บุษราอาฆาต บทที่ 16 : คนที่ต้องถูกคิดบัญชี

บุษราอาฆาต บทที่ 16 : คนที่ต้องถูกคิดบัญชี

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-16-

 

นาวารับสร้อยบุษราคัมนั้นมาอย่างงงๆ หล่อนจำแม่เลี้ยงของพลอยพยัพได้เป็นอย่างดี เพราะเคยแอบนินทากับเพื่อนซี้เป็นประจำ นับตั้งแต่คุณพิรัชต์แต่งงานใหม่กับผู้หญิงคราวลูก พลอยพยัพก็ไม่พอใจเพราะคิดว่าแม่เลี้ยงจะมาผลาญสมบัติ อีกทั้งยังหลอกให้คุณพิรัชต์ซื้อข้าวของราคาแพงให้ แต่ครั้นพอพูดเรื่องนี้ท่านก็โกรธมาก พลอยพยัพจึงเงียบเสีย ตลอดเวลาที่นางแบบสาวคอยทำตัวเป็นคลื่นใต้น้ำคอยหาโอกาสเล่นงานแม่เลี้ยง แต่จนแล้วจนรอดชีวิตคู่ของคุณพิรัชต์กับนิรัชชาก็ยังคงราบรื่น นั่นเพราะนิรัชชาดูแลพิรัชต์เป็นอย่างดี เขาจึงทั้งรักทั้งหลง ปรนเปรอแม่เลี้ยงสาวด้วยข้าวของต่างๆ นานา แถมยังทำเครดิตการ์ดให้ ครั้งล่าสุดที่คุยกันพลอยพยัพบ่นว่า แม่เลี้ยงนั้นใช้เงินมือเติบมาก พิรัชต์ต้องคอยจ่ายค่าบัตรเดือนละเป็นจำนวนหกหลัก แต่เพราะอะไรวันนี้คนซึ่งไม่ถูกกัน กลับเป็นฝ่ายเอาสร้อยบุษราคัมของเพื่อนสาวมาให้

นาวาควรจะคิดหาเหตุผลต่อ แต่เพราะความงามสะดุดตาของอัญมณีทำให้คิดอะไรไม่ออก หญิงสาวเคยอยากได้บุษราคัมเม็ดนี้มานานมากแล้ว จนถึงกับให้ช่างจิวเวลรีที่สนิทกันช่วยหาเม็ดขนาดใกล้เคียงให้ แต่ผ่านไปหลายเดือนก็ยังไม่มีความคืบหน้า ครั้นจะขอยืมแต่พลอยพยัพก็ไม่ยอมเพราะหวงมาก

หล่อนไม่ได้เจอกับเพื่อนสาวมาสักพักใหญ่แล้ว หลังจากแพทริกเสียชีวิต สื่อแทบทุกสำนักต่างขุดคุ้ยความสนิทสนมของพลอยพยัพกับหนุ่มลูกครึ่งออกมาตีแผ่เพื่อเชื่อมโยงหาสาเหตุการตาย นอกจากภาพแล้วยังมีคลิป อย่างล่าสุดก็มีคลิปที่พลอยพยัพไปเต้นรำอย่างสุดเหวี่ยงกับชายหนุ่มอีกห้าคนในผับหลุดออกมาด้วย ชื่อเสียงของนางแบบสาวตอนนี้ค่อนข้างฉาวโฉ่ นาวาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนสาว เพราะเท่าที่หล่อนรู้ พลอยพยัพเกลียดแพทริก อีกทั้งที่ผ่านมาพลอยพยัพไม่ใช่คนชอบเที่ยว แม้หล่อนจะเอาแต่ใจแต่ไม่ใช่คนปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบในคลิป

หล่อนยอมรับว่าคิดถึงพลอยพยัพ ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกันมาหลายปีแล้วรวมถึงวิกานดา แต่บิดากำชับนักหนาว่าให้อยู่ห่างเพื่อนสาวจนกว่าข่าวจะเงียบเพราะอาจส่งผลต่อธุรกิจ ดังนั้นเมื่อเพื่อนรักส่งข้อความมาหล่อนจึงตอบไปว่า อยู่ต่างประเทศ แต่พอนิรัชชายื่นสร้อยพร้อมจี้มาให้ก็ยิ่งประหลาดใจ

พลอยให้เอามาให้คุณ

แม่เลี้ยงสาวพูดสั้นๆ หลังจากนั้นก็เดินจากไปไม่บอกอะไรอีก นาวาคิดจะโทร.ไปถามแต่พอมองบุษราคัมน้ำงาม ความอยากได้ อยากมีก็บดบังทุกอย่าง หล่อนแค่อยากลองสวมจี้ดูสักครั้งเท่านั้น ครั้งก่อนนั้นพลอยพยัพเคยใส่มาอวด แต่พอหล่อนขอลองบ้างเพื่อนสาวก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย

หญิงสาวประคองจี้บุษราคัมขึ้นอย่างเบามือ แสงของมันยามสะท้อนกับไฟในล็อบบีของโรงแรมยิ่งเจิดจ้า นาวาไม่เคยเห็นอัญมณีน้ำงามเช่นนี้มาก่อน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกหลงใหล หล่อนยกมันขึ้นดู อัญมณีน้ำงามเปล่งประกายเหมือนกำลังโบกมือทักทายหล่อน บางอย่างกำลังดึงดูดให้ยกขึ้นมาใกล้ แม้ตอนนี้นาวาจะได้ไพลินน้ำงามจากพม่ามา แต่ไม่มีอะไรสู้อัญมณีเม็ดนี้ได้เลย

สวยจริงๆ เลย น้ำงาม แทบไม่มีตำหนิ

หล่อนเผลอจ้องเข้าไปในเหลี่ยมและมุมที่ถูกเจียระไนอย่างประณีต แต่พอมองเข้าไปก็รู้สึกว่า แสงสีเหลืองเปล่งประกายมากขึ้นเรื่อยๆ นาวามองอย่างหลงใหล พึมพำกับตัวเอง

สวย…สวยมาก แบบนี้เองยายพลอยถึงได้หวงนัก

“มันเป็นของเธอต่างหาก บุษราคัมเม็ดนี้คู่ควรกับเธอมากกว่านะนาวา”

นาวาสะดุ้ง มองไปรอบๆ แต่กลับไม่เห็นใคร เมื่อเงี่ยหูฟังก็พบว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ บางทีเสียงนี้อาจจะมาจากก้นบึ้งของหัวใจ มือที่ถือสร้อยสั่น ภายในใจกำลังโต้เถียงกัน

เธอไม่ได้ขโมยมานี่ นิรัชชาเอามาให้เอง เธอก็แค่เก็บมันไว้ชั่วคราว

“สวมมันสินาวา เธอไม่อยากรู้หรือว่า มันจะสวยแค่ไหนเวลาอยู่บนคอของเธอ”

นาวาจ้องมองจี้เหมือนคนละเมอ หล่อนไม่รู้ตัวเลยว่าเผลอยกสร้อยขึ้นมาและสวมลงไปบนคอตน หญิงสาวเดินตรงไปหากระจก มองเงาสะท้อน ยิ่งอยู่ท่ามกลางแสงไฟแบบนี้ บุษราคัมก็ยิ่งเปล่งประกายมากขึ้น

สวยมาก สร้อยนี้เหมาะกับฉันจริงๆ ด้วย

หล่อนยิ้มมองเงาตนในกระจก ไม่เคยเห็นตนสวยสะดุดตาอย่างนี้มาก่อน เพราะสร้อยเส้นนี้ทำให้หล่อนสวยกว่าผู้หญิงทุกคนบนโลก นาวายิ้มด้วยแววตาของผู้ได้รับชัยชนะ

“ใช่…เหมาะมาก บุษราคัมนี้จะทำให้เธอเป็นที่หนึ่ง”

นาวาคลี่ยิ้มมองเงาสะท้อนในกระจก หล่อนกำลังตกอยู่ในภวังค์จนไม่ทันระแวงว่า มีเงาของผู้หญิงอีกคนยืนซ้อนทับอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของหญิงสาวแสยะยิ้มก่อนที่เงานั้นจะค่อยๆ เคลื่อนเข้าผสานเป็นร่างเดียวกับนาวา คนถูกสะกดชะงักค้างมองเงาที่ค่อยๆ ผสานเป็นร่างเดียวกับตน บุษราคัมเม็ดเดิมเปล่งประกายเจิดจ้าเมื่อดวงตาของนาวากลายเป็นสีเหลืองอำพันหมดทั้งสองดวง...

 

เก็จแก้วเป็นลูกสาวคนเดียวของนักธุรกิจชื่อดังในภาคใต้ บิดาของหล่อนมีกิจการหลายอย่างทั้งเรือประมง ทั้งรีสอร์ต หลังจากมารดาเสียชีวิตลงลูกสาวจึงถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ เวลาเก็จแก้วจะไปไหนแต่ละที หล่อนจะมีบอดี้การ์ดเดินตามเป็นขบวน หญิงสาวเปลี่ยนคู่ควงเป็นว่าเล่นเพราะเป็นคนขี้เบื่อ จนกระทั่งได้มาเจอกับสีหราช

เขาเป็นคนหล่อ หน้าตาดี แถมยังเป็นลูกชายของนายตำรวจใหญ่ ที่สำคัญคือกระเป๋าหนัก จ่ายไม่อั้น ไม่ว่าเก็จแก้วจะขออะไรชายหนุ่มก็ซื้อประเคนให้ทุกอย่าง หญิงสาวรู้สึกเหมือนตนเป็นเจ้าหญิงเพราะสีหราชเอาใจเก่ง เขาแทบไม่เคยขัดใจหล่อนเลยสักครั้ง ทั้งสองคบกันมาได้สองเดือนแล้วและเป็นช่วงเวลาที่เก็จแก้วมีความสุข วันนี้ทั้งคู่นัดกันที่โรงแรมสุดหรูย่านใจกลางเมืองในกรุงเทพฯ ตั้งใจว่าหลังจากกินข้าวก็จะพากันไปฟังเพลงต่อ

ร่างอวบอัดสวมชุดเดรสดำสั้นกุดเผยให้เห็นเรียวขาเนียน เก็จแก้วสวมรองเท้าส้นสูงสี่นิ้ว ใบหน้ารูปไข่ที่ผ่านมีดหมอมาไม่รู้ต่อกี่ครั้ง หล่อนต้องบินไปถึงเกาหลีเพื่อให้แพทย์จัดการกับดั้งจมูกและตา กว่าจะได้ใบหน้าสุดแสนเพอร์เฟกต์นี้มา สีหราชมักชมว่าหล่อนสวยเหมือนตุ๊กตา เมื่อเข้ามาถึงล็อบบี้ของโรงแรมก็สอดส่ายสายตาหาแฟนหนุ่ม เขาไม่เคยผิดนัดแถมยังมักจะมานั่งรอก่อนเวลา

แต่วันนี้แปลก เก็จแก้วโทร.หาแฟนหนุ่มแต่เขาไม่รับ

“ไปไหนของเขานะ หรือว่ายังไม่มา” หญิงสาวกอดอกหน้าบึ้ง หล่อนไม่ชอบคนมาสาย คู่เดตของหล่อนควรจะมานั่งรอ บอดี้การ์ดสองคนรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาดุดันพูดขึ้น

“เดี๋ยวผมสองคนออกไปดูให้ไหมครับคุณหนู อาจจะเพิ่งจอดรถ”

“ก็ดี ถ้าเจอแล้วรีบมาบอกด้วย ฉันจะนั่งรอตรงนี้”

เก็จแก้วเดินไปนั่งรอตรงโซฟา ระหว่างนั้นก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่นไปด้วย ไม่นานบอดี้การ์ดสองคนก็เดินกลับมา

“รถจอดอยู่แล้วนะครับคุณหนู เห็นยามที่เฝ้าบอกว่ามาถึงสักพักแล้ว เอ…หรือว่าจะรออยู่ในห้องอาหาร”

หญิงสาวลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้องอาหารแต่ไม่พบ แต่จังหวะที่เดินผ่านผับที่อยู่ตรงชั้นเดียวกัน สายตาก็เหลือบไปเห็นแฟนหนุ่มพอดิบพอดี อะไรคงไม่แย่เท่ากับว่าสีหราชไม่ได้อยู่คนเดียว แต่มีหญิงสาวอีกคนนั่งอยู่ด้วย ทั้งสองแทบจะก่ายเกยอยู่บนตัวกันและกัน ต่างแลกจูบกันนัวเนีย มือไม้ปัดป่ายไปบนตัวกันและกัน ความอดทนของเก็จแก้วขาดผึง มือไม้สั่น

“กล้าดียังไงถึงทำแบบนี้”

หล่อนหูอื้อตาลาย ปราดเข้าไปหาแฟนหนุ่มทันที ก่อนจะกระชากเส้นผมของฝ่ายหญิงดึงอย่างแรง คนไม่ทันตั้งตัวเสียหลักร่วงลงพื้นก้นจ้ำเบ้า สีหราชหน้าซีดเผือดละล่ำละลัก

“เก็จ”

“คุณทำอย่างนี้ได้ยังไงคะสิงห์ เก็จบอกแล้วไงว่าเกลียดผู้ชายเจ้าชู้ แต่คุณยังมาทำนิสัยมั่วไม่เลิกแบบนี้เก็จไม่ยอมนะ”

“ใจเย็นๆ เก็จ ผมอธิบายได้ คือว่าคุณผู้หญิงคนนี้เขา…”

สีหราชหันไปทางหญิงสาวอีกคน หล่อนเพิ่งจะดันตัวลุกขึ้นจากพื้น แต่สีหน้ากวนประสาทต่างหากที่ทำให้เก็จแก้วยิ่งโกรธ นาวาโผเบียดกายมาเกาะแขนชายหนุ่มพร้อมกับยิ้ม

“ทำไมไม่บอกคนของคุณไปล่ะคะว่า คุณเบื่อดอกไม้พลาสติกจะแย่แล้ว คืนนี้คุณจะค้างกับฉัน” นาวาเอ่ยขึ้น

“แกว่าอะไรนะ…ใครจะค้างกับแก” เก็จแก้วหันไปหาสีหราชเพื่อคาดคั้นเอาความจริง ไม่จริงใช่ไหมคะสิงห์ นังนี่มันโกหกใช่ไหม มันเป็นใคร สิงห์ไปรู้จักกับมันได้ยังไง”

“แหม…ทำเป็นรับไม่ได้ ก็เมื่อครู่นี้แฟนเธอเพิ่งบอกฉันเองว่า เบื่อซิลิโคนของเธอแล้ว ไหนจะเสริมนู่นดึงนี่ สู้ฉันไม่ได้ ของแท้ทั้งตัว”

นาวาลอยหน้าลอยตายั่ว เก็จแก้วโกรธจัดปราดเข้ามาหา หล่อนเงื้อมือตบแต่นาวารอจังหวะอยู่แล้วจึงหลบและตบกลับ รอยแดงเต็มฝ่ามือปรากฏที่ใบหน้าของหญิงสาวทันที

“แก...กล้าตบฉันหรือ”

“ฉันจะทำมากกว่านี้ ถ้าขืนแกยังกล้าเข้ามาอีก ทำไม รับไม่ได้หรือที่ถูกแฟนเท หล่อนควรจะชินได้แล้วย่ะ แม่ซิลิโคน”

“กรี๊ดนังบ้า นังหน้าด้าน นี่ผัวฉันนะ เขานัดกับฉันแล้ว”

“งั้นหรือ แต่เขาเบื่อหล่อนแล้วทำยังไงดีล่ะ เสียใจด้วยนะ”

นาวาปราดเข้าไปคล้องแขนสีหราช แต่อีกฝ่ายคงรู้ฤทธิ์เดชแฟนสาวเป็นอย่างดีจึงรีบสะบัดมือออก ส่ายหน้า

“คุณไปเถอะ คืนนี้ผมไม่ว่างแล้ว”

“หมายความว่ายังไงคะสิงห์ นี่คุณยังจะนัดกับมันอีกหรือ ก็ดี งั้นเราสองคนเลิกกัน ต่อไปนี้ไม่ต้องมาให้เก็จเห็นหน้าอีก”

สีหราชปราดเข้าไปง้อแฟนสาวเพราะรู้ฤทธิ์เดชเป็นอย่างดี ขณะที่นาวายกมือกอดอก

“โถๆๆ กลัวจนมือไม้สั่น ว่าแต่คุณกลัวบอดี้การ์ดหรือว่ากลัวฤทธิ์เดชแม่ดอกไม้พลาสติกคนนี้กันแน่”

“นี่คุณ…ผมบอกให้พอยังไงล่ะ ผมผิดเอง ไม่น่าคุยกับคุณเลย ตอนนี้แฟนผมมาแล้ว ผมไม่อยากเจอคุณอีก รีบไปเสีย”

“ปอดแหกก็ไม่บอก ฉันไปก็ได้ ไม่เห็นสนุกเลย เจอผู้ชายที่หัวหดเหมือนเต่าในกระดองแบบนี้ ไม่แมนเลย”

นาวาคล้องกระเป๋าเดินจากไป เก็จแก้วโกรธจนตัวสั่น หล่อนหน้าบึ้งมองแฟนหนุ่ม

“คุณทำอย่างนี้ได้ยังไง นอกใจเก็จได้ยังไง แล้วยังไปเล่าเรื่องของเราให้มันฟังอีก คุณเห็นเก็จโง่ใช่ไหม”

“ไม่ใช่นะเก็จ ผมไม่รู้เรื่องด้วยจริงๆ จู่ๆ ผู้หญิงคนนั้นก็เดินมานั่งตักผม ไอ้ผมเป็นผู้ชายจะให้ถอยได้ยังไง”

“เออ…ดีนะ ขอให้ไม่มีหางคุณก็ได้หมด ทุเรศที่สุด เก็จเกลียดคุณ พอกันที เราเลิกกัน”

“ไม่เอาน่าที่รัก ผมขอโทษ ผมผิดเอง ก็ผู้หญิงคนนั้นมายั่วผมก่อน ผมรักคุณคนเดียว”

เก็จแก้วจ้องหน้าแฟนหนุ่ม นัยน์ตาวาววับ

“รักหรือ….ถ้าฉันเชื่อคุณก็โง่น่ะสิ พอกันทีไอ้ผู้ชายลวงโลก ไปตายเสียไป”

หญิงสาวหยิบกระเป๋าถือฟาดใส่หน้าสีหราชอย่างแรงจนเขาเซไป ก่อนจะข่วนหน้าชายหนุ่มอีกรอบ สีหราชสูดปากด้วยความเจ็บ

“ผมเจ็บนะเก็จ

“เจ็บก็ดี นี่ยังน้อยไป สำหรับฉันคนที่กล้าทำให้ฉันเจ็บ มันต้องเจ็บยิ่งกว่า”

เก็จแก้วหันไปหาบอดี้การ์ด หญิงสาวแค่นเสียงเหี้ยมเกรียม

“พวกแกรู้ใช่ไหมว่า ต้องทำยังไง”

ทั้งสองพยักหน้าอย่างรู้ทัน แสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

“ทราบครับ พวกผมสองคนจะจัดการทุกอย่างให้คุณหนูเอง”

 

นาวาคงไม่รู้ตัวว่ากำลังกระตุกหนวดเสือ หล่อนเดินออกจากโรงแรมด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ ไม่รู้เป็นยังไงวันนี้หล่อนถึงรู้สึกว่าอยากเที่ยวให้สนุกสุดเหวี่ยง หญิงสาวไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เดินเข้าไปหาสีหราช แต่หล่อนชอบที่เขาคุยเก่ง เอาใจ บางอย่างในตัวหล่อนกำลังเรียกร้องให้ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต หูสองข้างได้ยินคำพูดบางอย่างที่ปลุกเร้าความรู้สึกภายในให้โลดแล่น ขณะเดียวกันความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็พลอยหายไปด้วย หล่อนกำลังถูกควบคุม!

ตั้งแต่เล็กจนโต หล่อนเหมือนลูกคุณหนู แม้ยามที่ไปเรียนต่างประเทศหล่อนก็ไม่เคยมั่ว หญิงสาวเคยมีแฟนคบกันไม่กี่เดือนก็เลิก หลังจากนั้นหล่อนก็ครองตัวเป็นโสด เสียงจากด้านในบอกว่า

“เธอต้องเลิกใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ไม่เห็นหรือ เมื่อครู่นี้มันสะใจขนาดไหน”

หญิงสาวรู้สึกว่า ภายในตัวมีพลังไหลเวียนอยู่ในตัว หล่อนยังไม่เหนื่อยและอยากหาที่สนุกต่อ จึงขับรถไปที่ผับประจำของตน เมื่อเครื่องดื่มอำพันไหลลงคอนาวาก็คึกคักยิ่งกว่าเดิม หล่อนเต้นรำอย่างสุดเหวี่ยง รู้สึกว่ารอบตัวมีแต่ผู้ชายหน้าตาดีด้วยกันทั้งนั้น พวกเขามองหล่อนด้วยความชื่นชม อาจเพราะบุษราคัมเม็ดนี้ทำให้ดูสวยกว่าเดิม ผ่านไปหลายชั่วโมงสองขาก็เมื่อยล้า นาวาจึงตัดสินใจกลับบ้าน หญิงสาวจอดรถไว้ในซอย เนื่องจากเป็นเวลาตีหนึ่งแล้วจึงไม่ค่อยมีคนเดินผ่านไปมา ขณะเดินก็ได้ยินเสียงฝีเท้าพอหันไปก็พบว่ามีชายสองคนสวมชุดสีดำกำลังตามมา สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย

“พวกแกต้องการอะไร”

หญิงสาวกระชับกระเป๋าถือในมือ เพราะคิดว่าอีกฝ่ายเป็นโจรต้องการวิ่งราวทรัพย์สิน แต่พอทั้งคู่เดินเข้ามาใกล้ถึงจำได้ว่าเป็นชายสองคนที่เดินตามผู้หญิงที่โรงแรมเมื่อหัวค่ำต่างหาก หล่อนควรจะกลัวเมื่ออันตรายมาถึงตัว แต่ไม่รู้อะไรดลใจถึงได้เอ่ยออกไป

“อ๋อ…ที่แท้ก็หมามีเจ้าของ แล้วเจ้านายแกล่ะ หายไปไหนแล้ว”

“รู้ตัวไหมว่าเล่นอยู่กับใคร”

นาวาเบ้หน้า ยืนกอดอก

“ไม่รู้…และก็ไม่สนด้วย แค่นี้ใช่ไหม หลีกไป ฉันจะกลับบ้าน”

มือหนาเอื้อมมาจับที่ข้อมือ นาวาสะบัดแต่ชายอีกคนก็ก้าวเข้ามาหา หล่อนอ้าปากจะร้องแต่โดนชายอีกคนปิดปากไว้ เสียงจึงอู้อี้

“แกจะทำอะไรฉัน”

“กลัวหรือ ถ้ากลัวก็อย่าแส่หาเรื่องอีก อย่างนี้เขาเรียกว่า คนรนหาที่”

นาวาดิ้นแต่ถูกชายคนหนึ่งล็อกแขนสองข้างไว้ เมื่อหล่อนทั้งเตะและถีบก็โดนบอดี้การ์ดคนหนึ่งชกเข้าที่ท้อง ร่างเพรียวทรุดฮวบลง ก่อนที่ชายอีกคนจะโน้มตัวลงมาและกระชากผมขึ้น

“จำเอาไว้ว่า สีหราชคือผู้ชายของคุณหนูเก็จแก้ว แกห้ามยุ่ง”

อะไรบางอย่างดลใจให้นาวาตอบออกไปโดยที่หล่อนไม่รู้ตัว

“ฉันจะยุ่ง มีอะไรไหม”

บอดี้การ์ดแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม มือบีบตรงคางหญิงสาวเอาไว้ มืออีกข้างควักมีดพกข้างเอวออกมา

“ปากเก่งดีนักนะ กล้ายุ่งก็ต้องโดนสั่งสอน จะได้รู้เสียบ้าง”

มีดคมปลาบถูกควักออกมาจากข้างเอว นาวากรีดร้องทันทีเมื่อรู้ว่าภัยมาถึงตัว หล่อนส่ายหน้าพยายามลุกขึ้นแต่บอดี้การ์ดกลับกดหล่อนให้นอนหงายลงบนพื้น

“กะ…แกจะทำอะไร

“ทำอะไรน่ะหรือ ก็ทำให้แกไม่มีหน้าไปอ่อยผู้ชายหน้าไหนแล้วยังไงล่ะ”

มีดคมปลาบจ่อมาตรงหน้า หญิงสาวร้องกรีด หล่อนยกเท้าขึ้นถีบแทนแต่กลับถูกบอดี้การ์ดผลักอกให้นอนหงาย ส่วนอีกคนนั่งคร่อมหล่อนไว้เพื่อตรึงขาไม่ให้ดิ้น คนถือมีดคว้าเส้นผมขึ้นมากระจุกหนึ่ง เมื่อเห็นมีดที่เลื่อนเข้ามาใกล้ หญิงสาวจึงร้องเสียงหลง

“อย่า…อย่าทำฉัน…ไม่…ไม่เอา”

บอดี้การ์ดหัวเราะอย่างสะใจ เขาตวัดมีดนั้นจนเฉือนเส้นผมของนาวา ปอยผมกระจุกใหญ่ร่วงลงพื้นและคว้าอีกปอยทำเช่นเดียวกัน หญิงสาวพยายามปัดป้องแต่แรงที่กดมากกว่าจึงได้แต่ดิ้น

“กรี๊ด…ไม่นะ…ผมฉัน…ไม่…อย่าทำ”

“แค่นี้ยังไม่พอ อย่างแกต้องโดนมากกว่านี้ ปากเก่งดีนัก”

บอดี้การ์ดหยิบไฟแช็กขึ้นมาจากกระเป๋าพร้อมกับจุดไฟ นาวากรีดร้องน้ำตาไหลพราก หล่อนรู้ว่า กำลังจะโดนทำอะไร เส้นผมคือชีวิตของหล่อน มือหนาบีบคางให้อยู่นิ่งและจ่อไฟแช็กเข้ากับปลายผมกระจุกใหญ่ หญิงสาวได้กลิ่นเหม็นไหม้โชยมาเข้าจมูก เกิดความกลัวที่สุดในชีวิตเมื่อเห็นไฟไหม้เส้นผมของตน

ภาพบางอย่างในอดีตซ้อนทับกัน มันคือความทรงจำที่หล่อนพยายามจะลืม ครั้งหนึ่งสิ่งนี้ก็เคยเกิดขึ้นแต่ต่างกันตรงที่ว่าหล่อนเป็นผู้กระทำ

“ไม่…ไม่เอา…อย่าทำฉัน…ได้โปรด”

“รู้จักกลัวด้วยหรือ แล้วทีฉันทำไมแกถึงไม่หยุด”

เสียงดังจากที่ไหนก็ไม่รู้ นาวามองไปรอบๆ แต่ไม่พบคนอื่น เบื้องหน้ามีแค่บอดี้การ์ดสองคน ขนตามตัวลุกชันเมื่อคิดถึงสิ่งที่พลอยพยัพพูดในวันงานคืนสู่เหย้า ว่าเห็นผีบุษยามณี หรือว่าเด็กคนนั้นตายไปแล้วและต้องการแก้แค้น หล่อนยังจำเสียงร้องของเด็กนักเรียนคนนั้นได้เป็นอย่างดี เสียงช่างน่าสงสารไม่ต่างจากสภาพของหล่อนในตอนนี้

“ฉันขอโทษ อย่าทำฉันเลย”

“กลัวเป็นแล้วหรือ นึกว่าแกว่งปากเป็นอย่างเดียว ไม่ต้องห่วง แกจะแค่เสียโฉมแต่ไม่ถึงกับตาย”

เสียงทุ้มของชายฉกรรจ์ที่ถือไฟแช็กดึงนาวากลับมาสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง แต่เป็นความจริงที่โหดร้ายเมื่อเห็นไฟแช็กยื่นเข้ามาใกล้หน้า หล่อนดิ้นรนเป็นครั้งสุดท้าย แต่ถูกชายคนเดิมบีบคางเอาไว้ ก่อนจะจ่อไฟที่ร้อนจัดเข้าตรงหน้าผาก หญิงสาวกรีดร้อง เพิ่งรู้ว่าคนที่กลัวที่สุดในชีวิตรู้สึกยังไง เสียงที่เปล่งออกไปทั้งแหบแห้งและหวาดกลัว

“ไม่…อย่าทำฉัน…อย่าทำฉันเลย…ฉันขอโทษ”

 

มารดาของนาวามีชื่อว่า นารีรัตน์ เป็นแม่บ้าน หล่อนคอยดูแลลูกขณะที่บิดาของนาวาเป็นนักธุรกิจที่มีฐานะร่ำรวย เมื่อได้รับข่าวร้ายของลูกสาวจึงรีบตามมาที่โรงพยาบาลทันที ร่างของนาวาถูกพบอยู่ในซอยข้างผับ ผมถูกกล้อนและส่วนใหญ่ถูกจุดไฟเผา หล่อนมีแผลไหม้ตามตัวหลายแห่ง แต่ส่วนที่ฉกรรจ์ที่สุดกลับเป็นตรงหน้าผากที่เป็นรอยยาว

ไม่มีใครรู้ว่านาวาโดนใครทำร้ายเพราะไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์ แถมกล้องวงจรปิดตรงซอยนั้นก็เกิดเสียอีก หญิงสาวอยู่ในสภาพขวัญเสีย ร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว แพทย์ต้องฉีดยาระงับประสาทเพื่อให้สงบลง คนป่วยนอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยฤทธิ์ยา พยาบาลช่วยเปลี่ยนเสื้อและถอดเครื่องประดับออก และนำของทั้งหมดมาให้กับมารดาของหญิงสาว

“นี่คือของคุณนาวาค่ะ ขอรบกวนคุณแม่เซ็นชื่อรับด้วยนะคะ ดิฉันเห็นสร้อยนี้น่าจะเป็นของมีราคาก็เลยเอามาฝากไว้ก่อน”

“จี้บุษราคัม”

นารีรัตน์ไม่เคยเห็นสร้อยพร้อมจี้เส้นนี้มาก่อน แต่อาจเพราะลูกสาวมีเครื่องประดับจำนวนมาก อย่างล่าสุดก็เพิ่งสั่งทำไพลินจากร้านจิวเวลรีแห่งหนึ่ง บิดาของนาวามีฐานะร่ำรวย ดังนั้นเรื่องที่ลูกสาวจะใช้จ่ายฟุ่มเฟือยจึงไม่มีใครตำหนิเรื่องนี้

“นี่ของนาวาหรือคะ”

“ใช่ค่ะ เธอสวมสร้อยเส้นนี้อยู่ ส่วนนี่ก็คือกระเป๋าสะพายและกระเป๋าเงิน คุณแม่ช่วยตรวจดูแล้วเซ็นรับด้วยค่ะ”

ข้าวของมีค่าทุกอย่างอยู่ครบ ตำรวจจึงมั่นใจว่าการโดนทำร้ายครั้งนี้ไม่ใช่การชิงทรัพย์แต่เป็นการแก้แค้น หลังจากสอบถามข้อมูลจากเบอร์ติดต่อในโทรศัพท์ก็ได้ความว่า เมื่อตอนหัวค่ำหญิงสาวไปที่โรงแรมแห่งหนึ่งแต่เพื่อนเกิดยกเลิกนัดกะทันหัน นาวาจึงมาเที่ยวผับแทน ไม่มีใครรู้ว่าหล่อนมากับใคร บริกรให้การว่า หล่อนเต้นรำอย่างสุดเหวี่ยง มีผู้ชายมากหน้าหลายตา แต่ไม่ได้มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับใคร ครั้นพอตำรวจสอบถามไปทางโรงแรมเดิมก็ได้ข้อมูลบางอย่าง ทีมสอบสวนกำลังขยายผลสืบสวนต่อ

“ฉันจะเก็บไว้ให้ลูกสาวเอง ตอนนี้เธอเป็นยังไงบ้างคะ”

“เธอกลัวมากค่ะ พูดแต่ว่า ผีมาแก้แค้น ซ้ำๆ อยู่แบบนี้”

“ผีหรือคะ”

“คนไข้เคยเสพยาบ้างหรือเปล่าคะ”

“ไม่นะคะ ลูกสาวดิฉันไม่ได้ติดยาแน่นอน เราเป็นครอบครัวที่อบอุ่น นาวาก็เป็นเด็กดีมากด้วย”

มารดาดูแลลูกสาวอย่างใกล้ชิด แต่บิดาเท่านั้นที่ไม่ค่อยมีเวลาเพราะต้องทำธุรกิจและกลับบ้านดึก ตอนนี้หล่อนไม่มีแฟน มีแต่เพื่อนสนิทคือพลอยพยัพและวิกานดาเท่านั้น แต่พักหลังห่างๆ กันไปเพราะอีกฝ่ายมีเรื่อง

“ค่ะ ทางคุณหมอจำเป็นต้องตรวจไปตามระเบียบค่ะ ตอนนี้ขอให้คุณนาวาได้พักผ่อนก่อนนะคะ ถ้าคุณแม่มีอะไรให้ดิฉันช่วย กดกริ่งเรียกได้เลยนะคะ”

“ได้ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”

พยาบาลสาวเดินจากไป ภายในห้องจึงเหลือเพียงสองคน นารีรัตน์มองเห็นสภาพของบุตรสาวก็อดน้ำตาซึมไม่ได้ ผมถูกกล้อนจนแทบหมดหัวแถมบางส่วนยังถูกเผา ตำรวจพบไฟแช็กตกอยู่ในซอยจึงคาดว่าน่าจะเป็นการแก้แค้น ทีมสอบสวนตั้งปมชู้สาวไว้เป็นอันดับแรก แพทย์แจ้งว่ารอยที่ถูกไฟไหม้อาจเป็นแผลเป็น ปกติลูกสาวเป็นคนรักสวยรักงาม หากตื่นขึ้นมาคงจะรับไม่ได้เป็นแน่

ขณะนั่งกุมมือลูกสาว จู่ๆ นารีรัตน์ก็รู้สึกบางอย่างขึ้นมา นับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในโรงพยาบาลแล้วหล่อนก็รู้สึกแปลกๆ ยิ่งพอพยาบาลเอาสร้อยพร้อมจี้มาให้ก็รู้สึกขนลุกซู่ หล่อนเป็นคนมีสัมผัสพิเศษ หลายครั้งที่เวลาไปทำบุญที่วัด มักจะรู้สึกขนตรงท้ายทอยลุกชันเวลากรวดน้ำ หรือบางครั้งเวลาเข้าไปในพื้นที่ซึ่งเป็นซากปรักหักพังหรือบ้านเก่าก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้

สายตาเหลือบไปมองของที่ถูกบรรจุอยู่ในถุงพลาสติก ด้วยความสงสัยจึงตัดสินใจหยิบจี้บุษราคัมออกมา ประกายของมันสะท้อนกับไฟกลางห้องคนป่วย ต้องยอมรับว่าบุษราคัมเม็ดนี้น้ำงามจริงๆ แต่บางอย่างทำให้รู้สึกอึดอัดและกลัวควบคู่ไปด้วย

ไม่มีอะไรหรอกน่า ก็แค่จี้บุษราคัม

หล่อนพึมพำกับตัวเอง ตาจ้องมองเข้าไปในเหลี่ยมคม แต่แล้วกลับรู้สึกเหมือนเห็นดวงตาจ้องมองกลับมา นารีรัตน์สะดุ้งรีบเก็บจี้บุษราคัมใส่ถุงตามเดิมแล้วนำไปใส่ไว้ในตู้เซฟโรงพยาบาล แต่ความรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองก็ยังไม่หายไป

น่าแปลกที่หล่อนรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้อยู่ตามลำพัง แต่มีสายตาหลายต่อหลายคู่อยู่ด้วย จู่ๆ ก็มีบางอย่างแวบผ่านหลังไป นารีรัตน์หันขวับไปที่ปลายเตียง แต่กลับพบเพียงผ้าม่านที่สั่นไหว เมื่อมองไปก็พบว่าเป็นแค่ลมจากเครื่องปรับอากาศที่พัดผ่านพอดี นารีรัตน์ทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาสำหรับญาติเฝ้าคนป่วย ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมแต่แล้วกลับได้ยินเสียงดังข้างหู

“หึ หึ”

ขนกายพลันลุกชันขึ้นมาอีกรอบ หล่อนเหลียวมองไปรอบๆ อย่างหวาดกลัว ความรู้สึกเหมือนกำลังตกอยู่ภายใต้สายตาที่แอบมองอย่างประสงค์ร้าย นารีรัตน์ตัดสินใจประนมมือสวดมนต์ แต่แล้วเสียงก็ดังข้างหูอีกครั้ง

“หึ หึ”

หล่อนขนลุกซู่ บอกตัวเองว่าไม่ต้องกลัวแล้วสวดมนต์ต่อ แต่แล้วความรู้สึกนั้นก็ยังไม่หายไปเหมือนมีบางอย่างต้องการขู่ให้กลัว สุดท้ายจึงตัดสินใจดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมจนมิดหัว อากาศในห้องเย็นยะเยือกกว่าที่เคยทั้งที่หรี่แอร์จนสุด คนไม่กลัวผีเหงื่อแตกพลั่กอยู่ใต้ผ้าห่ม พึมพำว่า

“สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยดิฉันด้วย ขอให้เช้าเร็วๆ แล้วดิฉันจะไปทำบุญกรวดน้ำให้นะ”

Don`t copy text!