บุษราอาฆาต บทที่ 26 : ถอดจิต

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

……………………………………………………………….

-26-

 

ณิรินรีบขอความช่วยเหลือจากคุณลุงข้างบ้านในทันที ปู่ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตกต้องรีบพาไปโรงพยาบาล ขณะที่คนร้ายที่บุกเข้ามาในบ้านก็คงหัวแตกนอนหมดสติอยู่ ลุงไปปลุกคนอื่นมาอีกสองคนเพื่อช่วยกันคุมตัววินมอเตอร์ไซค์เอาไว้และโทร.แจ้งตำรวจ เพื่อเข้ามาที่บ้านและพาคนร้ายไปทำแผล

ณิรินพาปู่มาที่ห้องฉุกเฉินเพื่อทำแผล แพทย์ตรวจดูอาการพบว่าต้องเย็บถึงสิบเข็มด้วยกัน เนื่องจากปู่อายุมากแล้วจึงขอเอกซเรย์สมองเพื่อดูเลือดคั่ง อีกทั้งยังแนะนำให้นอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการอีกยี่สิบสี่ชั่วโมง

หล่อนร้องไห้จนขอบตาแดงก่ำ กุมมือไว้ตลอดเวลา ไม่เคยรู้สึกผิดขนาดนี้มาก่อนเลย ถ้าหากหล่อนไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวของอคิณ ปู่ก็คงไม่ต้องบาดเจ็บ คนร้ายที่อยู่เบื้องหลังคงมีวิชาอาคมแกร่งกล้าจึงครอบงำชาติให้เข้ามาทำร้ายหล่อน ทั้งที่ความจริงเขาไม่ใช่คนร้าย

หลังจากการรอคอยอันยาวนานสิ้นสุดลง ปู่ฟื้นขึ้นมาตอนตีห้า ณิรินก็โผเข้ากอดและร้องไห้สะอึกสะอื้น

“เฮ้ย…ใจเย็นๆ ปู่ยังไม่ตาย”

“ปู่…ณิขอโทษ ณิผิดเอง ณิมันตัวซวย”

หล่อนร้องไห้เหมือนจะขาดใจ ครั้งหนึ่งปู่เคยเตือนว่าไม่ควรเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้แต่ณิรินไม่เชื่อ บัดนี้ความดื้อรั้นของหล่อนเกือบจะทำให้ปู่ต้องมีอันเป็นไป จริงอย่างที่ปู่เคยเตือนว่า คนร้ายมีอาคมแกร่งกล้า นอกจากเสกของไม่ดีแล้วยังสามารถสะกดคนได้อีกด้วย

ชาติให้การว่า ไม่รู้เรื่องว่าเข้ามาทำร้ายณิรินในบ้านได้ยังไง ความทรงจำสุดท้ายคือ เขารับลูกค้าคนหนึ่งขึ้นรถมอเตอร์ไซค์มาจากปากซอยหลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้อีกเลย ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อหลังจากทำแผลเสร็จจึงนำไปฝากขังในโรงพัก

“เอ็งพูดอะไรอย่างนั้น ปู่ไม่เป็นอะไรสักหน่อย”

“แต่ณิกลัว เมื่อครู่นี้ ปู่มีเลือดเต็มไปหมด”

หญิงสาวตกใจสุดขีดตอนเห็นเลือดจากแผลด้านหลังศีรษะ หล่อนร้องไห้ มือไม้สั่นทำอะไรไม่ถูก กว่าจะกลั้นใจเล่าเรื่องให้กับลุงข้างบ้านฟังก็ผ่านไปหลายนาที มือเหี่ยวย่นยื่นมาลูบเส้นผมเพื่อปลอบ

“ปู่ไม่เคยสอนให้เอ็งขี้แยนะไอ้ณิ”

ณิรินยิ้มทั้งน้ำตา หล่อนยกมือปู่มาแนบแก้ม

“ณิรักปู่”

“ปู่ก็รักเอ็ง เอ็งไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนใช่ไหม ไอ้หนุ่มนั่นมันทำอะไรเอ็งหรือเปล่า”

หากปู่ไม่โผล่เข้ามาช่วย ณิรินคงกลายเป็นผีเฝ้าบ้านไปแล้ว ชาติคงถูกมนตร์ดำสะกดให้ลงมือทำร้ายหล่อน แท้ที่จริงแล้วเขาไม่ได้ตั้งใจ

“เอ็งต้องไปบอกตำรวจว่า วินมอเตอร์ไซค์คนนั้นไม่เกี่ยว เขาแค่ถูกครอบงำ”

“จ้ะปู่ เดี๋ยวสายๆ ณิจะไปโรงพักเพื่อเคลียร์เรื่องทุกอย่าง”

หมอแนะนำให้ปู่อยู่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการซึ่งณิรินก็เห็นด้วย ในโรงพยาบาลคนพลุกพล่านกว่าอีกทั้งยังมีพยาบาลเดินเข้าออกตลอดเวลา น่าจะปลอดภัยกว่าอยู่กันสองคน ปู่จับมือหล่อนไว้

“ช่วงนี้เอ็งต้องระวังตัวให้มากนะ ปู่เพิ่งตรวจดวงชะตาของเอ็งเมื่อเช้าวาน เอ็งกำลังมีเคราะห์และเป็นเคราะห์หนัก”

“ยังมีหนักกว่านี้อีกหรือปู่ ณิไม่ไหวแล้วนะ”

“เอ็งต้องมีสติ วิชาอาคมของเอ็งเท่ากับหยิบมือ คงสู้อะไรเขาไม่ได้หรอก แต่ต้องใช้สติ ใช้ปัญญาเอาชนะทุกอย่าง”

“แต่ณิแพ้แล้วปู่ และณิก็ตั้งใจว่า จะไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องของอคิณอีกต่อไปแล้ว”

“นี่เอ็งเลิกกับพ่อหนุ่มนั่นแล้วหรือ”

ณิรินน้ำตาคลอ หล่อนเอ่ยกับปู่

“เขาบอกเลิกณิแล้วจ้ะปู่ น้ำมนต์ของปู่ไม่ช่วยอะไรเลย อคิณรักผู้หญิงคนนั้น บางทีมันอาจจะไม่ใช่อาคมก็ได้นะปู่ แต่เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นทั้งสวยและน่ารัก”

“ไม่ใช่หรอก…ปู่มั่นใจว่าดูไม่ผิด ไอ้หนุ่มนั่นกำลังถูกสะกดเหมือนกัน แต่คนที่ทำเรื่องนี้อาจจะทำเสน่ห์ยาแฝด หรือไม่ก็เป็นอาคมที่สูงขึ้นไปอีกขั้น เราถึงไม่เห็นร่องรอยอะไรเลย”

หญิงสาวปาดน้ำตาออกไป ยิ่งคิดถึงถ้อยคำที่อคิณพูดอย่างไร้เยื่อใย หล่อนก็ยิ่งเจ็บปวด ไม่ว่าเขาจะตั้งใจหรือไม่ แต่ณิรินก็ตั้งใจว่าจะจบเรื่องทุกอย่าง

“ณิไม่สน เขาจะหลงใคร รักใครก็ช่างปะไร ต่อไปนี้ไม่ใช่เรื่องของณิอีกต่อไปแล้ว”

“เอ็งจะทนได้หรือ ถ้ารู้ว่าไอ้หนุ่มนั่นก็กำลังมีเคราะห์หนักเหมือนกัน อาจจะถึงเลือดตกยางออก”

หญิงสาวสบตาปู่ และเห็นว่าไม่ได้ล้อเล่น นอกจากมีคาถาอาคมแล้ว ปู่ยังดูดวงเก่งอีกด้วย หากปู่ทักย่อมหมายความว่าจะเป็นเรื่องจริง

“ปู่เอาดวงคุณอคิณไปดูได้ยังไง”

“ข้ามีวิธีก็แล้วกันน่ะ ข้าต้องเตือนเพราะว่ามันกำลังจะเกิดขึ้น”

“ไม่เห็นจะเกี่ยวกับณิเลย ในเมื่อเราเลิกกันแล้ว ณิจะไปวุ่นวายกับคนที่ไม่เคยแคร์ณิเลย แถมไล่อย่างกับหมูกับหมาเนี่ยนะ”

ณิรินเม้มปากแน่น ยิ่งคิดถึงตอนที่เขาพูดจาประชดประชันหล่อนก็ยิ่งโกรธ

“ก็ตามใจนะ แต่เก็บคำพูดของปู่ไปคิดให้ดี ถ้าเอ็งเปลี่ยนใจละก็ ปู่มีวิธีช่วย”

“ณิไม่สน ปู่ไม่ต้องมาเกลี้ยกล่อม นี่จ้ะยา ปู่รีบกินเสียแล้วก็รีบนอน เดี๋ยวณิจะต้องออกไปสถานีตำรวจ แล้วจะเลยกลับบ้านเพื่อเอาเสื้อผ้ามานอนค้างที่นี่ด้วย ห้ามดื้อกับคุณพยาบาลนะจะบอกให้”

“แล้วแต่เอ็งก็แล้วกัน ข้าขี้เกียจพูดแล้ว”

ปู่เทียมรับยาไปใส่ปาก รู้ดีว่าหลานสาวคงหาวิธีให้เลิกเกลี้ยกล่อม ตาเหลือบมองหลานสาวอีกครั้ง ณิรินหลุบตาลงไม่ยอมสบตาด้วย หล่อนดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมและจับมือปู่ไว้

“ปู่นอนก่อนนะ ณิจะรีบไปรีบมาก็แล้วกัน”

 

“ผมจะแต่งงานกับวรัญญาครับพ่อ”

พิรัชต์ซึ่งกำลังรับประทานอาหารเช้าถึงกับสำลัก หันไปมองอคิณซึ่งเพิ่งจะเดินลงมาจากชั้นสองของบ้าน ไม่เพียงแต่บิดาที่แปลกใจนิรัชชาเองก็ตกใจไม่แพ้กัน คงมีเพียงพลอยพยัพที่อมยิ้ม

“ไม่เร็วไปหน่อยหรือเพชร ทำไมจู่ๆ ถึงคิดอยากจะแต่งงาน” พิรัชต์ท้วงขึ้น

“ไม่ครับพ่อ ผมตัดสินใจดีแล้ว ผมอยากแต่งงานกับวรัญญา เธอคือผู้หญิงที่ผมรอมาชั่วชีวิต ตอนนี้งานทุกอย่างก็เข้าที่เรียบร้อยแล้ว หรือพ่ออยากจะให้ผมรอจนแก่”

“พ่อก็ไม่ได้พูดอย่างนั้น เพียงแต่รู้สึกว่าอะไรๆ ยังไม่ลงตัว แกเองก็เพิ่งเข้ารับตำแหน่งได้ไม่นาน จู่ๆ จะมาแต่งงานกับเลขา ไม่คิดว่ามันแปลกหรือ”

“ผมไม่สนหรอกว่าใครจะคิดยังไง ถ้าเป็นไปได้ผมอยากจะแต่งงานกับวรัญญาพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำ”

พิรัชต์หน้าบึ้ง เหลือบมองลูกชาย เขาไม่เคยห้ามถ้าหากอคิณจะมีแฟน แต่สิ่งที่พิรัชต์กังวลคืองานที่บริษัทมากกว่า

“แกคงไม่ได้ทำผู้หญิงเขาท้องใช่ไหม”

“ไม่ครับพ่อ ผมก็แค่อยากแต่ง”

พลอยพยัพซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เอื้อมมือมาแตะแขนบิดา หล่อนพูดขึ้น

“คุณพ่อก็ พี่เพชรก็ไม่ใช่เด็กแล้วนะคะ อายุก็พอสมควรแล้ว เพื่อนพลอยหลายคนแต่งงานจนมีลูกไปแล้วด้วยซ้ำ ถ้าพ่อห่วงเรื่องงานที่บริษัท พลอยมั่นใจว่าพี่เพชรรับผิดชอบได้แน่ จริงไหมคะ”

“จริงครับพ่อ ผมจะไม่ให้งานเสีย ถึงแม้วรัญญาจะเป็นเลขาผม แต่เธอก็ไม่เคยทำอะไรเสียหาย”

“แกมั่นใจหรือว่าทำอย่างนั้นได้ ยังไงเสียคนทั้งบริษัทก็ต้องเห็น ไม่เคยได้ยินสุภาษิตหรือว่า สมภารไม่กินไก่วัดน่ะ ทุกคนก็ต้องระแวงว่าแกอาจลำเอียงเข้าข้างวรัญญา มันจะทำให้เสียการปกครองรู้ไหม”

“ผมไม่สนใจสุภาษิตบ้าบออะไรทั้งนั้น ผมแค่อยากจะแต่งงานกับวรัญญา และไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์วิจารณ์”

มีความเงียบเกิดขึ้นในห้องรับประทานอาหาร พิรัชต์ถึงกับสะอึก เขาไม่เคยเห็นอคิณโต้กลับอย่างรุนแรงมาก่อน

“โธ่คุณพ่อคะ ก็พี่อคิณรับปากแล้วไงคะว่าจะไม่ทำให้งานเสีย คุณพ่อจะห่วงอะไรหรือคะ”

“เพราะพ่อคิดว่า พี่ชายแกยังรู้จักผู้หญิงคนนั้นน้อยเกินไปน่ะสิ เพิ่งจะออกไปกินข้าวด้วยกันแค่ไม่กี่ครั้ง แล้วจู่ๆ ก็จะมาบอกว่าจะแต่งงาน มันถูกเสียที่ไหน”

“ก็ผมมั่นใจว่าใช่คนนี้ แต่ถ้าหากคุณพ่อไม่ยอม ผมจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอก”

“เพชร! จะมากเกินไปแล้วนะ” พิรัชต์เริ่มฉุน นิรัชชาเห็นบรรยากาศระหว่างสองพ่อลูกเริ่มตึงเครียด จึงเอื้อมมือมาแตะที่แขน

“คุณคะ ฟังคุณเพชรหน่อยเถอะค่ะ นิว่าความจริงคุณวรัญญาก็ท่าทางน่ารักดีนะคะ บางทีการแต่งงานอาจจะทำให้คุณเพชรมีกำลังใจมากขึ้นก็ได้”

“แต่…”

พิรัชต์เหลือบมองลูกชาย สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงใบหน้าบึ้งตึง อคิณเหมือนเปลี่ยนเป็นคนละคน ตั้งแต่เล็กจนโต ทุกครั้งยามเขาพูดท้วงอะไร ลูกชายมักจะฟัง แต่ตอนนี้ชายหนุ่มดูเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นเหมือนคิดอะไรอยู่

“นะคะคุณพ่อ” พลอยพยัพช่วยอ้อนอีกแรง พิรัชต์เหลือบมองลูกชายด้วยหางตา

“ก็ได้ ตามใจแก ถึงฉันค้านไปแกก็คงไม่ฟังหรอก เอาเป็นว่าไปหาฤกษ์ยามมาก่อน แล้วฉันจะตัดสินใจอีกที”

“ยินดีด้วยนะคะพี่เพชร เดี๋ยวพลอยจะไปช่วยหาอีกแรง”

“ไม่ต้อง พี่หาเองได้” อคิณหันมองน้องสาว ตอบน้ำเสียงห้วน

“แต่พ่อมีข้อแม้ว่า แกต้องไปดูฤกษ์กับอาจารย์ธนูเท่านั้น”

อคิณหันมองบิดาด้วยความสงสัย เขารู้จักอาจารย์ธนูซึ่งกำลังโด่งดังอยู่ตอนนี้ เขามีชื่อเสียงจากเรื่องของนายทหารคนหนึ่งที่จู่ๆ ก็มีอาการคลุ้มคลั่งเสียสติ อาจารย์ธนูบอกว่า นายทหารคนนี้ได้ล่วงเกินเจ้ากรรมนายเวร ตอนแรกทหารคนนั้นไม่เชื่อ แต่สุดท้ายทำอย่างไรก็ไม่หายจนต้องไปขอขมาที่วัดในอยุธยา

“แต่ผมได้ยินว่า ช่วงนี้คนไปหาอาจารย์ธนูเยอะมาก”

“ก็นั่นละ พ่อถึงให้แกไปหาคนนี้ ถ้าเป็นฤกษ์จากคนอื่นพ่อไม่ยอมเด็ดขาด”

“นี่พ่อคิดจะแกล้งผมใช่ไหม”

พิรัชต์สั่นศีรษะ มองลูกชายอย่างระอา บทจะใจร้อน อคิณก็ทำได้อย่างไม่มีที่ติ

“ฉันจะแกล้งแกทำไมเพชร ในเมื่อฉันเองก็ป่วย บริษัทจะรุ่งหรือรอดต้องขอให้แกดูแล ฉันแค่อยากให้แกได้ฤกษ์ที่ดี พอแต่งงานแต่งการไปจะได้มีความสุขยังไงล่ะ”

“ก็ได้ ผมรับปากพ่อ แต่ถ้าได้ฤกษ์มาแล้ว พ่อต้องรีบจัดงานแต่งงานให้ผม ตกลงไหมครับ”

“เออ…ฉันทำแน่โว้ย ไม่ต้องมาขู่หรอก ไม่รู้จะใจร้อนไปถึงไหน หรือคิดว่าผู้หญิงเขาจะหนีหายไปไหนงั้นสิ”

“ผมใจร้อน ผมรู้สึกว่าผมรอวันนี้มานานมากแล้ว วันที่ผมจะได้ครองคู่กับวรัญญาเสียที”

 

“คุณว่าอะไรนะครับ”

ณิรินแวะไปที่สถานีตำรวจเพื่อให้ปากคำ เมื่อไปถึงหล่อนก็เห็นชาตินั่งคอตกอยู่ในห้องขัง สีหน้าเขารู้สึกผิดมาก แต่สิ่งที่ทำให้หมอดูสาวสะท้อนใจก็คือ การที่วินมอเตอร์ไซค์คนนี้ยืนยันว่า เขาไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นเลย

ชาติบอกว่า เขารู้จักสองปู่หลานเป็นอย่างดีเพราะณิรินเคยนั่งมอเตอร์ไซค์กลับบ้านในบางวันที่หล่อนไม่ได้เอารถคู่ใจไปด้วย ส่วนปู่เทียมก็ถือเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของซอยที่มีแต่คนเคารพนับถือ ทุกครั้งที่ขี่ไปส่งลูกค้าจะเห็นปู่เทียมโบกมือทักทายอยู่เป็นประจำ ปู่เทียมเป็นที่รักและไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร ทุกครั้งที่มีคนเดือดร้อนก็จะช่วยเหลืออยู่เสมอ

“ดิฉันอยากให้คุณตำรวจปล่อยชาติไป”

“แต่เขาบุกเข้าไปทำร้ายคุณกับปู่ถึงในบ้านนะครับ”

หลักฐานทุกอย่างชัดเจนว่า ชาติบุกรุกเข้าไปในบ้านของทั้งคู่ เขาใช้หมอนกดหน้าณิรินเพื่อฆ่าหล่อน นอกจากนั้นเขายังพยายามบีบคอหญิงสาวให้ตาย เคราะห์ดีปู่เทียมมาช่วยไว้ทัน แต่ผลของการต่อสู้ก็ทำให้ปู่เทียมได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าโรงพยาบาล

“ดิฉันทราบค่ะ แต่ชาติไม่ได้ตั้งใจ เขาเอ่อ…คงถูกบังคับ”

ณิรินสบตาชายตรงหน้า หล่อนเห็นแววตาของเขา ชาติคงตกใจว่าเพราะอะไรจู่ๆ ตนถึงได้ทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัว แต่สำหรับคนที่เคยศึกษาเรื่องไสยศาสตร์มาก่อนรู้ดีว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นเพราะการบงการของใครบางคน

…มีคนสั่งชาติให้ฆ่าณิริน…

“ใครล่ะครับที่บังคับ หรือว่ามีคนบงการชาติให้ไปฆ่าคุณอีกที คุณณิรินกับปู่เทียมมีศัตรูที่ไหนหรือเปล่าครับ หรือว่าไปมีเรื่องกับใคร”

“ปะ…เปล่าค่ะ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ฉันหมายถึงว่า เขาอาจโดนสะกดจิต”

“คุณว่าอะไรนะครับคุณณิริน”

“นายชาติ โดนสะกดจิตค่ะ”

คุณตำรวจที่รับผิดชอบคดีระเบิดหัวเราะออกมา เช่นเดียวกับประชาชนอีกหลายคนที่อยู่ในโรงพักด้วย มีเพียงลุงข้างบ้านที่มองณิรินด้วยสายตาแกมสงสาร หญิงสาวถอนหายใจเอ่ยต่อ

“คุณตำรวจอาจจะคิดว่าฉันเพี้ยน แต่ฉันเชื่อว่าชาติไม่ได้ตั้งใจทำร้ายฉัน ลูกเขาก็เพิ่งจะคลอดได้ไม่นาน ฉันเลยอยากถอนแจ้งความทั้งหมด”

ตำรวจมีสีหน้าหนักใจ หันไปมองลุงข้างบ้านแล้วมองณิริน

“คงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับ ถึงคุณจะไม่สนใจเรื่องข้าวของเสียหาย แต่คดีพยายามฆ่าก็ถือเป็นคดีอาญา ยังไงเสียก็คงยกเลิกเฉยๆ ไม่ได้”

“แต่ผมไม่ได้ต้องการฆ่าคุณณิรินนะครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างนั้นได้ยังไง”

“คุณตำรวจลองหาทางช่วยหน่อยได้ไหมคะ ดิฉันสงสารชาติ ป่านนี้ลูกกับเมียคงรอเขาอยู่ที่บ้าน”

“แล้วคุณณิรินไม่คิดบ้างหรือครับว่า ถ้าเกิดผมปล่อยตัวชาติ เขาอยู่ใกล้บ้านคุณ ชาติอาจจะย้อนไปฆ่าคุณอีกครั้งก็เป็นได้”

ณิรินเหลือบมองชายหนุ่ม หล่อนเห็นสิ่งที่อยู่ในดวงตาคู่นั้น

“ฉันเชื่อค่ะว่าชาติไม่ได้ทำอย่างนั้น แต่ถ้าฉันจะมีอันตราย ฉันเชื่อว่าต้องเกิดจากคนอื่นที่ไม่ใช่ชาติแน่นอน”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

หญิงสาวเดินออกจากโรงพักด้วยความรู้สึกหดหู่ หลังจากให้ปากคำกับตำรวจอยู่เกือบสองชั่วโมง หล่อนก็ขอตัวกลับบ้าน ลุงข้างบ้านเดินมาตบบ่า ณิรินประนมมือไหว้ ช่วงนี้หล่อนรู้สึกมืดแปดด้านไปหมด ไหนจะเรื่องคดี ไหนจะต้องไปคอยเฝ้าปู่

“ถ้ามีอะไรหนูณิแวะไปหาลุงที่บ้านได้นะ หรือว่าจะย้ายมาพักด้วยกันก่อนก็ได้ รอให้เรื่องเงียบลงก่อน”

“ไม่เป็นไรค่ะลุง หนูไม่เป็นไร อีกอย่างช่วงนี้หนูก็ต้องไปเฝ้าปู่ที่โรงพยาบาล”

“ปู่เทียมเป็นยังไงบ้างล่ะ”

“หัวแตก แต่เอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองไม่เป็นอะไรค่ะ แต่หมออยากให้ดูอาการเพราะว่าปู่อายุมากแล้ว”

“แล้วเงินค่าหมอพอหรือเปล่า”

ทุกคนต่างรู้ว่าณิรินกับปู่เทียมไม่ได้ร่ำรวย หลังจากปู่เลิกเป็นร่างทรงก็อาศัยรายได้หลักจากณิรินเท่านั้น พอมาเกิดเรื่องหล่อนคงต้องหยุดไปขายหินและดูดวงอีกสักระยะ แค่คิดถึงรายได้ที่จะหายไปก็อดเสียดายไม่ได้ แต่เพื่อความปลอดภัยของปู่คงต้องทนไปก่อน

“หนูพอมีเงินเก็บค่ะ ลุงไม่ต้องห่วง ขอบคุณมากนะคะ ลุงช่วยหนูทุกเรื่องเลย”

“เพื่อนบ้านกัน ลุงกับปู่เทียมสนิทกัน เล่นหมากรุกด้วยกันทุกวัน”

“ขอบคุณอีกครั้งค่ะ ถ้าไม่มีลุงหนูคงไม่รู้จะทำยังไงต่อ”

คืนที่เกิดเรื่องณิรินไม่รู้ว่าจะทำยังไง เนื่องจากไม่รู้ว่าชาติฟื้นขึ้นมาแล้วจะรู้ตัวเลยหรือเปล่า เลยต้องไปขอความช่วยเหลือจากลุงข้างบ้าน

“อย่าคิดมากเลย แล้วนี่หนูจะกลับบ้านเลยหรือเปล่า จะได้ติดรถไปด้วยกัน”

“กลับค่ะลุง หนูจะแวะไปเอาเสื้อผ้าแล้วไปนอนเฝ้าปู่คืนนี้”

“เรื่องบ้านไม่ต้องห่วงนะ ลุงจะแวะไปดูให้ แต่อย่าลืมล็อกประตูบ้านให้ดีก็แล้วกัน เผื่อพวกขโมยขโจรถือโอกาสเจ้าของไม่อยู่ แต่ลุงกับคนอื่นจะพยายามผ่านไปบ่อยๆ จะได้ช่วยกันดู”

“ถึงเข้าไปก็ไม่มีอะไรให้ขโมยหรอกค่ะลุง มีแต่ของเก่าๆ ทั้งนั้น” ณิรินพูดติดตลกทั้งที่ความจริงเต็มไปด้วยความหดหู่ หล่อนยังไม่รู้ว่าปู่จะต้องรักษาตัวอยู่อีกนานแค่ไหน รายได้ของหล่อนไม่มากนัก และทันทีที่ปู่หายดี ณิรินคงต้องรีบกลับไปเปิดร้าน

“เออจริงสิ…ความจริงไม่ต้องห่วง บ้านหนูมีคนเฝ้าอยู่แล้วนี่” ลุงคงหมายถึงกุมารทอง ถ้าไม่ใช่เพราะรัก ยม ยังไม่ฟื้นตัว บางทีกุมารทองสองตนคงช่วยหล่อนจัดการชาติแล้วก็เป็นได้ หรือไม่ก็อาจจะรู้ว่า ตัวการที่สะกดจิตชาติคือใครกันแน่

“มีแต่ลุงเท่านั้นที่เชื่อหนู คนอื่นเขาคิดว่าหนูเพี้ยนด้วยกันทั้งนั้น”

วูบหนึ่งที่ณิรินอดคิดถึงคำพูดสบประมาทของอคิณเมื่อวันนั้นไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เป็นปมในใจมาตลอด การมีสัมผัสพิเศษไม่ได้ทำให้ณิรินเหนือกว่าคนอื่น ตรงกันข้ามคนที่ไม่เข้าใจก็มองว่า หล่อนเพ้อเจ้อ พูดอะไรที่คนอื่นไม่เห็น หญิงสาวเคยคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอ แต่ทำไมพอได้ยินจากปากอคิณมันถึงได้เจ็บปวดนัก

“ลุงรู้ว่าหนูณิเป็นเด็กกตัญญู ไม่ต้องห่วงนะ ตอนนี้อาจจะมีเรื่องร้ายๆ ผ่านเข้ามา แต่อีกไม่นานชีวิตเราก็จะดีขึ้น ลุงเชื่อว่าถึงยังไงคนดีก็ต้องชนะคนพาลอยู่ดี”

 

หญิงสาวมองบ้านทั้งหลังที่เต็มไปด้วยความเงียบ กว่าหล่อนจะจัดการธุระทั้งหมดพระอาทิตย์ก็ตกดินพอดี บ้านทั้งหลังดูเงียบเมื่อไม่มีปู่เทียม ณิรินมองเข้าไปในครัวจินตนาการเห็นภาพปู่เทียมที่มักจะทำอาหารเย็นรอหล่อนกลับมาบ้าน หรือไม่บางทีปู่ก็มักจะนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงห้องรับแขก ถ้าณิรินกลับบ้านเร็วหน่อยจะเห็นปู่เดินรดน้ำต้นไม้ หรือไม่ก็ตัดแต่งกิ่งไม้อย่างมีความสุข

สวนครัวที่อยู่ข้างบ้านเป็นฝีมือปู่เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย แต่พอบ้านไม่มีปู่ยิ่งรู้สึกว่า มันอ้างว้างเหลือเกิน พอไขประตูเข้าไปในบ้านเห็นสภาพข้าวของที่ล้มระเนระนาดก็ยิ่งสะท้อนใจ ณิรินคงลืมที่จะล็อกประตูบ้านทำให้ชาติบุกขึ้นไปถึงชั้นสองได้โดยง่าย

ภายในห้องนอนมีเศษของโคมไฟที่แตกกระจาย รวมถึงข้าวของที่กระจัดกระจาย บ่งถึงว่าเมื่อคืนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง ณิรินใช้ไม้กวาดนำเศษทั้งหมดไปเทลงถัง หล่อนทำความสะอาดในห้องแต่เมื่อมองไปตรงมุมโต๊ะเครื่องแป้งแล้วเห็นเลือดของปู่ มือก็อ่อนยวบ น้ำตาที่แห้งไปแล้วพานไหลออกมาอีกรอบเมื่อคิดว่าตนเป็นต้นเหตุทำให้ปู่ต้องบาดเจ็บ

“พี่ณิ”

ณิรินหันมาและพบว่ากุมารทองน้องสองตนลอยมาใกล้ สีหน้าของรักกับยมดูดีขึ้นกว่าเมื่อคืนมากนัก

“รัก ยม”

“ปู่เป็นยังไงบ้างจ๊ะพี่ณิ”

“หัวแตก แต่หมอบอกว่าปลอดภัยแล้ว คืนนี้พี่กับปู่คงต้องค้างคืนที่โรงพยาบาล ฝากรัก ยม เฝ้าบ้านด้วยนะ”

“สบายมากจ้ะ พี่ณิไม่ต้องห่วง หนูสองคนมีแรงขึ้นเยอะแล้ว”

ณิรินนั่งบนเตียง ตบมือบนเบาะเพื่อให้รัก ยม บินมานั่ง

“พี่มีเรื่องอยากจะถามเราสองคน”

สิ่งที่ณิรินสงสัยก็คือ ใครกันเป็นคนจับรักกับยมไปขังไว้ในขวดและปิดด้วยยันต์ หญิงสาวยอมรับว่าสงสัยวรัญญา หากวรัญญาเป็นน้องสาวของบุษยามณีจริง หล่อนก็คงต้องแก้แค้น น่าแปลกที่ท่าทางของเลขาฯ สาวไม่เหมือนคนเล่นของคนอื่น หล่อนดูบอบบางและไม่มีพิษมีภัย หรือว่าบางทีวรัญญาอาจจะถูกควบคุมโดยใครอีกคน คนร้ายตัวจริงยังซ่อนตัวอยู่…

“หนูไม่รู้จริงๆ จ้ะพี่ณิ หนูสองคนกำลังรออยู่หน้าโรงหนังแล้วจู่ๆ ก็มีอะไรไม่รู้ มาดูดหนูลงไปในขวด หนูสองคนพยายามต่อสู้กับมัน แต่อาคมของมันร้ายกาจมาก หนูสู้ไม่ได้ก็เลย…”

สองกุมารตาแดงก่ำ คงรู้สึกผิดอีกทั้งยังหวาดกลัว หากณิรินไปช่วยไม่ทันทั้งสองอาจจะไม่ได้กลับมาที่บ้านนี้อีกแล้วก็เป็นได้

“พี่ผิดเองที่เอาเราสองคนไปเสี่ยง”

ณิรินแค่อยากจะทำตามแผนการโดยให้กุมารทองสองตนช่วยถ่วงเวลา แต่นึกไม่ถึงว่าแผนการถูกตลบหลัง รัก ยม ต้องตกอยู่ในอันตราย

“พี่ณิ อย่าโทษตัวเองเลยนะจ๊ะ พวกหนูต่างหากที่รู้สึกละอายใจ แทนที่จะช่วยพี่กับปู่ กลับต้องมาให้พี่ช่วยแทน”

“ต่อไปนี้คงไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแล้วนะ เพราะพี่ตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับอคิณอีก พอกันที”

“พี่ณิ โกรธพี่สุดหล่อหรือจ๊ะ”

“เปล่า ไม่ได้โกรธ”

“งั้นก็งอน”

“พี่ก็ไม่ได้งอนเหมือนกัน พี่เหนื่อย รัก ยม เบื่อที่ต้องวิ่งตามเขา ต้องทำอะไรที่ตัวเองไม่เคย ทั้งที่ความจริงแล้วเขาอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไรกับพี่จริงๆ ด้วยซ้ำ”

“แต่หนูว่าไม่ใช่นะพี่ณิ หนูดูออกว่าพี่สุดหล่อชอบพี่ณิ”

“เราเป็นเด็กเป็นเล็กจะไปรู้อะไร”

“รู้สิจ๊ะ”

“ไม่รู้ละ เลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ รัก ยม พี่บอกว่าจะหยุดก็หมายถึงว่า ต้องการหยุดแล้วจริงๆ ถ้าเราไม่อยากให้พี่เครียดหรือคิดมาก ขอร้องอย่าพูดเรื่องนี้อีก”

“แต่…” ยมทำท่าจะพูดแต่ณิรินกลับปั้นหน้าเคร่ง อีกฝ่ายจึงย่นคอแบบรู้สึกผิด

“ก็ได้จ้ะ หนูไม่พูด”

“พี่ขอไปเอาของให้ปู่ก่อนนะ จะได้รีบกลับไปที่โรงพยาบาล เกรงใจทิ้งปู่มาตั้งนานแล้ว”

“ปู่ให้พี่ณิมาเอาอะไรหรือจ๊ะ”

“เห็นบอกว่าอยากได้เสื้อนอนตัวเก่งที่อยู่ในห้องน่ะ เอ…อยู่ไหนน้า”

ณิรินผลักประตูเข้าไปในห้องปู่ เหลียวมองซ้ายขวา สุดท้ายแล้วก็เห็นเสื้อนอนตัวที่ปู่ใส่ประจำ ผ้าเนื้อเรียบลื่นเหมือนผ้าแพรของคนจีน หญิงสาวเห็นปู่ใส่มาตั้งแต่จำความได้ แม้สีจะซีดแต่เนื้อผ้าใส่สบาย หล่อนหยิบเสื้อพับใส่ลงในกระเป๋า ภายในนอกจากของของปู่แล้วยังมีของใช้ส่วนตัวของตัวเองบรรจุอยู่ด้วย แต่พอยกเสื้อขึ้น สายตากลับเหลือบไปเห็นบางอย่างที่ถูกเสื้อทับไว้

หมอดูสาวประคองหนังสือขึ้น ปกเป็นสีน้ำตาลซึ่งบัดนี้สีซีดจาง บางส่วนของหนังสือเก่ามากจนกลายเป็นสีเหลือง ความสงสัยทำให้อดไม่ได้ที่จะพลิกทีละหน้าอย่างเบามือ แต่พอเห็นตัวอักษรที่เขียนอยู่ด้านใน ณิรินก็หันไปหากุมารทองสองตน

“ตำราถอดจิต”

รัก ยมยื่นหน้ามาดู พอเห็นข้อความทั้งหมดก็พยักหน้า

“ใช่จริงๆ ด้วยพี่ณิ ตำราเล่มนี้หนูเคยเห็นปู่นั่งอ่านอยู่บ่อยๆ แต่เอ…หรือว่าที่ปู่ให้พี่ณิมาเอาของ ที่ จริงอยากให้มาเห็น…” ยมวิเคราะห์ ณิรินหันไปหารักอีกฝ่ายก็พยักหน้า

“ต้องใช่แน่ ปู่คงอยากให้พี่ณิอ่านหนังสือเล่มนี้”

“แล้วปู่จะอยากให้พี่อ่านทำไมหรือ”

“อันนี้หนูก็ไม่รู้นะจ๊ะ ถ้าพี่ณิสงสัยคงต้องไปถามปู่เอาเองในคืนนี้”

 

หญิงสาวยังไม่มีโอกาสได้ถามอะไรปู่ เพราะพอกลับมาถึงก็พบว่าปู่เทียมหลับสนิทจากฤทธิ์ยาที่หมอให้ พยาบาลสาวพอเห็นณิรินก็ลุกขึ้นมาด้วยความดีใจ

“คุณกลับมาแล้ว  คุณปู่ถามหาตั้งแต่เมื่อหัวค่ำแล้วค่ะ บอกว่าทำไมไปนานจัง”

“ขอโทษทีนะคะ พอดีดิฉันต้องไปที่โรงพักก่อนค่ะ แล้วถึงกลับไปเอาของที่บ้าน ปู่เป็นยังไงบ้างคะ”

“อาการทั่วไปไม่มีอะไรนะคะ แค่บ่นว่าปวดหัวนิดหน่อย กลัวจะนอนไม่หลับ คุณหมอก็เลยสั่งยาไว้ให้ พอกินเสร็จก็หลับปุ๋ยไปเลย”

“ขอบคุณมากนะคะ เดี๋ยวดิฉันเฝ้าปู่เอง คุณพยาบาลไปพักเถอะ”

พยาบาลสาวพยักหน้าแล้วยิ้มเดินออกประตูไป ทิ้งให้ณิรินอยู่ตามลำพัง หลังจากนำกระเป๋าไปวางไว้ในตู้เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็หยิบหนังสือเล่มที่วางอยู่บนเตียงขึ้นมา สายตาเหลือบมองปู่ที่นอนหลับอยู่ ณิรินอดสงสัยไม่ได้ว่า เพราะอะไรปู่ถึงได้อยากให้หล่อนกลับบ้านเพื่อไปเอาของ ทั้งที่คืนนี้ปู่จะต้องใส่ชุดคนป่วยอยู่ดี หรือว่า…

‘ปู่จะว่าอะไรไหม ถ้าเราจะเปิดอ่าน’

‘ไม่หรอกปู่คงไม่ว่า เพราะที่ผ่านมาปู่ก็อยากให้เรียนอยู่แล้ว’

คิดได้ดังนั้นณิรินจึงนั่งขัดสมาธิบนโซฟาของคนป่วย ระหว่างนั้นตาก็แอบชำเลืองมองปู่ไปด้วย ร่างที่อยู่บนเตียงนอนนิ่งไม่ไหวติง แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของทรวงอกก็ราบเรียบ หญิงสาวต้องเพ่งอยู่นานถึงได้รู้ว่า ปู่ยังหายใจปกติ

หล่อนละสายตาจากปู่มายังตัวอักษรในหนังสือแทน สีของกระดาษกลายเป็นสีเหลืองตามอายุของหนังสือ ด้านหน้าเขียนว่าตำราถอดจิต แต่ภายในเนื้อหากลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะประโยคแรกก็เอ่ยถึงสมาธิ

สมาธิคือ ฐานจิตที่ประเสริฐ เมื่อมีสมาธิดีทุกอย่างที่ดีก็ย่อมตามมา

พูดง่ายนี่ แต่คนที่ไม่เคยนั่งสมาธิอย่างหล่อนล่ะ จะสามารถทำได้หรือเปล่า แต่แล้วเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นในความมืด

“ทำได้สิ ทุกคนทำได้ จิตที่มีสมาธิทำให้เป็นสุข มีพลังอำนาจและสติปัญญา อีกทั้งยังมีความบริสุทธิ์”

เมื่อณิรินหันไปก็ต้องตกใจ เสียงที่ได้ยินนั้นเป็นเสียงของปู่แต่ต่างตรงที่ว่า ปู่ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาพูดกับหล่อน แต่สื่อสารผ่านทางจิตต่างหาก

“แต่ณิไม่เคยฝึก คงทำไม่ได้”

“ใครบอกล่ะ เอ็งเคยฝึกโดยที่ไม่รู้ตัว อย่างเวลาเอ็งร้อยหินยังไงล่ะ จิตก็จะเป็นสมาธิ”

“ใช่หรือปู่”

“ใช่สิ สมาธินั้นมีทั้งหมดห้าแบบ ขณิกสมาธิ คือ เป็นสมาธิประเดี๋ยวประด๋าว และอุปจารสมาธิ คือ สมาธิแบบอ่อนๆ ใจสบาย ไหลไปเรื่อย และอัปปมัญญาสมาธิคือ การใช้หลักพรหมวิหารสี่ และอัปปนาสมาธิ คือ จิตที่แน่วแน่ และอริยสมาธิ”

“มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับถอดจิตตรงไหนเลยปู่”

“เกี่ยวสิ อริยสมาธิคือประกอบไปด้วยสองขั้น นั่นคือการถอดจิตออกจากกายสังขารชั่วขณะอาจจะเป็นวัน เดือน หรือปี ส่วนอรหันต์สภาวะคือ สมาธิถาวรหลังจากปลดปล่อยจิตออกจากพันธนาการทั้งปวง”

“หนูคงทำไม่ได้หรอกปู่”

“ใครบอก เอ็งกำลังทำแล้วณิ และทำได้ดีเสียด้วย ทีนี้ก็เหลือแค่ว่า รวบรวมสติให้ดีอีกครั้งเพื่อให้ทำอะไรให้ตามใจ”

“แล้วอะไรล่ะที่ปู่ว่าทำได้ตามใจ”

“ทุกอย่าง…”

ณิรินได้ยินคำคำนั้นสะท้อนซ้ำไปซ้ำมา หล่อนยังคงปิดเปลือกตาลงแต่กลับเห็นแสงเรืองรองด้านนอก หญิงสาวไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร แต่แล้วคำพูดของปู่กลับดังก้องเข้ามาในความคิดอีกครั้ง หล่อนเริ่มเพ่งมองลมหายใจตน รับรู้ถึงลมหายใจเข้าและออกสม่ำเสมอ สองขารู้สึกเบาหวิวคล้ายตัวจะลอยได้ ขณะที่ลมหายใจก็ค่อยๆ แผ่วจนหยุด ณิรินก้มมองตนแต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นว่าหล่อนไม่ได้อยู่บนโซฟาอีกต่อไปแล้ว เงาโปร่งบางแยกออกมาจากใครคนหนึ่งที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง มือเผลอแตะตรงริมฝีปาก

“ไหนบอกว่าทำไม่ได้ยังไงล่ะ”

ณิรินก้มมองมือตัวเอง ที่น่าตกใจก็คือ ตอนนี้แขนสองข้างของหล่อนโปร่งบางมีลำแสงทะลุผ่านได้ หล่อนไม่ได้นั่งอยู่ที่เดิมแต่แยกออกมาจากกายหยาบอย่างชัดเจน…

“นี่หนูถอดจิตได้จริงๆ หรือจ๊ะปู่”

“ก็จริงน่ะสิ ทีนี้ก็แล้วแต่เอ็งแล้วณิ ว่าเอ็งอยากไปที่ไหน”

 

***

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

สั่งซื้อ 1 หลอดราคา 2,090 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2UT2G40   

สั่งซื้อเซ็ตประหยัดสุดคุ้ม 3 หลอดราคา 2,940 บาท คลิกที่นี่  >>>>> https://bit.ly/2QFzcY9

อ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์นี้ คลิกที่นี่ >>>>>>>>>>> http://anowl.co/anowlsabai/remember-wrinks/

 

Don`t copy text!