บุษราอาฆาต บทที่ 7 : ครอบงำ

บุษราอาฆาต บทที่ 7 : ครอบงำ

โดย : เก้าแต้ม

บุษราอาฆาต เรื่องราวของบุษราคัมเม็ดงามที่แฝงไปด้วยความลึกลับกับวิญญาณของหญิงสาว เหตุใดวิญญาณของเธอจึงติดตามมาทำร้ายทุกคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับบุษราคัมน้ำงาม ร่วมกันหาคำตอบได้ใน ‘บุษราอาฆาต’ นวนิยายแนวลึกลับโรแมนติก โดย เก้าแต้ม … นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คูณได้ อ่านออนไลน์

…………………………………………

-7-

 

หญิงสาวอาบน้ำเสร็จและเปลี่ยนเป็นชุดนอนเนื้อบางเบา แม่อิ่มรู้ใจด้วยการนำรังนกขึ้นมาวางไว้ให้ พอคิดถึงเลขาที่ชื่อ วรัญญาก็อดอมยิ้มไม่ได้ พลอยพยัพถูกชะตากับเลขาคนนี้เพราะท่าทางสุภาพเรียบร้อย อีกทั้งยังได้ยินว่า ทำงานดี นอกจากนั้นยังไม่มีท่าทีหว่านเสน่ห์ใส่อคิณเหมือนพนักงานคนอื่นๆ

ร่างบางเหลือบมองนาฬิกาหัวเตียงและก็พบว่า เป็นเวลาสองทุ่มพอดี ปกติหล่อนมักจะนอนดึกแต่คืนนี้ ความอ่อนเพลียทำให้อยากเข้านอนแต่หัววัน หล่อนยกแก้วรังนกขึ้นมาจิบ รสชาติของเนื้อรังนกใหม่ ไม่หวานเกินไป ช่วยเพิ่มความสดชื่น หล่อนดื่มรวดเดียวจนหมด หลังจากนั้นจึงนำชามไปวางไว้ตรงโต๊ะด้านนอก ระหว่างที่เดินผ่านกระจกนั่นเอง สายตาก็เหลือบไปเห็นบางอย่าง

“เอ๊ะ..”

พลอยพยัพชะงัก จ้องภาพในกระจกอีกครั้ง แต่คราวนี้สิ่งที่มองเห็นกลับมีเพียงหล่อน

เราคงตาฝาด

หล่อนบอกกับตัวเองแล้วเดินไปนั่งบนเตียง เพิ่งสังเกตว่า วันนี้ในห้องนอนหนาวยะเยือกกว่าที่เคย แถมโคมไฟตรงหัวเตียงก็มีสีสันแปลกๆ แสงสีเหลืองที่ส่องอยู่ในห้องสร้างความรู้สึกวังเวง จู่ๆ ขนตามตัวก็ลุกชันขึ้น พลอยพยัพใช้มือลูบแขนตัวเอง พร้อมกับสั่นศีรษะ

หรือว่า เราจะไม่สบาย รีบเข้านอนดีกว่า พรุ่งนี้มีงานแต่เช้า

หญิงสาวรับงานถ่ายแบบเอาไว้กับร้านเสื้อเจ้าประจำ ทีแรกหล่อนจะปฏิเสธแต่พอได้ยินชื่อ ช่างภาพมือหนึ่ง ทุกครั้งที่ได้ช่างภาพคนนี้กดชัตเตอร์ให้ภาพมักจะออกมาสวยสะดุดตาอยู่เสมอ สมัยนี้มีนางแบบรุ่นน้องแจ้งเกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หากมัวแต่เล่นตัวมีหวังสุดท้ายอาจจะไม่มีงาน หล่อนนั่งตรงโต๊ะเครื่องแป้งและหยิบครีมบำรุงผิวขึ้นมาพอกหน้า ทุกครั้งที่จะต้องไปถ่ายแบบพลอยพยัพมักจะเตรียมผิวหน้าให้พร้อม แต่ขณะกำลังแตะครีมลงบนผิว สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาผ่านด้านหลังไป

“เอ๊ะ”

หญิงสาวหันควับกลับไปและก็พบว่า มีเพียงผ้าม่านที่สั่นไหวด้วยลมจากเครื่องปรับอากาศเท่านั้น

เรานี่ท่าจะเพี้ยน กลัวจนขึ้นสมอง ไม่มีอะไรหรอกน่า

นับตั้งแต่วันที่ได้บุษราคัมมา พลอยพยัพก็ไม่มีอาการหวาดกลัวอีก หล่อนไม่รู้ว่า เป็นเพราะอัญมณีหรือเป็นเพราะพระพุทธรูปที่แม่อิ่มอัญเชิญมาไว้ในห้องนอนกันแน่ แต่วันนี้พอมองออกไปกลับพบว่า บนชั้นพระพุทธรูปว่างเปล่า มือเย็นวาบ

อ้าว…แม่อิ่มเอาพระพุทธรูปไปไว้ที่ไหนแล้ว…แต่ไม่เป็นไรหรอกน่า สวดมนต์เอาก็ได้

พลอยพยัพนวดครีมบำรุงให้เข้าหน้า ปกติหล่อนจะใช้เวลาห้านาทีในการรอให้ครีมซึมซาบเข้าสู่ผิว ระหว่างที่นวดครีม ตาก็จ้องในกระจก น่าแปลกที่วันนี้ใบหน้าของหล่อนแปลกออกไป เหมือนมีแสงสีเหลืองเรืองรองอยู่โดยรอบ อาจเป็นเพราะจี้บุษราคัมที่หล่อนใส่ติดคอตลอดไม่ยอมถอดก็เป็นได้ หญิงสาวใช้นิ้วประคองจี้นั้นขึ้น ยิ่งเพ่งมองก็ยิ่งรู้สึกหลงใหลอัญมณีชิ้นนี้ เหมือนมันถูกสร้างมาเพื่อหล่อนโดยเฉพาะนาวากับวิกานดายังบ่นว่า อยากได้อัญมณีที่มีลักษณะเหมือนกันบ้าง แต่พอให้ช่างหากลับไม่มีเม็ดไหนน้ำงามเท่านี้มาก่อน พลอยพยัพยิ้มอย่างย่ามใจเมื่อรู้สึกว่า ตนเป็นที่หนึ่งเหนือทุกคน หล่อนเงยหน้ามองเงาสะท้อนในกระจกเพื่อตรวจดูความเรียบร้อย แต่แล้วต้องตกใจสุดขีดเมื่อพบว่า ดวงหน้าที่จ้องมองกลับมาไม่ใช่ตน พลอยพยัพเพ่งมองซ้ำอีกครั้งเพราะคิดว่า ตาฝาดแต่ภาพกลับชัดขึ้นเรื่อยๆ

เลือดในกายเย็นเฉียบเมื่อพบว่า เงาไม่เพียงซ้อนทับแต่เริ่มขยับออกมาจากกระจก หญิงสาวผุดลุกขึ้น ถอยหลังกรูดเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ต่อหน้าชัดๆ หล่อนอยากกรีดร้องแต่ทำไมถึงไม่มีเสียงเปล่งออกา ลำคอแห้งผากแถมเสียงยังถูกดูดกลืนไปเสียสิ้น เงาโปร่งของหญิงสาวที่มีผมยาวปรกหน้าผาก สวมชุดเครื่องแบบของโรงเรียน กำลังยื่นมือสองข้างมาหมายบีบคอ..

“อย่า…ฉันกลัวแล้ว”

“กลัวทำไมหรือพลอย…เธอไม่ได้ทำอะไรผิดไม่ใช่หรือ”

“ฉันผิดไปแล้ว ฉันขอโทษ”

มือเย็นเฉียบแถมยังเต็มไปด้วยกลิ่นสาบสางยื่นเข้ามาใกล้ พลอยพยัพถอยไปจนชิดกำแพงหล่อนไม่มีทางไปอีกแล้ว ความกลัวพุ่งขึ้นสูงสุด เมื่อรับรู้ว่า ตนเองกำลังจะตาย วิญญาณยื่นมือมาลูบแก้มและไล้ไปมา

“ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก..แค่อยากขอยืมร่างเธอเท่านั้น”

“ยืมร่าง”

“ทำไม”

“ก็เพราะว่า วันนี้คือ วันที่เหมาะที่เธอกับฉันจะเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ฉันรอมานานมากแล้ว”

“มะ…ไม่…ฉันไม่ยอม”

พลอยพยัพละล่ำลัก หล่อนกลัวสุดขีดเมื่อใบหน้าอันซีดปราศจากสีเลือดยื่นเข้ามาใกล้ ลมหายใจทีมีกลิ่นสาปสางชวนสะอิดสะเอียน หญิงสาวหลับตาปี๋พยายามคิดถึงบทสวดเพื่อไล่ผี แต่สมองกลับว่างเปล่า เมื่อลืมตาขึ้นก็ประสานสายตากับวิญญาณตรงหน้าพอดิบพอดี

“เธอไม่อยากรู้หรือว่า เมื่อหลายปีก่อนเกิดอะไรขึ้นกับฉันบ้าง อีกไม่นานหรอกเธอก็จะได้เห็น”

ร่างบางตกใจสุดขีด หล่อนพยายามผลักเมื่อวิญญาณเคลื่อนเข้ามาใกล้แต่เนื่องจากอยู่คนละภพภูมิมือที่สัมผัสถึงได้ทะลุผ่านร่างไป ตาสองข้างเบิกกว้างเมื่อเงาโปร่งอันน่าสะพรึงกลัวค่อยๆ แทรกเข้ามาจนซ้อนทับกันพอดิบพอดี….

 

อคิณกลับบ้านดึก เพราะหลังงานเปิดสาขาใหม่ของธนาคาร เขาก็ต้องเข้าบริษัทเพื่อประชุมกับคณะกรรมการคนอื่นๆ แต่พอก้าวเข้ามาในบ้านเขาก็เห็นใครอีกคนเดินสวนลงบันไดมา พลอยพยัพสวมชุดเดรสสีเหลืองมะนาวเป็นผ้ารัดรูปเห็นถึงทุกส่วนสัด แต่ที่ทำให้ตกใจที่สุดกลับเป็นลักษณะชุดที่ผ่าลึกจนเห็นสะดือบุ๋ม หน้าอกหน้าใจเผยให้เห็นจากด้านหน้ารอยผ่าดูแล้วน่าหวาดเสียว

ไม่บ่อยนักที่พลอยพยัพจะแต่งกายวาบหวาม อีกทั้งน้อยครั้งมากที่น้องสาวจะออกไปกลางดึก โดยเฉพาะที่เมื่อช่วงบ่ายก่อนแยกกันก็บ่นว่า เหนื่อยอยากพักผ่อน

“เราจะไปไหนหรือพลอย ทำไมแต่งชุดสีฉูดฉาดจัง”

อคิณเป็นพี่ชายที่หวงน้องสาวพอดู แต่เขาไม่เคยดุ เพราะถือว่า เป็นสิทธิ์การตัดสินใจของน้อง หลายครั้งที่น้องสาวไปทำงานและต้องโนบราในบางครั้ง แต่ผู้เป็นพี่ก็เลือกที่จะเฉยเสียเพราะคิดว่าเป็นงาน

“พลอยจะออกไปหาเพื่อน”

“ตอนนี้เนี่ยนะ”

นาฬิกาฝาผนังบอกเวลาสี่ทุ่ม แม้จะไม่ดึกมากแต่ก็ไม่ใช่เวลาที่พลอยพยัพชอบออกไป ปกติถ้านัดกับนาวากับวิกานดา สองคนนั้นก็มักจะแวะมารับ

“ใช่ค่ะ พลอยเบื่อ อยากออกไปนั่งฟังเพลง” พลอยพยัพกอดอก อคิณสังเกตว่า แววตาของน้องสาวแปลกออกไป

“เราจะไปที่ไหนพี่ไปส่ง”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่เพชร พลอยไปเองได้ อย่าลำบากเลย”

หญิงสาวตัดบทและเดินออกไป อคิณตามไปยื้อมือหล่อนไว้ ทันทีที่มือสัมผัส เขาก็ตกใจสุดขีด ผิวกายของน้องสาวยามนี้เย็นเฉียบราวกับอยู่ในห้องน้ำแข็ง เมื่อยืนใกล้ก็ได้กลิ่นเหม็นสาปโชยมาเข้าจมูก เขาชะงัก

“เราไม่สบายหรือเปล่า ทำไมมือเย็นจัง”

พลอยพยัพดึงมือออกในลักษณะกระชาก หันมาโต้กลับเสียงแข็ง

“พลอยสบายดี พี่เพชร หมดธุระแค่นี้ใช่ไหมคะ พลอยรีบ”

หญิงสาวดึงดันจะเดินออกประตูบ้านไป แต่อคิณวิ่งตาม

“เดี๋ยวสิ พี่บอกแล้วไงว่า จะไปส่ง เราจะไปที่ไหน ผับเดิมหรือเปล่า”

หญิงสาวกอดอก หน้าบึ้ง

“พี่เพชรหันเป็นคนจุกจิกแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ พลอยโตแล้วนะคะ ไม่เห็นต้องไปส่งเลย พลอยไปเองได้ รถก็มี”

หล่อนควงกุญแจรถในมือ อคิณส่ายหน้า

“มันดึกแล้ว พี่เป็นห่วง ให้พี่ไปส่งเถอะ รับรองจะไม่ก้าวก่ายเรื่องของเราตกลงไหม แค่ไปส่ง…แล้วก็รอรับ” ประโยคสุดท้ายนี้เขาไม่ได้พูดออกไป ไม่รู้เป็นยังไง เขาถึงรู้สึกว่า พลอยพยัพไม่ใช่คนเดิม แววตากระด้าง น้ำเสียงห้วน แถมยังกลิ่นแปลกๆ นี่อีก

“แต่พลอยอยากไปเอง”

“แค่ให้พี่ไปส่ง มันจะลำบากตรงไหน แล้วตอนขากลับพลอยก็กลับกับวา หรือ วีวี่ก็ได้”

หญิงสาวนิ่งไป สุดท้ายแล้วก็พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้

“ก็ได้ ถ้าพี่เพชรสบายใจแบบนั้นก็เอาเถอะ เราไปกันเลยนะคะ พลอยอยากไปถึงที่นั่นเร็วๆ มีคนรออยู่”

“ใครรอเราอยู่หรือ”

พลอยพยัพหน้าบึ้งมากกว่าเดิม

“พี่เพชรต้องรู้เรื่องของน้องทุกเรื่องเลยหรือไง หรือว่า คิดว่า พลอยเป็นเด็ก ดูแลตัวเองไม่ได้ คิดจะขังกันไว้ที่บ้านใช่ไหม”

“เฮ้ยๆๆ ใจเย็นสิ พี่ถามเฉยๆ เอาเถอะ พลอยไม่สะดวกใจที่จะตอบก็ไม่เป็นไร ขอให้พี่ได้บริการด้วยการไปส่งเราก็พอแล้ว”

 

ทันทีที่ขึ้นรถพลอยพยัพก็ไม่ยอมพูดอะไรอีก เอาแต่กอดอกสีหน้าบึ้งตึง แถมยังมองออกไปนอกหน้าต่างตลอดเวลา อคิณลอบมองอีกฝ่ายเป็นระยะๆ เขารู้สึกเป็นห่วงน้องสาวจับใจ ยิ่งรู้ว่า ผับที่ให้ไปส่งนั้นไม่ใช่สถานที่เที่ยวที่เคยไปก็ยิ่งกังวล

“ทำไมวันนี้วา กับวีวี่ถึงได้นัดที่นี่”

“เอ๊ะ พี่เพชรคะ จะนัดที่ไหนมีปัญหายังไง เที่ยวแต่ที่เก่าๆ เบื่อจะแย่”

“เราจะกลับสักกี่โมง ให้พี่มารับไหม”

“ไม่ต้อง…พลอยดูแลตัวเองได้”

“แต่ผับนี้ไกลบ้านมากนะ ถ้าไงโทรเช็ควา กับวีวี่ก่อนไหม ว่ามาแน่หรือเปล่า”

“พี่เพชรหันวุ่นวายแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ พลอยบอกแล้วไงว่า ดูแลตัวเองได้”

อคิณได้แต่ถอนหายใจ แม้จะรู้สึกแปลกใจกับพฤติกรรมของน้องสาวแต่ตอนนี้คงต้องหาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน หากเขาทะเลาะกับพลอยพยัพแล้วอีกฝ่าย หุนหันลงไป คงทำให้ตามตัวได้ยากกว่านี้

“เอาเถอะ พี่เข้าใจแล้ว เอาเป็นว่า ระวังตัวด้วยนะพลอย พี่เป็นห่วง”

เขาจอดรถด้านหน้า ผับแห่งนี้เพิ่งเปิดได้ไม่นานแต่ก็มีนักเที่ยวมาอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ทันทีที่พลอยพยัพลงจากรถ หล่อนก็รีบเดินจ้ำๆ เข้าไปด้านใน ไม่ทันที่อคิณจะพูดอะไรด้วยซ้ำ เขาได้แต่มองตามน้องสาว ชายหนุ่มอดสำรวจบริเวณรอบค้างไม่ได้ นักเที่ยวส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและวัยทำงาน ทั้งหมดแต่งตัวดี เสื้อผ้า รองเท้ากระเป๋าล้วนแต่ราคาแพง ไม่มีพวกที่ดูนักเลง อีกทั้งยามที่เฝ้าด้านหน้าก็แต่งตัวเรียบร้อย อคิณเปลี่ยนใจขับรถวนดูด้านข้างเพื่อดูลาดเลา เขาตั้งใจว่า จะหาที่จอดรถเพื่อรอ แต่จะหาข้ออ้างอะไรกับพลอยพยัพ จะบอกว่า เขาต้องการเที่ยวก็ดูจะไม่สมเหตุสมผล หรือจะบอกว่า เขาอยากเจอเพื่อนน้องสาวก็ดูไม่เข้าท่าเช่นเดียวกัน ในจังหวะที่วนรถไปด้านหลังนั่นเอง เขาก็เห็นพลอยพยัพออกมาจากผับทางประตูหลัง ความสงสัยทำให้ชะลอรถ เคราะห์ดีไม่มีรถตามมา อคิณนำรถแอบข้างทาง ซุ่มดูว่า น้องสาวจะทำอะไร

พลอยพยัพยืนรีรอเหมือนกำลังรอใครบางคน ในจังหวะที่ชายหนุ่มแต่งตัวนำสมัยนำรถเข้ามาจอดด้านหน้าเขา อคิณเห็นตั้งแต่รถราคาแพงเข้าจอด จนกระทั่งเจ้าของรถซึ่งเป็นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับพลอยพยัพลงมา เขาจำอีกฝ่ายได้

แพทริก

ชายหนุ่มเป็นลูกครึ่ง บิดาเป็นทูตที่ย้ายมาประจำที่ประเทศไทย  สมัยเรียนค่อนข้างสนิทสนมกับพลอยพยัพแต่ตอนหลังทั้งสองทะเลาะกันจึงห่างกันไป พักหลังได้ยินว่า ครอบครัวของแพทริกย้ายกลับต่างประเทศจึงไม่ค่อยได้ข่าวคราวของอีกฝ่าย

ทำไมพลอยถึงมาพบแพทริก ไหนบอกว่า จะมาหาวา กับวีวี่

ชายหนุ่มรำพึงกับตัวเอง เขาเพ่งมองน้องสาวอีกครั้ง ไม่รู้เพราะอะไรเขาถึงรู้สึกว่า หล่อนเหมือนไม่ใช่คนเดิม ท่าทางที่โผเข้าไปกอดรอบคอแพทริกพร้อมกับหอมแก้มฟอดใหญ่ดูแล้วช่างไม่คุ้นตา ไม่รู้ว่า พลอยพยัพรู้ตัวว่า กำลังถูกแอบมองหรือไม่ หล่อนถึงได้หันควับกลับมา อคิณรีบลดตัวลงกับเบาะเพื่อไม่ให้น้องสาวเห็น เขารอจนแน่ใจแล้วก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาดู น้องสาวเดินจูงมือเข้าไปในผับพร้อมกับเพื่อน แต่สิ่งที่ทำให้อคิณตกใจกลับเป็นภาพที่เห็นตรงหน้าต่างหาก

มือเย็นเฉียบ รู้สึกเหมือนบรรยากาศรอบกายเยือกเย็นกว่าที่เคย เขาขยี้ตาซ้ำเพื่อให้แน่ใจว่า ไม่ได้ตาฝาด เงาของใครอีกคนซ้อนทับกับพลอยพยัพอย่างพอดิบพอดี ชายหนุ่มรู้โดยสัญชาตญาณว่า นั่นไม่ใช่คน แต่จะเป็นอะไรหรือใคร เขาต้องรีบหาคำตอบ…

 

แม้จะเหนื่อยล้ากับการแอบตามไปเฝ้าน้องสาวเกือบทั้งคืน หล่อนคงไม่รู้ว่า เขาแอบตามเข้าไปเฝ้าในผับแต่เลือกที่จะนั่งอยู่ห่างๆ ตั้งใจว่า หากมีอะไรเกิดขึ้นจะรีบเข้าไปช่วยแต่โชคดีที่สุดท้ายแล้วในที่สุดแพทริกก็มาส่งพลอยพยัพที่บ้านอย่างปลอดภัย ชายหนุ่มไม่เคยเชื่อเรื่องผีและวิญญาณมาก่อน

เช้านี้ชายหนุ่มอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อเตรียมตัวออกจากห้องแต่เพิ่งนึกได้ว่า พาดสูทตัวเดิมเอาไว้ตรงเก้าอี้ เขาลืมนามบัตรของลูกค้าเอาไว้ในกระเป๋าเสื้อจึงเดินกลับมา แต่พอควานมือลงไปในกระเป๋าก็พบว่า มีบางอย่างอยู่

อคิณหยิบขึ้นมา พอเห็นก็ยิ่งประหลาดใจ วัตถุที่ทำจากผ้าสีคล้ายผ้าดิบซึ่งถูกมัดไว้ด้วยเชือกคล้ายสายสิญจน์ ชายหนุ่มอ่านอักษรเหล่านั้นไม่ออกแต่เดาว่า ต้องเป็นพวกเครื่องรางของขลัง แต่ใครกันนำมาหน่อยไว้ในกระเป๋า

เขานึกถึงหมอดูสาวขึ้นมาทันที คงเป็นตอนที่โต้เถียงกันและเขากระเถิบเข้าไปใกล้ อคติที่มีอยู่ในใจเต็มเปี่ยมทำให้อดคิดไม่ได้ว่า การที่เขาเห็นเงาซ้อนทับกับพลอยพยัพเกิดขึ้นจากของชิ้นนี้หรือเปล่า เพียงเพราะต้องการให้ทุกคนเชื่อ หญิงสาวจึงถือโอกาสทำของใส่

ชายหนุ่มเดินลงมาที่ชั้นล่างและก็พบว่า พลอยพยัพกำลังกินอาหารเช้าอยู่ น้องสาวสวมเสื้อสีขาวกับกระโปรงลายดอก ใบหน้าแต่มแต้มอย่างอ่อนๆ เมื่อเห็นอคิณก็โผเข้ามาหอมแก้ม

“ตื่นเช้าเชียวนะเรา พี่คิดว่า เราจะไม่ไหวเสียอีก”

“โธ่…พี่เพชรคะ วันนี้พลอยมีนัดถ่ายแบบจะเบี้ยวได้ยังไง มีหวังถูก ผู้จัดการโมเดลลิ่งด่าตายแน่” อคิณเหลือบมองพลอยพยัพ สีหน้าของหล่อนสดชื่นมาก น้องสาวเอ่ยต่อ” ขอบคุณพี่เพชรมากนะคะที่เมื่อวานไปส่ง พลอยเกรงใจพี่เพชรมากๆ”

“ถ้ารู้ก็อย่าเที่ยวบ่อยนะ พี่เป็นห่วง”

“ไม่แล้วค่ะ พลอยนัดกับเพื่อนไว้ ความจริงก็ไม่อยากไปแต่เพื่อนขอร้อง”

“แพทริกเนี่ยนะขอร้องพลอย”อคิณหลุดปาก หลังจากนั่งเฝ้าอยู่ก็ทำให้รู้ว่า พลอยพยัพนัดใครเอาไว้ ตลอดทั้งคืนไม่มีวี่แววของนาวาหรือวิกานดาเลยแม้แต่น้อย

“ทำไมพี่อคิณรู้ละคะว่า พลอยนัดแพทริก”

อคิณอึ้ง รีบหาข้อแก้ตัวทันที

“ตอนขับรถออกจากซอย พี่เห็นรถของแพทริกน่ะ รถสปอร์ทรุ่นใหม่ล่าสุด ทะเบียนสะดุดตาจะตาย”

แพทริกเป็นลูกทูตอีกทั้งครอบครัวทางฝั่งมารดาก็ร่ำรวยมาก สมัยเรียนที่โรงเรียนอินเตอร์ก็ขับรถอยู่แล้ว ครอบครัวเขามักจะให้ป้ายทะเบียนเป็นเลขเดิมแต่เปลี่ยนตัวอักษรด้านหน้าเท่านั้น

“แล้วไป คิดว่า พี่เพชรแอบดูพลอยเสียอีก”

“พี่จะทำอย่างนั้นทำไมในเมื่อพลอยโตพอที่จะรับผิดชอบตัวเองได้แล้ว”

พลอยพยัพยังเกาะแขนไม่ปล่อย หล่อนอ้อน

“ขอบคุณนะคะ พลอยรักพี่เพชรที่สุด”

หญิงสาวไม่ได้มีอะไรผิดปกติเลยแม้แต่น้อย หล่อนยังเป็นน้องสาวที่น่ารักและช่างออดอ้อนเหมือนเดิมหรือว่า ภาพหลอนเมื่อคืนเกิดจากของชิ้นนั้น ไม่ได้การ เขาต้องรีบเผาทำลายอีกทั้งต่อไปนี้จะต้องหาทางหลีกเลี่ยงไม่พบกับหมอดูสาวอีก หล่อนอาจจะทำของใส่เมื่อไหร่ก็ได้

“พี่เพชรคิดอะไรอยู่คะ ทำไมเงียบจัง”

“พี่ดีใจที่เห็นพลอยสดชื่นแบบนี้”

“พลอยไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ รู้สึกชีวิตดีมาก ดีแบบไม่เคยดีเท่านี้มาก่อนเลยค่ะ”

หญิงสาวก้มมองนาฬิกาเมื่อนึกขึ้นได้

“ตายแล้ว พอยต้องรีบไปแล้ว พี่เพชรอย่าลืมกินรังนกนะคะ พลอยดื่มแล้วสดชื่นมากๆ คุณวรัญญาน่ารักจริงๆ ช่างสรรหาของฝาก”

“อคิณพยักหน้ายิ้ม ในจังหวะที่แม่อิ่มถือชามรังนกที่อุ่นเรียบร้อยแล้วเข้ามาพอดี..

 

ชายหนุ่มฝืนลากสังขารไปทำงาน แม้จะยังอ่อนเพลียจากการอดนอนแต่พอนึกได้ว่า ปัญหาทุกอย่างกำลังจะคลี่คลายก็สบายใจขึ้นมาก คู่ค้าคนสำคัญส่งข้อความมาว่า ต้องการนัดพบเพื่อคุยในตอนเที่ยงแต่สถานที่นัดพบนั้นคือ ห้างสรรพสินค้าแห่งเดิมที่หมอดูสาวเปิดร้านอยู่ เขาตั้งใจว่า จะไม่เฉียดกรายไปยังชั้นสองอันเป็นตำแหน่งที่ตั้งของร้าน ความตั้งใจของชายหนุ่มไม่เป็นผล เพราะเมื่อไปถึงคู่ค้าก็โทรแจ้งว่า กำลังดูดวงกับหมอดูอยู่

แทบไม่ต้องเดาเลยว่า หมอดูที่ถูกล่าวถึงจะเป็นใคร ดังนั้นชายหนุ่มจึงหน้าบึ้งจัดตอนก้าวเข้าไปในร้านของณิริน

“คุณอคิณมาพอดี สนใจดูดวงด้วยกันไหมคะ”

สุขรวีซึ่งเป็นคู่ค้าคนสำคัญของบริษัทชวน หล่อนเป็นผู้หญิงวัยห้าสิบปีที่ดูกระฉับกระเฉงและสดใส

“ไม่ละครับ ผมไม่ชอบ”

เขายั้งคำว่า สิบแปดมงกุฎเอาไว้ เพราะเกรงใจอีกฝ่าย ถึงยังไงสุขรวีก็ไม่ได้รับรู้ถึงความขัดแย้งระหว่างเขากับณิริน แต่ไหนแต่ไรมาชายหนุ่มเป็นคนแยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัวเสมอ

“ทำไมคะ หรือว่า กลัวว่า ดูแล้วจะเจออะไรไม่ดีเข้า” หมอดูสาวแขวะ แอบยักไหล่เหน็บชายหนุ่มเข้าอย่างจัง

“ถ้าดูแม่นจริง ผมไม่กลัวหรอกครับ แต่กลัวว่า จะเป็นพวกต้มตุ๋นเสียมากกว่า”

“โอ๊ย…ไม่นะคะ หนูณิ นี่ของจริง แม่นจริงอะไรจริง พี่รับประกัน”

สุขรวีดูจะเป็นปลื้มหมอดูสาวจนออกนอกหน้า อคิณไม่อยากขัดใจลูกค้า จึงสงบท่าทีไว้

“ณิ ขอบคุณคุณสุขรวีมากนะคะ ที่ช่วยเชียร์ แต่ถ้าใครไม่อยากดูก็ไม่เป็นไรค่ะ ณิเองก็ไม่อยากบังคับจิตใจใครเสียด้วย”

“งั้นผมดู แต่อย่ามาทำเนียนว่า ผมมีเคราะห์หรือ มีผีเดินตามนะเพราะผมไม่เชื่อ”

“ฉันไม่ทำอย่างนั้นหรอกค่ะ เพราะฉันเป็นมืออาชีพ ไหนลองยื่นมือของคุณออกมาหน่อยได้ไหมคะ”

อคิณหรี่ตามอง เขายื่นมือไปข้างหน้า ประชดต่อ

“แค่เริ่มต้นก็คิดจะแต๊ะอั๋งกันเลยหรือ”

“นี่คุณ”

ณิรินถลึงตาใส่ชายหนุ่ม เขายักไหล่

“ทำไม…ผมถามจี้ใจดำไปหรือไงคุณหมอดู”

เขายื่นมือตรงมาหาหล่อนอีก อคิณสังเกตว่า หล่อนหน้าแดงไปจนถึงลำคอ เขาไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนอายแล้วเห็นชัดแบบนี้เลย…แต่ทว่า หล่อนอายงั้นหรือ…ประหลาด..

“เปล่า…นี่มันงานค่ะ ฉันไม่เคยสนใจอะไรที่ไม่ควรสนใจ” หญิงสาวประชดจงใจเน้นคำอันหมายถึงว่า ไม่สนใจเขาเต็มๆ  อคิณถือโอกาสนั้นสำรวจหมอดูสาว เขารับรู้ได้ว่า หล่อนกำลังตื่นเต้นแต่ก็กลั้นใจจับมือเขาไว้ มืออีกข้างควานไปหาแว่นขยายขึ้นมาดู หล่อนนิ่งและขมวดคิ้วยามไล่สายตาไปยังเส้นลายมือยุ่งๆ เขาสังเกตว่า มีความกังวลผุดขึ้นอยู่หลายครั้ง

ชายหนุ่มเพิ่งมีโอกาสได้เห็นหญิงสาวในระยะประชิด หล่อนไม่ใช่คนสวยจัดแต่มีเสน่ห์ชวนมอง คิ้วโก่งเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องแต่งเติม จมูกโด่งปลายเชิด บอกให้รู้ว่า คงรั้นและไม่ยอมใคร ริมฝีปากจิ้มลิ้มแต่เพราะเจ้าตัวคงกำลังเครียดถึงได้เม้มปากแน่น หลังจากจ้องอยู่นานก็เอ่ยขึ้น

“ตามพื้นลายมือคุณเป็นคนเอาจริงเอาจังกับงาน ทำอะไรตั้งใจจริง และเป็นคนชอบเอาชนะ”

อคิณโคลงหัว ตั้งหน้าตั้งตาหาเรื่องหล่อนเต็มที่

“ดูง่ายไปหรือเปล่า ใครๆ ก็รู้ว่า ผมทำงานอะไร นิสัยเป็นยังไงโดยเฉพาะคุณ”

“อย่าเพิ่งขัดสิคะ ไม่เคยมีคนบอกหรือคะว่า เวลาดูดวงอย่าขัดคอหมอ” ณิรินย้อน สุขรวีซึ่งนั่งดูอยู่อดที่จะยิ้มและหัวเราะไม่ได้

“น้องณิกับคุณอคิณเคยรู้จักกันมาก่อนหรือเปล่าคะ ดูสนิทสนมกันจังเลย มีหยอกกันด้วย”

“ไม่เคย…ไม่เคยค่ะ”

ทั้งสองโพล่งขึ้นออกมาพร้อมกัน อคิณฉีกยิ้มแต่ในใจกำลังหาทางที่จะเปิดโปงหมอดูสาว จนป่านนี้แล้วเขาก็ยังไม่เชื่อว่า หล่อนจะมีวิชาจริงๆ ณิรินอาจให้ความช่างสังเกตหลอกต้มคนอื่นไปเรื่อย และเขาก็มั่นใจว่า หล่อนอาจจะหลอก แกล้งบอกว่าตนดวงตก ทั้งนี้เพื่อขายยันต์หรือเครื่องรางของขลังมากกว่า ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้ไม่มีทางมีความพิเศษจริง ยิ่งเรื่องเห็นผียิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่

“งั้นดูต่อเถอะค่ะพี่อยากรู้ว่า ดวงของคุณอคิณเป็นยังไงบ้าง”

“เขาเป็นคนอมทุกข์นะคะ ตอนเด็กๆ เคยสูญเสียผู้ใหญ่ในครอบครัวไป อาจจะเป็นญาติทางแม่ ตา ยาย หรือคุณแม่”

“นี่คุณเดาหรือเอาเรื่องที่คุณตามสืบมาพูดกันแน่”

“ฉันพูดจากตรงนี้ค่ะ ตรงลายมือมีเส้นที่บอกว่า คุณเคยสูญเสียญาติผู้ใหญ่ ฉันเดาว่า น่าจะเป็นคุณแม่ ตอนนั้นคุณเสียใจมาก แต่คนแวดล้อมบอกว่า คุณต้องเข้มแข็งคุณถึงต้องกดมันเอาไว้”

อคิณไม่กล้าเถียงอีก เขาไม่เคยบอกคนที่โรงเรียนตอนที่แม่เสียชีวิตจากโรคมะเร็ง บิดาส่งท่านไปรักษากับหมอฝีมือเยี่ยมในประเทศเยอรมันแต่สุดท้ายก็ช่วยไม่ได้ ร่างกายของแม่ผ่ายผอมจนเหลือแต่กระดูกหมดความสวย มีเพียงแววตาที่ยังแข็งแกร่ง อคิณจับมือแม่ไว้จนลมหายใจสุดท้าย เขาได้ยินท่านพูดสั่งเสีย บอกให้ดูแลครอบครัวให้ดีๆ

“คุณเดา”

“ฉันพูดตามลายมือค่ะ ไหนลองหยิบไพ่สิคะเผื่อจะได้ข้อมูลมากขึ้น”

เขาให้ชายหนุ่มสับไพ่ด้วยมือซ้ายและตัดด้วยมือข้างที่ถนัด ก่อนจะหยิบออกมาสามใบ วางเรียงกัน อันหมายถึง อดีต ปัจจุบัน อนาคต แต่พอเห็นไพ่นั้นณิรินก็หน้าเสียทันที

“นี่หมายความว่า ยังไงหรือ”

ณิรินจ้องมองไพ่ใบหน้า เขาเห็นหล่อนขมวดคิ้ว ใบหน้าเคร่งเครียดเหมือนกับว่า มีบางอย่างที่หล่อนตัดสินใจแล้วที่จะไม่บอก

“ใบแรกคือ อดีต คุณมีความหลังที่อยากจะลืม สิ่งที่คุณไม่ได้ทำและรู้สึกผิด ส่วนใบที่สอง คุณกำลังรับผิดชอบกับสิ่งที่ยิ่งใหญ่และคุณกังวลว่า จะทำไม่ได้ แต่ตามไพ่ใบนี้ ทุกอย่างจะสำเร็จ”

ชายหนุ่มชี้ไปที่ใบสุดท้าย เขาเห็นว่า ณิรินยังคงกังวล

“แล้วใบนี้ล่ะ หมายความว่า ยังไง”

“ก็หมายความว่า อดีตกำลังไล่ตามคุณ จะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นในครอบครัว คนใกล้ชิด คนที่คุณรู้จักกำลังตกอยู่ในอันตราย”

อคิณผุดลุกขึ้น เขาตบโต๊ะฉาดใหญ่ ใบหน้าบึ้งตึง

“นึกแล้วเชียวว่า ต้องลงอีกรอบนี้ สุดท้ายคุณมันก็คือสิบแปดมงกุฎ บอกแล้วไงว่า ผมไม่เชื่อ”

ณิรินลุกขึ้นยืน สีหน้าเผือด หล่อนจับมือเขาเอาไว้

“เชื่อฉันสักครั้งนะคะ รับของนี้ไว้ ฉันให้คุณฟรีๆ ไม่คิดเงิน สักวันมันอาจจะช่วยคุณได้”

หญิงสาวพยายามยัดของบางอย่างลงในมือเมื่ออคิณมองก็พบว่า คือ ของที่มีลักษณะเหมือนผ้ายันต์ที่เขาเพิ่งเผาทิ้งไปเมื่อเช้า สุขรวีมองการทะเลาะกันของสองคนอย่างตกใจ

“นี่มันอะไรกันคะคุณอคิณ หนูณิ”

“ผมขอโทษครับคุณสุขรวี แต่ผมทนดูดวงต่อไปไม่ไหวแล้ว ผมขออนุญาตไปรอที่ร้านกาแฟด้านล่างนะครับ ถ้าคุณสุขรวีเสร็จธุระแล้ว ตามลงไปก็แล้วกัน”

อคิณควักธนบัตรหนึ่งพันบาทกระแทกลงบนโต๊ะหมอดูจนโต๊ะสั่น ใบหน้าเครียดเคร่งกัดกรามจนเป็นสันนูน ณิรินได้แต่ถอนหายใจ ส่ายหน้าหล่อนพึมพำเสียงแหบพร่า

“ฉันรู้ว่า คุณไม่เชื่อ แต่ฉันหวังดีต่อคุณและพลอยจริงๆ ไพ่นี้ไม่ได้โกหก สิ่งเหล่านี้กำลังจะเกิดขึ้น คุณเตรียมตัวรับมือให้ดีๆ ก็แล้วกัน”

 

Don`t copy text!