฝ่ายคลายอ้อมแขนออก อคิณสังเกตว่าหญิงสาวกำลังเขิน ท่าทางแบบนี้ทำให้ดูน่ารักมากขึ้นไปอีก เขามั่นใจว่าหล่อนยังไม่มีแฟน ตอนเช้าวรัญญาจะมาถึงบริษัทแต่เช้าตรู่ ตกเย็นหล่อนก็อยู่เคลียร์งานจนมืดค่ำ นอกจากงานในหน้าที่ซึ่งไม่ขาดตกบกพร่องหล่อนยังดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับอคิณอีกด้วย หลายครั้งที่เขาไม่มีเวลาออกไปกินข้าวนอกบริษัท หญิงสาวก็จัดเตรียมของโปรดเอาไว้ให้ อาหารว่าง รวมถึงมื้อกลางวัน ชายหนุ่มไม่รู้ว่าหล่อนรู้ได้ยังไงว่า เขาชอบหรือไม่ชอบอะไร แต่ทุกครั้งที่อยู่กับหล่อนเขาก็รู้สึกมีความสุข

“เดินไหวแน่นะคะ”

“ไหวสิ ขอบคุณมากนะครับคุณญ่า ผมคงต้องไปพักผ่อนแบบที่คุณบอกจริงๆ ถ้าไงช่วยเคลียร์นัดลูกค้าให้ผมด้วย เอาไว้พรุ่งนี้ผมสัญญาว่าจะมาแต่เช้า”

“ทำไมต้องซีเรียสด้วยคะ ที่คุณอคิณทำทุกอย่างก็ดีมากแล้ว ไตรมาสนี้บริษัทเราทำกำไรเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเลยนะคะ แถมลูกค้าก็มากขึ้นด้วย”

“นี่คุณกำลังทำให้ผมเหลิงอยู่นะ เล่นชมกันซะขนาดนี้”

“ญ่าพูดความจริงค่ะ คุณอคิณเป็นคนเก่ง ทำได้ทุกอย่าง”

“ไม่ได้ทุกอย่างหรอกครับ บางอย่างผมก็ไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ อย่างกระดาษโน้ตแผ่นเมื่อครู่ไงครับ เขียนได้ลายมือไก่เขี่ยมาก เด็กอนุบาลอาจจะเขียนสวยกว่าด้วยซ้ำ” เขาพูดกลั้วหัวเราะพร้อมกับปล่อยมุก วรัญญาพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“ข้อนั้นญ่าเห็นด้วยค่ะ ญ่าจนปัญญาจริงๆ เพราะอ่านไม่ออก…งั้นคุณอคิณนั่งรอด้านหน้าก่อนนะคะ ญ่าจะโทรหาคนรถให้เดี๋ยวนี้เลยค่ะ”

“ครับ”

วรัญญ่าหันไปโทรศัพท์ หลังจากคุยกับคนขับรถอยู่ครู่หนึ่งก็หันมาหาอคิณที่นั่งรออยู่ หล่อนกดลิฟต์ให้ชายหนุ่ม

“เรียบร้อยนะคะ คนรถมาจอดรอหน้าตึกแล้วค่ะ คุณอคิณพักผ่อนเยอะๆ นะคะ แล้วก็อย่าลืมกินรังนกของญ่าด้วยนะคะ อ่อนเพลียอย่างนี้ถ้าดื่มรังนก รับรองสดชื่นแน่”

อคิณชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามออกมาอย่างสงสัย

“คุณญ่าทราบได้ยังไงครับว่า ผมยังไม่ได้กินรังนกที่ฝากไปให้”

วรัญญาหลุดยิ้มออกมา และพูด

“ญ่าเดาเอาน่ะค่ะ รังนกที่ญ่าซื้อมาเป็นเจ้าประจำที่ภาคใต้เลยนะคะ เวลาดื่มแล้วมักจะสดชื่นมาก ญ่าเห็นคุณอคิณดูอ่อนเพลียก็เลยเดาว่า น่าจะยังไม่ได้ดื่มจริงไหมล่ะคะ”

“ถูกของคุณครับ วันนั้นผมจะดื่มแต่พอดีรีบ ก็เลยให้ป้าอิ่มเอาเข้าตู้เย็นเอาไว้ก่อน พอวันต่อมาป้าอิ่มก็เลยเอาไปอุ่นให้คุณพ่อแทน”

เลขาฯ สาวส่งยิ้มหวาน เขาเพิ่งเห็นว่าหล่อนถือบางอย่างติดมือมาด้วยพร้อมกับส่งให้

“ไม่เป็นไรค่ะ ญ่าเข้าใจ วันนี้ญ่าเลยสั่งมาใหม่ให้คุณอคิณโดยเฉพาะเลยนะคะ ดื่มตอนร้อนๆ อร่อยมาก”

“เดี๋ยววันนี้กลับไปผมจะรีบจัดการเลยครับ ขอบคุณคุณญ่ามาก ไม่ได้คุณผมคงลำบากมาก คุณช่างเป็นเลขาที่ดีจริงๆ”

“แล้วอย่าลืมโบนัสของญ่านะคะ”

“ไม่ลืมแน่นอนครับ ไว้พบกันพรุ่งนี้”

อคิณส่งยิ้มหวานให้หญิงสาว วรัญญารอจนลิฟต์ค่อยๆ ปิดลง ใบหน้าของหล่อนก็แต้มไปด้วยรอยยิ้มกว้าง...

 

ตอนแรกอคิณตั้งใจว่าจะให้คนขับรถตรงไปที่บ้านเพื่อนอนพัก แต่บังเอิญได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการสาขาธนาคารที่เปิดใหม่เสียก่อน เกี่ยวกับเอกสารบางอย่างต้องการให้เขาเข้าไปตรวจดูโดยทันที เขาจึงสั่งให้รถเลี้ยวไปที่ห้างสรรพสินค้าทันที เมื่อไปถึงคนขับก็วนหาที่จอดแต่เนื่องจากคนแน่นมาก จึงต้องเลี้ยวออกไปจอดนอกตัวห้าง อคิณกำลังจะก้าวลงแต่คนรถก็ทักขึ้น

“คุณอคิณจะให้ผมทำยังไงกับรังนกนี้ดีครับ”

“เออ…ผมลืมไป เดี๋ยวผมถือลงไปด้วยดีกว่า อยู่ในรถคงร้อน ประเดี๋ยวรังนกจะเสียเปล่าๆ”

เขาหิ้วถุงรังนกที่วรัญญาแพ็กมาอย่างดีลงไปด้วย ปกติรังนกต้องเก็บในที่เย็นเพื่อป้องกันไม่ให้เสีย ยิ่งเป็นรังนกสดแบบนี้ เขามองเห็นความตั้งใจของอีกฝ่ายที่อุตส่าห์ซื้อของพวกนี้มาให้ ทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด เขายังจำสิ่งที่พลอยพยัพพูดได้

คุณญ่าเป็นเลขาที่ดีมากจริงๆ ค่ะ น่ารัก เรียบร้อย ไม่เหมือนคนอื่นที่คอยยั่วพี่เพชรอยู่เรื่อย

อคิณยอมรับว่า เขาเป็นคนมีกำแพงประมาณหนึ่ง อาจเพราะที่ผ่านมาชายหนุ่มไม่เคยมีแฟน สมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ มีเพื่อนในคลาสมาสนิทสนมด้วยแต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะขีดเส้นความสัมพันธ์ไว้แค่เพื่อน สำหรับเขาแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตก็คือ งาน

หน้าที่ในฐานะประธานบริษัทคือ ภาระอันหนักอึ้ง หลายครั้งที่เขารู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เขาไม่ต้องการให้บิดาต้องผิดหวัง ดังนั้นจึงต้องมุมานะให้มากขึ้น ฝึกฝนให้มากขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองทำได้ แต่หลายครั้งก็รู้สึกท้อจนอยากจะหยุดแต่ก็ต้องสู้ต่อไป วูบหนึ่งที่เขาอดคิดถึงผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมาไม่ได้ พักนี้เขาคิดถึงหล่อนบ่อย แต่เลือกที่จะไม่ไปหา เพราะกลัวว่าณิรินจะทักอะไรออกมา

ป่านนี้แผลจะหายหรือยัง หล่อนจะไปดูหมอที่ร้านตามเดิมแล้วหรือเปล่า ขณะกำลังคิดอย่างใจลอย ผู้จัดการสาขาธนาคารก็เดินออกมาหา อคิณเพิ่งเดินขึ้นบันไดเลื่อน เขาสังเกตว่าด้านล่างมีการออกร้านตลาดนัดเหมือนเมื่อวันนั้น

“คุณอคิณมาแล้ว ผมเตรียมเอกสารไว้ให้แล้วครับ เชิญทางนี้”

เขาเดินตามผู้จัดการเข้าไปด้านใน ชายหนุ่มสังเกตว่า ธนาคารแห่งนี้มีลูกค้าเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เพิ่งเปิดใหม่ อาจเพราะพนักงานกระฉับกระเฉงคอยต้อนรับลูกค้า ทุกคนต่างแบ่งหน้าที่กันทำ ฝ่ายสินเชื่อและฝ่ายกองทุนก็ระดมกันหาลูกค้า ส่วนพนักงานเคาน์เตอร์ก็บริการอย่างฉับไว

“คนเยอะมากนะครับ แสดงว่าลูกค้าเริ่มติดใจแล้ว”

“ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ นะครับ อันที่จริงต้องขอบคุณแคมเปญของบริษัทเรื่องเกี่ยวกับการเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากกับกองทุนดอกเบี้ยสูง ลูกค้าสนใจกันมาก”

การเปิดธนาคารนั้นสำคัญในตอนนี้คือ การเสนอขายกองทุนหรือบางครั้งก็มีประกันในรูปแบบต่างๆ และในช่วงที่ดอกเบี้ยบัญชีเงินฝากต่ำถึงขีดสุด บริการด้านที่ให้ดอกเบี้ยมากขึ้นจึงมีคนสนใจ ลูกค้าหลายคนมีเงินนอนแต่ต้องการผลตอบแทนโดยมีความเสี่ยงน้อยและไม่ต้องการซื้อหุ้นก็เลือกที่จะเอาเงินมาฝาก

“เป็นเพราะผู้จัดการต่างหากล่ะครับ ลูกค้าถึงได้เยอะขนาดนี้”

“ขอบคุณครับ เราพยายามทำให้เต็มที่ นี่ก็ให้พนักงานช่วยกันชวนลูกค้าซื้อกองทุน”

งานของธนาคารตอนนี้มักจะเป็นฝ่ายรุก เพราะงานธุรกรรมด้านการเงินมีการใช้อินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้งเข้ามาแทนที่ หลายคนเลือกใช้การโอนผ่านอุปกรณ์สื่อสารมากกว่ามาที่ธนาคาร หากจะมาก็ต้องบริการให้เร็วถึงจะได้ลูกค้า

“ดีแล้วครับ ช่วยๆ กัน “

“คุณอคิณลองดูตรงนี้หน่อยนะครับ ผมไม่แน่ใจว่ามีอะไรติดขัดหรือเปล่า”

ผู้จัดการยื่นเอกสารมาให้กับอคิณเป็นรายละเอียดของลูกค้าคนหนึ่งที่จะขออนุมัติ ชายหนุ่มก้มมองเอกสาร ก่อนจะหาวออกมา

“คุณอคิณง่วงหรือครับ อยากดื่มอะไรไหมครับ ข้างนอกมีร้านขายเครื่องดื่มพวกชา ลองดูไหมครับ ผมจะให้คนไปซื้อมาให้”

ผู้จัดการชี้มือไปที่ด้านนอกซึ่งมีการออกร้านของตลาดนัด มีร้านขายชาไข่มุกมาตั้งอยู่ ลูกค้าค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่สะดุดตาอคิณกลับไม่ใช่ร้านขายชาแต่เป็นโต๊ะเล็กๆ ที่ตั้งอยู่พร้อมกับเครื่องประดับ ร่างบางที่คุ้นตานั่งจับมือลูกค้าอยู่พร้อมกับแว่นขยายในมือ

“มีหมอดูมาดูดวงด้วยหรือครับ”

“ใช่ครับ เพิ่งมาได้สองวัน คนต่อคิวกันยาวเลยครับ ได้ข่าวว่าดูแม่นมาก”

 

“หน้าตาอย่างผมมีแววได้เจอเนื้อคู่บ้างไหมครับแม่หมอ”

น้ำเสียงยียวนจากชายหนุ่มทำให้ณิรินเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นใครก็ชักสีหน้าบึ้งทันที

“แกมาได้ยังไงไอ้ป๊อด”

หนุ่มตรงหน้าคือเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่เคยตามจีบณิรินอยู่พักใหญ่ แต่หล่อนไม่เล่นด้วย ปฏิพัทธ์เป็นคนดีแต่เจ้าชู้ นับตั้งแต่เข้าเรียนปีที่หนึ่ง เขาก็จีบนักศึกษาแทบทุกคณะ หลายคนที่หลงลมชายหนุ่มยอมเป็นแฟนและต้องช้ำใจไปก็มาก หลังจากผ่านไปครบปี สาวๆ ก็พากันรู้ทันไม่ยอมเล่นด้วย เมื่อเรียนจบปฏิพัทธ์จึงยังคงไม่มีแฟน

“เรียกไอ้เลยหรือ อย่างนี้มันไล่ลูกค้านี่หว่า”

ได้ทีชายหนุ่มก็พูดเป็นกันเอง ทั้งสองสนิทกันในฐานะเพื่อนแต่ที่ณิรินรำคาญคือ ชายหนุ่มชอบพูดจาเข้าทำนองหมาหยอกไก่อยู่เรื่อย

“ฉันไล่แก ไม่ได้ไล่ลูกค้าคนอื่น แกยังไม่บอกเลยว่า รู้ได้ยังไงว่าฉันอยู่ที่นี่”

“พี่แท่งบอก ว่าแกมาเปิดแผงหมอดูที่นี่”

ณิรินมาเช่าร้านในตลาดนัดได้สองวันแล้ว นั่นก็เพราะเจ้าของที่ในห้างสรรพสินค้าตัดสินใจไม่ต่อสัญญา อีกทั้งพักหลังหล่อนปิดร้านบ่อย ยิ่งมาหัวแตกไม่สบายจึงไปดูดวงไม่ไหว ครั้นพอให้ปู่ไปขายเครื่องประดับแทนลูกค้าเลยพากันหนีหาย ดังนั้นเมื่อเจ้าของที่บอกเลิกสัญญา หล่อนจึงต้องหาที่ทำมาหากินใหม่

“เออ…คิดแล้วเชียว ฉันไม่น่าเลย น่าจะบอกพี่แท่งไม่ให้บอกแก”

“อะไรวะณิ แฟนอุตส่าห์มาหาทั้งทีทำเป็นหน้าบูดหน้าบึ้ง อย่าคิดนะว่าจะทิ้งฉันได้ง่ายๆ ฉันไม่ยอมนะโว้ย คนเขาเป็นลูกมีพ่อมีแม่”

ปฏิพัทธ์โวย ณิรินผลักอกเพื่อนอย่างแรง

“อย่ามาตีเนียน ฉันไม่หลงกลหรอก ถามจริงๆ ไม่เบื่อบ้างหรือ จีบดะไปทั่วแบบนี้ น่ารำคาญ”

ชายหนุ่มตรงหน้าทำหน้าจ๋อย ก่อนจะทรุดตัวลงบนเก้าอี้

“ไม่เล่นก็ได้ แค่นี้ทำเป็นหงุดหงิด ก็คิดถึงเลยแวะมาหา ได้ข่าวว่าแกปิดร้านเก่าแล้ว”

“เออ…ก็อย่างที่พี่แท่งเล่านั่นละ รายได้ไม่พอจ่ายค่าเช่า แต่ที่นี่ก็ดี ค่าเช่าถูกหน่อย ถ้าวันไหนทำไม่ไหว ก็มีคนคอยรับช่วงต่อบางวัน”

“แกคิดจะดูดวงกับขายสร้อยหินไปอย่างนี้ตลอดเลยหรือไง”

“ก็ใช่สิ หรือแกจะให้ฉันไปทำงานบริษัทล่ะ”

หญิงสาวเคยไปสมัครงานในสาขาที่เรียนมา แต่ก็ประสบปัญหาคือโดนวิญญาณตามหลอน ส่วนใหญ่ต้องการให้ณิรินช่วยแก้ปัญหาบางอย่างให้ แต่พอหล่อนเอ่ยปากขึ้นทุกคนก็คิดว่า หญิงสาวบ้าเสียอย่างนั้น

“ฉันเข้าใจเลย งานสมัยนี้หายากจะตาย ไม่อย่างนั้นปีๆ หนึ่งจะมีบัณฑิตตกงานกันเยอะแยะหรือ บางคนต้องไปทำงานกวาดถนนด้วยซ้ำ”

“สำหรับฉันงานอะไรก็ได้ป๊อด ขอให้มีงาน มีเงินเลี้ยงดูปู่ได้ ฉันก็พอใจแล้ว”

“แต่งงานกับฉันไหมล่ะ ให้ฉันหาเลี้ยงแกเอง” ได้ทีเพื่อนหนุ่มก็หยอด ณิรินหน้าบึ้ง ปล่อยหมัดชกที่หัวไหล่อย่างแรงจนอีกฝ่ายร้องโอย

“พอๆ เลย อย่ามาทำเนียน ฉันไม่ชอบ ถ้าคิดจะอยากคุยกันต่อละก็ ห้ามจีบ รำคาญ”

ปฏิพัทธ์ยื่นมือมากุมมือหญิงสาวพร้อมอ้อน

“จะไม่ใจอ่อนสักหน่อยหรือ ตอนนี้ฉันทำงานแล้วนะโว้ย”

“งานอะไรของแก”

“ฉันเป็นเซลส์ขายรถ”

“แล้วทำไมวันนี้ไม่ทำงาน ออกมาป้อสาวได้ยังไง” ณิรินค่อน

“ทำแล้ว เพิ่งขายได้สิบคันรวด”

หญิงสาวขมวดคิ้วมองเพื่อนชายอย่างสงสัย ในยุคนี้เศรษฐกิจไม่ดี เงินทองก็หายาก จะมีคนไหนซื้อรถถึงสิบคันได้งั้นหรือ

“รถอะไรของแก ไอ้ป๊อด นี่อำกันอยู่ใช่ไหม”

“รถไถ…นี่ไง ลูกค้าเพิ่งจะทำสัญญากันเมื่อตะกี้นี้เอง เดินออกไปนู่น”

เขาชี้ไปทางธนาคารที่เปิดใหม่ ณิรินมองตามคนที่เป็นลูกค้าของปฏิพัทธ์คือ เศรษฐีของจังหวัดอุทัยธานี สวมเสื้อราชปะแตนสีเหลือง บนคอกับข้อมือใส่สร้อยทองเส้นโตมาก

“อ๋อ ที่แท้แกเป็นเซลส์ขายรถไถน่ะหรือ ฉันก็คิดว่ารถสปอร์ตหรือว่ารถอีโก้คาร์อะไรทำนองนั้น”

“ไม่ใช่หรอก แค่อำแกเล่นขำๆ ฉันต้องไปแล้วณิ แวะมาทักทายนิดหน่อย พอดีผ่านมาทางห้างนี้พอดี ถ้ามีอะไรให้ช่วยละก็ ฉันยังใช้เบอร์เดิมนะ”

พูดจบชายหนุ่มก็ถือโอกาสโอบไหล่เข้ามา ณิรินหน้าบึ้งผลักออกและปัดอย่างรังเกียจ

“ไปไกลๆ เลย ฉันเกลียดแกที่สุด ไอ้คนชอบแต๊ะอั๋งผู้หญิง ใช้ไม่ได้เลย” ณิรินบ่นแบบไม่จริงจังนัก หล่อนหัวเราะอย่างขำๆ รอยยิ้มชะงักค้างเมื่อเห็นว่าใครอีกคนกำลังเดินออกมาจากธนาคารพร้อมกับยิ้ม...

 

หญิงสาวรีบแขวนป้ายว่า พักไปเข้าห้องน้ำ เพราะต้องการหนีหน้าไม่พบกับอคิณ แต่พอเดินเลี้ยวไปตามทางเดินกลับพบว่า มีเสียงฝีเท้าไล่ตามมาสุดท้ายจึงหยุดเดิน

“คุณตามฉันมาทำไม”

ชายหนุ่มสวมสูทสีน้ำเงินเข้มเสริมให้ดูหล่อเหลาเช่นเดิม แต่สิ่งที่ทำให้ณิรินอ้าปากค้างกลับเป็นกลุ่มควันสีดำที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก พอเห็นหล่อนควันเหล่านั้นก็ลอยถอยห่างไป หมอดูสาวรีบควานหายันต์ในกระเป๋าและกำเอาไว้ หล่อนบริกรรมคาถาครู่เดียวควันถอยห่างออกไปอีก แต่คงเป็นเพราะคำสั่งของใครบางคนทำให้พวกมันไม่แยกย้ายกันไปแต่ยังคงโรยตัวอยู่รอบๆ

“ผมแวะมาทำธุระที่ธนาคาร แล้วเห็นคุณก็เลยเข้ามาทัก ตอนนี้ไม่ได้ไปเปิดร้านแล้วหรือ”

“ไม่…ฉันจะปิดหรือเปิดมันเกี่ยวอะไรกับคุณด้วย”

“ผมถามดีๆ ทำไมต้องหงุดหงิดด้วยล่ะ หรือว่าทะเลาะกับแฟนมา เห็นคุยกันสนิทสนมเลยนะ” ชายหนุ่มเย้าแต่สีหน้าเขาไม่ได้ยิ้มไปด้วย ณิรินหน้าบึ้ง

“เขาไม่ใช่แฟนฉัน เราเป็นแค่เพื่อน”

“เพื่อนกันต้องจับมือ โอบไหล่กันด้วยหรือ แปลกดีนะ”

“นี่คุณอคิณ ถึงคุณจะช่วยพาฉันไปส่งโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ใช่ว่าคุณจะมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของฉันได้นะ ฉันกับป๊อดจะเป็นอะไรหรือเปล่า ไม่เกี่ยวกับคุณ”

“ผมก็แค่เป็นห่วง อยากมาดูว่าแผลหายดีหรือยัง”

ณิรินเลิกผมที่ปรกตรงหน้าผากขึ้นให้ชายหนุ่มดู รอยแผลเริ่มจางแต่ยังคงมีรอยแดงจากไหมที่เย็บอยู่ เขาสังเกตว่าวันนี้หมอดูสาวแต่งหน้าอ่อนๆ หญิงสาวไม่เหมือนกับผู้หญิงที่เคยเจอเพราะณิรินทาแค่แป้งฝุ่นเบาๆ กับทาลิปกลอสเท่านั้น

“พอใจไหม ถ้างั้นก็ไปได้แล้ว”

“ทำไมต้องไล่ผมอยู่เรื่อย ผมมันน่ารังเกียจนักหรือไง”

ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิด แต่พอเผชิญหน้ากัน หญิงสาวก็ได้กลิ่นบางอย่าง หล่อนทำจมูกฟุดฟิดก่อนจะมองไปรอบๆ

“คุณเหยียบถูกขี้หมามาหรือเปล่า”

อคิณส่ายหน้า ยกรองเท้าสองข้างขึ้นมาดู แต่ไม่มีร่องรอยอะไร

“เปล่านี่...คุณได้กลิ่นอะไรงั้นหรือ”

หญิงสาวยื่นหน้าเข้ามาชิด แท้จริงคือต้องการหาต้นตอของกลิ่น หล่อนแน่ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่พอเลื่อนหน้าเข้ามาก็พบว่า กลิ่นนั้นมาจากกระเป๋าเสื้อของชายหนุม ณิรินกลั้นใจ

“ขอโทษนะ ฉันขอดูหน่อย”

อคิณผงะถอยหนี แต่ณิรินกลับจับแขนชายหนุ่มไว้ข้างหนึ่งเพื่อไม่ให้เขาถอยไปจากหล่อนก่อนจะล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อสูทที่คาดว่าเป็นต้นตอของกลิ่น ผ้าที่ลักษณะเหมือนผ้าดิบแต่มีตัวอักษรยึกยือเขียนอยู่จนเต็ม ณิรินก้มหน้าลงก่อนจะผงะ ก่อนจะยื่นมือออกไปจนสุดแขนเพราะทนความเหม็นไม่ไหว

“นั่นอะไร ทำไมผมไม่เห็นได้กลิ่นเลย”

เขายื่นหน้าไปจนชิดแต่กลับไม่ได้กลิ่นอะไรเลย อคิณไม่รู้ตัวเลยว่าการใกล้ชิดจะทำให้เขาได้กลิ่นบางอย่างจากกายสาวแทน คงเป็นแป้งเด็กที่หญิงสาวใช้ น่าแปลกที่เขารู้สึกว่าชอบกลิ่นนี้มากกว่าน้ำหอมราคาแพงจากหญิงสาวคนอื่นเสียอีก

“ฉันต่างหากที่ต้องถามว่า คุณได้ของนี้มาจากไหน” ณิรินตัดสินใจโยนผ้าชิ้นนั้นลงในถังขยะหน้าห้องน้ำ หล่อนไม่แน่ใจว่าของสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับวิญญาณที่ตามอคิณหรือเปล่า

“ผมไม่ได้ไปไหนเลย แค่เข้าบริษัท แล้วก็มาที่นี่ เมื่อครู่ก็นั่งในห้องกับผู้จัดการ”

“ผู้จัดการสาขางั้นหรือ?

ณิรินจำได้ว่า ผู้จัดการสาขาธนาคารแห่งนี้เป็นชายอายุประมาณสี่สิบ แต่งตัวดี ท่าทางค่อนข้างเรียบร้อย เพราะอะไรเขาถึงได้มีของทำนองนี้อยู่ แต่ที่แปลกใจยิ่งกว่าคือ เขาเอาของแบบนี้มาให้กับอคิณทำไมหญิงสาวตัดใจเข้าไปในห้องน้ำ ใช้กระดาษห่อเอาไว้และพันทับด้วยยันต์ของปู่ เคราะห์ดีวันนี้หล่อนมียันต์มาหลายแผ่น ตอนแรกณิรินตั้งใจว่าจะโยนทิ้งลงถังขยะแต่จำได้ว่า ปู่ว่าของแบบนี้ไม่ให้ทิ้งสุ่มสี่สุมห้า

อาจมีคนเก็บไปและได้รับอันตราย แต่เมื่อเดินกลับออกมาก็ได้กลิ่นประหลาด ณิรินทำจมูกฟุดฟิด ก้มมองและพบว่า ชายหนุ่มถือถุงบางอย่างออกมาด้วย

“ในถุงนั่นอะไรหรือ”

“รังนก ทำไมหรือ”

“ขอฉันดูหน่อย” หญิงสาวรับไป หล่อนสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง ก่อนที่จะเอ่ยกับอคิณ

“ฉันขอได้ไหม เผอิญฉันอยากกิน”

“ขอกันดื้อๆ อย่างนี้เนี่ยนะ เมื่อครู่นี้เพิ่งไล่ผมไปหยกๆ ชายหนุ่มอมยิ้ม ณิรินรู้ว่าเขาไม่ได้โกรธแต่แค่แกล้งหล่อนเท่านั้น หล่อนเพิ่งเคยเห็นท่าทางสบายๆ ของชายหนุ่มเป็นครั้งแรก หล่อนเดาว่าผู้จัดการสาขาคงให้ชายหนุ่มมาเหมือนกัน จึงอยากขอสิ่งนี้ไปตรวจสอบดู

“เอาน่า คุณเองก็เป็นสุภาพบุรุษไม่ใช่หรือ แถมยังรวยล้นฟ้า แค่รังนกแค่นี้คุณจะซื้อดื่มเมื่อไหร่ก็ได้ เอาเป็นว่า ถุงนี้ยกให้ฉัน”

อคิณหรี่ตามองอย่างครุ่นคิด สุดท้ายก็ยิ้มออกมา

“ก็ได้ แต่ผมมีข้อแม้ วันนี้คุณต้องไปกินข้าวกับผมสักมื้อ ผมมีเรื่องสำคัญอยากจะถามคุณ”  

 

ณิรินไม่คิดไม่ฝันว่า วันหนึ่งจะได้มานั่งกินข้าวกับอดีตหนุ่มสุดฮอตของโรงเรียนสองต่อสอง หญิงสาวยอมรับว่า เขาดูเป็นอะไรที่ไกลเกินเอื้อมมากๆ

อคิณเปรียบเสมือนเจ้าชาย เหมือนยานอวกาศ เหมือนของที่อยู่สูงมากและแตะต้องไม่ได้ สมัยเรียนหล่อนได้แต่แทรกตัวอยู่ข้างสนามมองเขากับพิธานตีเทนนิสแต่ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเสนอตัวออกไปแถวหน้า ณิรินพอใจที่ได้แอบมอง แอบส่งดอกไม้ให้แม้ว่าเขาจะไม่เคยรู้ก็ตาม

“จะนั่งเหม่ออีกนานไหม หลับในหรือไงคุณ”

จู่ๆ ชายหนุ่มที่นั่งเงียบมาตั้งแต่ต้นก็ถามขึ้นทำเอาหญิงสาวที่กำลังใจลอยพานสะดุ้ง  ก็ใครใช้ให้เขาหล่อเลิศเลอเพอร์เฟกต์ขนาดนี้ล่ะ ในฐานะลูกชายของเจ้าของบริษัทที่มีสินทรัพย์เป็นพันๆ ล้าน แถมยังเป็นเจ้าของบริษัทประกันภัยและธนาคารอีกหลายแห่ง และตอนนี้เขาก็กำลังรับช่วงต่อกิจการของบริษัทรับตำแหน่งแทนบิดา หญิงสาวเคยคิดว่า เขาคงกินแบตเตอรี่เป็นอาหารคล้ายพวกหุ่นยนต์อัจฉริยะจึงเก่งแทบทุกอย่าง

“ใครบอกว่าฉันเหม่อ…ฉันกำลังเจริญอาหารอยู่ต่างหาก”

คนมีพิรุธรีบตักอาหารเข้าปากและเคี้ยว อคิณมองอาหารหลายจานบนโต๊ะแล้วยิ่งประหลาดใจ เขาให้ณิรินเป็นคนสั่งอาหาร เพราะวันนี้สมองตื้อคิดอะไรไม่ออก แต่ที่น่าแปลกก็คือ อาหารทุกอย่างล้วนแต่เป็นของโปรด

“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมชอบกินอะไร”

“เฮ้ย…ฉันไม่รู้ ก็สั่งไปมั่วๆ อย่างนั้นละ อย่ามาตู่นะ”

หญิงสาวรีบหลุบตาลง แต่อคิณไม่ยอมปล่อยให้คนปากแข็งอย่างหล่อนลอยนวลจึงคาดคั้น

“อย่าโกหกว่าบังเอิญเพราะผมไม่เชื่อ คุณรู้ว่าผมชอบอะไรและเกลียดอะไร ไม่อย่างนั้นคงไม่กำชับกับแม่ครัวเสียละเอียดยิบอย่างนี้หรอก”

ณิรินถอนหายใจ ชายหนุ่มคงไม่รู้ว่าตัวเองป๊อปปูลาร์ในโรงเรียนขนาดไหน ถึงขนาดที่ว่ามีลิสต์ให้บรรดาสาวๆ ที่แอบหลงรักเจ้าชายน้ำแข็งได้รู้ว่า เขาเกลียดต้นหอมเพราะมันมีกลิ่นแรง แต่ชอบทานปลาแทบทุกชนิด ดังนั้นตอนสั่งอาหารหญิงสาวจึงบอกรายละเอียดทุกอย่างกับบริกร

“โอเค ฉันยอมรับว่ารู้ แต่ไม่ใช่ฉันคนเดียวนะ คนทั้งโรงเรียนก็รู้กันหมด”

หญิงสาวเล่าเรื่องที่มีการแชร์ข้อมูลว่า ชายหนุ่มชอบอะไรไม่ชอบอะไร อีกทั้งอุปนิสัยชายหนุ่มเป็นยังไง

“ผมดังขนาดนั้นเลยหรือ”

“ก็ประมาณหนึ่ง อย่าบอกนะว่าคุณไม่เคยรู้”

“ก็พอรู้บ้าง แต่ไม่คิดว่าจะถึงขนาดนี้”

“คุณคงไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้สินะ ทั้งที่เด็กสาวเกือบทั้งโรงเรียนต่างก็หลงรักคุณ ทุกคนพยายามทำให้คุณพอใจ”

ใบหน้าของคนตรงหน้าแปรเป็นบึ้ง ณิรินจับความรู้สึกได้ว่าเขากำลังหงุดหงิด แต่หล่อนไม่แคร์ นี่คือ ความอัดอั้นที่เก็บมาตลอด อคิณคงไม่รู้หรอกว่า การที่ต้องเฝ้ามองของขวัญที่ตัวเองตั้งใจมอบให้ถูกคนขับรถโกยไปใส่หลังรถ ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มจะเปิดดูของเหล่านั้นหรือไม่ บางทีเขาอาจจะขนไปทิ้งหรือบริจาคที่ใดที่หนึ่งก็เป็นได้

“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง รับรักผู้หญิงทั้งโรงเรียนเลยไหม ถึงจะถือว่าผมแคร์”

ณิรินสบตาชายหนุ่ม หล่อนเห็นถึงความว้าเหว่ในดวงตาคู่นั้น น่าแปลกที่คนซึ่งมีเพียบพร้อมทุกอย่างแต่กลับไม่กล้าสนิทสนมกับใคร หญิงสาวเคยได้ยินว่าแม่ของชายหนุ่มเสียชีวิตไปแล้ว เขาโตมากับแม่นมและพี่เลี้ยง เพราะเหตุนี้หรือเปล่า เขาถึงไม่เคยวางใจใครอย่างแท้จริง

“ก็ไม่ต้องถึงขนาดนั้น แค่บอกให้ทุกคนรู้บ้างว่า คุณเองก็ซาบซึ้งกับสิ่งที่พวกเขาตั้งใจมอบให้”

“ผมก็อยากนะ แต่ผมยุ่งเกินไป คุณคงไม่รู้หรอกว่า การที่พ่อผมอยากให้ผมรับตำแหน่งต่อจากท่าน ผมต้องทนรับแรงกดดันมหาศาลขนาดไหน เวลาว่างผมต้องเรียนหนังสือ เรียนภาษาและก็เรียนรู้เรื่องธุรกิจ เพราะมันคือทุกอย่างในครอบครัวของเรา”

หญิงสาวเพิ่งได้ยินอีกแง่มุมหนึ่งจากปากชายหนุ่มเป็นครั้งแรก การเกิดมาบนความคาดหวังก็เท่ากับแบกภาระอันหนักอึ้งเอาไว้ เพราะเหตุนี้หรือเปล่า เขาถึงไม่เคยตอบรับไมตรีใครมาก่อน

“ฉันยังคิดว่า คุณเอาเวลาไปเที่ยวเมืองนอกเสียอีก”

“เปล่าเลย ทุกครั้งที่ว่าง ผมต้องเรียนรู้ทุกอย่างที่จำเป็น หนังสือที่ผมต้องอ่านแต่ละวันมีเยอะมาก คุณคงไม่รู้ว่า ผมรู้สึกกดดันมากขนาดไหน”

“ฉันขอโทษนะที่เข้าใจคุณผิด”

อคิณยิ้มจนเห็นฟันขาวเรียงเป็นระเบียบ

“งั้นก็เลี้ยงข้าวผมสักมื้อสิ เพื่อเป็นการขอโทษ อย่างมื้อนี้เป็นต้น”

ณิรินที่อ้าปากค้าง หล่อนมองอาหารที่ถูกสั่งมาเต็มโต๊ะ ยิ่งคิดถึงราคาที่อยู่ท้ายรายการอาหารเมื่อครู่ก็แทบจะเป็นลม จึงเอ่ยเสียงอ่อย

“ไม่ไหวหรอกคุณ ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้น ค่าขายของกับดูดวงวันนี้ยังไม่รู้จะพอค่าเช่าแผงหรือเปล่าเลย คนยิ่งตกงานอยู่”

“อ๋อ สรุปว่าที่สั่งเยอะเพราะคิดว่า ผมจ่ายแน่”

“ก็ทำนองนั้น”

หญิงสาวหน้าสลด พยักหน้าอย่างยอมรับ อคิณอมยิ้ม พูดกลั้วหัวเราะ

“ผมล้อเล่นน่า แค่อยากแกล้งคุณ คุณสุขรวีเคยบอกผมว่า คุณทำงานหาเงินไปให้ปู่ใช่ไหม”

“ใช่ ฉันเหลือปู่เป็นญาติสนิทแค่เพียงคนเดียว ฉันไม่อยากให้ปู่ต้องทำงานหนักอีก สมัยเรียน ท่านคอยช่วยฉันทุกอย่าง ตอนนี้ฉันเรียนจบแล้วก็เลยอยากช่วยบ้าง”

“ผมเข้าใจ เอาเป็นว่า มื้อนี้ผมจ่ายเองก็แล้วกัน เพื่อตอบแทนที่คุณช่วยเอาของไปจากผม”

ณิรินนิ่งไปอย่างใช้ความคิด กำลังหาทางตอบแทนชายหนุ่ม เมื่อมองไปนอกหน้าต่างร้านก็พบว่า บรรดาวิญญาณยังคงเกาะอยู่ด้านนอก พวกมันอาจจะได้รับคำสั่งให้ติดตามชายหนุ่ม เพราะเหตุนี้เองรักกับยมถึงได้พูดว่าชายหนุ่มมีวิญญาณติดตาม แต่จะทำเช่นไร หญิงสาวนึกถึงตัวช่วยสุดท้าย หล่อนเหลือยันต์อีกเพียงแผ่นเดียวจึงตัดสินใจล้วงมือเข้าไปหยิบออกมา  

“แต่ฉันมีบางอย่างให้คุณ”

หญิงสาววางยันต์ลงบนโต๊ะ เอ่ยน้ำเสียงเรียบ

“ฉันรู้ว่าคุณคงปฏิเสธ ฉันไม่ถามหรอกว่าตอนที่คุณเอาพระไปแล้วคุณได้เห็นอะไรบ้าง ฉันอยากขอให้คุณรับยันต์จากปู่ไป ของชิ้นนี้จะทำให้คุณได้พบคำตอบที่คุณตามหา”

“คุณรู้ได้ยังไงว่า ผมอยากจะถามอะไร”

“ฉันรู้ คุณไม่ใช่คนแรกหรอกที่ไม่เชื่อเรื่องผีและวิญญาณ ฉันเองก็ไม่เชื่อ จนได้เจอกับตัวเอง แต่มีวิญญาณคอยจ้องเล่นงานครอบครัวคุณจริงๆ อย่างเรื่องของแพทริกก็ไม่ใช่อุบัติเหตุ และยันต์นี้จะช่วยคุณได้”

อคิณนิ่งไป เขายังลังเล ชายหนุ่มสบตาหญิงสาว

“คุณให้ผมเพราะเราเป็นเพื่อนกันใช่ไหม”

“ใช่…ฉันเคยอยากเป็นเพื่อนกับคุณ แต่คุณอาจจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับแม่หมอกระจอกๆ อย่างฉันก็เป็นได้”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้ม ณิรินถึงกับตาพร่าไปในทันที ยามอคิณยิ้มโลกสว่างไสว ความรู้สึกเมื่อเห็นเงาตนสะท้อนในดวงตาชายหนุ่มช่างเป็นความสุขที่ยากจะอธิบาย หล่อนเคยฝันว่า เขาจะมองด้วยสายตาชื่นชมแต่ทั้งหมดคงเป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ถึงยังไงชายหนุ่มก็ไม่มีวันชายตามองหล่อน

“ทำไมผมจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับคุณล่ะ”

“ถ้าใช่คุณก็ควรรับยันต์นี้ไป ฉันเหลือแผ่นสุดท้ายแล้วนะ”

อคิณวางมือแปะลงบนหลังมือจนแนบสนิท ณิรินอ้าปากค้างกับกิริยาอันแสนใกล้ชิด สมองเริ่มว้าวุ่นไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย…

นี่อคิณจับมือหล่อนงั้นหรือ… บ้าน่า ณิ เพ้อเจ้อ เขาแค่จะหยิบยันต์ต่างหาก

หญิงสาวสะดุ้ง หน้าแดง ค่อยๆ ถอนมือออกและวางยันต์ไว้บนโต๊ะแทน

“ฉันหวังว่า คุณคงจะได้ประโยชน์จากมันนะ ฉันจะคอยเอาใจช่วยคุณกับครอบครัวให้ผ่านเรื่องร้ายๆ ทุกอย่างไปได้ ถ้ามีอะไรที่ฉันพอจะช่วยได้ คุณแวะมาที่นี่ได้เสมอ”

Don`t copy text!