ดวงใจระบายสี บทที่ 6 : รอยแย้มของผ้าม่าน

ดวงใจระบายสี บทที่ 6 : รอยแย้มของผ้าม่าน

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

 

ไก่ในเตาอบสุกได้ที่แล้ว มันส่งกลิ่นหอมฉุย เมื่อแง้มบานประตูเตาอบดูก็เห็นหนังกรอบเหลือง หอมซอสและพริกไทยดำ ทั้งชิ้นฉ่ำดูเป็นมันน่ารับประทานทั้งด้วยน้ำมันของไก่เองและน้ำมันมะกอกในซอส

ใจสกาวมองเข็มนาฬิกาที่เลื่อนไปใกล้เวลาหนึ่งทุ่ม… อีกไม่นาน… อาจจะแค่นาทีข้างหน้านี้แหละที่นพัชจะกลับมาให้สมกับที่เขาเขียนบอกไว้ในกระดาษใบน้อยซึ่งยังติดอยู่หน้าตู้เย็น

‘…พี่จะพาไปกินอาหารข้างนอกจะได้ไม่เบื่อ’

เขาน่าจะดีใจที่กลับมาพบว่าไม่ต้องพาเธอย้อนออกไปรับประทานอาหารตามร้านอาหารภายนอก แต่ได้นั่งพักผ่อนเพื่อเตรียมเผชิญกับการเรียนหนักในวันต่อไป แถมยังมีอาหารรสเลิศ คุณภาพดีรับประทานที่บ้าน

หากเข็มนาฬิกาเลื่อนเลยเวลาหนึ่งทุ่มตรงไปแล้วก็ยังไม่มีใครกลับมา ท้องเริ่มร้องจ๊อกจนหญิงสาวตัดสินใจยอมแพ้ หยิบไก่ออกมาจากเตาอบชิ้นหนึ่ง นั่งรับประทานกับสลัดผักและขนมปังเพียงลำพังอยู่ในห้องครัว

อีกครู่ใหญ่แหละกว่านพัชจะกลับมา เขาคงลืมถ้อยคำในกระดาษใบน้อยที่ปะไว้หน้าตู้เย็นจนสนิท ชายหนุ่มกลับเข้าห้องมาด้วยสีหน้าบึ้งตึงแล้วแองเจลล่าก็เบียดตัวแทรกเข้ามาราวพายุหมุนด้วยสีหน้าที่บึ้งตึงเกรี้ยวกราดยิ่งกว่า… ทั้งคู่คงกลับเข้ามาพร้อมๆ กัน…

ไก่ที่ใจสกาวเตรียมไว้ไม่เป็นหมัน แต่บรรยากาศในห้องวันนี้ไม่ดีนัก ทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างถือจานของตัวเองนั่งกินกันอยู่คนละมุมบนโซฟาหน้าเครื่องรับโทรทัศน์ ไม่มีใครชมเชยรสอาหาร ไม่มีใครสังเกตเห็นความสะอาดเอี่ยมเป็นระเบียบในห้องแม้แต่น้อย

ความสดใสช่างคุยและมองโลกในแง่งามของเธอวันนี้ช่วยอะไรไม่ได้เลย

ในที่สุดใจสกาวก็ยอมแพ้ หญิงสาวกลับเข้าห้องจัดการกับธุระส่วนตัวเตรียมเข้านอน ทันทีที่เธอลับตัว… แม้จะเปิดประตูห้องนอนทิ้งไว้ แต่แองเจลล่าก็รู้เสียแล้วว่าฝ่ายนั้นไม่มีหู ไม่มีตา และไม่มีความสนใจใคร่รู้เรื่องของใครทั้งสิ้น เจ้าหล่อนจึงหันกลับมาจ้องหน้านพัชด้วยดวงตาเกรี้ยวกราดก่อนพูดด้วยเสียงต่ำเบาแทบลอดไรฟัน

“ฉันบอกแล้วใช่ไหม ว่าอย่าตามฉันไปที่สตูดิโอ อย่ามาจุ้นจ้านเวลาฉันไปออดิชัน”

“ถ้าผมไม่ไป ไอ้กรรมการพวกนั้นก็มองว่าคุณเป็นของสาธารณะ… เอาเปรียบ … ลวนลามคุณนะแองจี้” ชายหนุ่มบอกด้วยเสียงต่ำเบาหากเกรี้ยวกราดพอกัน “ใช่ไหม? ตอนฉันเข้าไปมันจับสะโพกจับเอวเธอใช่ไหม”

“อย่าบ้านะ แพต เขาวัดดูโครงสร้างกระดูกสันหลังว่าคดหรือไม่ และทำไม? ฉันเป็นเจ้าของร่างกายนี้” หญิงสาวผายมือกวาดทั่วร่างของตัวเอง… เรือนร่างอันประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อแน่นกระชับ เปี่ยมไปด้วยความเป็นหญิงอันยวนยั่วทุกส่วนสัด

“ฉันจะใช้มันอย่างไร ก็เป็นสิทธิของฉัน”

“แองจี้! คุณมีความสามารถนะ คุณเก่ง… เก่งมากพอที่จะได้งานอะไรก็ได้ที่ต้องการ ไม่จำเป็นต้องเอาร่างกายไปล่อ…” นพัชพูด มีความเจ็บปวดโหยหาราวเด็กน้อยที่อยากได้ของเล่นชิ้นหนึ่งแทบขาดใจ หากเจ้าของของเล่นชิ้นนั้นกลับเอามันไปเร่ขายเสียต่อหน้าต่อตา ซ้ำคนที่ซื้อไปก็อาจมิได้ต้องการมันจริงจังเลย

กระแสเสียงของเขาทำให้แองเจลล่าอ่อนลงนิดหนึ่ง และวินาทีถัดมาเธอก็หลุดปากพูดสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจ

“บนเวที… ในวงการนี้… มันแออัดเหลือเกิน การจะก้าวออกไปยืนข้างหน้า การจะได้งานมา ไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องทำทุกทาง…”

…แม้แต่การยอมรับ ยอมลดความเชื่อมั่นและศักดิ์ศรี… หญิงสาวกักเก็บประโยคนี้ไว้เพียงภายในได้ทัน

หากแม้จะหยุดตัวเองได้ทัน แต่ความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องแบกรับ ทั้งเรียนเพิ่ม ทั้งฝึกซ้อม ทั้งวิ่งหางาน ทั้งเอาใจตัวแทน ทั้งตามใจเจ้าของงานมาตลอดเวลาสามปีก็ทำให้เธอรู้สึกคล้ายอ่อนล้า และความอ่อนล้านั้นก็เล็ดลอดออกมาให้คู่สนทนาได้สัมผัสเต็มตาเต็มใจอยู่แวบหนึ่ง

วินาทีนั้นเองที่ทำให้นพัชยิ่งอ่อน ยิ่งหลอมละลายลง ด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่าในโลกนี้มีแต่เขาเท่านั้นที่อยู่เคียงข้าง มีแต่เขาเท่านั้นที่เข้าใจชีวิตที่แท้จริงของหญิงสาวสวยจัดและยั่วยวนคนนี้… ชีวิตที่ต้องดิ้นรนหนักหน่วง…

“ผมขอโทษที่วันนี้ตามไปทั้งๆ ที่คุณห้าม” ชายหนุ่มพูดอ่อนโยน ใช้เพียงปลายนิ้วลูบไล้เส้นผมงามหยักเป็นคลื่นของอีกฝ่าย “เอาเป็นว่า คิดเสียว่าผมอาจเป็นตัวนำโชคของคุณก็ได้นะ แองจี้… คุณอาจได้รับเลือก และได้งานนี้ มันจะไปได้ดีกว่าที่คุณคิดไว้”

ภาพสะท้อนที่มองเห็นจากกระจก… แม้จะไกล ไม่ชัดเจนนัก หากจู่ ๆ ใจสกาวผู้ยืนสางผมอยู่ก็เห็นอะไรบางอย่าง… เห็นการง้องอน เห็นความสนิทชิดเชื้อ เห็นสายสัมพันธ์ร้อนเร่าลึกลับที่เธอไม่เข้าใจเลย…

…เป็นการเห็นแบบที่เธอไม่เคยเห็นไม่ว่าด้วยเรื่องอะไรหรือกับใครทั้งสิ้น ราวกับผ้าม่านผืนงามที่โอบห้อมล้อมเธอไว้ถูกแย้มออกตรงรอยแยก มันเกิดเป็นช่องเล็ก ๆ เปิดให้ได้เห็นภาพภายนอก

ดินฟ้าเบื้องบนส่งจังหวะพิเศษนี้มา.. .จังหวะที่ม่านเปิดออกเป็นรอยแง้ม พร้อมๆ กับที่ ‘กรรม’ ก็เริ่มเลิกบังตา… ใจสกาวจึงได้เห็น… เห็นภาพที่สร้างความรู้สึกอันแสนแปลก

มันแปลกตา… ประหลาด และเป็นปริศนาจนหญิงสาวไม่สามารถข่มตาหลับลงไปได้… ใจสกาวหลับไม่ลงทั้ง ๆ ที่วันนี้คือวันอันเหน็ดเหนื่อยไม่แพ้การเดินทางเมื่อวันวาน ทั้งๆ ที่เธอออกแรงทำความสะอาดอพาร์ตเมนต์ทั้งห้อง ซักผ้าอีกตะกร้าใหญ่ และทำอาหารรสเลิศสำหรับสามปากสามท้อง

เธอคิดว่าตนเองจะหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อนเหมือนเมื่อคืนวันวาน หากกลับหลับไม่ลง… ไม่ใช่แค่ผิดที่หรือเวลาเปลี่ยนอย่างที่พยายามบอกกับตัวเอง เพราะแม้ตาทั้งสองข้างจะหลับหากภายในศีรษะกลับขาวโพลน สว่างจ้าด้วยความคิดสงสัย… สิ่งที่เห็นเมื่อครู่นั้นคืออะไร?

แม้ยามเมื่อแองเจลล่าเดินเข้ามาในห้อง ปิดประตูเบาๆ แล้วนอนลงบนเตียงซุกกายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ใจสกาวก็ยังไม่หลับ ยังคงคิดวนเวียน… ว้าวุ่นสับสนไปทั้งใจ…

หากถึงอย่างไรร่างกายก็ไม่อาจทนได้… สุดท้ายหญิงสาวก็ม่อยหลับไปตอนใกล้รุ่ง แล้วเธอก็ตื่นขึ้นมาพบอพาร์ตเมนต์ที่ว่างเปล่าเหมือนเมื่อวันวาน

…ว่างเปล่า… โหวงไปทั้งใจราวกับภายในอกมีหลุมขนาดมหึมา เป็นหลุมที่มืดดำ สกปรก หากอึกทึกอึงอล… เป็นความรู้สึกแบบใหม่ที่ใจสกาวไม่เคยประสบ ก็ชีวิตของเธอทั้งชีวิตเคยมีแต่ความสดใสสว่าง สะอาด และสงบตลอดมา

หญิงสาวเหลือบตามองนาฬิกาเวลานี้ที่เมืองไทยยังไม่ดึกเกินไป… ความจริงเธอควรจะโทรกลับบ้าน รายงานตัวกับพ่อตั้งแต่เมื่อวันวานหากก็มัวแต่ทั้งยุ่ง ทั้งอ่อนเพลีย และตื่นเต้นจนลืมไปเสียสนิท พ่อคงพอใจและภูมิใจที่เธอกล้าเดินทางออกมาสัมผัสโลกกว้างสมความตั้งใจ

หญิงสาวมั่นใจตามที่พี่นัท… ณัฐพร… ทั้งหนุนส่งให้กำลังใจและเสริมเติมความมั่นใจให้เมื่อบอกตอนที่เธอตัดสินใจออกเดินทางว่า

“คุณพ่อโอเคนะคะที่น้องหนูจะไปนิวยอร์ก… คุณพ่อคงมองว่าถึงเวลาแล้วละมัง ที่น้องหนูจะก้าวออกไปทำอะไร ๆ ที่ตัวเองอยากทำด้วยตัวเอง คุณพ่อชอบคนกล้า กล้าที่จะมีชีวิตของตัวเอง… ตอนเด็ก ๆ คุณพ่ออาจดูแลปกป้องน้องหนูใกล้ชิด แต่นั่นเป็นเพราะท่านเกรงใจคุณย่าค่ะ”

ผู้อยู่ในตำแหน่งแม่เลี้ยงของเธอขยายความ ขยายมุมมองที่ใจสกาวไม่เคยคิด ไม่เคยมองเห็นมาก่อนเลยว่ามี

“…คุณย่าเลี้ยงหลานแบบโบราณมากและท่านก็เป็นคุณย่า… ไปคัดค้านอะไรก็มีแต่จะทำให้คนแก่เสียอารมณ์เปล่าๆ… จริงๆ แล้วคุณพ่ออยากให้น้องหนูเป็นเหมือนเด็กสาวๆ สมัยนี้ อิสระ ไปไหนมาไหน อยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมปล่อยให้น้องหนูไปอยู่คอนโดฯ ตามลำพังตั้งแต่ปีสามแบบนี้หรอกค่ะ” สุดท้ายอีกฝ่ายก็สรุป

“คุณพ่อดีใจและพอใจที่น้องหนูกล้าเดินทางตามลำพังด้วยตัวเอง และมีความคิดอยากออกไปเห็นโลก…”

ในช่วงระยะเวลาสองสามปีหลังนี้ การงานที่ล้นมือ การต้องเดินทางไม่หยุดหย่อน และลูกสาวคนใหม่ในวัยไร้เดียงสา ทำให้การสื่อสารอย่างใกล้ชิดเสมอระหว่างธีรชัยกับใจสกาวต้องเหินห่างออกไปโดยทั้งคู่ไม่รู้ตัว… ถึงขั้นไม่รู้สึกรู้สาเลยสักนิด… สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะมีแต่ความไว้วางใจเนื่องจากมีคนที่ทั้งคู่รักและเชื่อมั่นมาอาสาเป็นสื่อกลางให้

วันที่ใจสกาวออกเดินทาง ธีรชัยยังติดงานอยู่ที่ตะวันออกกลาง แล้วเว้นไปอีกไม่กี่วันก็มีภารกิจต้องไปพบปะบริษัทคู่ค้าที่แอฟริกา เมื่อวานนี้และวันนี้บิดาของเธอควรอยู่ที่บ้าน การต่อโทรศัพท์กลับไปส่งข่าวได้พูดคุยกับเขาน่าจะเป็นเรื่องดี…

…คงจะทำให้เธอมีความสุข ช่วยกอบกู้จิตใจที่คล้ายจมดิ่งอย่างไม่มีสาเหตุของเธอในวันนี้ให้กลับดีขึ้นมาได้ อย่างน้อยถ้าไม่ได้คุยกับพ่อ แค่ได้คุยกับ ‘พี่นัท’ ก็ยังดี!

ทว่าคนที่รับโทรศัพท์จากเธอในวันนี้คือนางพเยาว์คนสนิท บริวารเก่าแก่ของคุณธีรา… หญิงสูงวัยผู้ตามไปอยู่กับเธอที่อาคารสูงใกล้มหาวิทยาลัย แล้วยังไปนั่งรออยู่หน้าห้องเรียนจนอาจารย์บางท่านคุ้นเคยถึงขั้นเย้าว่า “ใจสกาวรับปริญญา ป้าเยาว์ต้องได้รับด้วยนะ ถึงจะนั่งอยู่นอกห้อง แต่ก็ไม่เคยขาดเรียนสักคาบ”

“ป้าเยาว์ น้องหนูเองค่ะ… พ่อล่ะคะ ให้หนูคุยกับพ่อหน่อย”

“อู๊ย… น้องหนูขา ป้าคิดถึง” ฝ่ายนั้นลากเสียงสูงปรี๊ด อันที่จริงแม้ว่าจะใกล้ชิดกัน อยู่ด้วยกันมานานเท่าอายุ แต่ช่วงสองสามปีที่ผ่านมานี้ ดูเหมือนทั้งคู่ยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างเป็นโลกใบเก่าที่ไม่เปลี่ยนแปลงของกันและกัน

นางพเยาว์เพิ่งเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นก็ครั้งนี้เอง ครั้งที่ใจสกาวตกลงใจลางานสองสัปดาห์เพื่อไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาตามลำพัง แล้วนางก็จำเป็นต้องกลับมาอยู่ที่บ้าน ไม่ได้อยู่ที่ห้องชุดในอาคารสูงเพื่อ ‘เป็นเพื่อนและคอยดูแลน้องหนู’ อย่างที่ทำมาตลอดสามปี

ช่วงก่อนหน้านี้การกลับมาที่บ้านเพียงแค่วันเสาร์และอาทิตย์ทำให้ไม่ทันได้เห็นอะไรมากมายนัก หากครั้งนี้แม่บ้านเก่าแก่ได้สังเกตเห็นพี่เลี้ยงของ ‘หนูนิด’ แต่งชุดขาวเหมือนพยาบาล ซ้ำหญิงสาวยังเรียกเด็กหญิงณิศราว่า ‘คุณนิชชี่’

คนอื่นๆ ในบ้านรวมทั้งแม่บ้านคนใหม่ที่ณัฐพรจัดหามาล้วนแต่งกายด้วยผ้านุ่งสีเข้ม และเสื้อสีขาวหรือสีครีม ทุกคนคาดผ้ากันเปื้อน ยอบตัวเสมอเมื่อรับคำสั่ง ไม่ได้แต่งกายทำตัวตามสบายเหมือนญาติแบบที่เคยเป็น

ที่สำคัญทุกคนเรียก ‘คุณนิชชี่’ แม้กระทั่งณัฐพร! สุดท้ายก็มีเพียงแกและธีรชัยเท่านั้นที่ยังคงเรียกเด็กหญิงว่า ‘หนูนิด’

“พ่อล่ะคะ” ใจสกาวปล่อยให้นางพเยาว์ซักโน่นถามนี่เรื่องการเดินทาง พูดถึงความรักความคิดถึงที่มีต่อเธอพักหนึ่งก่อนถามย้ำ

“ไปค้างโรงพยาบาล… เปล่าๆ คุณพ่อไม่ได้เป็นอะไรค่ะ แต่ดูเหมือนหนูนิดจะมีไข้ คุณนัท เอ๊ย! คุณผู้หญิงเลยพาไปโรงพยาบาลหลังคุณพ่อกลับมาได้สักครึ่งชั่วโมง”

ความโกลาหลเกิดขึ้นเมื่อธีรชัยกลับมาแล้วพบว่าลูกสาวคนโต ออกเดินทางไปสหรัฐอเมริกา นางพเยาว์นึกแปลกใจหากก็ไม่ได้พูดออกมาดังๆ ถึงข้อสังเกตนี้… นางแปลกใจว่าทำไมธีรชัยต้องโมโหเมื่อทราบว่าว่าใจสกาวออกเดินทางไปสหรัฐฯ… ก็เขาเองไม่ใช่หรือที่สนับสนุนให้ลูกสาวออกเดินทาง ให้หัดทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยตัวเองตามที่ณัฐพรบอก

นางพเยาว์ไม่ใช่คนเฉียบแหลมเจ้าเล่ห์นัก จึงรู้สึกแค่ประหลาดใจ รู้สึกคล้ายๆ มีแสงสว่างแวบๆ ที่ปลายตา เหมือนกับใครสักคนแหวกม่านที่ปิดสนิทออกนิดหนึ่งแล้วแสงจากภายนอกก็สาดเข้ามาเป็นลำน้อยๆ หากก็ไม่ได้เห็นอะไรมากไปกว่านั้น

ความโมโหแกมตกใจของธีรชัยในวันนั้นหายไปเมื่อมีเรื่องที่ทำให้เขาตกใจได้มากยิ่งกว่าแทรกเข้ามาเมื่อภรรยาสาวกระหืดกระหอบเข้ามาในวินาทีนั้นแล้วบอกว่า

“นิชชี่… หนูนิดตัวร้อนค่ะ คงเป็นไข้ นัทกลัวแกจะชัก” ท่าทางเหมือนอกสั่นขวัญหาย… กลัวจนน้ำตาออกมาคลออยู่เต็มตา ขัดจังหวะความโมโหของเขาจนมันละลายหายไปในพริบตากลายเป็นการเรียกเอารถออก พาลูกเล็กและภรรยาสาวตรงไปโรงพยาบาลในวินาทีนั้น

“น้องเป็นไรไหมคะ ป้าเยาว์” เสียงจากปลายสายซัก

“ป้าว่าไม่เป็นไร” นางพเยาว์บอก ความตกใจของสามีภรรยาทำให้บ่ายวันรุ่งขึ้นนางขอติดรถประจำบ้านเข้าไปเยี่ยมหนูน้อยถึงโรงพยาบาล หากก็เห็นว่าณิศราแจ่มใสดี มีแต่เพียงณัฐพรผู้เป็นมารดายืนยันว่า “ขอพักอยู่ใกล้หมออีกสักคืน จะได้แน่ใจ”

ธีรชัยเองก็ดูเหมือนสงบลง ไม่มีทั้งความตกใจกับอาการของณิศรา ไม่มีความโมโหเรื่องการเดินทางไกลของใจสกาวหลงเหลืออยู่… คำอธิบาย… หรือจะเรียกว่าการหว่านล้อมชักจูงของณัฐพร ขจัดปัดเป่าได้ทุกเรื่องเสมอ…

“หนูนิดไม่มีไข้แล้วค่ะ หลังเที่ยงวันนี้ก็คงกลับบ้านและเย็นนี้คุณพ่อก็จะต้องไปประชุมที่แอฟริกา… ป้าจำชื่อประเทศไม่ได้ค่ะ…”

Don`t copy text!