บุษราอาฆาต บทที่ 6 : ห้ามแต่เหมือนยิ่งยุ

บุษราอาฆาต บทที่ 6 : ห้ามแต่เหมือนยิ่งยุ

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-6-

 

“เอ็งไปยุ่งกับเรื่องของเขาทำไม

ทันทีที่ณิรินกลับถึงบ้าน ปู่ก็ตรงเข้ามาเล่นงานทันที หล่อนไม่เคยถาม แต่เดาว่า น่าจะเป็นสมุนของปู่ที่ดอดมารายงานก่อนที่หล่อนจะกลับถึงบ้าน ไม่บ่อยนักที่ปู่จะมีท่าทางโกรธจัดและหน้าบึ้งตึง

“แหมปู่ก็…ข่าวไวจังเลยนะ ใจคอจะไม่ให้นิ่งหายใจหายคอบ้างหรือไง” หญิงสาวพูดติดตลก แท้จริงกำลังพยายามทำลายบรรยากาศแห่งความตึงเครียด หล่อนรู้สึกผิดที่ขัดคำสั่ง ทั้งที่ปู่กำชับเสมอว่า อย่ายุ่งกับเรื่องคนอื่น

“เอ็งไม่ต้องมาเฉไฉเลยนะ ไอ้รัก กับยม มันบอกว่า เอ็งรวมหัวกับวิญญาณตนอื่นๆ ไปแกล้งมนุษย์”

สมุนของปู่ คือ กุมารทองที่ปู่เลี้ยงเอาไว้ ตนหนึ่งชื่อ รัก อีกตนชื่อยม ทั้งคู่จะคอยติดตามหล่อนไปไหนมาไหนอยู่เสมอ ปู่บอกเสมอว่า อาคมของหล่อนยังไม่เข้มแข็งอีกทั้งยังไม่ค่อยได้ทบทวนวิชา จึงอาจจะเกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ อีกทั้งปู่ยังเคยดูดวงว่า หล่อนจะมีเคราะห์หนักในปีนี้

“ณิไม่ได้ทำอย่างนั้นสักหน่อย ก็แค่อยากเตือน ปู่น่าจะเห็นว่า วิญญาณผีตายโหงที่เกาะติดหลังผู้หญิงคนนั้นมันหน้าดุขนาดไหน มันแกล้งบีบคอณิด้วยนะ”

“เอ็งมันจุ้นไม่เข้าเรื่อง”

“ปู่ก็…ปู่สอนณิเองว่า เกิดเป็นคนต้องมีคุณธรรม แล้วจะให้ณิทำเฉยๆ เหมือนไม่เห็นงั้นหรือ”

“คนอย่างเอ็งจะทำอะไรได้ จะช่วยไล่ผีให้เขางั้นหรือ”

“ปู่หมายความว่าณิ ไร้ฝีมือหรือไง”

ปู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ น้อยครั้งที่จะเห็นท่านมีสีหน้าเคร่งเครียดขนาดนี้

“เอ็งคิดว่า ง่ายนักหรือ นั่นมันวิญญาณผีตายโหงนะโว้ย ขืนเอ็งเข้าไปวุ่นวายกับมัน เกิดมันฮึดขึ้นมา หันมาบีบคอเอ็งจะทำยังไง”

“แต่ณิเป็นห่วงพลอย ผู้หญิงคนนั้นไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า กำลังตกอยู่ในอันตราย”

“เป็นคนดีก็ดีนะอีหนู แต่ก็ต้องมีขอบเขตบ้าง ข้าจะเตือนเป็นครั้งสุดท้าย อย่ายุ่งเรื่องที่ไม่ใช่ของตัวเองมากเกินไป ถึงแม้เอ็งจะมีพรสวรรค์มองเห็นวิญญาณ รวมถึงมีอาคมที่ปู่สอนไว้ป้องกันตัว แต่ถ้าเกิดไปเจอคนที่เก่งกว่าเอ็งเข้าล่ะ หรือพวกวิญญาณที่มันเฮี้ยนจัด จับเอ็งหักคอจะทำยังไง”

“คงไม่ถึงขนาดนั้นนั้นมั้งปู่”

“มองโลกในแง่ดี มันก็ดีนะไอ้ณิ แต่ถ้าหากไม่ได้คิดอะไรเผื่ออนาคตไว้เลย โบราณเขาว่า คือ ประมาท จำคำปู่ไว้”

 

หญิงสาวไม่ได้น้อยใจที่ถูกปู่ดุ บนโลกอันวุ่นวายสับสนคงมีปู่คนเดียวที่รักหล่อน หลังจากสูญเสียครอบครัวไป ปู่ก็รับหล่อนมาเลี้ยง ให้ที่อยู่อาศัย ส่งเสียให้เรียนต่อจนจบประกอบอาชีพ ณิรินรู้ดีว่า ปู่ต้องเสียสละมากแค่ไหน ช่วงแรกที่หล่อนมาอยู่ด้วย ฐานะของปู่ไม่ค่อยดีนัก เพราะปู่ไม่อยากเป็นร่างทรง รายได้จึงหดหาย ปู่ต้องออกไปรับจ้าง ทำงานเพื่อหาเงิน แต่เมื่อเวลาผ่านไปจึงต้องย้อนกลับมาเป็นร่างทรงอีกครั้ง ทั้งหมดไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อให้หล่อนมีชีวิตสะดวกสบาย

เพราะเหตุนี้เองณิรินจึงรักปู่มาก หล่อนตื่นไปทำงานแต่เช้าทำงาน ตกค่ำปู่จะทำกับข้าวไว้ให้ สองปู่หลานรักใคร่กลมเกลียว ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ปู่ไม่เคยดุ แต่ครั้งนี้หล่อนทำผิดมหันต์…

พอลองตรองดูแล้ว หล่อนกับพลอยพยัพไม่ได้สนิทกันแถมตอนนี้ยังเข้าหน้ากันไม่ติดด้วยซ้ำ สองพี่น้องลงความเห็นไปแล้วว่า หล่อนเป็นสิบแปดมงกุฎ และคงไม่มีทางแก้ความเข้าใจผิดนั้นได้ ร่างบางนั่งกอดเข่า ถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า น่าแปลกที่วันนี้รักกับยมหายไป อาจเพราะปู่อารมณ์ไม่ดีจึงจับทั้งคู่ขังไว้ไม่ให้ออกมาวิ่งวุ่นวายก็เป็นได้

บ้านหลังใหญ่เต็มไปด้วยความเหงา ณิรินไม่ได้เปิดเพลงเพราะไม่มีอารมณ์ฟัง อากาศคืนนี้ร้อนอบอ้าว หล่อนจึงเลือกเปิดหน้าต่างไว้แทนเปิดพัดลม หญิงสาวมัวแต่กลุ้มจึงไม่เห็นว่า มีบางอย่างผิดปกติ…

ควันสีดำมะเมื่อมที่เต็มไปด้วยกลิ่นสาบสางค่อยๆ เลื้อยเข้ามาในห้อง มันยอบตัวลงจนกลายเป็นแค่เส้นสีดำเล็กๆ สอดตัวเข้ามาผ่านบานหน้าต่างก่อนจะหย่อนตัวลงหลังม่าน ณิรินซึ่งนั่งกอดเข่าไม่ทันสังเกต หล่อนเริ่มง่วง ตาเริ่มปรือ ควันสีดำแผ่นลงมาคล้ายกับน้ำไต่ลงแตะพื้นก่อนจะค่อยๆ เลื้อยขึ้นในสภาพคล้ายกับเส้นเชือกคืบขึ้นไปที่เสาเตียงอย่างช้าๆ

เจ้าของห้องทิ้งตัวลงนอน หรี่ไฟหัวเตียงลงจึงเป็นโอกาสให้ สิ่งแปลกปลอมนั้นเข้ามาใกล้หล่อนมากขึ้น ณิรินประนมมือกำลังจะสวดมนต์แต่แล้วเส้นสีดำคล้ายกับสีของยางมะตอยก็ตวัดรัดรอบคอหล่อนกระชากอย่างแรง

สัญชาตญาณแห่งการเอาตัวรอดทำให้หล่อนรีบจับเส้นด้ายนั้นไว้และออกแรงยื้อ แต่อีกฝ่ายมีพลังเหนือกว่า มันจึงรัดรอบคอแน่น ณิรินดิ้นอึดอัด อากาศในปอดเหลือน้อยลงทุกที ณิรินพยายามร่ายมนต์เพื่อแก้ แต่คงเพราะตกใจเกินไป มนต์จึงผิดๆ ถูกๆ มือสองข้างยื้อยุดกับเส้นสีดำที่รัดคอ หล่อนกำลังจะตายถ้าหากไม่ทำอะไรสักอย่าง…

ปู่สอนเสมอว่า ต้องมีสติ…ในเสี้ยววินาทีนั้นที่ณิริน คิดถึง พระพุทธคุณ อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หล่อนต้องการอาวุธมาต่อกรกับวิญญาณชั่ว ถึงแม้จะยังไม่เห็นรูปร่างชัดๆ แต่หญิงสาวก็มั่นใจว่า ตัวที่มาลอบทำร้ายคือ ผีตายโหงตัวเดิม

หญิงสาวรีบควานมือไปตรงลิ้นชักตรงหัวเตียงและกระชากออก หล่อนคว้าหยิบของที่อยู่ด้านในออกมา ณิรินพึมพำคาถา แม้หล่อนจะไม่เคยใช่มันมาก่อน แต่คงเป็นอย่างเดียวที่หล่อนไม่ลืมในสภาวะคับขันเช่นนี้ หล่อนเขวี้ยงวัตถุที่มีสภาพคล้ายก้อนดินลงกับพื้นก่อนที่สิ่งๆ นั้นจะค่อยๆ ขยายตัวขึ้น

ควายธนูซึ่งสร้างมาจากสานจากไม้ไผ่ ปั้นดินจากขี้ผึ้งและโลหะอาถรรพ์ อันได้แก่ ตะปูโลงศพเจ็ดป่าช้า เหล็กขนันผีพราย เหล็กยอดเจดีย์ เอามาหลอมรวมกันเป็นรูปควาย และบัดนี้มันก็กำลังสำแดงฤทธิ์เดชด้วยการพุ่งเข้าชน เส้นดำซึ่งก็คือ ร่างจำแลงของผีตายโหงถูกควายธนูพุงเข้าใส่จนกระเด็นออกจากหน้าต่าง

ณิรินที่เพิ่งได้อากาศคืนมาเข้าปอด ไอออกมาอีกหลายครั้ง หล่อนสั่นศีรษะตั้งสติ พอรู้ว่า ตนรอดตายอย่างฉิวเฉียด จึงรีบชะโงกหน้าออกไปดูในสวนด้านล่างและพบว่า ควายธนูกับผีตายโหงกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด ควายไล่ขวิดผีตนนั้นไปรอบๆ แต่ผีตายโหงไม่ยอมแพ้ เสกแส้ออกมาเพื่อให้คล้องคอแทนบ่วงบาศ ควายธนูของหล่อนคล่องแคล่วเหลือกำลัง มันวิ่งวนไปรอบๆ ไม่ยอมพุ่งเข้าชนเพราะรู้ว่า อาจถูกบ่วงมัด ทั้งคู่ต่างคุมเชิงกันผีตายโหงทนไม่ไหวก่อน คล้องบ่วงบาศเพื่อจับควายธนูเอาไว้ มันแสร้งทำเป็นเสียท่า แต่แท้ที่จริงแล้วล่อให้ผีตายโหงเข้ามาใกล้ๆ หลังจากนั้นก็ใช้เขาขวิดเข้าที่กึ่งกลางลำตัว ผีตายโหงกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด พลังแห่งเวทย์มนต์อาคมที่ปู่ลงเอาไว้ ทำให้มันกลับคืนร่างเดิม

ผีตายโหงตนนี้เป็นผู้ชาย ตามร่างกายมีรอยแผลฉกรรจ์หลายแห่ง ลำคอถูกอาวุธมีคมกรีดพาดจากครึ่งหนึ่งของใบหน้ายาวลงมา ตรงคอเแหว่งจวนจะหลุดมิหลุดแหล่ ที่น่ากลัวที่สุดคือ ดวงตาข้างหนึ่งที่ถูกควักออกมา

ณิรินอึ้ง หล่อนยกมือปิดปาก กลิ่นสาปรุนแรงราวกับมีของเน่าตายโชยมาเข้าจมูก แต่หล่อนพลาด เพราะผีตายโหงไม่ได้สิ้นฤทธิ์แค่นี้ มันยังมีไม้ตายขั้นสุดท้าย เมื่อมันเงยหน้าขึ้นเห็นหล่อนกำลังชะโงกดูจากหน้าต่างก็เสกมีดด้ามยาวปลายแหมขึ้นมา ด้วยอิทธิฤทธิ์มีดนั้นพุ่งขึ้นมาหาหญิงสาวซึ่งอยู่ชั้นสอง ณิรินไม่มีทางหลบทันแน่ เพราะกำลังตกตะลึงแต่แล้วกลับมีอาวุธที่คล้ายกริชพุ่งเข้าชนกับมีด อาวุธสองอย่างประทะกันแล้วสลายไป

ควายธนูได้จังหวะขวิดซ้ำเข้าที่ท้องของผีตายโหง มันทะยานไปข้างหน้าพร้อมร่างผีตายโหงก่อนจะพุ่งเข้าปักต้นไม้ คมของเขาทำให้วิญญาณชั่วปักติดอยู่กับต้นไม้ แล้วเปลวไฟจากใครอีกคนก็พุ่งเข้าใส่ต้นไม้ ด้วยฤทธิ์อาคมร่างของผีตายโหงค่อยๆ ติดไฟก่อนจะสลายไปในอากาศคล้ายกระดาษที่ถูกเผา เหลือเพียงเถ้าเหม็นๆ ลอยคลุ้งในอากาศเป็นการยุติเรื่องทั้งหมด ณิรินถอนหายใจ ปู่ผลักประตูเข้ามาพอดี  

“เอ็งเป็นยังไงบ้าง”

“ปู่”

ณิรินโผเข้ากอดปู่ หล่อนเฉียดตาย ถ้าหากเมื่อครู่นี้ ไม่คิดถึงควายธนูที่เก็บในลิ้นชัก หล่อนคงกลายเป็นผีไปแล้วและแทบไม่ต้องแปลกใจเลยว่า เจ้าของกริชที่ป้องกันหล่อนรวมถึงไฟที่เผาวิญญาณร้ายให้เป็นจุลเป็นฝีมือใคร นี่เป็นครั้งแรกในรอบสิบปีที่หล่อนร้องไห้ ปู่ไม่ดุแล้วแต่ใช้มือลูบเส้นผม และกอดหล่อนแน่น รักกับยมยื่นหน้ามาหา เหมือนอยากจะปลอบด้วย

“ปู่ขอโทษที่มาช้าเกินไป ปู่มัวแต่นั่งสมาธิ ถ้า รักกับยม ไม่อาละวาดว่า จะออกจากห้อง ปู่คงมาไม่ทัน”

กริชเมื่อครู่เป็นของปู่ที่เสกขึ้นมา ณิรินเพิ่งรู้ว่า หล่อนรนหาเรื่องจริงๆ ผีตายโหง เจ้าเล่ห์ มันลอบเข้ามาทำร้ายหล่อนถึงในห้องนอน

“ณิสิต้องขอโทษ ที่ดื้อกับปู่ ณิพลาดเอง”

“ไม่เป็นไร จำไว้เป็นบทเรียน ต่อไปต้องระวังตัวให้มาก”

ปู่ชี้ไปที่หน้าต่างทีเปิดทิ้งไว้แถมยันต์ที่ขึงไว้เพื่อกั้นวิญญาณร้ายก็ขาดสะบั้นลง หญิงสาวไม่รู้ว่า ผีตายโหงตนนั้นทำได้ยังไง แต่มันเกือบจะคร่าชีวิตหล่อนได้สำเร็จ

“ณิจะไม่ไปยุ่งกับเรื่องของพลอยพยัพอีกแล้ว”

“ดีแล้ว ถ้าเอ็งคิดได้ แต่ปู่ไม่รู้ว่า ไอ้คนคุมวิญญาณนั่นจะยอมละเว้นเอ็งหรือเปล่า”

“คนคุมวิญญาณงั้นหรือ” ณิรินทวนคำ หล่อนยังคิดว่า ผีตายโหงเหี้ยนด้วยตัวเอง และคงโกรธที่ถูกหล่อนเข้าไปขวางทาง

“เอ็งคิดว่า ไอ้ผีพวกนี้ มันจะคิดได้หรือว่า จะต้องมาฆ่าเอ็ง นี่ต้องเป็นคำสั่งของคนอื่นที่อยู่เบื้องหลังแน่  เอ็งกำลังเจอคู่แข่งที่น่ากลัว ปู่มั่นใจว่า คนๆ นั้นต้องมีอาคมเหนือกว่าเอ็ง และเผลอๆ อาจจะเหนือกว่าปู่ด้วยซ้ำ”

 

ณิรินไม่ได้เป็นคนเดียวที่กำลังวุ่นวาย แต่อคิณก็เช่นเดียวกันวันนี้เขามีงานเปิดสาขาใหม่ของธนาคารในสังกัดของบริษัท และเนื่องจากเป็นสาขาที่อยู่ย่านใจกลางเมือง ชายหนุ่มจึงจ้างออร์แกไนซเซอร์ให้มาเตรียมการ

งานอันประกอบด้วยการทำบุญเลี้ยงพระ และเลี้ยงอาหารว่าง ลูกค้าที่นำเงินมาฝากในวันนี้จะได้ดอกเบี้ยสูงเป็นพิเศษ ดังนั้นจึงมีลูกค้ามาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ชายหนุ่มสวมสูทสีน้ำเงินเข้มและเนคไทสีฟ้าน้ำทะเล อันเป็นสีโลโก้ประจำธนาคาร เขามาถึงงานเป็นคนแรกเพื่อเตรียมงาน ขณะที่พิรัชต์ พลอยพยัพและนิรัชชา ตามมาสมทบทีหลัง

พอเห็นสีหน้าแม่เลี้ยง อคิณก็เดาสิ่งที่เกิดขึ้นได้ นับตั้งแต่บิดามอบบุษราคัมให้พลอยพยัพ นิรัชชาก็ไม่พอใจเป็นอย่างมาก แม้บิดาจะให้ช่างซื้อทับทิมน้ำงามมาแทนแต่นิรัชชาก็ยังแสงดท่าทีปั่นปึ่ง หล่อนเดินเข้ามาในงาน และเลือกที่จะแยกไปนั่งอีกฝั่งหนึ่งไม่ยอมประคองคุณพิรัชต์เหมือนดังเคย ผิดกับพลอยพยัพที่สดชื่น หล่อนสวมชุดสีส้ม สวมเครื่องประดับได้แก่จี้บุษราคัม ประกายกับความอลังการของอัญมณีทำให้แขกต่างพากันหันมามอง

นับตั้งแต่วันนั้นอคิณก็ไม่เห็นความผิดปกติอะไรจากน้องสาวอีก สิ่งเดียวที่เขารู้สึกคือ น้องสาวมีบุคลิกที่มั่นใจมากกว่าเดิม พลอยพยัพแต่งหน้าจัดขึ้น แถมชุดก็เว้าสูงมากขึ้น อย่างเช่นวันนี้ชุดแซ็กยาวผ่าจนเกือบถึงสะโพก ยามก้าวเดินชวนให้ใจหวิว แต่เนื่องจากน้องสาวโตแล้วเขาจึงไม่ห้ามอีก

อคิณมีหลายอย่างที่ต้องจัดการ เมื่อหัวหน้างานเข้ามาแจ้งว่า พระกำลังจะเริ่มสวด เขาจึงเดินไปนั่งใกล้ๆ บิดา แต่พอมองไปกลับไม่เห็นพลอยพยัพ

“พลอยไปไหนหรือครับพ่อ”

“เห็นบอกว่า ข้างในร้อน…ขอไปนั่งข้างนอก”

“อะไรนะครับ”

ข้างในห้องนี้มีเครื่องปรับอากาศจนเย็นฉ่ำ แต่ข้างนอกมีแค่พัดลมโรงงานตัวใหญ่เท่านั้น

“ข้างนอกต่างหากที่ร้อน”

“อีกอย่างนะ น้องบ่นว่า ไม่ชอบพระ”

อคิณคิดว่า บิดาคงพูดเล่นหรือไม่ก็อาจเป็นความเข้าใจผิดเขาจึงไม่สนใจ เมื่อมองไปเห็นพลอยพยัพกำลังนั่งคุยกับแขกด้านนอกก็ไม่กังวลอีก เขาประนมมือฟังพระสวด บทสวดอันเป็นภาษาบาลี ชายหนุ่มตั้งจิตนิ่ง นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หลังจากอาราธนาศีลเรียบร้อยก็เข้าสู่พิธีการ เสียงสวดเป็นทำนองสูงๆ ต่ำๆ อคิณควรจะเพ่งสมาธิไปที่เวทีด้านหน้าแต่แล้วเขากลับเหมือนมีใครมองอยู่

ชายหนุ่มหันควับกลับไปแต่ไม่เห็นใคร บนแถวถัดไปมีเพียงเลขาคนใหม่ทื่ชื่อว่า วรัญญา หล่อนทำงานได้ดีมาก รับผิดชอบ คล่องแคล่วจนไม่น่าเชื่อว่า เพิ่งมาทำงาน พอได้หญิงสาวมาช่วยเขาก็เบาแรงลงไปได้มาก อย่างเช้านี้หล่อนก็เป็นคนจัดการเรื่องรถรับส่งพระภิกษุ รวมถึงเรื่องอาหาร ของที่ระลึกเปิดธนาคารเมื่อสบตา หล่อนก็ยิ้ม

อคิณพยักหน้า ยิ้มให้หล่อนแทนคำขอบคุณ แต่พอหันมากลับรู้สึกเหมือนมีสายตาจ้องมองอยู่ เขาเหลือบมองด้วยหางตาแต่ไม่เห็น สุดท้ายก็พยายามปัดเรื่องวุ่นวายทิ้งไป วันนี้เป็นวันดีเพราะเป็นการเริ่มต้นสาขาที่สิบสี่ของธนาคารแห่งนี้ ในปีนี้ทางกรรมการตั้งเป้าจะเปิดให้ครบยี่สิบสาขาก่อนสิ้นปี  หากได้ตามเป้าย่อมแสดงว่า กิจการของธนาคารทำกำไรได้อย่างดีเยี่ยม

ไม่อาจปัดเรื่องของหมอดูสาวออกจากจิตใจ แต่เนื่องจากงานที่ประเดประดังเข้ามาจึงไม่มีโอกาสได้สืบความจริงอย่างที่ตั้งใจ ชายหนุ่มไม่กล้าจ้างนักสืบเอกชน ดังนั้นสิ่งที่ทำได้คือ ฝากเพื่อนโรงเรียนเดียวกันสืบว่า หล่อนอยู่โรงเรียนเดียวกันจริงหรือไม่

ร่างสูงสวมเสื้อสูทสีดำสนิทอย่างเคย วันนี้มีพิธีเปิดสาขาใหม่ของธนาคารในเครือประกันภัย เขาในฐานะตัวแทนของบริษัท รวมถึงคุณพิรัชต์ พลอยพยัพ และนิรัชชาก็มาร่วมงานด้วย แม่เลี้ยงสาวยังงอนไม่หายที่จู่ๆ บิดาก็ยกบุษราคัมเม็ดนั้นให้กับพลอยพยัพ ยิ่งเห็นอีกฝ่ายใส่ชุดเดรสสีส้มพร้อมกับจี้ ก็หน้าบึ้งตั้งแต่เริ่มงาน อคิณพาบิดาไปนั่งแถวหน้าสุดเพื่อฟังพระสวด พิธีเปิดสาขาประกอบไปด้วยการทำบุญเลี้ยงพระ หลังจากนั้นก็มีงานเลี้ยงอาหารว่างกับแขกที่มาร่วมงาน สาขานี้เป็นสาขาที่ยี่สิบในเมืองไทยแล้ว บอกถึงว่า กิจการของธนาคารกำลังรุ่งเรือง

เขานั่งฟังพระสวดจนถึงตอนที่จะถวายอาหาร อคิณก็พาคุณพิรัชต์ และแขกผู้มีเกียรติออกไปถวาย ปัจจัยต่างๆ ผ่านไปครึ่งชั่วโมง พิธีก็เสร็จ เขาเฝ้ามองแขกที่กำลังเดินตามซุ้มอาหารว่าง ส่วนพนักงานด้านหน้าก็กำลังเปิดบัญชีให้ลูกค้าตามข้อกำหนดที่ธนาคารกำหนดเอาไว้ พลอยพยัพหายไป จนเขาเริ่มเป็นห่วง ชายหนุ่มจึงก้าวออกมาดู เขาเพิ่งสังเกตว่า ด้านหน้าของธนาคารแห่งนี้ มีร้านขายของเรียงรายกันอยู่เป็นจำนวนมาก ทางห้างสรรพสินค้าคงให้แม่ค้าพ่อค้า มาเปิดร้านขายเหมือนตลาดนัด เขากวาดตามองหาพลอยพยัพจนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง…

ณิรินกำลังขายสร้อยหินให้กับลูกค้าคนหนึ่งอยู่ วันนี้หล่อนไม่ได้ไปขายของในห้าง เนื่องจากรับปากกับรุ่นพี่คนหนึ่งเอาไว้ ว่าจะมาช่วยขายของแทน รุ่นพี่คนนี้ภรรยาไปคลอดลูกที่โรงพยาบาล สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ทั้งคู่สนิทกันมาก ตอนที่หล่อนเปิดร้านขายหินใหม่ๆ ก็ได้พี่คนนี้ชี้แนะ

“มาช่วยพี่หน่อยนะ พี่เสียค่าเช่าที่ไปแล้ว เอาเป็นว่า พี่จะให้เงินณิ ตกลงไหม”

หญิงสาวจำต้องให้ปู่ไปเฝ้าร้านให้ หลังจากนั้นก็มาผลัดเวรขายของให้กับรุ่นพี่แทน พื้นที่ซึ่งถูกทำให้คล้ายตลาดนัด เหมาะสำหรับสาวๆ วัยทำงานมาจับจ่ายใช้สอย ในยุคที่เศรษฐกิจตกต่ำ ของใช้ซึ่งเป็นแบรนด์เนมราคาแพง อาจจะสู้การขายของเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ไมได้

ตั้งแต่เช้ามีลูกค้ามาซื้อสร้อยข้อมือไปทั้งหมดสิบเส้น ต่างหูก็ขายดิบขายดีจนจัดวางแทบไม่ทัน ยิ่งตอนเปิดร้านใหม่ๆ บังเอิญมีนักเรียนเข้ามาพอดี จึงพากันเหมาต่างหู ณิรินเองพลอยยินดีกับรุ่นพี่ด้วย อย่างน้อยรายได้วันนี้ก็จะได้เอาไปใช้สำหรับเลี้ยงลูกที่เพิ่งเกิดมา

แต่ขณะกำลังขายของอยู่นั่นเอง หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินมาหยุดต่อหน้า ความคุ้นตาทำให้เงยหน้าขึ้นดู แต่พอเห็นว่า เป็นใคร ณิรินก็ตกใจสุดขีด..

“พลอย”

คนตรงหน้าไม่ตอบแต่กลับยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในชีวิต เพราะณิรินรู้ว่า มันไม่ได้มาจากหญิงสาวเองแต่มาจากวิญญาณอีกตนที่ควบคุมอยู่ต่างหาก แต่น่าแปลกที่คราวนี้หล่อนไมได้เห็นภาพแท้จริงของวิญญาณ แต่กลับเห็นเป็นเงาสีเทากระจายตัวอยู่โดยรอบ เงานั้นคอยกันไม่ให้คนอื่นเข้ามาใกล้ สังเกตจากการที่เวลาพลอยพยัพเดินไปใกล้ใคร อีกฝ่ายก็จะล้มไปเอง

“แกเป็นใคร”

ณิรินแค่นเสียง หล่อนกำลังสื่อสารกับวิญญาณ

พลอยพยัพเงยหน้าขึ้น เหมือนสบตาแต่แท้จริงแล้วในดวงตากลมโตคู่นั้นกลับเป็นสีดำสนิทราวกับสีของท้องฟ้าอันมืดมิด

“แกทำอะไรพลอยบอกมานะ”

“อย่ายุ่ง…ไม่ใช่เรื่องของแก หรือ ยังไม่เข็ดอีก”

สิ่งที่วิญญาณตนนี้พูด ไม่ได้ออกจากปากของพลอยพยัพแต่เป็นการสื่อสารผ่านทางจิต ณิรินไม่ยอมแพ้ หล่อนเดินเข้ามาใกล้

“ออกไปจากร่างของพลอยเสีย ไม่อย่างนั้นจะหาว่า ฉันไม่เตือน”

“แกจะทำอะไรฉันได้”

“ฉันก็…”

ณิรินล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า เช้าวันนี้ไม่รู้นึกยังไง หล่อนถึงได้ติดยันต์ของปู่มาด้วย แต่ขณะที่กำลังจะเอาไปแปะที่หน้าผากของอีกฝ่าย ร่างสูงที่หล่อนไม่อยากเจอก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับตะคอก

“นี่คุณอีกแล้วหรือ มายุ่งอะไรกับพลอยอีก”

อคิณจ้องหล่อนด้วยสายตาดุดัน ณิรินรู้สึกเหมือนหล่อนเป็นคนน่ารังเกียจ ความรู้สึกน้อยใจผุดขึ้นจนแสบร้อนในอกไปหมด

“ฉันเปล่า…น้องคุณเดินเข้ามาหาฉันเอง”

“จริงหรือพลอย”

ชายหนุ่มเอื้อมมือมาแตะมือน้องสาว หล่อนสะดุ้ง สั่นศีรษะ

“พี่เพชร มาอยู่นี่ได้ยังไง”

“พี่ต่างหากที่ต้องถามว่า พลอยมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง ไหนบอกคุณพ่อว่า ข้างในร้อน และก็ไม่ชอบพระ”

ณิรินซึ่งแอบฟังขมวดคิ้ว สิ่งที่ไม่ชอบพระน่าจะเป็นวิญญาณที่ครอบงำอยู่มากกว่า

“พลอยไม่รู้ พลอยมาได้ยังไงหรือคะพี่เพชร”

“คุณใช่ไหม ที่ทำของใส่น้องสาวผม” ได้ทีชายหนุ่มก็กล่าวหาทันที ณิรินโกรธจัด ท้าวสะเอว

“พูดอย่างนี้ก็สวยสิ ฉันขายของอยู่ดีๆ น้องคุณต่างหากที่เดินมา ไม่เชื่อถามพ่อค้าแม่ค้าแถวนี้ได้ ฉันไม่ได้ระรานใคร”

เสียงที่ดังทำให้ทุกคนต่างหันมาดู อคิณคงกลัวว่า จะมีเรื่องเขาถึงเป็นฝ่ายจับมือพลอยพยัพเอาไว้

“กลับกับพี่เถอะพลอย คุณพ่อรออยู่ จะได้ไปส่งแขก”

พลอยพยัพพยักหน้าเหมือนคนละเมอ หล่อนเดินตามพี่ชาย ณิรินที่ฟังอยู่ ใจหนึ่งก็โมโหแต่ใจหนึ่งก็อดสงสารไม่ได้ หากวิญญาณคิดทำร้ายพลอยพยัพจริงหล่อนคงต้องตาย หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อตนอย่างตัดสินใจ หล่อนต้องทำอะไรสักอย่าง

“คุณจะไปเฉยๆ อย่างนี้เนี่ยนะ ดีนะอยู่ๆ ก็มาด่ากันแล้วก็ไป”

อคิณหน้าตึง จ้องหน้า

“คุณจะเอายังไง”

“ฉันต้องการคำขอโทษ ไม่อย่างนั้น…”

ชายหนุ่มย่างสามขุมเข้ามาใกล้ ใช้ความสูงเพื่อข่มชายหนุ่มไม่รู้ตัวว่า ระหว่างนั้นณิรินถือโอกาสหย่อนบางอย่างลงในกระเป๋าเสื้อสูท

“ไม่อย่างนั้นทำไม….”

ณิรินยักไหล่ หล

“ก็ไม่ทำไม แค่ต่อไปอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก ฉันเบื่อคุณสองคนเต็มทีแล้ว”

หลังจากโต้เถียงกับหมอดูสาวเสร็จ อคิณก็ดึงน้องสาวกลับมาที่งาน เขาโมโหที่หล่อนเข้ามาวอแววกับพลอยพยัพอยู่เรื่อย แม้อีกฝ่ายจะโต้กลับว่า พลอยพยัพเป็นฝ่ายเดินเข้ามหาเอง เมื่ออยู่ด้วยกันตรงพื้นที่จัดงาน อคิณก็เปิดฉากคุยทันที

“พี่ขอสั่งห้ามพลอย ว่า ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด”

“นี่พี่เพชรโทษว่า เป็นความผิดของพลอยหรือคะ”

“พี่ไม่รู้และพี่ก็ไม่อยากให้ยายอะไรนั่น มาวุ่นวายอีก”

“เธอบอกว่า ชื่อ ณิรินค่ะ”

อคิณขมวดคิ้ว เขาคิดว่า คุ้นๆ กับชื่อนี้อยู่บ้าง แต่เนื่องจากในโรงเรียนมีนักเรียนเป็นจำนวนมาก ยิ่งเขามีเพื่อนน้อยก็ยิ่งทำให้ค้นหาความจริงได้ยากมากขึ้นแม้จะฝากเพื่อนสมัยเรียนไปสืบข่าวแต่ยังไม่ได้ความคืบหน้าเลย

“ชื่ออะไรก็ช่างเถอะ แต่พลอยต้องระวังตัว พี่มั่นใจว่า ผู้หญิงคนนั้นต้องมาวุ่นวายอีกแน่ ทางที่ดีอย่าอยู่คนเดียว”

“พลอยก็ไม่ได้ตั้งใจจะ เดินไปตรงนั้นสักหน่อย แต่ไม่รู้ทำไม….” พลอยพยัพเสียงอ่อย หล่อนเหมือนคนสับสน จังหวะที่หญิงสาวอีกคนเดินเข้ามาพอดี

“อ้าวคุณวรัญญา ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม” แขกที่มาร่วมงานต่างทยอยกันกลับ คุณพิรัชต์ช่วยส่งแขก และลูกค้าอีกส่วนหนึ่งกำลังเปิดบัญชี เลขาสาวส่งยิ้มหวาน

“เรียบร้อยค่ะ คุณอคิณไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ดิฉันมอบของที่ระลึกให้กับแขกที่มาร่วมงานและก็ส่งขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว”

“คุณทำงานได้ดีมากวรัญญา ไม่ได้คุณผมคงเหนื่อย” อคิณยิ้มอย่างพอใจ พลอยพยัพมองหญิงสาวด้วยความประหลาดใจ

“นี่ใครกันหรือคะ พลอยไม่เคยเห็น”

“เลขาฯ คนใหม่ของพี่ ชื่อ วรัญญา รู้จักกันไว้สิ”

วรัญญาประนมมือไหว้ หล่อนเป็นผู้หญิงรูปร่างเล็ก ใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวสะอาดสะอ้าน ผมยาวรวบไว้เป็นหางม้าด้านหลัง แต่ส่วนที่สะดุดตาที่สุดคงเป็นดวงตาที่ดูใสบริสุทธิ์ ยามยิ้มจนเห็นฟันเรียงเป็นระเบียบก็ทำให้รู้สึกว่า เลขานุการคนนี้ดูน่ารักไม่น้อย

“สวัสดีค่ะคุณพลอย ดิฉันขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ ถ้าคุณพลอยมีอะไรให้ดิฉันรับใช้ยินดีอย่างยิ่งนะคะ”

“โอ๊ย…พลอยคงไม่รบกวนอะไรคุณวรัญญาหรอกค่ะ”

“ไม่รบกวนเลยค่ะ งานของคุณพลอยก็ถือว่า เป็นหน้าที่ของดิฉันอย่างหนึ่ง ดิฉันเป็นพนักงานของบริษัท ยินดีและเต็มใจอย่างยิ่งที่จะบริการค่ะ โทรหาได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะคะ”

ท่าทางอันนอบน้อมของหญิงสาวถูกใจพลอยพยัพเป็นอย่างมาก หล่อนเคยเห็นแต่เลขาฯ ที่ไม่อยากทำงานนอกบริษัท อีกทั้งยังเกี่ยงงาน แถมยามว่างก็ยังคอยประจบแต่เจ้านายหนุ่มๆ แต่วรัญญาต่างออกไป

“พี่เพชร ไปหาเลขาฯ น่ารักๆ อย่างนี้มาจากที่ไหนกันคะ”

“ก็นั่นสิ…พี่ก็คิดอยู่ คงฟ้าประทานมาให้มั้ง พี่โชคดีที่ได้เจอคุณวรัญญา ปัญหาทุกอย่างถึงได้แบ่งเบาลงไปมาก”

“ยินดีที่ได้รู้จักอีกครั้งนะคะ” พลอยพยัพส่งยิ้ม วรัญญาถือโอกาสนั้นส่งถุงกระดาษส่งให้ หญิงสาวมองอย่างไม่เข้าใจ

“นี่อะไรหรือคะ”

“รังนกค่ะ ดิฉันซื้อจากเจ้าประจำ ตั้งใจจะมาฝากคุณพลอย คุณเพชร คุณพิรัชต์ และคุณนิรัชชาด้วยค่ะ ของแท้ส่งมาจากภาคใต้เลยนะคะ ไม่ใส่สารกันบูด แต่ต้องรีบกิน ไม่อย่างนั้นจะเสีย”

“อู้หู คุณวรัญญาใจดีจัง พลอยเกรงใจ”

“รับไว้เถอะค่ะ ของฝาก ไม่ใช่ของมีค่าอะไร แต่รังนกแท้ๆ ดีต่อสุขภาพนะคะ และทางที่ดีควรจะรีบดื่ม ดีต่อผิวพรรณ ช่วยทำให้เปล่งปลั่งและเพิ่มคอลาเจนด้วยค่ะ”

“ขอบคุณมากค่ะ คืนนี้พลอยต้องจัดสักหน่อย” พลอยพยัพพูดติดตลก

“ดื่มก่อนนอนนะคะ จะช่วยให้หลับสบายตลอดทั้งคืน”

 

Don`t copy text!