บุษราอาฆาต บทที่ 17 : แก้แค้น

บุษราอาฆาต บทที่ 17 : แก้แค้น

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-17-

 

นารีรัตน์นอนไม่หลับตลอดทั้งคืน แต่ก็ไม่กล้าลืมตาเพราะกลัวว่าจะเห็นภาพอันน่าสะพรึงกลัว ปกติหล่อนไม่ใช่คนกลัวผีแต่ครั้งนี้ต่างออกไป หล่อนมั่นใจว่าสิ่งที่อยู่ในห้องต้องการข่มขู่และทุกอย่างต้องเกี่ยวข้องกับจี้บุษราคัมนี้อย่างแน่นอน อัญมณีน้ำงามหลายเม็ดมีอาถรรพณ์ อย่างเพื่อนของหล่อนก็เคยซื้อทับทิมจากพม่าแล้วมีเจ้าของเก่าตามมาทวงคืน นารีรัตน์ตั้งใจว่ารอให้นาวาฟื้นแล้วจะรีบสอบถามความจริง แต่แล้วเสียงกรี๊ดของลูกสาวก็ทำให้สะดุ้ง

“นาวา ลูกเป็นยังไงบ้าง”

นาวาผุดลุกขึ้นมองไปรอบห้องด้วยความหวาดระแวง เหงื่อกาฬเปียกจนชุ่ม พอเห็นว่ามารดาเฝ้าอยู่ก็โผเข้ากอด

“แม่คะ…หนูกลัว…พวกมันทำร้ายหนู”

“ไม่มีอะไรแล้ว ลูกปลอดภัยแล้ว”

นารีรัตน์กอดบุตรสาวเอาไว้ นาวาลูบหน้าตนแต่มือคงไปสัมผัสกับผ้าก๊อซถึงได้ตกใจ

“หน้าหนู…หน้าหนูเป็นอะไรคะแม่ ทำไมมีผ้าก๊อซ”

“แค่แผลนิดหน่อยเองลูก ไม่ต้องกลัวนะ หมอสมัยนี้เก่งมาก ยังไงก็รักษาได้ แม่จะพาหนูไปรักษาที่เกาหลี”

“แม่หมายความว่ายังไง หน้าหนูเป็นอะไรคะแม่ ทำไมต้องไปเกาหลีด้วย” หญิงสาวเสียงสั่น คงเริ่มรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นกับตน นารีรัตน์ปลอบต่อ

“ไม่ต้องเครียดนะ ตอนนี้ลูกต้องพักผ่อนก่อน ไหนบอกแม่สิว่าใครทำร้ายลูก ตำรวจกำลังตามหาตัวคนร้ายมาลงโทษ ถ้านาวาหายตกใจแล้วลูกต้องเล่าทุกอย่างให้คุณตำรวจฟังนะคะ”

แม้มารดาจะพยายามปลอบแต่หญิงสาวไม่มีสมาธิที่จะฟังอีกต่อไปแล้ว หล่อนเป็นห่วงเรื่องผ้าก๊อซมากกว่า

“หนูขอกระจกหน่อยค่ะแม่”

“แม่ไม่มีกระจกหรอก ลูกต้องนอนพัก เชื่อแม่สิ”

“ไม่ หนูไม่นอน หนูจะดู แม่เอากระจกมาเดี๋ยวนี้นะ”

ร่างเพรียวลูบมือไปตามเส้นผมที่เคยนุ่มสลวยแล้วก็ตกใจสุดขีด หล่อนพยายามดึงผมตนเองเหมือนที่เคยทำแต่กลับพบว่ามันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว บางส่วนเว้าแหว่ง บางส่วนก็สั้นกุด ยิ่งเมื่อลูบมือไปก็ตกใจสุดขีด คนป่วยรีบกระโดดลงจากเตียง

“ลูกทำอะไรนาวา แม่บอกว่าให้นอนพักไงล่ะ”

หญิงสาวไม่ฟังอีกแล้ว หล่อกระชากสายน้ำเกลือออกโดยไม่สนใจคำทัดทานของมารดาแล้ววิ่งไปที่ห้องน้ำเพื่อดูกระจก แต่พอเห็นภาพสะท้อนก็กรีดร้องอย่างสุดเสียง

“ผะ...ผมหนู ทำไมเป็นอย่างนี้ ทำไมคะแม่”

นาวาน้ำตาไหลพราก ใช้มือปิดปากตนจ้องมองเงาในกระจก ภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้คือ หญิงสาวที่มีผมเว้าๆ แหว่งๆ แถมบางส่วนยังถูกไหม้จนขอดติดหนังศีรษะอีกด้วย นาวากระชากผ้าก๊อซที่ปิดอยู่ออก พอเห็นแผลที่อยู่ด้านในก็ร้องไห้โฮ โดยเฉพาะตรงหน้าผากซึ่งเป็นแนวยาวพอสมควรทีเดียว

“กรี๊ด…ไม่นะ...ทำไมเป็นอย่างนี้”

นารีรัตน์กอดลูกสาวเอาไว้เพื่อปลอบ

“ใจเย็นๆ นะลูก ทุกอย่างรักษาได้ แม่คุยกับหมอแล้ว เราจะหาหมอพลาสติกเก่งๆ มาช่วยลูก ลูกจะสวยเหมือนเดิม”

“ไม่จริง…เป็นไปไม่ได้ หนูกลายเป็นผีไปแล้ว เป็นเพราะมัน...เป็นเพราะมันคนเดียว มันแก้แค้นหนู” นาวาละล่ำละลักชี้เงาตนในกระจก ภาพบางอย่างซ้อนทับกัน

นารีรัตน์มองลูกสาวอย่างไม่เข้าใจ ความทรงจำสุดท้ายก็คือ หล่อนเห็นผู้หญิงใส่ชุดสีเหลืองเดินเข้ามาหาจากด้านหลัง หลังจากนั้นความทรงจำทุกอย่างก็หายไป ตอนที่ถูกทำร้ายหล่อนได้ยินเสียงใครคนหนึ่งซึ่งอธิบายว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เพราะอะไร...

เหตุการณ์ในวันนั้นที่โรงเรียน หล่อนกับเพื่อนช่วยกันกลั่นแกล้งบุษยามณี ด้วยการจุดไฟเผาเส้นผม แต่หล่อนยังทำไปได้ไม่เท่าไหร่ พลอยพยัพก็เดินเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน ทั้งสามคนจึงตัดสินใจขังเด็กสาวเอาไว้ในห้องและปล่อยให้แพทริกจัดการต่อ ไม่มีใครรู้ว่าชายหนุ่มทำอะไรเด็กสาวบ้าง แต่ทั้งสามก็ตัดสินใจที่จะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและลืมทุกอย่าง

“ลูกพูดถึงอะไร แม่ไม่เข้าใจ”

“ผีค่ะแม่ ผีตัวนั้นมันมาแก้แค้นหนู มันทำให้หนูเหมือนมัน มันต้องฆ่าหนูแน่”

นาวาร้องไห้สะอึกสะอื้น พูดจาวกวนไปมา หล่อนใช้มือดึงทึ้งเส้นผมของตัวเอง พร่ำพูดประโยคเดิมซ้ำๆ

“ไม่มีผีจริงๆ หรอกลูก ตำรวจบอกว่ามีคนทำร้ายหนู เข้าใจไหม”

“มีผีค่ะแม่ ผีบุษยามณี มันบอกหนูว่ามันจะแก้แค้นทุกคนที่ทำให้มันเป็นอย่างนี้ แม่คะหนูกลัว แม่ช่วยหนูด้วย”

ร่างเพรียวกอดมารดาไว้แน่น ร้องไห้เหมือนเด็ก ขอบตาที่แดงก่ำ เนื้อตัวสั่นเทาทำให้นารีรัตน์สงสารลูกสาวจับใจ ตั้งแต่เล็กจนโต ลูกสาวถูกเลี้ยงดูมาเหมือนไข่ในหิน ไม่เคยต้องเจอกับเรื่องร้ายแรงเหมือนเช่นนี้

“ใจเย็นๆ นะ ถ้าลูกบอกว่ามีผีจริงๆ แม่จะไปนิมนต์พระมา”

“ไม่มีประโยชน์ค่ะแม่ มันจะฆ่าหนู มันจะฆ่าหนู กรี๊ด…ช่วยด้วย มันมาแล้ว”

นาวากรีดร้อง หล่อนร้องไห้และดึงทึ้งเส้นผมตัวเองไปด้วย นารีรัตน์มองลูกสาวที่มีสภาพเหมือนคนคลุ้มคลั่งอย่างตกใจ พยาบาลเดินเข้ามาพอดี

“คุณพยาบาลช่วยด้วยค่ะ ช่วยไปตามหมอมาให้ที ลูกดิฉันเป็นอะไรไม่รู้ค่ะ ร้องไห้แล้วก็ทึ้งหัวตัวเองแบบนี้”

“ได้ค่ะ ดิฉันจะตามคุณหมอมาเดี๋ยวนี้”

พยาบาลกดกริ่งเรียกคนอื่นให้เข้ามาช่วย นารีรัตน์พยายามหยุดนาวาไม่ให้ทำร้ายตัวเอง พยาบาลที่กรูกันเข้ามาพร้อมกับหมอหน้าตาตื่น

“คุณแม่เชิญรอข้างนอกก่อนนะครับ ผมจะรีบตรวจดูแล้วให้การรักษาคุณนาวาทันที”

 

นารีรัตน์นั่งรออยู่หน้าห้องนานทีเดียว กว่าเหตุการณ์ภายในจะสงบลง แพทย์เจ้าของไข้ต้องฉีดยาระงับประสาทให้กับนาวาอีกครั้ง เพื่อให้หล่อนไม่เอะอะโวยวาย หญิงสาวถูกนำตัวไปตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองเพื่อหาความผิดปกติ แพทย์สงสัยว่าหล่อนอาจได้รับบาดเจ็บในสมองทำให้คลุ้มคลั่งแต่นารีรัตน์ไม่เชื่อ หล่อนยังสองจิตสองใจเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกสาวพูดว่าเป็นจริงหรือไม่ แต่ภายในใจก็เอนเอียงไปมากกว่าครึ่ง

คืนที่ผ่านมาหล่อนนอนแทบไม่หลับและเหมือนได้ยินเสียงคนหัวเราะข้างหูตลอดทั้งคืน หลังจากประนมมือสวดมนต์อยู่ใต้ผ้าห่มไปหลายจบก็พอจะข่มตาลงได้แต่ก็ขนลุกซู่ตลอดทั้งคืน มีบางอย่างติดมากับบุษราคัมจริงๆ วิสัยคนเป็นแม่อย่างหล่อนต้องหาทางช่วยลูกสาว นารีรัตน์ไม่แน่ใจว่าลูกสาวไปได้อัญมณีเม็ดนั้นมาได้อย่างไร แต่จะต้องรีบหาทางจัดการโดยเร็วที่สุด

“ลูกเป็นยังไงบ้าง”

บรรพตเพิ่งมาถึงโรงพยาบาล เขาได้รับโทรศัพท์ตามด่วนจากภรรยาว่า บุตรสาวไม่สบาย

“อยู่ข้างในค่ะ คุณหมอกำลังพาตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์”

“ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้ ทำไมนาวาถึงไปที่ผับคนเดียว”

ปกติลูกสาวไม่ใช่คนชอบเที่ยว จะมีบ้างที่ไปสังสรรค์กับเพื่อนตามประสา แต่จากที่ตำรวจบอกนาวาคงไปเที่ยวผับและอาจจะมีเรื่องกับนักเลงหรือใครสักคนจึงถูกสั่งสอน ตำรวจตั้งปมประเด็นชู้สาวไว้ด้วยเนื่องจากหญิงสาวเป็นคนหน้าตาดี และจากข้อมูลสุดท้ายคือ คนที่หญิงสาวทะเลาะด้วยคือ ลูกสาวของผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง ตำรวจได้ติดต่อไปเพื่อขอสอบปากคำแต่อีกฝ่ายปฏิเสธ

“ดิฉันก็ไม่ทราบค่ะ แต่ลูกกลัวมาก บอกว่า มีผี”

“ผีเผออะไรกันคุณ นี่มันยุคสมัยไหนแล้ว ลูกเพ้อไปเสียมากกว่า”

“ดิฉันเชื่อลูก เพราะเมื่อคืนนี้ทั้งคืนดิฉันก็นอนไม่หลับ เหมือนมีใครมากระซิบข้างหูตลอดเวลา”

สามีตบบ่า ส่ายหน้าอย่างไม่เชื่อ

“คุณคงเหนื่อย แถมยังแปลกที่ก็เลยฝันเพ้อเจ้อ ไม่มีอะไรหรอก”

“นี่คุณไม่เชื่อฉันหรือ ฉันไม่ได้หลับ แต่ได้ยินจริงๆ ทุกอย่างตรงกับที่นาวาบอกว่า มีผีต้องการเล่นงานลูก”

“บ้าไปกันใหญ่แล้ว ผมไม่เชื่อหรอก นาวาคงจะได้รับยาเยอะเกินไปก็เลยพูดอะไรแปลกๆ คุณเองก็อย่าคิดมาก”

“แต่ฉันคิดว่า มันเกี่ยวข้องกับบุษราคัม”

บรรพตขมวดคิ้ว มองห่อของในมือของนารีรัตน์ พอภรรยาหยิบจี้ขึ้นมาเขาก็เบิกตากว้าง

“นาวาไปเอาบุษราคัมเม็ดใหญ่ขนาดนี้มาจากไหน”

“ดิฉันไม่ทราบค่ะ แต่ดิฉันสงสัยว่ามันจะมีผีสิง เมื่อคืนนี้ดิฉันเหมือนเห็นว่า มีตาของคนอยู่ข้างใน”

บรรพตตบบ่า ส่ายหัวอย่างไม่เชื่อ

“เหลวไหลน่า”

“ฉันพูดจริงๆ นะคุณ”

“ถ้าเป็นจริง คุณจะทำยังไงกับบุษราคัมเม็ดนี้ล่ะ”

“ฉันก็จะเอามันไปไว้ที่วัดยังไงล่ะคะ ไปฝากหลวงพี่แช่มเอาไว้ เผื่อว่าท่านจะมีทางช่วยแก้ไขอะไรได้”

บรรพตมองศรีภรรยา พี่ชายของภรรยาบวชเป็นพระมาหลายพรรษาแล้ว ส่วนตัวเขาไม่เชื่อเรื่องผีมาก่อน แต่พอเห็นสีหน้าทุกข์ใจของนารีรัตน์ก็อดสงสารไม่ได้

“ตามใจคุณก็แล้วกัน อยากจะทำอะไรก็ได้ ผมไม่ขัดอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ผมอยากขอเข้าไปดูลูกก่อนว่าเป็นยังไงบ้าง เรื่องอื่นเราค่อยพูดทีหลัง”

 

“นิไม่รู้เรื่องนะคะ จู่ๆ มากล่าวหากันได้ยังไง”

นิรัชชาปฏิเสธเสียงแข็งเมื่ออคินเข้าไปถามถึงบุษราคัมของพลอยพยัพ แม่เลี้ยงสาวอ้างว่าออกไปธุระและกลับมานอนตั้งแต่หัวค่ำ ในขณะที่ชายหนุ่มไม่เชื่อ เขามั่นใจว่าแม่บ้านทั้งหมดซื่อสัตย์

“แต่มีคุณนิคนเดียวที่เข้าไปในห้องพระ และแม่อิ่มก็ยืนยันหนักแน่นว่า วางไว้บนหิ้งจริงๆ”

“นี่คุณเพชรเชื่อคนใช้มากกว่านิงั้นหรือคะ”

หญิงสาวปรายตาไปยังแม่บ้านอาวุโส อคิณหน้าบึ้งตึงโต้กลับ

“แม่อิ่มไม่ใช่คนใช้ เธอคือแม่นมของผม ผมเชื่อใจแม่อิ่ม”

“แสดงว่าคุณจะกล่าวหาว่านิเป็นขโมยหรือคะ อย่างนี้นิไม่ยอมนะคะ นิจะฟ้องพ่อคุณ”

ร่างบางที่ทำท่าจะเดินกลับขึ้นไปชั้นสองเพื่อคุยกับพิรัชต์ แต่เขากลับเดินลงมาเสียก่อน

“เอะอะอะไรกันแต่เช้าหรือ เสียงดังไปถึงข้างบน เดี๋ยวยายพลอยก็ตื่นกันพอดี”

พลอยพยัพยังคงนอนพักอยู่บนห้อง ร่างกายเริ่มซูบผอมเพราะเจ้าตัวไม่ค่อยยอมกินอะไร แต่ดีหน่อยที่ไม่ออกไปเที่ยวเหมือนเคยแล้ว อคิณคิดว่าน้องสาวยังขวัญเสียจากเหตุการณ์วันนั้น เขายังไม่มีโอกาสได้สอบถามถึงสาเหตุ เพราะมัวแต่วุ่นวายกับการที่บุษราคัมหายไป นิรัชชาเกาะแขนพิรัชต์อย่างรู้งาน

“ก็คุณเพชรน่ะสิคะ มากล่าวหาว่านิขโมยบุษราคัมไป ลูกชายคุณทำเกินไปแล้วนะคะ ไม่เกรงใจนิเลย”

“แล้วคุณเอาไปหรือเปล่าล่ะ”

พิรัชต์ถามกลับ นิรัชชาหน้าซีดเผือดลดมือลง รีบปฏิเสธ หล่อนไม่กล้าบอกทุกคนว่าหล่อนเป็นคนหยิบไป มีบางอย่างเกิดขึ้นโดยที่แม่เลี้ยงสาวเองก็ไม่รู้ว่าคืออะไร จู่ๆ หล่อนก็ไปยืนนิ่งอยู่ในล็อบบีของโรงแรม หลังจากเรียกสติตัวเองอยู่นานถึงได้ขับรถกลับบ้านได้ นิรัชชาไม่รู้ว่าหล่อนไปที่นั่นทำไม หรือไปพบใคร รู้แต่เพียงว่าพอนึกถึงบุษราคัมหล่อนจะขนลุกซู่ขึ้นมา หล่อนพยายามนึกว่าบุษราคัมหายไปไหนแต่นึกไม่ออก

“เปล่าค่ะ นี่คุณพี่ไม่เชื่อนิหรือคะ เสียแรงที่นิรักคุณพี่ แต่คุณพี่ไม่เชื่อใจนิเลย”

หญิงสาวกรีดน้ำตาอย่างที่เคยทำแล้วสำเร็จมาหลายครั้งเพื่อให้พิรัชต์เลิกซัก แต่คราวนี้ประมุขของบ้านเลือกที่จะเงียบ ปล่อยให้อคิณพูดต่อ

“ผมไม่เชื่อ คุณต้องเอาไปแน่ ผมขอเถอะคุณนิ เอาคืนมา บุษราคัมเม็ดนั้นมีบางอย่างที่ไม่ปกติ”

“ไม่ปกติยังไงหรือเพชร” พิรัชต์ถามขึ้นบ้าง อคิณนิ่ง

“เอาเป็นว่ามันไม่ปกติก็แล้วกันครับ ผมจะเป็นคนเอาไปเก็บรักษาไว้เอง เพื่อความปลอดภัย พ่อไม่สังเกตหรือครับว่า นับตั้งแต่เราได้บุษราคัมมาก็มีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นอยู่เรื่อย”

“แกว่า มันจะเกี่ยวหรือ”

“เกี่ยวหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมว่าทางที่ดีเราควรจะรีบหามันให้เจอ ถ้าคุณนิเอาไป กรุณาคืนมาเถอะครับ คุณกำลังตกอยู่ในอันตราย” อคิณตัดสินใจหว่านล้อมแม่เลี้ยงสาว แต่หล่อนก็ส่ายหน้า

“นิไม่ได้เอาไปจริงๆ ค่ะ ไม่เชื่อพานิไปสาบานที่วัดไหนก็ได้ บางทีคนใช้บ้านเราอาจจะเอาไปก็ได้”

“ไม่ใช่แน่ ผมค้นห้อง ค้นกระเป๋าทุกคนแล้วแต่ไม่มีเลย แต่ที่ยังไม่ได้ค้นก็คือ ห้องคุณเท่านั้น”

นิรัชชากอดอกหน้าบึ้ง มองอคิณด้วยความโกรธ

“นี่คุณเพชรกล้าขอค้นห้องนิหรือคะ มันจะมากเกินไปแล้วนะคะ”

“ถ้าคุณนิบริสุทธิ์ใจจริงก็ต้องยอมสิครับ”

หญิงสาวหน้างอง้ำกว่าเดิม หันมองพิรัชต์แต่คราวนี้เขาไม่เข้าข้าง

“คุณก็…ให้เพชรค้นห้องหน่อย จะได้พิสูจน์ความจริงกันไปเลย ผมเห็นด้วยกับเพชรนะว่า พักนี้บ้านเรามีแต่เรื่องแปลกๆ ไหนจะพลอยที่กลายเป็นผู้ต้องหา แล้วยังเรื่องที่เกิดขึ้นอีก”

“ก็ได้ค่ะ แต่ถ้าคุณเพชรค้นแล้วไม่เจออะไรละก็ ต้องขอโทษนิด้วยนะคะ มีอย่างที่ไหนมากล่าวหานิว่าเป็นขโมย อย่างนี้มันหักหน้ากันชัดๆ”

“ก็ได้ครับ ถ้าผมไม่เจออะไร ผมจะขอโทษคุณนิเอง”

 

ในที่สุดอคิณก็ต้องเอ่ยคำขอโทษแม่เลี้ยงสาว เขากับแม่อิ่มช่วยกันค้นดูในห้องของนิรัชชาแต่ไม่พบอะไรเลย ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัยว่าบุษราคัมเม็ดนั้นหายไปไหนกันแน่ เขามั่นใจว่าต้องมีคนในบ้านแอบเอาออกไปแต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ณิรินส่งข้อความมาถามแต่เขาก็ตอบไปว่ายังหาไม่เจอ เขาเตรียมจะไปทำงานตอนที่เดินย้อนกลับมาในห้องรับแขกอีกครั้ง บิดากำลังเปิดดูโทรทัศน์ที่นำเสนอข่าวเช้า

“เอ๊ะ...นี่มันหนูนาวา เพื่อนยายพลอยหรือเปล่า”

เนื้อข่าวที่นำเสนอทำให้อคิณมือเย็นเฉียบเมื่อได้รู้ว่า นาวาโดนทำร้ายด้วยการกล้อนผมและจุดไฟเผา ตอนนี้หล่อนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล

“ใช่ครับ นาวาจริงๆ แต่ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ได้”

ตั้งแต่รู้จักกันมา นาวาเป็นคนน่ารักคนหนึ่งแม้จะเชิดๆ ไปบ้างตามประสาลูกคุณหนู แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะหาเรื่อง เนื้อข่าวบอกว่าหล่อนมีเรื่องกับลูกสาวผู้มีอิทธิพลคนหนึ่ง ตำรวจตั้งข้อสันนิษฐานว่าจะเป็นการแก้แค้น แต่หญิงสาวคนนั้นก็ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แถมยังมีพยานยืนยันที่อยู่อีก

“แปลกนะ คงขวัญเสียแย่”

ชายหนุ่มยืนอึ้งยิ่งกว่าเดิม เขามองภาพจากกล้องวงจรปิดที่ตำรวจนำเสนอเป็นหลักฐาน แต่พอเห็นสิ่งที่หญิงสาวสวมใส่ ก็ต้องตกตะลึง

“พ่อครับ…นั่นสร้อย”

“สร้อยอะไรหรือเพชร”

“สร้อยของพลอยหรือเปล่าครับ”

เขาเดินเข้าไปใกล้โทรทัศน์แต่เนื่องจากภาพนำเสนอไปแล้ว จึงหยุดไม่ได้ ชายหนุ่มตัดสินใจหยิบมือถือขึ้นมาค้นหาข่าวของนาวา รูปจากกล้องวงจรปิดหลายๆ มุมทำให้รู้ว่าหล่อนไปที่โรงแรมจริงๆ มีคนให้เบาะแสว่าหล่อนมีเรื่องทะเลาะกับผู้หญิงอีกคน แต่พออคิณขยายดูภาพ เขาก็ตกใจยิ่งกว่าเดิมจนถึงกับทรุดตัวลงบนเก้าอี้อย่างหมดแรง

“มีอะไรหรือเพชร พ่องงไปหมดแล้ว”

“สร้อยพร้อมจี้บุษราคัมครับพ่อ”

“บางทีหนูนาวาอาจจะทำสร้อยแบบเดียวกันกับพลอยก็ได้นะ เห็นสนิทกันไม่ใช่หรือ”

“ไม่ใช่แน่ครับ ผมมั่นใจว่า มันคือสร้อยเส้นเดียวกันแน่ แต่ทำไมถึงไปอยู่กับนาวาได้”

อคิณปะติดปะต่อทุกอย่างในใจ ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งรู้สึกกลัวในคำตอบ จริงอย่างที่ณิรินบอก ว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องกับบุษยามณีอย่างแน่นอน นานวันเขาก็ยิ่งมั่นใจว่าหญิงสาวเสียชีวิตไปแล้ว และตอนนี้หล่อนก็กำลังตามเช็กบิลทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งพลอยพยัพ แพทริก และนาวา

“ผมจะรีบไปหานาวาที่โรงพยาบาลครับพ่อ ผมต้องรู้ให้ได้ว่าใช่สร้อยเส้นเดียวกันหรือเปล่า”

“แกจะไปตอนนี้เลยหรือ เช้านี้มีประชุมกรรมการบริษัทไม่ใช่หรือ”

ชายหนุ่มเพิ่งนึกได้ว่ามีประชุมสำคัญและขาดไม่ได้ เขาพยักหน้า

“งั้นตอนบ่าย ผมจะแวะไปเยี่ยมนาวาเพื่อถามให้รู้เรื่อง ระหว่างนี้พ่อช่วยดูพลอยเอาไว้อย่าให้น้องออกไปนอกบ้านนะครับ แล้วพระพุทธรูปที่ผมนิมนต์มาวางไว้ในห้องห้ามใครเคลื่อนย้ายเด็ดขาด”

“นี่มันอะไรกันเพชร พ่อไม่เข้าใจ”

“เอาไว้ให้ผมแน่ใจกว่านี้ก่อน แล้วผมสัญญาว่าจะเล่าทุกอย่างให้ฟังนะครับ แต่ตอนนี้ขอร้องช่วยทำตามที่ผมบอกก่อน ผมไม่อยากมีเรื่องวุ่นวายหลายทาง ผมมั่นใจว่าเรื่องยังไม่จบแค่นี้แน่ ยังมีใครอีกคนที่ต้องถูกแก้แค้น”

 

“โยมนรีจะเอาอัญมณีมาฝากอาตมาไว้ทำไม”

หลวงพี่แช่มมองถุงพลาสติกที่มีบุษราคัมน้ำงามอยู่ภายในด้วยความประหลาดใจ เมื่อบรรพตอาสามาเฝ้าบุตรสาวแทน นารีรัตน์จึงรีบมาที่วัดเพื่อจัดการบางอย่าง

“ดิฉันจำเป็นจริงๆ ค่ะ ขอฝากหลวงพี่เอาไว้หน่อยนะคะ ดิฉันคิดว่ามีบางอย่างอยู่ในนี้”

นารีรัตน์ตัดสินใจเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้กับหลวงพี่แช่มฟัง ท่านเพ่งมองบุษราคัมแต่ไม่เห็นดวงตาอย่างที่น้องสาวบอก

“โยมคิดว่า มันมีเจ้าของงั้นหรือ”

“ใช่ค่ะ ดิฉันได้ยินเสียงคนหัวเราะข้างหูตลอดคืน ไม่ได้หูฝาดแน่ๆ”

“แล้วเจ้าของเขาต้องการอะไร ถึงได้มาหลอกโยมนรี”

“ดิฉันไม่ทราบจริงๆ ค่ะ คงต้องรอนาวาฟื้นก่อนแล้วค่อยถาม แต่ตอนนี้ลูกสาวดิฉันไม่มีสติพอจะคุยอะไรกับใคร พอตื่นขึ้นมาก็โวยวายว่าโดนผีหลอกมั่ง โดนแก้แค้นบ้าง ดิฉันสับสนไปหมดแล้ว หลวงพี่ช่วยกรุณาหน่อยเถอะนะคะ ดิฉันไม่รู้จะไปพึ่งใครจริงๆ”

“แต่กุฏิอาตมาไม่มีตู้เซฟ ของมีค่าขนาดนี้เกิดหายไปจะทำยังไง”

“หายก็ช่างมันเถอะค่ะ ของมีค่าแต่มีอาถรรพณ์แบบนี้ดิฉันไม่เสียดาย ตอนนี้นาวายังคุ้มดีคุ้มร้าย อาละวาดไม่เว้นแต่ละวัน ทรัพย์สินมีค่าขนาดไหนก็เอามาแลกกับความปลอดภัยของลูกไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันขอเพียงให้ลูกหาย”

“เอาเถอะ งั้นอาตมาจะเก็บไว้ให้ ว่าแต่โยมนรีจะมารับไปเมื่อไหร่ล่ะ”

“ดิฉันยังไม่ทราบเลยค่ะ เย็นนี้คงต้องคุยกับหมออีกทีว่านาวาจะกลับเป็นปกติเมื่อไหร่ บอกตามตรงนะคะหลวงพี่ ดิฉันกลุ้มใจมาก ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับครอบครัวเราด้วย”

หลวงพี่แช่มมองนารีรัตน์

“โยมนรีเคยได้ยินไหมที่เขาพูดกันว่า กรรมเก่า”

“กรรมเก่า” นารีรัตน์ทวนคำ หล่อนเคยได้ยินแต่ไม่คิดว่าบุตรสาวจะเคยทำสิ่งที่ชั่วร้ายถึงขนาดต้องมีกรรมมาตามทัน

“ใช่…มนุษย์ทุกคนเกิดมามีกรรมติดตัวด้วยกันทั้งนั้น กรรมบางอย่างก็เริ่มมาตั้งแต่ชาติก่อน แต่กรรมบางอย่างก็เพิ่งเกิด”

“ถ้าอย่างนั้นดิฉันแก้กรรมให้นาวาได้ไหมคะ”

หลวงพี่แช่มมองอย่างอ่อนโยน เอ่ยกับนารีรัตน์

“กรรมที่เราก่อลงไปแล้วแก้ไม่ได้หรอก กรรมในอดีตเราก็ต้องชดใช้ แต่ในชาตินี้เราก็ต้องมีสำนึกรู้ผิดชอบชั่วดี หมั่นทำความดีต่อไปเรื่อยๆ ทำสมาธิภาวนา จิตใจจะได้สงบ”

“หลวงพี่หมายถึงว่า ดิฉันควรจะให้นาวาศึกษาพระธรรมหรือคะ”

“ใช่ อย่างน้อยก็จะทำให้โยมหลานจิตใจผ่องใสขึ้น อย่างเช่นการรักษาศีลห้าถ้าทำได้ ชีวิตก็จะพัฒนาไปในทางที่ดี”

นารีรัตน์คิดตาม หากนาวาไม่ได้ไปเที่ยวผับ ดื่มเหล้า บางทีอาจจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ก็เป็นได้

“ค่ะ ดิฉันจะลองดูนะคะ ตอนนี้ขอฝากบุษราคัมไว้กับหลวงพี่ก่อนนะคะ ถึงหายไปดิฉันก็ไม่เสียดายหรอกค่ะ”

หล่อนประนมมือลาและก้าวลงจากกุฏิด้วยสีหน้าสดชื่นขึ้น ตอนที่เดินออกมาก็พบกับเด็กวัดคนหนึ่งเดินสวนขึ้นมา นารีรัตน์จำเด็กคนนี้ได้เพราะอยู่กับหลวงพี่แช่มมาหลายเดือนแล้ว

“อ้าว เก่ง…ไปไหนมาล่ะ”

“ผมไปธุระมาครับ คุณนารีรัตน์จะกลับแล้วหรือ”

“ใช่…ฝากดูแลหลวงพี่แช่มด้วยนะ ไว้ฉันจะแวะมาอีก”

เก่งพยักหน้า โบกมือให้

“ไม่ต้องห่วงครับ ผมจะดูแลหลวงพ่อให้เป็นอย่างดี คุณนารีรัตน์สบายใจได้”

 

เก่งมองหลวงพ่อที่เพิ่งเดินลงจากกุฏิไป วันนี้จะมีญาติโยมมาทำบุญและเลี้ยงพระเพล ซึ่งหลวงพ่อแช่มต้องลงไปร่วมด้วย ถ้าเป็นปกติเขามักจะเดินตามหลวงพ่อลงไปที่ศาลา แต่วันนี้เก่งมีบางอย่างต้องจัดการ

เดี๋ยวผมขอทำความสะอาดกุฏิก่อนนะครับ แล้วจะรีบลงตามไป ไม่ได้กวาดกับปัดฝุ่นมาหลายวันแล้ว

เขาเป็นเด็กวัดที่ครอบครัวนำมาฝากให้อยู่กับหลวงพ่อตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน เนื่องจากฐานะยากจน บิดาเป็นหนี้การพนันท่วมหัวและหนีออกจากบ้านไปหลายปีแล้ว ส่วนแม่ก็พายเรือขายขนมจีนจึงไม่มีเวลาดูลูก เนื่องจากฐานะที่ยากจนแม่จึงให้ออกจากโรงเรียนและมาอยู่กับหลวงพ่อแทน ทั้งที่เขาเรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ห้า หากกัดฟันอีกหน่อยก็คงจะได้เข้ามหาวิทยาลัย แต่แทนที่จะเสียใจเก่งกลับดีใจ เขายอมรับว่าหัวช้าและเรียนไม่เอาไหน

สอบก็ตกเสียเป็นส่วนใหญ่ ครูให้ซ้ำชั้นมาสองครั้งแต่ก็กัดฟันเรียนมาจนถึงตอนนี้ พอได้ยินว่า จะต้องออกจากโรงเรียนกลับดีใจ การมาอยู่วัดแม้จะงานหนักเพราะต้องช่วยหลวงพ่อทำงานทุกอย่าง ทั้งทำความสะอาด กวาดลานวัด ช่วยขนของที่ญาติโยมเอามาทำบุญแต่ช่วงบ่ายก็พอมีเวลานั่ง ยิ่งตกค่ำพระจำวัด เขาก็มีเวลาส่วนตัว เก่งมักแกล้งทำเป็นนอนหลับรอให้หลวงพ่อหลับสนิท หลังจากนั้นก็แอบย่องออกไปพบเพื่อนที่เป็นเด็กแว้น

เด็กวัดหลายคนก็ทำเช่นเดียวกัน การได้อยู่กับเพื่อนยามค่ำคืนคือความสุข ล้อมวงกันกินเหล้า สูบบุหรี่ แต่สิ่งที่เก่งชอบที่สุดคือเสพยากับเพื่อนๆ เพราะมันทำให้ลืมความทุกข์ แต่พักนี้ยาราคาแพงจนหาซื้อได้ยาก เขาบังเอิญเดินขึ้นบันไดมาพอดีตอนที่ได้ยินเสียงผู้หญิงคุยกับหลวงพ่อ แต่พอชะโงกหน้าดูก็จำได้ว่าเป็นน้องสาวชื่อ นารีรัตน์ แต่สิ่งที่ทำให้เก่งตาโตกลับเป็นของที่หล่อนนำมาด้วยต่างหาก

เขาไม่เคยเห็นบุษราคัมเม็ดโตขนาดนี้มาก่อน แค่คิดถึงเงินที่จะได้จากการนำไปขายแล้วก็ยิ่งตาโต ยิ่งได้ยินนารีรัตน์พูดว่าหล่อนไม่สนใจหากของหาย

เก่งกำลังร้อนเงินอย่างหนัก อีกทั้งมีอาการอยากยา เช่น นัยน์ตาที่มีน้ำตาคลออยู่ จมูกที่รู้สึกอึดอัดจนหายใจไม่ออก และสมองที่คิดได้ช้ากว่าปกติ

เด็กหนุ่มเดินตรงเข้าไปที่เตียง แสร้งทำเป็นกวาดห้องทำความสะอาดเหมือนอย่างเคย แต่แท้จริงแล้วคือรอให้เสียงฝีเท้าของหลวงพ่อเดินจากไปไกลเสียก่อน หลังจากมั่นใจก็แอบมองทางหน้าต่างบนกุฏิอีกครั้ง หลวงพ่อแช่มคงไม่รู้ว่าเขากำลังคิดจะทำอะไรบางอย่าง

เก่งอยู่กับหลวงพ่อมานานพอจะรู้ว่า ท่านมักจะซ่อนของมีค่าไว้ที่ไหน เขาทรุดตัวลงนั่งและพลิกที่นอนของหลวงพ่อขึ้น ตรงขอบของผ้าปูที่นอนมีห่อพลาสติกติดอยู่ด้วยสกอตช์เทป เขาแกะมันออกมา พอเห็นบุษราคัมใกล้ๆ ตาก็เบิกกว้างด้วยความโลภ

เขาไม่เคยเห็นอัญมณีเม็ดขนาดนี้มาก่อน ราคาของมันจะเท่าไหร่กันนะ หลักหมื่นหรือว่าแสน มือที่ถือถุงพลาสติกสั่น ตาโต หัวใจเต้นรัว เขาจ้องไปที่บุษราคัมก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างอยู่ข้างใน ความสงสัยทำให้ตัดสินใจหยิบออกมาดูแล้วส่องกับไฟกลางกุฏิ แต่พอมองเห็นชัดๆ เก่งก็ตกใจยิ่งกว่าเดิม เขามั่นใจว่าเห็นดวงตาของใครบางคนอยู่ข้างใน

“ผะ…ผี”

ชายหนุ่มร้องลั่น ปล่อยมือจากบุษราคัม แต่ที่น่ากลัวก็คือมันกลับยังติดอยู่กลางมือของเขาทั้งที่พยายามสะบัดออก เสียงหัวเราะดังข้างหู

“หึ…หึ”

“เฮ้ย…อะไรวะ ผะ…ผีหลอก”

จู่ๆ อัญมณีเม็ดเดิมก็มีควันสีเหลืองไหลออกมาก่อนจะก่อตัวเป็นรูปร่าง เขาเพ่งมองก่อนจะพบว่า คือเงาของผู้หญิง เก่งตกใจสุดขีด อยากจะร้องแต่ร้องไม่ออก เขาได้ยินแต่เสียงที่เหี้ยมเกรียมเอ่ยว่า

“ไม่ต้องกลัว…ฉันไม่หักคอแกหรอก แค่อยากจะใช้แกทำงานบางอย่างเท่านั้น”

 

“จี้บุษราคัมนั้นเป็นของพลอยพยัพหรือคะ”

อคิณปลีกเวลามาพบกับนารีรัตน์ในช่วงบ่าย เขาตัดสินใจเล่าเรื่องทุกอย่างให้ฟัง ชายหนุ่มมีหลักฐานคือภาพถ่ายตอนที่พลอยพยัพไปถ่ายแบบ รวมถึงใบเสร็จรับเงินและรูปตอนไปที่ร้านมิลเลเนี่ยมจิวเวลรี่

“ใช่ครับ พ่อยกให้พลอย มีคนให้เรามาอีกทีครับ น้องสาวผมหวงมาก ผมไม่รู้ว่าทำไมถึงไปอยู่กับนาวาได้”

“แม่เองก็ไม่แน่ใจค่ะ ตอนที่ตำรวจเจอนาวาถูกทำร้ายหมดสติอยู่ เธอก็สวมจี้นี้อยู่แล้ว ตอนพยาบาลเอามาให้แม่ยังแปลกใจ”

“แล้วตอนนี้จี้บุษราคัมยังอยู่ไหมครับ”

“ไม่อยู่แล้วค่ะ แม่ต้องขอโทษคุณอคิณด้วยนะคะ”

“อ้าว…แล้วมันไปอยู่ที่ไหนหรือครับคุณแม่”

“คือว่า แม่ผิดเองค่ะ แม่รู้สึกไม่สบายใจก็เลยเอาบุษราคัมไปไว้ที่วัด”

อคิณสบตานารีรัตน์อย่างประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าคนอื่นจะรู้สึกแบบเดียวกันด้วย บางทีอาจเป็นเพราะบางอย่างที่อยู่ในบุษราคัมที่ทำให้นารีรัตน์รู้สึกไม่สบายใจ

“แล้วคุณแม่พอบอกผมได้ไหมครับว่า เอาไปไว้ที่วัดไหน”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวแม่จะโทรบอกหลวงพ่อให้นะคะว่า คุณอคิณจะเข้าไปรับ”

นารีรัตน์บอกชื่อวัดซึ่งอยู่ชานเมือง หลังจากรอให้อีกฝ่ายโทรศัพท์แจ้ง แต่แล้วนารีรัตน์กลับมีสีหน้าซีดเผือดลงกว่าเดิม

“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ เกิดอะไรขึ้น”

“คือ…หลวงพี่แช่มบอกว่า สร้อยกับจี้หายไปแล้วค่ะ ตอนนี้ทางวัดกำลังตามตัวเด็กวัดคนหนึ่งอยู่ค่ะ คิดว่าน่าจะเป็นคนที่ขโมยไป”

อคิณอึ้ง มองนารีรัตน์ด้วยความตกใจ เขามองรูปถ่ายของน้องสาวอีกครั้ง จี้บุษราคัมหายไปอีกแล้ว เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งเคยหายไปจากห้องพระก่อนที่นาวาจะประสบเคราะห์กรรมอย่างที่เห็น หรือว่าสิ่งที่เขาคิดอาจจะเป็นจริงว่า ตอนนี้กรรมเก่าในอดีตกำลังตามเช็กบิลคนที่เหลือทั้งหมด ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตนควรทำเช่นไรเพื่อหยุดยั้งทุกอย่างก่อนที่จะสายเกินไป...

Don`t copy text!