บุษราอาฆาต บทที่ 19 : เด็กหญิงในอดีต

บุษราอาฆาต บทที่ 19 : เด็กหญิงในอดีต

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-19-

 

ข่าวการถูกไฟไหม้เกือบทั้งตัวของวิกานดาถูกนำเสนอแทบทุกช่อง เนื่องจากหล่อนเป็นลูกสาวของนักการทูตประจำประเทศไทย ทันทีที่เกิดเรื่องสุมาลีก็แจ้งความกับตำรวจว่า สาเหตุที่ลูกสาวได้รับบาดเจ็บเป็นเพราะถูกหมอเปรี้ยว หมอดูแก้กรรมจงใจทำร้าย ทีมพิสูจน์หลักฐานเข้ามาตรวจสำนักแม่หมอและพบว่า ในพานแก้กรรมนั้นมีแอลกอฮอล์ราดอยู่จนชุ่มเหมือนกับว่า แม่หมอจงใจให้ไหลโดนตัววิกานดา นอกจากนั้นแล้วยังพบร่องรอยการใช้เทียนซึ่งเป็นเหตุให้มีเปลวไฟลุกท่วมตัวหญิงสาว

วิกานดาถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน อาการของหล่อนสาหัสมาก ผิวตามร่างกายถูกไฟเผาไหม้มากกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ ภาพที่เห็นคือ หญิงสาวร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด ส่วนที่หนักสุดคงเป็นใบหน้าและศีรษะ โดยเฉพาะเส้นผมที่ถูกไฟเผาจนหมดทั้งหัว สุมาลีร้องไห้จนเป็นลมไปหลายรอบ ด้านหมอเปรี้ยวให้การว่าไม่รู้เรื่อง แถมยังบอกว่าไม่รู้ตัวว่าทำอะไรลงไป สิ่งสุดท้ายที่จำได้คือ มีเด็กหนุ่มนำจี้พร้อมสร้อยมาให้

ลูกศิษย์ให้การตรงกันว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งนำจี้มาให้เมื่อคืนก่อน โดยบอกว่า เป็นของกำนัลที่หมอเปรี้ยวช่วยดูดวงและแก้กรรมให้ ตำรวจสืบพบว่า จี้นี้สั่งทำโดยร้านมิลเลเนี่ยมจิวเวลรี่ หลังจากโทร.ไปสอบปากคำเหม่ยหลิงซึ่งเป็นเจ้าของร้าน ได้ความว่า สร้อยพร้อมจี้เส้นนี้เป็นของพลอยพยัพ เมื่อติดต่อไปทางนางแบบสาวก็ได้ความว่า สร้อยถูกขโมยไป

ไม่มีใครรู้ว่า ทำไมจู่ๆ จี้บุษราคัมทำไมถึงตกมาอยู่ในมือของแม่หมอเปรี้ยวได้ มีเพียงอคิณเท่านั้นที่รู้ เขามั่นใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มาจากวิญญาณที่สิงอยู่ในจี้ ชายหนุ่มมองวัตถุพยานตรงหน้าด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน สุดท้ายตำรวจก็ตัดสินใจที่จะคืนจี้นี้ให้กับพลอยพยัพ แต่อคิณอาสาเป็นผู้รับแทนเนื่องจากนางแบบสาวยังไม่อยากพบหน้าใคร หนังสือพิมพ์หลายฉบับตีพิมพ์ภาพบุษราคัมน้ำงาม บ้างก็ว่ามันคืออัญมณีล้ำค่าที่หายากยิ่ง แต่อคิณกลับรู้สึกไม่สบายใจ

เขาแวะไปเยี่ยมอาการของวิกานดา หล่อนยังอยู่ในไอซียู แพทย์เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด และฟอกทำความสะอาดแผลในห้องผ่าตัดทุกวัน แค่เห็นเพื่อนน้องสาวที่มีผ้าก๊อซพันหมดทั้งร่าง อคิณก็อดรู้สึกสงสารไม่ได้ เขากับวิกานดาเคยพบกันหลายครั้ง หล่อนเป็นคนสวยแต่ต่อจากนี้คงไม่เหมือนเดิมอีก หญิงสาวต้องเสียโฉม อีกทั้งบริเวณศีรษะอาจจะไม่มีผมขึ้นอีกเลยตลอดชีวิต

อคิณมองวิกานดาผ่านทางหน้าต่างห้อง ระหว่างนั้นก็ปลอบสุมาลีให้เข้มแข็ง ลึกๆ ลงไปแล้วก็อดรู้สึกผิด เขามั่นใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับวิกานดาเกี่ยวข้องกับบางอย่างที่อยู่ในบุษราคัมอย่างแน่นอน

หลังจากเยี่ยมหญิงสาวเสร็จอคิณก็รีบแวะไปหาณิรินทันที หล่อนขายของอยู่ที่ตลาดนัดแห่งเดิม หญิงสาวยอมปิดร้านเร็วและพาเขามาที่บ้าน เพื่อนำบุษราคัมมาให้ปู่ช่วยตรวจดู ร่างของชายสูงวัยนั่งนิ่งเพ่งมองอัญมณีอยู่นานทีเดียว

“ปู่อย่านั่งนิ่งๆ แบบนี้สิ ณิใจคอไม่ดีเลย”

“ข้าไม่ได้นั่งเฉยๆ นะโว้ย แต่กำลังใช้ความคิด”

“คิดอะไรอยู่หรือช่วยบอกหน่อย”

“ก็คิดว่ามันแปลกน่ะสิ เอ็งเคยบอกไม่ใช่หรือว่า น่าจะมีบางอย่างอยู่ในอัญมณี แต่ปู่กลับไม่เห็นอะไรเลย ทุกอย่างปกติมาก”

ณิรินมองหน้าอคิณด้วยความประหลาดใจ ชายหนุ่มมั่นใจว่า ในอัญมณีน้ำงามเม็ดนี้ต้องมีวิญญาณสิงอยู่และเป็นต้นเหตุของเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้น

“ไม่มีอะไรเลยหรือ ปู่ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิดใช่ไหม”

“เออสิวะ ปู่ตรวจดูหลายรอบแล้ว แต่ไม่รู้สึกอะไรเลย นี่ก็คือบุษราคัมธรรมดาๆ นั่นละ ปู่ไม่คิดว่าบุษราคัมนี่จะเป็นเหตุให้แม่หมอเปรี้ยวคิดทำรายวิกานดา”

“เป็นไปไม่ได้ นี่คือจี้บุษราคัมของพลอยพยัพแน่ๆ และเป็นจี้อันเดียวกับที่นาวาใส่ ผมส่งรูปไปให้คุณนารีรัตน์ดู เธอก็ยืนยัน”

“หนูก็จำได้ปู่ พลอยเคยใส่มาหาหนูที่ตลาดนัด”

“ถ้างั้นก็แปลกมาก หรือว่า อาคมของมันจะแข็งแกร่งมากจนหลอกปู่ได้”

“ไม่น่าเป็นไปได้นะปู่ ไหนขอหนูดูหน่อยสิ”

ณิรินรับจี้บุษราคัมไปแล้วเพ่งนิ่ง สิ่งที่เห็นตรงหน้ามีเพียงความงดงามของอัญมณีชิ้นนี้เท่านั้น หล่อนหันไปหาอคิณ

“ก่อนที่คุณจะเอามาที่นี่ มีใครจับจี้บุษราคัมบ้างหรือเปล่าคะ”

“เยอะมากณิริน ทั้งตำรวจและหน่วยพิสูจน์หลักฐาน เรียกได้ว่าผ่านมือมาไม่รู้ต่อกี่คน ตอนที่ผมไปถึงตำรวจก็เก็บหลักฐานเรียบร้อยแล้ว ผมเลยไม่รู้ว่าใครเป็นคนสุดท้าย”

ณิรินส่งบุษราคัมคืนให้กับอคิณ เขารับไปและเก็บใส่ถุงไว้ตามเดิม

“ถ้าไม่ใช่จากบุษราคัม แล้วเรื่องเลวร้ายที่เกิดกับแพทริก พลอย นาวา และวิกานดา มันเพราะอะไรกัน”

“มันก็ขึ้นกับว่าสี่คนนี้ไปทำอะไรมา อย่าลืมนะว่าอัญมณีนี้เป็นแค่ตัวเชื่อมเท่านั้น”

อคิณก็เคยถามตัวเองด้วยประโยคเดียวกัน ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับวิกานดา หล่อนมีพิรุธด้วยการหลุบตาลงไม่ยอมสบตา ครั้นพอถามก็เฉไฉไปเรื่องอื่น แต่เนื่องจากตอนนี้หญิงสาวบาดเจ็บสาหัส แพทย์จึงไม่อนุญาตให้เข้าไปเยี่ยมด้านในยกเว้นญาติสนิท แผลตามตัวยังต้องระวังการติดเชื้อ อีกทั้งหญิงสาวยังปวดแผลมากแพทย์จึงฉีดยาแก้ปวดและยานอนหลับให้เป็นระยะๆ

“คุณได้ถามพลอยบ้างหรือยังคะ”

“ถามแล้วแต่เธอยังไม่ยอมบอก แถมยังไม่ยอมคุยกับผมอีก”

“อย่างนี้ก็เท่ากับว่า เรามืดแปดด้านน่ะสิ”

“ผมว่าเรายังมีทาง ถ้าเรารู้ว่าบุษยามณีหรือครอบครัวของเธออยู่ที่ไหน เราน่าจะได้ความกระจ่างมากขึ้น”

สิ่งที่อคิณคิดก็คือ บุษยามณีอาจจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ญาติสนิทของหล่อนอาจเป็นคนบงการเรื่องทุกอย่างเพื่อแก้แค้นก็เป็นได้

“ปู่เห็นด้วยกับพ่อหนุ่มนี่นะ ถ้าเราหาตัวเด็กผู้หญิงคนนั้นได้ บางทีเราอาจจะรู้ว่า ใครเป็นคนอยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้”

ณิรินเดินออกมาส่งอคิณที่หน้าบ้าน หล่อนสังเกตว่าชายหนุ่มยังดูเครียดใบหน้าแทบไม่มีรอยยิ้ม

“ไหวไหมคุณ”

แม้อคิณจะไม่ได้สนิทกับวิกานดามากนัก แค่รู้จักในฐานะเพื่อนน้องสาวแต่ก็เคยพบกันหลายครั้ง แต่ที่แย่ที่สุดก็คือ เขาเคยแวะไปเตือนแล้วแต่วิกานดากลับไม่ฟัง

“ผมน่าจะเตือนวีวี่ให้มากกว่านี้”

อคิณโทษตัวเองที่ไม่เตือนวิกานดาให้มากกว่านี้ หรือไม่หล่อนก็คิดว่า เรื่องในอดีตแก้ไขได้ อย่างที่มีคนสมัยนี้นิยมไปแก้กรรม ทั้งที่ความจริงแล้วกรรมเกิดจากการกระทำของคน ไม่ว่าจะเป็นชาตินี้หรือชาติหน้า ไม่มีใครแก้สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วได้ สิ่งที่ทำได้คือประพฤติตัวอยู่ในศีลและธรรม ทำบุญและนแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรของเราเท่านั้น

“อย่าคิดมากเลยคุณ ถึงยังไงคุณก็ห้ามอะไรไม่ได้อยู่ดี ฉันว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้คงวางแผนไว้หมดแล้ว”

“คุณคิดว่า เป็นฝีมือของบุษยามณีงั้นหรือ”

“ฉันมั่นใจว่าบุษยามณีตายไปแล้ว แต่ต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง บงการวิญญาณของเธอ”

บุษยามณีทำได้แค่หลอกคนอย่างที่เคยข่มขู่พลอยพยัพในคืนวันงานคืนสู่เหย้า หรือไม่ก็สิงร่างเพื่อทำเรื่องต่างๆ  แต่การใช้อาคมบังคับผีตายโหงหรือแม้แต่การที่ทำของใส่ ต้องเป็นคนมีอาคม

“หมายความว่า มีคนอื่นด้วยงั้นหรือ”

“อาจเป็นคนในครอบครัวของบุษ แต่ฉันไม่รู้ว่าเธออยู่กับใครบ้าง บางทีฉันก็รู้สึกผิดที่ไม่ได้ช่วยบุษ บางทีการที่เราสองคนไม่เป็นที่ต้องการเหมือนกันอาจทำให้บุษวางใจฉันก็เป็นได้”

“คุณเนี่ยนะไม่เป็นที่ต้องการ”

อคิณเหลือบมองคนตรงหน้า วันนี้ณิรินสวมเสื้อยืดกางเกงยีนส์ดูทะมัดทะแมง ใบหน้ารูปไข่ที่แทบไม่มีเครื่องสำอางยกเว้นแป้งกับลิปกลอส แต่ไม่รู้ทำไมเขาถึงรู้สึกว่าหล่อนสวย ยิ่งยามประหม่าเวลาถูกมองแล้วแก้มสองข้างก็แดงมากขึ้นไปอีก

“ฉันหมายถึงตอนอยู่โรงเรียน มีแต่คนสวยเต็มไปหมด”

“แต่ผมว่า คุณน่ารักนะ”

ณิรินเงยหน้ามองชายหนุ่ม แก้มสองข้างเห่อร้อนเมื่อถูกชมตรงหน้า หล่อนรีบเบนหน้าไปทางอื่นไม่ยอมสบตา

“ไม่ต้องมาแกล้งชมหน่อยเลย ฉันทำใจได้ตั้งนานแล้วย่ะ ปู่เคยบอกว่าฉันเหมือนเด็กกะโปโลเลย”

“ไม่รู้สิ…ผมว่า คุณมีเสน่ห์แล้วก็น่ารัก ที่สำคัญคือ จริงใจ เวลาอยู่ด้วยแล้วสบายใจดี”

หญิงสาวอายม้วนอีกรอบ รีบเสพูดเรื่องอื่น

“ดึกมากแล้ว คุณกลับบ้านเถอะ ประเดี๋ยวคนที่บ้านจะเป็นห่วง”

“แล้วคุณล่ะ ไม่ห่วงผมบ้างหรือ”

ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึก ณิรินยอมรับว่าใจสั่น พักนี้หล่อนคุยโทรศัพท์กับชายหนุ่มแทบทุกวัน ยังไม่นับที่ส่งข้อความหากันวันละหลายรอบ หญิงสาวต้องหักห้ามใจตัวเองไม่ให้ถลำลึก เพราะไม่แน่ใจว่า สิ่งที่อคิณทำนั้นเพราะเขากำลังกลุ้มใจและไม่มีเพื่อนหรือเปล่า หากทุกอย่างเรียบร้อย เขาอาจจะหายไปจากชีวิตหล่อนตลอดกาลเลยก็เป็นได้

“ฉันไม่ชอบให้ใครมาพูดจาหมาหยอกไก่แบบนี้”

ณิรินอดกลัวไม่ได้ว่า ความใกล้ชิดตอนนี้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแต่สุดท้ายอคิณก็จะกลับไปใช้ชีวิตในโลกของตัวเอง ทิ้งหล่อนไว้

“อ้าวคุณ ผมพูดจากใจจริงก็มาโกรธอีก ผมแค่อยากรู้ว่า คุณเป็นห่วงผมบ้างไหม”

“คุณมีคนห่วงเยอะแล้ว จะมาสนใจอะไรกับฉันล่ะ”

“คุณกำลังตอบไม่ตรงคำถาม”

ชายหนุ่มรวบมือหญิงสาวมากุมเอาไว้ ณิรินอ้าปากค้างดึงมือออก หล่อนมองเข้าไปในบ้านก็เห็นว่า ไฟในห้องพระเปิด ปู่คงขึ้นบ้านไปนั่งสวดมนต์อยู่แล้ว แต่สองกุมารทองอาจจะเห็นก็เป็นได้

“ทำอะไรน่ะ อย่ามามือไวไม่ได้นะ ประเดี๋ยวแม่ตบ”

หล่อนแสร้งเงื้อมือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่อคิณกลับหัวเราะ

“ดุจริงๆ แฮะ แค่จับมือเองนะ แล้วถ้าผมทำมากกว่านั้นล่ะ ไม่ยิ่งโกรธหรือ”

ณิรินอ้าปากค้างมองชายหนุ่มอีกรอบ ใบหน้าแดงก่ำไปถึงลำคอ หล่อนกำลังจะอ้าปากด่าต่อแต่แล้วอคิณกลับทำบางอย่างโดยหญิงสาวไม่ทันตั้งตัว

“เฮ้ย…คุณ” เขายื่นหน้ามาหอมแก้มฟอดใหญ่

หญิงสาวลูบแก้มตัวเองป้อยๆ รู้สึกหน้าร้อนเหมือนจะระเบิดที่ถูกชายหนุ่มขโมยหอม

“ผมคิดถึงคุณนะ ช่วงนี้ผมฝันถึงคุณบ่อยๆ ไม่รู้ทำไม”

“พูดไปเรื่อย ใครจะเชื่อ”

“ผมพูดจริงๆ นะณิริน ผมคิดถึงคุณ บางครั้งผมก็รู้สึกเหนื่อยแต่พอได้ยินเสียงคุณแล้วมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย”

“เพี้ยนแล้ว”

ณิรินพูดแก้เก้อ ทั้งที่ในใจเต้นตึกๆ หล่อนไม่รู้ว่าอคิณพูดจริงหรือเปล่า แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นรัวเสียอย่างนั้น อคิณกุมมือทั้งสองของหญิงสาวเอาไว้ โน้มใบหน้าเข้ามาหา หญิงสาวสบตาคนตรงหน้าและเห็นความจริงใจอยู่ในนั้น น่าแปลกที่วันนี้นัยน์ตาของเขาพราวระยับกว่าที่เคย

“ผมพูดจากใจจริง แล้วทำไมคุณต้องเขินด้วย”

“เพราะว่า เราเหมือนอยู่กันคนละโลกน่ะสิ”

สิ่งที่ณิรินคิดเสมอก็คือ อคิณมีฐานะร่ำรวย เจ้าชายอย่างเขาคงไม่มีวันเหลียวมองหล่อน เขาอาจคิดว่า ณิรินเป็นของเล่นแก้เซ็งก็เป็นได้

“เราสองคนอยู่บนโลกเดียวกันณิริน และผมก็กำลังยืนอยู่ตรงหน้าคุณนี่ไง”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้น แต่เมื่อสบตา อคิณก็โน้มใบหน้ามาใกล้ขึ้น ณิรินมัวแต่ตกตะลึงตอนที่ริมฝีปากหยักลึกแนบลงมา หล่อนชะงักค้าง รู้สึกเหมือนตัวเองหายใจไม่ออก เข่าสองข้างอ่อนแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่ แต่โชคดีที่อคิณโอบเอวหล่อนไว้ หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก ใจหนึ่งก็กลัวว่ากุมารทองน้อยสองตนจะแอบเอาไปฟ้องปู่ หรือไม่ชาวบ้านก็อาจจะเห็นว่าหล่อนยืนจูบกับผู้ชายหน้าบ้าน อคิณพึมพำชิดริมฝีปาก

“ไม่ต้องห่วงหรอก น้องชายคุณสองคนบอกว่าจะไม่เอาไปฟ้องปู่ เขายืนดูต้นทางให้ผมอยู่”

ณิรินเบิกตากว้างอีกรอบ แต่แล้วอคิณก็ทำให้หล่อนไม่มีเวลาคิดถึงอย่างอื่นด้วยการบดเบียดริมฝีปากอย่างดูดดื่ม หญิงสาวเพิ่งรู้รสชาติของการจูบเป็นครั้งแรก จูบของอคิณช่างนุ่มนวลและชวนให้หลงใหล สัมผัสอ่อนโยนแต่ก็เร่าร้อนอยู่ในทีทำให้ไม่กล้าลืมตา นานทีเดียวกว่าชายหนุ่มจะถอนจูบออก ณิรินต้องพยายามทรงตัวเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้นทั้งที่ความจริงตอนนี้ขาสองข้างอ่อนจนแทบยืนไม่อยู่

หล่อนเพิ่งจูบกับหนุ่มสุดฮอตของโรงเรียน แถมหล่อนยังเปิดริมฝีปากให้เขาอีกด้วย ใบหน้าแดงก่ำจนถึงลำคอ ต้องรีบหลุบตาลง

“เป็นแฟนกับผมนะ”

หญิงสาวเงยมองอคิณด้วยความตกใจอีกรอบ

“เฮ้ย…”

อคิณถึงกับหัวเราะเมื่อได้ยินข้อความที่หญิงสาวเอ่ย เขาใช้นิ้วมือไล้ไปบนริมฝีปากที่บวมเป่งของคนตรงหน้า ทำท่าจะยื่นหน้ามาจูบหญิงสาวอีกรอบ

“เฮ้ย…ไม่เอานะ พอแล้ว”

“คุณนี่แปลกนะ ผู้ชายขอเป็นแฟน พูดได้แต่คำว่า เฮ้ย…เฮ้ย”

ณิรินอายม้วน รีบดึงมือตนออกจากอุ้งมือชายหนุ่ม หล่อนเงยหน้าสบตาด้วยความประหม่า

“นี่คุณเมาหรือเปล่า”

“ไม่เมา” อคิณพูดเสียงสูง” ผมมีสติดีครบถ้วน และที่ผมขอคือผมต้องการเช่นนั้นจริงๆ เรามาเป็นแฟนกันนะณิริน”

“คุณต้องเพี้ยนไปแล้วแน่ๆ ที่มาขอผู้หญิงบ้านๆ อย่างฉันเป็นแฟน”

“ผมอาจจะเพี้ยนจริงอย่างคุณว่า แต่ไม่รู้สิ ผมรู้สึกสบายใจเวลาอยู่กับคุณ มันเหมือนผมไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่น ไม่ต้องพยายามเป็นที่หนึ่งเพื่อทำให้คุณยอมรับ”

“แต่ฉันกลัว สักวันหนึ่งคุณอาจจะเปลี่ยนใจ”

อคิณลูบเส้นผมที่ปรกหน้าผาก โอบเอวหล่อนไว้รั้งหญิงสาวเข้าหาตัว ทั้งสองสบตากัน

“ตอนนี้ถึงพูดอะไรไปคุณก็คงไม่เชื่อ แต่ผมจะให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ผมจริงจังกับความสัมพันธ์นี้ขนาดไหน ผมอยากเป็นแฟนคุณและจะทำให้ดีที่สุด”

“แล้วน้องสาวคุณจะไม่ว่าหรือ เธอคงไม่ชอบผู้หญิงอย่างฉัน”

พลอยพยัพแสดงท่าทีชัดเจนมาตลอดว่า ไม่ต้องการให้ใครมายุ่งกับพี่ชาย สมัยเรียนหล่อนมักจะกีดกันทุกคนออกไป

“เรื่องนั้นผมจะคุยกับพลอยเอง เธอจะต้องยอมรับ เพราะนี่คือชีวิตผม ผมจะไม่ยอมให้พลอยมาบงการอีกต่อไปแล้ว ต่อไปผมจะทำสิ่งที่ผมต้องการด้วยตัวผมเอง”

นอกบ้านนอกจากอคิณ ณิรินและกุมารทองน้อยแล้ว ยังมีบางอย่างแฝงตัวอยู่ด้วย สายตาที่มองไปยังคู่รักหมาดๆ เต็มไปด้วยความประสงค์ร้าย มันมองลูกแก้วในมือ ภายในมีเปลวไฟสีทองไหลเวียนอยู่ภายใน ปู่เทียมคงแปลกใจเมื่อตรวจดูบุษราคัมและไม่พบอะไรผิดปกติ นั่นก็เพราะทุกอย่างที่เคยอยู่ภายในนั้นได้ถูกเรียกมาเก็บไว้ในลูกแก้วนี้แทน

แผนการแก้แค้นศัตรูบรรลุจุดหมาย ทั้งแพทริก พลอยพยัพ นาวา และวิกานดาต่างได้รับบทเรียนอย่างสาสม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องทิ้งหลักฐานอะไรไว้ในบุษราคัมอีก ทุกอย่างเป็นแค่เพียงสื่อกลาง อาคมที่ฝึกมาอย่างเชี่ยวชาญนั้นมากพอที่จะเล่นงานศัตรูและทุกคนที่เคยทำร้ายบุษยามณีในอดีต แต่สิ่งที่ทำให้หงุดหงิดนั่นก็เพราะอคิณกำลังตกหลุมรักหมอดูสาว

มือกำแน่นเมื่อมองชายหญิงที่ต่างแลกจุมพิตกันด้วยความริษยา หลังจากส่งผีตายโหงมาเล่นงานหมอดูสาวแต่สุดท้ายกลับถูกปู่เทียมจัดการ ณิรินจะต้องถูกกำจัดโดยเร็วที่สุดก่อนที่อคิณจะถลำลึกไปมากกว่านี้  การลงมือกำจัดณิรินทำได้ยาก เพราะกุมารทองน้อยสองตนคอยเฝ้าอยู่ มือกำแน่นมองศัตรูคนใหม่เดินเข้าบ้านไป ยิ่งเห็นสายตาที่อคิณมองณิรินก็ยิ่งรู้สึกอิจฉาใจจะขาด

ณิรินมีอะไรดี นอกจากไม่สวยแล้วยังยากจน แต่ทำไมเจ้าชายผู้เพียบพร้อมอย่างอคิณถึงได้ไปตกหลุมรักผู้หญิงธรรมดาแบบนั้นได้ ไม่ได้การ ต้องรีบจัดการทุกอย่างโดยเร็วที่สุด อีกไม่นานความลับที่ปิดบังไว้ก็อาจจะเปิดเผย

การแก้แค้นเป็นแค่ส่วนหนึ่งของแผนการทั้งหมด แต่สิ่งสำคัญคือ การเป็นเจ้าของหัวใจอคิณ ทุกอย่างต้องดำเนินต่อไปจนกว่าแผนการจะสำเร็จ มือกำลูกแก้วเอาไว้ เพ่งมองด้านใน ภาพที่ปรากฏขึ้นคล้ายกับคมมีดที่ยืดยาว เจ้าของลูกแก้วแสยะยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

“ใครที่กล้าขวางทาง มันต้องตาย”

 

ปัญหาที่ยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรสำหรับอคิณ นั่นคือ การตามหาตัวเด็กหญิงคนหนึ่งที่ไม่มีเพื่อนเลยตลอดระยะเวลาที่เรียนอยู่ในโรงเรียน บุษยามณีไม่เคยคุยกันใคร หล่อนมาโรงเรียนตั้งแต่เช้าตรู่และขากลับก็เดินออกจากโรงเรียนตามลำพัง

อคิณติดต่ออาจารย์ใหญ่เพื่อขอความช่วยเหลือโดยอ้างว่าเขาต้องการพบเด็กสาว แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครรู้ว่า บ้านของบุษยามณีอยู่ที่ไหน เขาลองติดต่อกับอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งทำงานในช่วงเวลาที่บุษยามณีเรียนอยู่ ตอนนี้ท่านเกษียณแล้วและลาออกจากงานไปอยู่ที่บ้านแต่พอไปถึงก็ได้คำตอบเพียงว่า

“ครูไม่รู้ว่าบ้านของบุษยามณีอยู่ที่ไหน ตอนที่ป้าของเธอมาทำเรื่องลาออก บอกแต่ว่าจะย้ายไปอยู่ต่างประเทศ”

“บุษยามณีอยู่กับป้าหรือครับ แล้วพ่อแม่ของเธอล่ะครับ คุณครูพอรู้บ้างไหม”

“ครูก็ถามป้าเหมือนกันว่า ทำไมพ่อกับแม่ของบุษยามณีไม่มาด้วย เพราะตอนทำสัญญาเข้าโรงเรียน ครูเป็นคนรับเธอเข้ามาเอง”

ครูเล่าว่า บิดาของบุษยามณีเป็นเจ้าของโรงสีที่ต่างจังหวัด ส่วนครอบครัวของมารดาเปิดร้านซื้อขายแลกเปลี่ยนอัญมณี

“พ่อกับแม่เธอดูเป็นยังไงบ้างครับ”

“คุณแม่น่ารัก วันที่มอบตัวคุณแม่ก็เป็นคนพามาเอง แต่สำหรับคุณพ่อ มีปัญหานิดหน่อย”

“ครูหมายถึงอะไรหรือครับ”

“ครูได้ยินว่าพ่อเจ้าชู้มาก แถมยังเล่นพนัน หลังจากมอบตัวเสร็จครูบังเอิญได้ยินตอนทั้งสองคนทะเลาะกัน เมื่อบุษยามณีมาเรียนเธอก็ชอบทำหน้าเศร้า ครูเคยถามแต่เธอไม่ยอมตอบ”

“แล้วคุณป้าเธอล่ะครับ คุณครูพอมีที่อยู่บ้างไหม”

“ครูเคยจดเอาไว้ในสมุดที่โรงเรียน ถ้าอคิณอยากรู้ ครูจะถามรุ่นน้องที่ทำงานอยู่ตอนนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะหาเจอหรือเปล่า เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายปีมากแล้ว สมุดทะเบียนก็อาจจะไม่อยู่แล้ว ทำไมอคิณถึงได้อยากรู้ที่อยู่ของบุษยามณีมากนักล่ะจ๊ะ”

อคิณนิ่งไป เขาต้องหาคำตอบที่ทำให้ครูไม่สงสัย ขืนบอกว่าเขาสงสัยว่า บุษยามณีเสียชีวิตไปแล้วคงจะไม่ดีแน่

“คือว่า ผมฝันถึงเธอครับ และตอนไปงานคืนสู่เหย้า มีคนพูดถึงเธอเยอะก็เลยอยากเจอ”

“ขอโทษด้วยนะอคิณ ครูแทบจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเกี่ยวกับบุษยามณีเลย”

“ไม่เป็นไรครับครู ผมเข้าใจ เรื่องก็ผ่านมานานมากแล้ว และบุษยามณีก็ไม่ใช่คนโดดเด่น”

“อ้อ…แต่ครูจำได้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับป้าของบุษยามณีซึ่งแปลกมาก”

“อะไรหรือครับ”

“ก็เธอสวมสร้อยที่มีเขี้ยวเสือห้อยอยู่ ครูยังถามว่าไปเอาสร้อยนี้มาจากไหน ป้าก็ตอบว่า มีอาจารย์ให้มา”

“เขี้ยวเสือหรือครับ”

“ใช่…เหมือนพวกเครื่องรางของขลัง ป้าของบุษยามณีน่ากลัวมาก ดูนิ่งจนครูเองไม่กล้าถามอะไรมาก หลังจากทำเรื่องลาออกเสร็จก็รีบกลับไปเลย”

“ครูคิดว่า ป้าของบุษยามณีจะเป็นพวกเล่นไสยศาสตร์หรือเปล่าครับ”

จากที่ปู่เทียมคาดเดาว่า คนที่ควบคุมวิญญาณน่าจะมีความรู้ทางด้านอวิชาที่แข็งแกร่ง หากบุษยามณีเสียชีวิตไปแล้ว เป็นไปได้หรือไม่ว่า ป้าอาจเป็นผู้แก้แค้นด้วยการบังคับวิญญาณผีตายโหงให้มาเล่นงาน

“ครูก็ไม่แน่ใจนะ”

“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้ว ถ้ามีอะไรที่ครูพอจะนึกออกหรือว่าหาที่อยู่ได้ช่วยแจ้งผมหน่อยนะครับ”

“ได้จ้ะ ถ้ามีอะไรคืบหน้าครูจะรีบโทรหาอคิณทันที”

หลังจากคุยเรื่องสัพเพเหระต่ออีกสักพัก อคิณจึงตัดสินใจลากลับ เขารู้สึกผิดที่ต้องหลอกว่าฝันถึงทั้งที่จริงแล้ว ชายหนุ่มตามหาบุษยามณีเพราะต้องการสืบว่าใครอยู่เบื้องหลัง เมื่อไม่ได้อะไรคืบหน้า อคิณจึงนึกถึงตัวช่วยสุดท้าย บางทีวันนี้เขาควรจะลองสอบถามน้องสาวดู ไม่แน่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นจุดที่ทำให้พลอยพยัพเปลี่ยนใจยอมบอกว่า เมื่อหลายปีก่อนเกิดอะไรขึ้น…

Don`t copy text!