บุษราอาฆาต บทที่ 20 : ความลับในอดีต

บุษราอาฆาต บทที่ 20 : ความลับในอดีต

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-20-

 

อคิณยอมรับว่า ยังไม่ชินกับสภาพน้องสาวที่เป็นอย่างนี้ ตั้งแต่เล็กจนโตพลอยพยัพเป็นเด็กสาวที่ร่าเริง แต่หลังจากเกิดเรื่องหล่อนก็เก็บตัวอยู่กับบ้านไม่ยอมออกไปไหน แม้ว่าตอนนี้พลอยพยัพจะไม่ได้เป็นผู้ต้องสงสัยอีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อคลิปเต้นรำถูกเผยแพร่ออกไปชื่อเสียงจึงค่อนข้างฉาวโฉ่

หลายคนมองภาพว่า หล่อนใจแตกปล่อยเนื้อปล่อยตัว หลังการตายของแพทริก หนังสือพิมพ์หลายฉบับก็พยายามขุดคุ้ยความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ดังนั้นตอนนี้สินค้าต่างๆ รวมถึงแบรนด์เสื้อผ้าต่างก็ไม่มีใครกล้าจ้างนางแบบสาวไปร่วมงานด้วย

พลอยพยัพขังตัวอยู่แต่ในห้อง ร่างกายผ่ายผอม คุณพิรัชต์กลุ้มใจมากเลยให้แม่อิ่มไปหาน้ำมนต์จากวัดหลายแห่งมาให้ แต่สุดท้ายพลอยพยัพก็ยังเก็บตัวอยู่ลำพัง สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้น้องสาวเสียขวัญ

เขาไม่อยากรื้อฟื้นเรื่องในอดีต เพราะกลัวว่าจะทำให้พลอยพยัพเครียดมากกว่าเดิม แต่เมื่อแผนการตามหาบุษยามณีล้มเหลวก็ไม่มีทางเลือก

ชายหนุ่มเคาะประตู กระตุ้นให้คนที่กำลังนั่งเหม่อหันมามอง ทั้งที่จริงตัวเองข้ามาในห้องได้พักใหญ่แล้ว

“พี่เพชร”

อคิณทรุดตัวลงนั่งตรงหน้าน้องสาว พลอยพยัพต้องพึ่งยานอนหลับแทบทุกคืน ขอบตาหล่อนดำคล้ำ บนโต๊ะหัวเตียงมีหนังสือพิมพ์วางคว่ำอยู่ ชายหนุ่มไม่แน่ใจว่าน้องสาวได้อ่านข่าวบ้างหรือไม่ แต่หลายวันมานี้สื่อยังคงประโคมข่าวการบาดเจ็บของนาวาและวิกานดาอย่างต่อเนื่อง

“พลอยเป็นยังไงบ้างวันนี้ ได้ลงไปเดินเล่นข้างล่างบ้างไหม”

คุณพิรัชต์พยายามอย่างยิ่งที่ให้ลูกสาวออกไปข้างนอกบ้าง ทั้งชวนไปเดินเล่นห้างสรรพสินค้าหรือแม้แต่ไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัดเพื่อให้คลายเครียด แต่จนแล้วจนรอดพลอยพยัพก็ไม่ยอมออกไปไหนเลย

“พลอยไม่อยากไป…พลอยเบื่อ”

อคิณลูบผมน้องสาว สบตา

“รู้ตัวไหมว่าผอมจนเหลือแต่กระดูกแล้ว เดี๋ยวเวลาถ่ายรูปออกมา ไม่สวยนะ”

“สวยหรือไม่สวยก็ไม่มีใครสนหรอก ตอนนี้ไม่มีใครอยากจ้างพลอยแล้ว”

อคิณดึงน้องสาวเข้ามากอดด้วยความสงสาร  พลอยพยัพเสียใจมาก หล่อนตกงานเพราะถูกเจ้าของสินค้ายกเลิก คงอีกนานกว่าคดีของแพทริกจะสิ้นสุดลง แต่กว่าจะถึงตอนนั้นชื่อของพลอยพยัพก็คงถูกลืมไปจากวงการนางแบบแล้วก็เป็นได้ พิธานเองก็เป็นห่วง โทร.มาสอบถามหลายครั้ง เขาได้แต่เชียร์ให้เข้ามาดูแลพลอยพยัพแต่เพื่อนรักก็ยังไม่กล้า

“อีกไม่นานหรอกพลอย รอให้เรื่องเงียบก่อน เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง หรือถ้าในอนาคตพลอยจะรับงานที่ต่างประเทศก็ได้นะพี่ไม่ว่า”

สมัยอยู่ต่างประเทศ พลอยพยัพก็เคยไปแคสติ้งงานมาหลายครั้งแล้ว หล่อนได้เปรียบนางแบบคนอื่นๆ เนื่องจากรูปร่างสูง ต่างชาติก็ชื่นชอบ

“แล้วพลอยต้องรออีกนานแค่ไหนล่ะพี่เพชร เมื่อไหร่คนจะลืมเรื่องนี้เสียที”

อคิณประคองที่หัวไหล่ทั้งสองข้าง พูดย้ำ

“พลอยต้องอดทนนะ พี่รู้ว่าพลอยเครียด แต่จะนั่งซึมกะทือทั้งวันแบบนี้ไม่ได้ พลอยต้องก้าวต่อไป”

“แต่พลอยไม่มีแรง พลอยไม่อยากทำอะไรเลย พี่เพชรเข้าใจไหมคะว่า พลอยกลัว” หญิงสาวร้องไห้น้ำตารินอาบสองแก้ม

ตอนที่เขาช่วยพลอยพยัพจากการถูกสิง อคิณเล่าเรื่องให้น้องสาวฟัง ตอนนี้วิญญาณร้ายทำอะไรหล่อนไม่ได้อีก เพราะภายในห้องมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่

“ไม่มีใครทำอะไรพลอยได้เชื่อเถอะ พี่จะดูแลพลอยเอง”

“พี่เพชรจะสู้กับมันได้ยังไง ในเมื่อพี่ยังไม่รู้เลยว่า ใครเป็นคนทำ”

“พี่สู้ได้สิ ถ้าพี่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น” พลอยพยัพชะงักจากที่เคยสะอื้นกลับเงียบลง หล่อนมองอคิณด้วยใบหน้าเผือดสนิท

“ไม่มีนะคะ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย”

“แน่ใจนะว่า พลอยไม่ได้โกหกพี่”

อคิณคาดคั้น เขารู้จักน้องสาวดี หากหลุบตาลงหมายถึงว่ายังลังเลบางอย่าง สิ่งที่ไม่เข้าใจคือ น้องสาวกลัวอะไรกันแน่

“พลอยเคยบอกพี่เพชรแล้วไงว่าไม่มีอะไร จะมาคาดคั้นอีกทำไม”

พลอยพยัพทำเสียงสูง อคิณได้แต่ถอนหายใจ ในเมื่อหล่อนปากแข็ง เขาก็จำต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด

“ถ้างั้นพลอยคงเห็นข่าวนี้แล้วใช่ไหม”

เขาตัดสินใจพลิกหนังสือพิมพ์ที่วางคว่ำอยู่ขึ้น พอเห็นข่าวของเพื่อนสาวในไอซียู พลอยพยัพเบือนหน้าหนีทันที

“พลอยไม่รู้”

“พลอยรู้ แต่ไม่ยอมบอก มีบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ทั้งพลอย นาวา วีวี่ และแพทริกมีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นด้วย แต่ถ้าพลอยไม่บอกพี่ก็หาทางช่วยไม่ได้”

หญิงสาวเบิกตากว้าง มองพี่ชายด้วยความตกใจ อคิณพูดต่อ

“นี่พี่เพชรกล่าวหาพลอยงั้นหรือ”

“พี่แค่อยากรู้ความจริง มันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่จู่ๆ แพทริกจะกระโดดตึกตาย ส่วนนาวาและวีวี่ก็ถูกทำร้าย และเพื่อนของพลอยทุกคนต่างก็โดนผีหลอก”

พลอยพยัพหน้าซีดยิ่งกว่ากว่า หล่อนสบตาอคิณแต่แล้วก็รีบหลุบตาลงเบือนหน้าไปทางอื่น

“พลอยไม่มีอะไรจะพูด ถึงพี่เพชรถาม พลอยก็จะยืนยันคำเดิมว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”

“แล้วถ้าเรื่องเลวร้ายทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกับบุษยามณี พลอยจะว่ายังไง”

หญิงสาวมือสั่น หล่อนคงรู้เหมือนกับที่เขารู้ว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ทั้งเรื่องที่พลอยพยัพเห็นผีในงานโรงเรียน รวมถึงที่บรรดาผู้ร่วมเหตุการณ์ต่างถูกคิดบัญชีอย่างเหี้ยมโหด ทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะวิญญาณอาฆาต

“พี่เพชรหมายถึง…”

“บุษยามณีตายไปแล้ว และไม่ว่าตอนนี้เธอจะอยู่ในรูปแบบไหนก็ตาม พี่มั่นใจว่าเธอกำลังตามเช็กบิลคนที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ตอนนี้คนเดียวที่ยังปลอดภัยก็คือพลอย แต่อีกไม่นาน…”

พลอยพยัพมองไปรอบห้องด้วยความหวาดหวั่น

“บุษษามณีจะมาทำร้ายพลอยทำไม ในเมื่อพลอยไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” หญิงสาวพูดเสียงหลง

“แน่ใจนะ พลอยหลอกพี่ได้ แต่หลอกวิญญาณไม่ได้ ถ้าพลอยยอมพูด บางทีเราอาจจะหาทางแก้ไขเรื่องทั้งหมด”

“เอ๊ะ…พี่เพชร พลอยบอกแล้วไงคะว่าไม่มี พี่จะกดดันทำไมอีก พลอยยิ่งเครียดๆ อยู่ หรือพี่เพชรอยากให้พลอยกัดลิ้นตายไปเสียตรงนี้”

พลอยพยัพปล่อยโฮออกมา น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม อคิณมองน้องสาวแล้วก็ยิ่งสงสาร แต่เขาจำเป็นต้องทำเพื่อให้พลอยพยัพยอมบอกความจริง

“พี่ไม่เคยคิดแบบนั้น พี่รักพลอย และอยากช่วย แต่ที่พี่ไม่รู้ก็คือ คืนวันนั้นทั้งสี่คนนัดไปทำอะไรกันที่โรงเรียน ห้ามบอกว่าไม่ได้ไป คนรถบอกพี่ว่าขับรถไปส่งพลอย และพลอยเองก็เป็นคนเดียวที่รู้เรื่องจดหมายนัดของบุษยามณี”

วันที่บุษยามณีส่งจดหมายนัดพบอคิณ เขาเลือกที่จะไม่ไปตามนัดเพราะมีเรียนพิเศษที่บ้านกับอาจารย์ แต่สิ่งที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกผิดนั่นก็เพราะตนเป็นผู้วางจดหมายไว้บนโต๊ะแทนที่จะฉีกทำลาย

“แต่พลอยไม่ได้ทำอะไรเลยนะคะ พลอยก็แค่ย้อนไปเอาของก็เท่านั้น”

หญิงสาวอ้างว่าลืมของไว้ในห้องเรียนและให้คนขับรถย้อนไปส่ง แต่จากที่อคิณสอบถามพลอยพยัพอยู่ในโรงเรียนเกือบชั่วโมงทั้งที่เลิกเรียนแล้ว

“พลอย”

“ถึงพี่เพชรจะถามพลอยสักกี่รอบ พลอยก็ยังจะตอบเหมือนเดิม พลอยไม่ได้ทำอะไรบุษยามณี แต่ถ้าพี่เพชรจะบีบบังคับให้ยอมรับ ก็ฆ่ากันเสียให้ตายดีกว่า ไหนๆ ก็ไม่รักพลอยแล้ว”

เจอไม้นี้เข้าไปอคิณจึงได้แต่อึ้ง เขามองน้องสาวที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างสงสาร พลอยพยัพถูกตามใจตั้งแต่เล็กจนโต และตอนนี้หล่อนก็ยังไม่ยอมเปิดปาก

“งั้นพี่ก็คงต้องแล้วแต่พลอย แต่อยากให้รู้ว่าประตูห้องพี่เปิดต้อนรับเสมอ ถ้าพลอยพร้อมจะเล่า พี่ก็ยินดีฟัง”

พลอยพยัพได้แต่นิ่งก้มหน้า อคิณตัดสินใจพูดต่อ

“จำคำพูดพี่ไว้ให้ดีๆ นะ เรื่องนี้ยังไม่จบ แต่จะต้องมีเรื่องเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าหากทุกอย่างเป็นฝีมือของบุษยามณี เธอไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่ ใครทำกรรมอะไรไว้คงต้องชดใช้อย่างสาสม”

หญิงสาวร้องไห้ออกมาอย่างอัดอั้น ความจริงที่ไม่ได้บอกอคิณนั่นก็คือ หล่อนได้เห็นข่าวเพื่อนรักทั้งสองคนผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ นาวาถูกกล้อนผมและถูกลนด้วยไฟแช็กแถมยังมีแผลตรงใบหน้าทำให้เสียโฉม แต่อาการของวิกานดาหนักกว่ามาก เพราะถูกไฟไหม้ทั้งตัว เพื่อนสาวยังอยู่โรงพยาบาลและคงจะต้องกลายเป็นแผลเป็นไปตลอดชีวิต

พลอยพยัพมองภาพถ่ายที่ใส่กรอบวางไว้บนหัวเตียง ทั้งสามเป็นเพื่อนสนิทเพราะอยู่ห้องเดียวกันตั้งแต่อนุบาล เนื่องจากฐานะครอบครัวใกล้เคียงกัน แถมตอนไปเรียนต่างประเทศ ทั้งสามก็เช่าอพาร์ตเมนต์อยู่ด้วยกันอีก ถ้าไม่ใช่เพราะจดหมายที่บุษยามณีเขียนถึงอคิณในวันนั้น ทุกอย่างคงจะไม่ลงเอยเหมือนเช่นนี้

หญิงสาวจำได้ว่า เห็นจดหมายที่อคิณวางทิ้งไว้บนโต๊ะในห้องนอน แต่พออ่านจบก็โกรธมาก เดินไปหาพี่ชายทันที หลังจากคุยกันก็ได้ความว่าอคิณจะไม่ไปตามนัด แต่สุดท้ายพลอยพยัพก็ยังอดโมโหไม่ได้อยู่ดี หล่อนจึงโพสต์ภาพจดหมายในไลน์กลุ่มของเพื่อนซี้

‘พวกเธอดูสิ บุษยามณีทำไมถึงได้ตามตื๊อพี่เพชรอย่างนี้ ห้ามเท่าไหร่ก็ไม่ฟัง’

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีผู้หญิงมาส่งจดหมายรักให้อคิณ แต่บุษยามณีต่างจากคนอื่น หล่อนไม่กลัวใคร แม้จะถูกเตือนไปหลายครั้งแล้วแต่เด็กสาวก็ยังดื้อดึงส่งของมาให้ทุกวัน หลายครั้งที่มาดักพบอคิณที่โรงอาหาร แต่พลอยพยัพก็ถลันเข้าไปขวางเอาไว้เสียก่อน แต่ทุกครั้งบุษยามณีจะโต้ว่า

‘เธอไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจแทนพี่เพชร ฉันจะทำให้เขารักฉันให้ได้’

บุษยามณีไม่เหมือนคนอื่น แววตาแข็งกร้าว อีกทั้งยังมีความมุ่งมั่น แม้จะถูกแกล้งอย่างหนักตอนอยู่ที่โรงเรียนแต่เด็กสาวก็ไม่ท้อ อย่างวันหนึ่งพลอยพยัพตักน้ำจากโถส้วมมาราดใส่จากชั้นบนของอาคารเรียน เด็กสาวเดินกลับบ้านทั้งที่ตัวเปียกและเหม็นสุดขีด แต่พอวันรุ่งขึ้นก็ยังแอบเอาขนมมาส่งให้อคิณอีก

พลอยพัพโกรธจัดยิ่งกลั่นแกล้งหนักขึ้น ทั้งเอาสัตว์ไปใส่ไว้ในล็อกเกอร์ ทั้งกบ เขียด อึ่งอ่าง หรือแม้แต่แมงมุม หนู ตุ๊กแก แต่บุษยามณีไม่กลัวสัตว์พวกนี้เลย แถมยังกล้าจับด้วยมือเปล่าเสียอีก

‘เธอคิดจะทำยังไงต่อพลอย’

‘ฉันจะแกล้งบุษยามณี คราวนี้เล่นให้หนัก ให้กลัวจนหัวหดไปเลย’

หล่อนจึงให้คนบอกบุษยามณีว่า อคิณจะไปตามนัดหลังเลิกเรียนแต่แท้จริงแล้วสามสาววางแผนกันจะจับเด็กสาวขังไว้ในห้องเรียนจนถึงเช้า พลอยพยัพจำได้ว่าไปถึงโรงเรียนช้าเพราะต้องหาทางโกหกที่บ้านว่า ทำไมถึงย้อนกลับไปที่โรงเรียน แต่พอไปถึงก็พบว่าบุษยามณีโดนนาวาและวิกานดาแกล้งไปก่อนแล้ว หล่อนเห็นไฟแช็กตกอยู่และพบว่า วิกานดากับนาวาจุดไฟเผาเส้นผมของบุษยามณีเพื่อแกล้ง เด็กสาวร้องไห้ ตกใจกลัว แต่สุดท้ายก็ยังยืนยันตะโกนใส่หน้าด้วยคำเดิม

‘ไม่ว่ายังไงฉันก็จะรักพี่เพชรเหมือนเดิม ไม่มีอะไรหยุดฉันได้หรอก’

พลอยพยัพโกรธมาก จังหวะนั้นแพทริกก็โทร.เข้ามาพอดี เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่ล่วงรู้แผนการและเสนอตัวเข้ามาช่วย

‘ให้ผมจัดการเองไม่ดีกว่าหรือ คุณสามคนเป็นผู้หญิง ทำอะไรคงไม่ค่อยสะดวก ให้ผู้ชายเตือนจะดูจริงจังมากกว่า’

ความโกรธทำให้เลือกที่จะทำตามแรงโทสะที่อยู่ภายใน หล่อนสามคนจึงขังบุษยามณีไว้ในห้องและส่งข้อความบอกแพทริก ไม่มีใครรู้ว่าแพทริกทำอะไรบ้าง แต่วันรุ่งขึ้นบุษยามณีไม่มาโรงเรียนสร้างความพอใจให้กับพลอยพยัพเป็นอันมาก แต่แล้วกลับกลายเป็นว่า เด็กสาวลาออกจากโรงเรียน ข่าวลือหนาหูว่าเด็กสาวถูกกลั่นแกล้งจนต้องลาออก พลอยพยัพกับเพื่อนกลัวความผิดจึงสาบานว่า จะไม่เล่าเรื่องในวันนั้นให้ใครฟังเด็ดขาด ทุกอย่างเป็นความลับ

‘จำคำพูดพี่ไว้ให้ดีๆ นะ เรื่องนี้ยังไม่จบ แต่จะต้องมีเรื่องเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าหากทุกอย่างเป็นฝีมือของบุษยามณี เธอคงไม่ยอมหยุดแค่นี้แน่ ใครทำกรรมอะไรไว้คงต้องชดใช้อย่างสาสม’

หากข้อสันนิษฐานของอคิณเป็นจริง บุษยามณีคงไม่ปล่อยหล่อนไว้แน่ แต่ถ้าบอกความจริงแล้วอคิณคงโกรธและอาจไม่มองหน้าอีก พลอยพยัพก็ไม่รู้จะทำเช่นไร ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้หล่อนยิ่งรู้สึกเครียด ลึกๆ ลงไปพลอยพยัพไม่เคยอยากให้บุษยามณีต้องฆ่าตัวตาย ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น แม่อิ่มนั่นเองที่เคาะประตู หญิงสาวรีบปาดน้ำตาออกไป

“มีอะไรคะแม่อิ่ม”

“เอ่อ…เลขาของคุณอคิณมาค่ะ เธอบอกว่าชื่อวรัญญา อยากมาเยี่ยมคุณหนู”

“จริงหรือคะ เชิญคุณญ่าเข้ามาได้เลยค่ะ พลอยกำลังอยากพบอยู่พอดี”

 

“คุณพลอยอยากให้ญ่าหาอะไรให้นะคะ”

วรัญญาถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ หล่อนแวะมาเยี่ยมพลอยพยัพพร้อมด้วยรังนกที่สั่งมาจากเจ้าประจำ

“คือว่า พลอยอยากหาหมอดู หรือคนนั่งทางในค่ะ”

“คุณพลอยจะดูดวงหรือคะ ญ่าไม่ยักรู้ว่าคุณพลอยเชื่อเรื่องพวกนี้ด้วย”

พลอยพยัพส่ายหน้า หล่อนไม่ได้เชื่อเรื่องดวงแต่สิ่งที่ต้องการคือหาที่พึ่ง หญิงสาวรู้ดีว่า เรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้วแก้ไขไม่ได้ แต่ก็น่าจะมีวิธีทำให้กรรมเหล่านั้นลดทอนความรุนแรงลงได้

“พลอยเครียดค่ะ หันไปทางไหนก็คิดไม่ตก ก็เลยคิดว่าอยากจะพึ่งทางนี้ คุณญ่าเป็นเลขาที่เก่งมาก รอบรู้ทุกเรื่อง น่าจะช่วยพลอยได้”

“ความจริงญ่าก็รู้จักคนหนึ่งนะคะ เพื่อนสนิทของญ่าเคยไปดูดวงกับอาจารย์ท่านนี้ เขาเป็นหมอนั่งทางในและศึกษาไสยศาสตร์ด้วยค่ะ เรื่องทำเครื่องรางของขลังเพื่อไล่ภูตผีวิญญาณก็ทำได้นะคะ”

“จริงหรือคะ ก็ดีเลยค่ะ พลอยอยากพบเขา คุณญ่าจะนัดให้ได้เมื่อไหร่คะ”

“ขอเวลาหน่อยนะคะ ญ่าต้องโทรไปสอบถามดูว่าคิวแน่นมากไหม”

พลอยพยัพจับมือเลขาสาว ยิ้มอย่างดีใจ

“คุณญ่าใจดีที่สุดเลย พลอยขอบคุณล่วงหน้านะคะ ถ้าไม่ได้คุณญ่า พลอยก็ไม่รู้จะหาทางพึ่งใครเหมือนกัน”

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกค่ะ เพื่อคุณอคิณแล้วญ่าทำได้ทุกอย่างค่ะ”

หญิงสาวเผลอหลุดปากออกไป พลอยพยัพสังเกตว่า แก้มนวลของเลขาสาวแดงระเรื่อ

“เอ่อ…คุณพลอยอย่าเข้าใจผิดนะคะ ญ่าหมายถึงว่า เป็นเลขาก็ต้องดูแลเจ้านายและครอบครัวเจ้านายเป็นอย่างดี ส่วนคุณพลอย ญ่ารู้สึกเหมือนเป็นน้องสาว เหมือนเพื่อน ก็ต้องช่วยให้เต็มที่จริงไหมคะ”

“โอ๊ย…ไม่ต้องกลัวนะคะ พลอยไม่ได้คิดมาก ความจริงพลอยถูกชะตากับคุณญ่ามากๆ บางทียังคิดเลยว่า ถ้าพี่เพชรจะมีผู้หญิงสักคน น่าจะเป็นคนที่น่ารักและเรียบร้อยแบบคุณญ่า”

“คุณพลอย…พูดอะไรอย่างนั้นคะ ญ่าเขิน” หล่อนยิ้มก้มหน้าอายม้วน พลอยพยัพมองอากัปกิริยาของผู้หญิงตรงหน้าแล้วก็อดชอบไม่ได้ วรัญญาไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นที่จงใจทอดสะพานให้อคิณ จะดีแค่ไหน หากวรัญญาได้มาเป็นพี่สะใภ้ของหล่อนจริงๆ

“คุณญ่ามีแฟนหรือยังคะ”

“อุ๊ย คุณพลอย”

พลอยพยัพจับมือเลขาฯ สาว ถามย้ำอีกครั้ง

“พลอยถามจริงๆ นะคะ ถ้ายังไม่มี ทำไมคุณญ่าไม่ลองเปิดใจดูพี่เพชรบ้างล่ะคะ เพราะพี่เพชรก็ยังไม่มีใครเหมือนกันค่ะ”

“คุณพลอย…ล้อญ่าเล่นใช่ไหมคะ คุณอคิณทั้งหล่อ ทั้งรวย คงไม่สนใจผู้หญิงจืดชืดแบบญ่าหรอกค่ะ ญ่าขอเป็นแค่เลขารับใช้คุณอคิณก็พอแล้ว”

“คุณญ่า อยู่ใกล้พี่เพชรแล้วไม่หวั่นไหวบ้างหรือคะ”

วรัญญาอายม้วน จิกมือตัวเองบนตัก พลอยพยัพยิ่งเห็นก็ยิ่งชื่นชม เท่านี้ก็รู้ว่าเลขาฯ สาวยังไม่มีแฟน แถมยังไม่ใช่ผู้หญิงกร้านโลกอีกด้วย

“คือว่า ญ่า…”

“คุณญ่าไม่ได้รังเกียจพี่เพชรใช่ไหมคะ”

“ไม่เลยค่ะ ญ่ารักและเคารพคุณอคิณเหมือนเจ้านาย เขาเก่งมาก ทั้งทำงาน ทั้งดูแลครอบครัว ดูแลน้องสาว เป็นผู้ชายที่เพอร์เฟกต์คนหนึ่ง”

“ได้ยินอย่างนี้ก็ดีแล้วค่ะ เอาไว้ถ้าหมดเรื่องยุ่งๆ ก่อนแล้วพลอยจะอาสาเป็นแม่สื่อให้คุณญ่าเองนะคะ พลอยคิดดีแล้ว ผู้หญิงคนอื่นก็อาจจะรู้ใจพี่เพชรไม่เท่าคุณญ่า ถ้าพี่เพชรได้คุณญ่าเป็นแฟน นอกจากจะช่วยทำงานแล้ว ยังจะช่วยแบ่งเบาภาระต่างๆ คุณญ่าเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อย น่ารัก มีเหตุผล อย่างนี้พี่เพชรคงรักมาก”

“อุ๊ย คุณพลอย ชมกันอย่างนี้เลยหรือคะ ญ่าไม่ได้ดีขนาดนั้นหรอกค่ะ”

“พลอยเชื่อว่ามองคนไม่ผิดค่ะ  ผู้หญิงที่เหมาะจะเป็นพี่สะใภ้ของพลอย มีคนเดียวเท่านั้นคือคุณญ่า พลอยจะทำทุกอย่างให้พี่เพชรหันมาปิ๊งคุณญ่าให้ได้ค่ะ”

วรัญญาประนมมือไหว้

“ขอบคุณคุณพลอยมากนะคะ ญ่าไม่รู้จะตอบแทนยังไง เอาเป็นว่าช่วยดื่มรังนกนี่หน่อยนะคะ ญ่าอุตส่าห์สั่งมาจากร้านประจำ รังนกแท้ๆ เลยนะคะ”

“อ๋อ พลอยจำได้ ครั้งที่แล้วดื่มแล้วสดชื่นมาก”

“ใช่ค่ะ รังนกแท้ๆ จะช่วยให้หลับสบาย และถ้าคุณพลอยคิดอะไรไม่ออก มีเรื่องติดขัดทุกๆ อย่างก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดีเองค่ะ”

พลอยพยัพรับถ้วยรังนกมา ครั้งนี้ถูกบรรจุไว้ในแก้วใส เมื่อแตะดูก็พบว่าข้างนอกยังอุ่นๆ อยู่ หล่อนยกขึ้นจ่อตรงริมฝีปาก หันมายิ้มกับวรัญญาก่อนจะดื่มลงไปรวดเดียวหมด…

 

ขณะที่อคิณพยายามสืบข่าวของบุษยามณีนั้น ณิรินก็มีปัญหาต้องขบคิดให้ตก หล่อนมีคำใบ้ปริศนาสองคำอยู่ในมือ ดังนั้นจึงเริ่มต้นจากคำใบ้แรกนั่นคือ ผู้จัดการสาขาของธนาคาร จากตอนนั้นที่มีคนแอบใส่ของในกระเป๋าเสื้อสูทของอคิณ เท่าที่คุยกับชายหนุ่ม ณิรินก็มั่นใจว่าผู้จัดการร้านนั้นต้องมีส่วนร่วมด้วยแน่

เนื่องจากหล่อนต้องมาขายของที่ตลาดนัดหน้าธนาคารทุกวันอยู่แล้ว หญิงสาวจึงแอบสะกดรอยผู้จัดการสาขา เขาเป็นหนุ่มโสด อายุราวสี่สิบหน้าตาดี แต่ตัวสุภาพเรียบร้อย ทุกวันเขาจะมาถึงธนาคารตั้งแต่ก่อนห้างเปิดเกือบชั่งโมง หลังจากนั้นก็ไขกุญแจเข้าไปด้านใน โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเฝ้าอยู่

ผู้จัดการสาขาเป็นคนมัธยัสถ์ หล่อนเห็นเขาห่อข้าวกล่องมากิน พกน้ำดื่มมาดื่ม แม้จะมีออกมาเดินดูของที่ตลาดบ้างแต่แทบไม่ซื้ออะไร นานๆ ครั้งถึงจะซื้อของกิน วิสัยของเขาเป็นคนเอาจริงเอาจังกับงาน สังเกตจากวิธีการต้อนรับลูกค้า อีกทั้งยังตอนที่พูดคุยกับลูกน้อง หลังจากธนาคารปิดเขามักจะนั่งทำงานต่ออีกเกือบชั่วโมง

หลังจากเฝ้าดูแลไม่พบอะไร ณิรินจึงตัดสินใจติดตามเขากลับบ้าน หล่อนส่งกุมารทองไปแอบดูต้นทางและรู้ว่า ผู้จัดการสาขามักจะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า ดังนั้นเมื่อเห็นเขาเดินออกจากธนาคาร หญิงสาวจึงตัดสินใจตามไป หล่อนแอบขึ้นรถไฟฟ้าขบวนเดียวกันแต่เลือกที่จะไม่ยืนใกล้นักเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต หลังจากนั่งรถไฟฟ้าไปจนสุดสาย เขาก็ลงและเดินเข้าซอยไปอีกที

บ้านพักของเขาอยู่ในซอยลึก ปากซอยค่อนข้างเปลี่ยว ไม่มีร้านขายอาหารพลุกพล่านเหมือนซอยของหล่อน หญิงสาวร้องสั่งกุมารทองให้ตามไป ขณะที่ตัวหล่อนเลือกที่จะทิ้งระยะไม่ให้ผิดสังเกต กุมารทองสองตนลอยตัวมาใกล้ กระซิบบอกที่อยู่ ณิรินจึงเดินตามไปติดๆ หล่อนชะโงกหน้าดูผ่านทางรั้วและก็พบว่า ผู้จัดการหนุ่มไขประตูเข้าไปในบ้านแล้ว เขาเปิดไฟและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมกับเข้าครัว ณิรินอยากรู้ว่า เขาอยู่คนเดียวหรือเปล่า จึงเลือกที่จะแอบดูอยู่ข้างกำแพง โชคดีที่กำแพงบ้านนั้นเป็นแบบโปร่งจึงมองเห็นภายในบ้านอย่างชัดเจน

ภาพของหนุ่มใหญ่สวมผ้ากันเปื้อนดูแล้วแปลกตา ณิรินอดคิดไม่ได้ว่า เขาน่าจะมีครอบครัวแล้ว ท่าทางยามทำครัวไปด้วยผิวปากไปด้วยชวนให้คิดถึงอะไรบางอย่าง ความสงสัยทำให้เลือกที่จะยืนแอบอยู่ตรงกำแพงจนกระทั่งได้ยินเสียงรถมาที่หน้าบ้าน ประตูเปิดด้วยปุ่มรีโมต ณิรินแอบดู หล่อนต้องการรู้ว่า เขาอยู่กับใคร แต่พอเห็นคนที่ก้าวลงมาจากรถ ตาก็เบิกกว้าง

คนที่มาใหม่เป็นผู้ชายสวมสูทและเสื้อเชิ้ตแบบคนทำงาน พอผู้จัดการหนุ่มเห็นก็ยื่นหน้าเข้าไปหอมฟอดใหญ่ ทั้งสองจุมพิตกัน ณิรินถึงกับเบ้หน้า หล่อนเพิ่งรู้ว่าเขาเป็นชายรักชาย ขณะกำลังแอบมองอยู่นั้นจู่ๆ ก็มีมือมาแตะตรงบ่า หญิงสาวตกใจเกือบร้องออกมาแต่พอหันไปมองว่าเป็นใครก็ประหลาดใจ

“คุณมาได้ยังไง”

“ผมต่างหากที่ต้องถามว่า คุณตามพีรพลมาทำไม”

อคิณโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ แถมเขายังมองหล่อนอย่างคาดคั้น ณิรินอึ้ง จะให้ตอบว่า หล่อนสงสัยว่าผู้จัดการคนนี้เป็นคนเล่นของ ก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มจะคิดว่าหล่อนเพี้ยนหรือเปล่า

“คือว่า ฉัน…”

“นี่อย่าบอกนะว่า คุณแอบปิ๊งผู้จัดการของผม” อคิณแสร้งพูดยั่ว ผลก็คือ ณิรินชักหน้าบึ้งใส่

“จะบ้าหรือ ฉันเนี่ยนะจะไปแอบชอบผู้จัดการคุณ ฉันต่างหากที่ต้องถามว่า คุณตามฉันมาได้ยังไง”

อคิณยิ้ม ลอยหน้าลอยตายั่ว

“ผมเห็นตอนคุณเดินออกมาจากห้าง ก็เลยแอบตามคุณมาอีกที”

“ว่างงานมากนักหรือไง ท่านประธาน ถึงได้คอยขึ้นรถไฟฟ้าตามคนอื่น”

บ้านพักของผู้จัดการนั้นอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า ดังนั้นการที่อคิณมาถึงที่นี่แสดงว่า เขาต้องขึ้นรถไฟฟ้าตามหล่อนมาเช่นเดียวกัน

“ไม่ได้ว่างหรอก แค่เป็นห่วง กลัวว่าคุณจะเป็นอันตราย”

“ฉันไม่เป็นไรหรอก แค่อยากรู้เฉยๆ ว่าจะใช่อย่างที่คิดหรือเปล่า”

ณิรินตัดสินใจเล่าเรื่องที่หล่อนสงสัยให้ฟัง แต่จากที่หล่อนเห็นคงไม่ใช่แน่ ท่าทางของผู้จัดการสาขาก็เหมือนชายหนุ่มทั่วๆ ไป เขากับคนรักซื้อบ้านอยู่ด้วยกัน คะเนดูแล้วคู่รักของผู้จัดการคงอายุน้อยกว่าร่วมสิบปี ท่าทางที่ทั้งคู่จู๋จี๋กันทำให้ณิรินอดเขินไม่ได้

“ผมว่าไม่ใช่พีรพลหรอก เขาดูไม่เหมือนคนเล่นของ เขาแค่จริงจังกับงานที่ทำเท่านั้น บอกตามตรงว่าเขาเป็นผู้จัดการสาขาที่เก่งมาก ขนาดธนาคารเปิดได้ไม่เท่าไหร่ ลูกค้าก็เยอะมากแล้ว”

“ก็แล้วไปสิ ถ้าไม่ใช่ งั้นก็กลับ”

อคิณดึงมือหญิงสาวมากุมเอาไว้ เขาจูงหล่อนให้เดินตาม ณิรินแหวใส่

“เฮ้ย..คุณ อย่ามาทำเนียนนะ ฉันเดินเองได้”

“แหม แค่จับมือนิดๆ หน่อยๆ ทำเป็นหวง”

อคิณยิ้มอย่างยียวน ณิรินหรี่ตามองชายหนุ่ม หลายครั้งที่หล่อนถามตัวเองว่า สิ่งที่เขาทำมาจากใจจริงหรือเปล่า ลึกๆ แล้วก็เริ่มกลัวว่าหากวันหนึ่งเขาเกิดหายไป หล่อนจะทำใจยอมรับได้หรือเปล่า หัวใจเจ้ากรรมคอยแต่จะถลำลงไปลึก หลายครั้งที่หญิงสาวกลัวเหลือเกินว่า สักวันจะอยู่โดยไม่มีเขาไม่ได้

“คิดมากอะไรอีกแล้ว”

เขายื่นนิ้วมาเกลี่ยตรงคิ้วที่ขมวด ณิรินเบี่ยงหน้าหลบ แต่ชายหนุ่มกลับโอบเอวหล่อนไว้

“ฉันเปล่าสักหน่อย”

“รู้ตัวไหมว่าโกหกไม่เก่งเลย เวลาคุณกำลังคิดอะไรอยู่ คิ้วก็จะผูกโบแบบนี้”

“เห็นชัดขนาดนั้นเลยหรือ”

“ไม่รู้สิ…คนอื่นอาจไม่สังเกต แต่ผมเห็น เพราะผมสนใจคุณ”

หญิงสาวหน้าเห่อร้อนอีกรอบ พักนี้ไม่รู้เป็นอะไร อคิณถึงขยันส่งคำหวานมาอยู่เรื่อย นับวันณิรินก็ยิ่งรู้สึกว่า ตัวเองรอคอยคำพูดแบบนี้จากชายหนุ่ม

“ไม่ต้องขยันหยอดบ่อยหรอก แค่นี้ฉันก็ตกหลุมคุณจะแย่อยู่แล้ว”

“ทำไมต้องกลัวด้วยล่ะณิริน การที่ผมพูดสิ่งที่อยู่ในใจกับคุณตรงๆ มันผิดตรงไหนหรือ คนชอบกันก็ควรจะพูดจาเปิดเผยความรู้สึกต่อกัน”

“นี่คุณ…”

อคิณหลุดหัวเราะ มองหญิงสาวที่อ้าปากค้างเหมือนตกใจสุดขีด เขายื่นมือมาบีบจมูกอย่างหมั้นเขี้ยว

“ทำไมต้องตกใจด้วย แค่ถูกผู้ชายบอกว่าชอบเนี่ยนะ แล้วถ้าต่อไปผมพูดมากกว่านี้คุณมิหัวใจวายตายหรอกหรือ”

ณิรินก้มหน้าอายม้วน หล่อนมองมือตนที่ถูกชายหนุ่มกุมเอาไว้ หญิงสาวอยากทอดเวลาตรงนี้ออกไปให้เนิ่นนาน เวลาที่หล่อนและเขาต้องไม่ต้องคิดถึงความเหมาะสม อคิณไม่ใช่ประธานบริษัทผู้ร่ำรวย แต่เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง ส่วนหล่อนก็ไม่ใช่หมอดูกระจอกที่เปิดแผงตามตลาดนัดไปวันๆ

“คุณกำลังทำให้ฉันเคยตัวอยู่นะ ถ้าวันหนึ่งคุณเกิดเบื่อฉันขึ้นมาแล้วจะทำยังไง”

ชายหนุ่มหยุดเดิน ทั้งสองมาถึงปากซอยพอดิบพอดี เบื้องหน้าคือสถานีรถไฟฟ้า อคิณพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“นี่เองสินะที่ทำให้กลัว คุณถึงได้คอยพยายามหลบตาผมอยู่เรื่อย”

“ทุกคนก็ต้องคิดแบบฉันทั้งนั้นละ ในเมื่อคุณคือผู้ชายที่เพียบพร้อม ทั้งหล่อ ทั้งรวย และมีสาวๆ ตามเป็นโขยง”

“ทำไมคุณไม่ลองมองข้ามสิ่งของนอกกายนั้นไปบ้างล่ะณิริน อย่าลืมนะว่าที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้ไม่มีอะไรเป็นของผมอย่างแท้จริงเลยสักอย่าง บริษัทนี้ก็เป็นของพ่อผมสร้างมา ผมแค่มารับช่วงต่อ บ้านช่องใหญ่โต รวมถึงสมบัติทั้งหมด ผมไม่ได้หามาเองเลยสักอย่าง”

“แต่ยังไงคุณก็ต้องดูแลสมบัติพวกนี้อยู่ดี”

“ผมทำเพราะหน้าที่ในฐานะลูก เมื่อพ่อไม่สบาย ท่านอาจจะต้องผ่าตัดหัวใจในเร็วๆ วันนี้ ผมถึงต้องมารับช่วงต่อ ผมต้องยอมทิ้งความฝันของผมเพื่อทำให้ท่านสบายใจ”

ณิรินเงยหน้าสบตา หล่อนเห็นความเหงาอยู่ในดวงตาคู่นั้น เป็นครั้งแรกที่อคิณยอมพูดสิ่งที่อยู่ในใจ

“ความฝันของคุณคืออะไรหรือ”

“ผมอยากเป็นสถาปนิก สร้างบ้านให้คนอยู่ ทำรีสอร์ตหรือบ้านพักตากอากาศ แต่สุดท้ายชีวิตผมก็เลือกไม่ได้ ผมต้องทำตามที่พ่อขีดเส้นเอาไว้”

หญิงสาวบีบมืออคิณเบาๆ หล่อนเริ่มเข้าใจว่าชีวิตของเขาไม่ได้สวยงามอย่างที่ทุกคนคิด ชายหนุ่มไม่มีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ตนต้องการ

“ฉันขอโทษที่มองคุณผิดไป”

“ไม่เห็นต้องขอโทษเลย เพราะสำหรับผมแล้ว คุณคือคนที่ผมอยู่ด้วยแล้วรู้สึกเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ดูนี่สิ ผมไม่ต้องสวมสูทเต็มยศแล้วก็เดินขึ้นรถไฟฟ้าเหมือนคนอื่นๆ”

“เพี้ยนใหญ่แล้ว แค่ขึ้นรถไฟฟ้าก็ต้องดีใจด้วยเนี่ยนะ คุณไม่รู้หรอกว่า ตอนเช้าๆ คนเบียดกันแน่นจะตาย แทบจะเป็นปลากระป๋องอยู่แล้ว ทุกคนอยากนั่งรถหรูติดแอร์เย็นๆ กันทั้งนั้น”

“แต่ผมอยากสัมผัสชีวิตคนปกติ อยากเป็นคนธรรมดาๆ ไปกินข้าวไปดูหนัง แบบคนอื่นเขาบ้าง”

ชายหนุ่มยกมือขึ้นมาจูบหลังมือ ณิรินอายม้วน หล่อนไม่กล้าดึงมือออกอีก

“ถ้าคุณอยาก เอาไว้วันไหนที่หยุดงานเราก็ไปด้วยกันได้นี่คะ ฉันจะพาคุณทัวร์เอง เรื่องชีวิตติดดินฉันถนัดนัก”

“เป็นความคิดที่ดีนะ เราสองคนน่าจะออกเดตกันบ้าง”

“เดตหรือ…”

“ใช่ ก็คุณตกลงเป็นแฟนกับผมแล้วไม่ใช่หรือ คนเป็นแฟนก็ต้องเดตกันใช่ไหม”

ณิรินหน้าแดง หล่อนตีเผียะที่หัวไหล่ชายหนุ่ม

“ขี้ตู่ใหญ่แล้ว ฉันยังไม่ได้ตกลงสักหน่อย”

“อ้าวหรือ…ผมคิดว่าคุณเซย์เยสแล้วนะเนี่ย ว้า…เล่นตัวชะมัด อย่างนี้ผมคงต้องจัดการขั้นเด็ดขาด”

ร่างสูงยื่นหน้ามาหอมแก้มนวลฟอดใหญ่ ณิรินอ้างปากค้างทุบอกชายหนุ่ม เขาหัวเราะร่วนดึงหล่อนเข้าไปกอดอีกรอบ หญิงสาวมองใบหน้าที่โน้มต่ำลงมา ตาเบิกกว้างเมื่อรู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร หล่อนได้แต่หลับตาปี๋ แต่แล้วทุกอย่างกลับหยุดชะงัก เมื่อหรี่ตามองก็พบว่าอคิณยิ้มรออยู่

“คุณ…”

เขายื่นหน้าเข้ามาจุมพิต ริมฝีปากแนบสนิทเป็นการปิดถ้อยคำประท้วง ณิรินรู้สึกเหมือนตัวเองจะเป็นลมเมื่อถูกชายหนุ่มแกล้ง จูบคราวนี้ของเขาไม่ได้นุ่มนวลอย่างที่เคยแต่ดูจะร้อนแรงว่าปกติ หญิงสาวได้แต่จิกมือที่หัวไหล่เมื่อชายหนุ่มบดเคล้าจูบหล่อนจนแทบลืมหายใจ เมื่อเขาดุนดันให้เผยอริมฝีปาก สองขาก็พลันอ่อนระทวย นานหลายนาทีกว่าชายหนุ่มจะถอนจูบออก เขากุมมือหล่อนไว้

“รู้ตัวไหมว่า ริมฝีปากของคุณหวานมาก หวานจนผมไม่อยากหยุด อยากจะปล้ำซะ..” เขาพูดติดตลก

“คนบ้า” ณิรินประท้วงด้วยการทุบอกชายหนุ่ม

“ผมพูดจริงๆ นะ คุณทำให้ผมอยากจูบคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้จูบถึงเช้าเลยก็ได้เอ้า…”

ร่างสูงโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้อีกรอบ ณิรินยันแผ่นอกชายหนุ่มไว้อย่างไม่ยอม หล่อนประท้วง

“พอแล้วค่ะ ปากฉันช้ำหมดแล้ว”

อคิณยิ้มมุมปาก มองหล่อนด้วยนัยน์ตาพราวระยับ

“ช้ำก็ไม่เป็นไร ผมยินดีรับผิดชอบ”

“ใครจะอยากให้คุณรับผิดชอบกัน” ณิรินประท้วงด้วยการถองชายหนุ่ม เขาหัวเราะมองหญิงสาว

“แน่ใจนะ มีแต่คนอยากให้ผมรับผิดชอบใจจะขาด ไม่รู้ละ ตอนนี้คุณเป็นผู้หญิงของผมแล้ว ต่อไปห้ามมองผู้ชายคนอื่นอีก ห้ามคุยกับผู้ชายเกินห้านาที ห้ามไปไหนมาไหนกับคนอื่นเด็ดขาด เพราะผมไม่ชอบ…โอเค”

ณิรินมองชายหนุ่มประท้วง

“เฮ้ย…ได้ยังไง แล้วฉันจะรับลูกค้าดูดวงยังไงล่ะ”

“ไม่รู้ละ ผมหวง ไม่ชอบให้แฟนคุยกับใคร ถ้าใครหน้าไหนกล้ามาวอแวกับคุณ ผมจะจัดการตั๊นหน้ามัน คอยดู”

“เผด็จการ” หญิงสาวโวย อคิณหัวเราะ

“รู้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว เราทำสัญญากันแล้วเมื่อครู่นี้”

“สัญญาตอนไหน”

“ก็แบบนี้ยังไงล่ะ”

เขาแนบริมฝีปากลงมาจุมพิตอีกครั้ง คราวนี้ณิรินไม่ขัดขืนอีก หล่อนยอมให้ชายหนุ่มสอนจูบให้อีกรอบ ทั้งสองต่างเพลิดเพลินในสัมผัสกันและกัน ท้องฟ้าในวันนี้มีเพียงแสงดาวที่กะพริบวิบวับอยู่บนท้องฟ้า เหมือนเป็นสัญญาณเมื่อคู่รักเข้าใจกัน แต่ทั้งคู่คงไม่รู้หรอกว่า กำลังมีบททดสอบใหญ่รออยู่ข้างหน้า…

Don`t copy text!