ดวงใจระบายสี บทที่ 1 : ผืนผ้าใบ

ดวงใจระบายสี บทที่ 1 : ผืนผ้าใบ

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

 

สีแดง

นิวยอร์ก

New York

 

ใจสกาวยืนหมุนคว้างอยู่ท่ามกลางความสับสนภายในอาคารใหญ่ ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวแปลก…แปลก…ในระดับที่ไม่ใช่แค่ความแปลกประหลาดไม่คุ้นชินของต่างสถานที่ต่างบ้านต่างเมือง หากเธอกำลังรู้สึกเหมือนหลงมาอยู่ต่างดาวทีเดียว

ตัวอาคารหลังคาโค้งกว้าง ติดไฟให้แสงสว่างจ้าราวกับเป็นกลางแจ้งเมื่อยามตะวันตรงหัว ฝาผนัง หน้าต่างกระจก กับป้ายโฆษณารอบๆ ตัวต่างกันตรงไหนหญิงสาวมองไม่ออก และท่ามกลางผู้คนนับร้อย…นับพัน หรือนับหมื่นละมัง ใจสกาวมองไม่เห็นหน้าใครสักคน ค่าที่ทุกคนเคลื่อนที่ว่องไว…มุ่งไปตามจุดหมายของตัวไม่หยุดมองใครและไม่หยุดให้ใครมอง

หญิงสาวรู้สึกราวรอบๆ ตัวคือการฉายภาพยนตร์รอบทิศ และจังหวะการฉายนั้นถูกปรับให้เร็วกว่าปกติ

ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยออกเดินทางมาต่างประเทศ เมื่อจบชั้นมัธยมปลายบิดาและมารดาเลี้ยงพาใจสกาวไปทัวร์ยุโรปนานถึงสิบแปดวัน ก่อนหน้านั้นก็เคยเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น หากประสบการณ์จากการเดินทางทั้งสองครั้งก็ช่วยอะไรไม่ได้เลยในครั้งนี้

…ครั้งที่หาญกล้าเดินทางคนเดียวตามแรงยุ…ไม่ใช่ซิ! พี่นัท…ณัฐพรมารดาเลี้ยงของเธอไม่ได้ยุ เพียงแค่ปลุกปลอบให้ความมั่นใจและชี้ทางให้อย่างที่ทำตลอดมานับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในชีวิตของเธอและพ่อ

เธอเดินทางตามลำพังมาได้ไกลถึงที่นี่ก็เพราะแรงส่งแห่งความมั่นใจที่ณัฐพรมอบให้ ผสมผสานกับแรงเรียกร้องของหัวใจตัวเอง!

สายตาที่พร่าพรายจนมองจับอะไรได้ไม่ถนัดของใจสกาวเริ่มปรับได้ชัดเจนขึ้น หญิงสาวเห็นใครคนหนึ่งลุกจากที่นั่งตรงมุมห้อง เธอรีบลากกระเป๋าเดินตรงเข้าไปจับจองทันที เมื่อได้ที่นั่ง และเมื่อได้นั่งลงมองไปรอบๆ ความตื่นประหม่าในใจก็สงบลง…

แม้จะมีผู้คนมากมายเดินกันสับสนอยู่ในห้องนั้น หากก็ไม่มีใครสนใจเธอสักคน หญิงสาวจึงใช้เวลาที่เสมือนอยู่ตามลำพังนั้น กดหมายเลขโทรศัพท์ที่จำได้ขึ้นใจ

“พี่พัช…พี่พัช น้องหนูเองค่ะ”

“น้องหนูมีอะไร โทร. มาทำไม เสียดายค่าโทร.” อาจเป็นเพราะความเครียดและความตื่นเต้นที่เจือปนอยู่ในน้ำเสียงของเธอทำให้เขาถาม

“เป็นอะไรหรือเปล่า”

“น้องหนูอยู่ที่สนามบินแล้วค่ะ”

“กรุงเทพ? หา! นิวยอร์ก?” คราวนี้มีความตกใจจริงจังอยู่ในน้ำเสียงของนพัช “มาได้ยังไง…พี่บอกแล้วให้เลื่อนไปก่อน พี่กำลังยุ่ง”

คำตอบที่ไม่คาดคิดทำให้ใจสกาวชะงักไปนิดหนึ่ง เขาควรดีใจมิใช่หรือ ที่เธอตามมาหา…มาเที่ยว…มาให้เขานำชมบ้านเมืองที่น่าสนุกสนานตื่นใจมีสีสันฉูดฉาดที่สุดบนโลกใบนี้

…มาอย่างที่ตกลงและสัญญากันไว้เมื่อปีที่แล้วก่อนที่เขาจะออกเดินทาง

“ก็หนูตอบอีเมลล์พี่มาแล้ว ว่าหนูซื้อตั๋วแล้ว ลางานและเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว กำหนดวันก็ตามที่เราเคยตกลงกันไว้…หนูบอกเที่ยวบิน บอกเวลาให้พี่มารับไว้ในอีเมลล์ด้วย” หญิงสาวแจงเสียงแจ๋ว

แม้จะแปลกใจ เกือบผิดหวังในคำพูดและท่าทีของเขา หากความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาเนิ่นนานก็บดบังความรู้สึกนั้นไว้เสียสิ้น

ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา…ห้าปีละมัง นพัชมีแต่ความรัก ความเอ็นดู ความเอาใจใส่ การปฏิบัติตัวราวเธอเป็นน้องน้อย เป็นสิ่งสูงค่าที่เขาควรถนอมรักษาตลอดไปมามอบให้ ถ้อยคำตำหนิเกือบตัดรอนของเขาวันนี้จึงไม่มีความหมายอะไรเลย

ใจสกาวมองทุกอย่างและทุกคนในแง่ดี แบบที่เคยทำมาตลอดชีวิต…นพัชคงกำลังยุ่งทั้งกับการเรียนและการจัดการกับชีวิตในต่างแดนของเขา อาจเป็นความผิดของเธอเองก็ได้ที่ยึดมั่นกับวันเวลาที่ได้คุยกันไว้ตั้งแต่แรกเริ่มจนไม่คิดรีรอสอบถามความพร้อมและความเหมาะสมจากเขาอีกครั้ง

…จะอย่างไร ‘น้องหนูของพี่พัช’ คนนี้ก็มาถึงแล้ว ถ้าเขาวุ่นวายกับการเรียน กับการงาน กับชีวิตในเมืองใหญ่ เธอก็ตั้งใจจะอยู่รอที่อพาร์ตเมนต์ ปัดกวาดตกแต่งห้อง ทำอาหารอร่อยๆ ไว้รอท่า

ทันทีที่เขากลับมาก็จะได้นั่งลงด้วยกัน อยู่ด้วยกัน พูดคุยกันหน้าจอทีวี หรือถ้านพัชจะทำการบ้านทำงานต่อ หญิงสาวก็จะนั่งอ่านหนังสือไปเงียบๆ จนกว่าจะดึกพอที่จะแยกย้ายกันเข้าห้องนอน…

วิธีการคิด วิธีการมองแบบนี้ คือวิธีที่เธอเชื่อมั่นและปฏิบัติอย่างจริงจัง มิใยที่เพื่อนๆ จะค่อนขอด ‘ยายหนูมันวิ่งเล่นอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์’ ใจสกาวก็ยังคงคิดและเชื่อมั่น…โลกของเธอเป็นเช่นนี้จริงๆ สดใส ขาวสะอาด และปลอดภัย!

“เอาเถอะๆ เดี๋ยวพี่จะไปรับ แต่รอนานหน่อยนะ พี่…เอ้อ! ติดคลาส มีเรียนจ้ะ”

“น้องหนูไปเองก็ได้นะคะ หนูมีที่อยู่ของพี่พัช เอาส่งให้แท็กซี่ เขาก็พาไปได้ค่ะ”

“อย่า! อย่านั่งแท็กซี่!” เสียงจากปลายสายอีกด้านแทบตะโกนกลับมา แล้วพูดต่อรัวเร็ว “เดินออกมาข้างนอกจะมีคนเดินเข้ามายื่นข้อเสนอ ว่าจะพามาส่งคิดค่าโดยสารถูกๆ เท่านั้นเท่านี้ อย่ามากับเขาเป็นอันขาดเชียวนะ”

ใจสกาวหัวเราะคิก เขาคงเป็นห่วงเธอมากมายจริง ๆ นั่นแหละ

“ไม่หรอกค่ะ หนูไม่ไปกับคนพวกนั้นหรอกค่ะ…ที่พูดถึงแท็กซี่นี่ก็คือหนูจะไปต่อคิวนั่งแท็กซี่ของสนามบินที่ป้ายแท็กซี่น่ะค่ะ”

เสียงจากปลายสายอีกด้านเงียบไปอึดใจใหญ่ หญิงสาวไม่มีสัมผัสพิเศษจึงไม่รู้ว่าในใจของนพัชคร่ำครวญ ‘ลูกเขาเป็นอะไรไป อาธีรชัยเอาตายแน่’

“น้องหนูคนเก่งฟังพี่ดีๆ นะ รอพี่อยู่ที่นั่นแหละ นานนิดหนึ่งก็ต้องรอ ไปหาที่สงบๆ นั่งรอนะ ถ้าหิวก็มีร้านกาแฟร้านอาหารเยอะแยะ” เหมือนรวบรวมสติอารมณ์ได้แล้ว นพัชพูดหนักแน่นและอ่อนโยน

“พี่ติดงานอยู่ทางนี้ อีกไม่เกินสองชั่วโมงก็เสร็จแล้ว เสร็จปุ๊บก็ขอเวลาพี่แวะเอาของไปเก็บที่บ้านนิดนึง แล้วจะตรงไปรับน้องหนูที่น้วก…ไม่ไกลจ้ะ”

“ร้านอะไรคะ ชื่อน้วก” ชื่อที่เขาเอ่ยออกมาแปลกประหลาดสะดุดหูจนเธอต้องถาม

“สะ…สนามบิน…น้องหนู…น้องหนูอยู่สนามบินอะไร”

“เจเอฟเคไงคะ นิวยอร์กก็มีสนามบินเจเอฟเค…”

คนที่อยู่ปลายสายอีกข้างแทบทึ้งผมตัวเอง นอกจากจะเดินทางมาทั้ง ๆ ที่ไม่ต้องการให้มาแล้ว…ยังดูเหมือนจะสร้างปัญหาให้แก่เขาตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบแผ่นดินสหรัฐเลยทีเดียว

“น้องหนู พี่บอกแล้วใช่ไหมว่า ถ้ามานิวยอร์กให้บินมาลงน้วก เพราะมันมีแค่สามเทอร์มินัล ไม่วุ่นวายจอแจเหมือนเจเอฟเคที่มีตั้งแปด…”

“พี่พัชบอกให้หนูมาลงที่สนามบินนิวอาร์คค่ะ แต่ตอนจองตั๋วหนูหาไม่เจอ” ใจสกาวพูดก่อนที่เขาจะจบประโยคเพราะจำตัวอักษรในข้อความที่ส่งถึงกันได้ติดตา “เอ็น อี ดับเบิ้ลยู…เอ อาร์ เค…”

“นั่นแหละ เขาอ่านว่าน้วก” อีกฝ่ายว่า…คนที่เดินเกาะแขนเขามาเดินล่วงหน้าไปไกลแล้ว ชายหนุ่มจึงรีบสรุป “เอาเถอะ เจเอฟเคก็เจเอฟเค รออยู่ที่นั่นแล้วกัน พี่ไปถึงแล้วจะโทร. หา”

นพัชรีบร้อนวางสายไปแล้ว ขณะที่ใจสกาวอดหัวเราะกับตัวเองคนเดียวไม่ได้…ใครจะไปรู้! เธอก็อ่านตามตัวอักษร ใครจะไปรู้ว่ามันจะต้องอ่านออกเสียงประหลาดแบบนั้น!

หากจะอย่างไรก็ตามการได้ยินเสียง การได้พูดคุยกับนพัชทำให้หญิงสาวผ่อนคลายสบายใจมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า ใจสกาวสบายใจจนสามารถมองไปรอบๆ ตัวได้ แล้วก็คิดขึ้นมา…คิดอย่างคนมองเห็นโลกทั้งใบเป็นสนามหญ้าหน้าบ้าน…ร่มรื่นและปลอดภัยทุกตารางนิ้ว

นพัชไม่ให้นั่งแท็กซี่ งั้นก็นั่งรถไฟเข้าไปซิ! ที่นี่ก็เหมือนกับเมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลกนั่นแหละ มีรถไฟมุ่งตรงเข้าเมืองแล้วไปนั่งรถไฟใต้ดินต่อ บ้าน…อพาร์ตเมนต์ที่นพัชเช่าเป็นที่พักห่างจากสถานีรถไฟใต้ดิน แค่สี่ร้อยเมตรเท่านั้น เธอลากกระเป๋าเดินไปได้แน่นอน

หญิงสาวมองหาป้ายสกายเทรน ซึ่งจะมาจากเทอร์มินัลต่างๆ ในสนามบิน มุ่งหน้าไปเชื่อมเข้ากับรถไฟที่จะวิ่งเป็นโครงข่ายราวใยแมงมุมเข้าสู่ตัวเมือง แล้วผุดลุกขึ้นจากที่นั่งเดินตรงไปตามป้ายที่เห็นราวเด็กน้อยวิ่งออกจากประตูห้องนั่งเล่น ตรงไปยังสนามหญ้าร่มรื่นหน้าบ้านของตน

ขณะนั้นใจสกาวไม่รู้เลยว่าชายร่างสูงผู้ยืนพิงผนังกระจกอยู่ด้านหลังเธอก็เก็บโทรศัพท์เคลื่อนที่ใส่กระเป๋า แล้วออกเดินตามมาในทิศทางเดียวกัน

อีกไม่กี่อึดใจถัดมา หญิงสาวก็มายืนงงอยู่หน้าเครื่องขายตั๋วเหลียวมองหาพนักงานที่จะให้ความช่วยเหลือ หากก็หาไม่พบ…ขณะที่คิดอยู่ในใจว่า ‘ไม่เห็นเหมือนหน้าโรงหนังที่กรุงเทพฯ เลยแฮะ ที่แค่ไปยืนหน้าตู้ยังไม่ทันได้ลองทำอะไร พนักงานก็ปรี่เข้ามาช่วย’

หลังจากที่ยืนมองหลายคนสอดธนบัตร ใส่เหรียญ กดจุดหมายปลายทางตามต้องการแล้วบัตรก็หล่นออกมาจากช่องพร้อมเงินทอน เธอก็ตกลงใจ…ไม่น่ายาก! แค่ทำตามไปเป็นข้อๆ ทีละขั้นตอน…

“มีอะไรให้ช่วยไหม”

จู่ ๆ เสียงพูดภาษาไทย…เกือบชัด…ก็ดังขึ้นข้างตัว ใจสกาวเหลียวควับไปเจอดวงตาสีน้ำตาลเข้มคมปลาบในกระบอกตาลึก จมูกเป็นสัน ริมฝีปากหนาอิ่ม กับสีผิวเข้มนวลเนียนแปลกตา ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่าชายร่างสูงผู้นี้มีเลือดผสมหลายแบบอยู่ในตัว

แต่จะเป็นใครเชี้อชาติไหนไม่สำคัญ หญิงสาวแทบกระโดดขึ้น ๆ ลง ๆ ด้วยความดีใจ อย่างน้อยก็มีคนเอื้อเฟื้อและยอมหยุดสื่อสารกับเธอท่ามกลางหมู่คนที่เร่งรีบนับพันนับหมื่นรอบๆ ตัวนี้

ใจสกาวบอกชื่อสถานีที่เป็นจุดหมายปลายทางแล้วก็พูดต่อเรื่อยเจื้อย

“ดีใจจังค่ะ โชคดีที่มาเจอคุณ…กำลังกังวลอยู่เชียวว่าจะอ่านแผนที่รถใต้ดินที่นี่ออกไหม เขาว่ามันเยอะแยะยุ่งยากยิ่งกว่าใยแมงมุม…”

อีกฝ่ายไม่ใช่คนพูดเรื่อยเจื้อยอย่างเธอ ซ้ำเขาก็แค่พอพูดได้ พอฟังภาษาที่ใจสกาวพูดออกนิดหน่อยเท่านั้น พูดและฟังได้แค่เพียงเอาตัวรอดยามเมื่อต้องเดินทางไปติดต่อธุรกิจที่ประเทศไทย เขาจึงตัดบทแค่ด้วยคำที่รู้ มันจึงออกมากลายเป็นคำสั่งหัวนๆ สั้น ๆ

“เอาเงินมา”

ถ้าเป็นสาวน้อยผู้มองโลกในแง่ร้าย คำพูดของเขาอาจทำให้เกิดเสียงร้องกรี๊ดตามด้วยเสียงตะโกน “ฉันโดนจี้” ด้วยซ้ำไป หากนี่คือใจสกาวผู้ไม่เคยคิดอะไรในแง่ร้าย จึงได้แต่ยืนงงจนอีกฝ่ายรำคาญถึงขั้น ดึงธนบัตรทีเธอถืออยู่ในมือไปป้อนใส่ตู้ แล้วอีกวินาทีถัดมาเขาก็นำตั๋วรถไฟมาส่งคืนให้พร้อมเงินทอน

หญิงสาวยังไม่ทันได้ยิ้ม ยังไม่ทันได้หัวเราะ ยังไม่ทันได้เอ่ยคำขอบคุณ เขาก็ทำสัญญาณมือให้เธอเดินตามแล้วนำลิ่ว ใจสกาวไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าลากกระเป๋าใบย่อม เดิน…เอ้อ! ไม่ใช่ซิ! วิ่ง!…วิ่งตามหลังร่างสูงๆ นั้นไป

ความที่ผู้คนมากมายทั้งที่เดินไปทางเดียวกันทั้งที่หลั่งไหลเดินสวนทางมา ทำให้หญิงสาวไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่า ซอยเท้าก้าวตามร่างนั้นอย่างเร็วที่สุดเท่าที่สองขาและกระเป๋าเดินทางของตนเองจะทำได้…หวั่นใจเหลือเกินว่าศีรษะทุยปกคลุมด้วยผมดำตัดสั้นเกรียนหากก็ยังดูออกว่าหยิกเป็นขอดนั้นจะพลัดหายไปจากสายตา…

ใจสกาวหวั่นใจถึงขั้นสั่งตัวเองว่า ‘อย่าล้มนะ อย่าล้ม…หรือถ้าล้มก็ไม่ต้องลุก! กระเสือกกระสนกลิ้งตามไปท่านั้นเล้ย!’

โชคดีที่เธอไม่หลุดไม่หลง แม้จะตามไม่ทันจนมีกลุ่มคนมาคั่นกลางอยู่เสมอ ไม่ได้เข้าไปยืนเคียงอยู่ใกล้ๆ ตัว อย่างที่ต้องการให้เป็น…หญิงสาวสามารถลากกระเป๋าวิ่งตามจนได้กระโดดขึ้นไปอยู่บนรถไฟภายในสนามบินตู้เดียวกันแล้วยังสามารถกระโดดขึ้นรถไฟตู้เดียวกันมุ่งหน้าเข้าเมืองในท้ายที่สุดด้วย

ภายในตู้รถไฟสายเข้าเมืองค่อนข้างว่าง มีที่นั่งให้เลือกได้ตามสบาย ใจสกาวจึงเลือกที่นั่งใกล้ประตู กะว่าเวลาลงเมื่อถึงจุดหมายปลายทางจะได้ลากกระเป๋าออกจากรถไฟได้สะดวก

…ชายร่างสูงคนที่เธอวิ่งตามมาหลายนาทียังคงยืนนิ่งเหมือนชั่งใจ แล้วในที่สุดเขาก็ชี้ให้เธอดูแผนผังการเดินรถที่เหนือประตูชี้ให้ดูจุดเริ่มต้น และชี้ให้ดูสถานีที่เป็นจุดหมายปลายทางของเธอ

หญิงสาวพนมมือไหว้ก่อนเอ่ยคำขอบคุณทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ จนจุดรอยยิ้มบางๆ ขึ้นมาบนใบหน้าขรึมเคร่งเกือบดุ แล้วมันก็จางหายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะหมุนตัวกลับแล้วเดินจากไปง่ายๆ เดินผ่านประตูที่เปิดเชื่อมไปยังรถไฟตู้อื่น ๆ

เธอต้องนั่งอยู่บนรถคันนี้อีกนานทีเดียวกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง ใจสกาวจับตามองรายชื่อสถานียาวเหยียดหลายสถานีที่ต้องผ่าน แผนผังและระบบที่ทำไว้ง่ายดายจนไม่ต้องคิดกังวลอะไรอีกแล้ว ร่างบางเกือบผอมจึงเอนพิงเบาะอย่างสบายก่อนปล่อยใจปล่อยความคิดไปไกล

ใจสกาวคิดถึงตัวเอง คิดถึงชีวิตแสนสะอาด อบอุ่น และเพียบพร้อมของตนเอง คิดถึงเรื่องราวที่ทำให้เธอได้เดินทางข้ามโลกมาไกลถึงจุดนี้

…จุดที่ได้นั่งอยู่บนรถไฟมุ่งหน้าเข้าสู่เกาะแมนฮัตตัน นิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา…

Don`t copy text!