ดวงใจระบายสี บทที่ 7 : เมื่อลำแสงส่องผ่านรอยแยก

ดวงใจระบายสี บทที่ 7 : เมื่อลำแสงส่องผ่านรอยแยก

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

 

ถ้อยคำของนางพเยาว์ทำให้ใจสกาวนึกถึงประโยคที่ณัฐพรบอกกับเธอหลายครั้งหลายหน

‘ตำแหน่งยิ่งสูง บริษัทยิ่งขยายกิจการใหญ่โต คุณพ่อก็ยิ่งเหนื่อยและเครียดมาก เราต้องไม่ทำตัวให้เป็นภาระนะคะ พี่นัทเองก็พยายามแบ่งเบาให้คุณพ่อทุกเรื่อง อะไรที่จัดการแก้ปัญหาเองได้ก็แก้ปัญหากันไป… พี่นัทพยายามทำอย่างนั้น… น้องหนูก็เป็นคนเก่งเป็นเด็กดี ต้องทำได้เหมือนกัน’

ใจสกาวพยายามเป็นคนเก่ง พยายามเป็นเด็กดีเพื่อไม่ให้บิดาต้องเหนื่อยมากเกินไป… เธอจะแก้ปัญหา จะจัดการกับความสงสัยแสนแปลก จะไขข้อข้องใจจากภาพปริศนาที่เห็นเมื่อวันวานให้ได้ด้วยตัวเอง

เอาเถอะ! วันนี้ไม่ได้คุยกับพ่อหรือพี่นัท… แต่ได้คุยกับป้าเยาว์ก็ยังดี! การพูดคุยนี้เติมช่องที่ว่างโหวงกลางหัวใจของเธอให้ตื้นขึ้นมาได้ส่วนหนึ่งด้วยถ้อยคำพูดคุยเปี่ยมความรักความคิดถึงของแก ถึงแม้ว่ามันจะไม่สามารถชี้แนะ เพิ่มแนวคิดใดๆ ให้กับเธอได้เลยก็ตาม

นางพเยาว์พร่ำระบายความรักความคิดถึงที่มีต่อเธออีกครู่ใหญ่ก่อนจะนึกขึ้นได้

“วันที่น้องหนูออกเดินทาง คุณอลิสโทร.มาหาน้องหนูที่บ้านนี้นะคะ ป้าเยาว์เป็นคนรับเองค่ะ ป้าบอกว่าน้องหนูออกเดินทางวันนี้… เธอบอกว่าเธอก็ออกเดินทางวันนี้เหมือนกัน แต่คงจะคนละเที่ยวบิน คนละสายการบิน”

ชื่อ ‘อลิส’ ทำให้ใจสกาวตื่นเต้น ตาสว่าง แทบลืมเรื่องที่หน่วงหนักค้างคาอยู่ในใจตน… อริสราเป็นเพื่อนที่รักใคร่ใกล้ชิด… สนิทสนมกับเธอมาตั้งแต่ยังเยาว์ เรียนร่วมห้องร่วมชั้นกันมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็กเตรียมอนุบาลด้วยกัน

อริสราไม่เหมือนกับเพื่อนที่สนิทกันเป็นพิเศษของเธอคนอื่นๆ… ขณะที่ทั้งกลุ่มแตกตัวแยกย้ายกันไปเรียนในโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนเข้มข้นกว่าเมื่อขึ้นชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย อริศรากลับได้เรียนอยู่ห้องเดียวโรงเรียนเดียวกับเธออีกหนึ่งปี ก่อนที่บิดามารดาของฝ่ายนั้นจะมาลาออกเพื่อนำตัวลูกสาวไปเข้าเรียนในโรงเรียนประจำที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

เจ้าหล่อนต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการเรียนซ้ำชั้นหนึ่งปี ดังนั้น ขณะที่ใจสกาวเรียนจบและเริ่มทำงานแล้วในปีนี้ อริสราจึงยังเรียนอยู่ปีสุดท้าย

“คุณอลิสดีใจใหญ่ เธอบอกว่าเธอเรียนและอยู่ที่เมืองที่น้องหนูไปนี่แหละค่ะ เธอเรียนที่อะไรนะ” ผู้สูงวัยคิดไม่ออกออกพักหนึ่ง “เอ็น… เอ้อ!… เอ็น…”

“เอ็นวายยู!” ใจสกาวก็ดีใจมากเช่นกัน เธอบอกเสียงดังและนางพเยาว์ก็รับคำ

“ใช่ๆ ค่ะ นั่นละ”

ในช่วงแรกๆ สองสาวติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ หากก็ค่อยๆ ห่างกันไปทั้งตามระยะทาง ตามความสนใจ ตามภารกิจในชีวิต… และเพราะเหตุผลที่ไม่มีใครคาดถึง…

“น้องหนูจดเบอร์คุณอลิสไว้นะคะ เธอให้โทร.หาค่ะ”

…เดี๋ยวนี้เลย ใจสกาวจดเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนด้วยมืออันสั่นเทา วันนี้วินาทีนี้เธออยากได้ใครสักคนมาพูดคุยด้วย ใครก็ได้ที่เธอจะสามารถระบายความคับข้องในอกไต่ถามและขอความเห็น ใครสักคนที่มีความคิดความอ่านไม่ใช่มีเพียงแค่ความรักความคิดถึงมอบให้อย่างป้าพเยาว์

ใจสกาวผิดหวังที่ไม่ได้พูดคุยกับบิดาหรือมารดาเลี้ยง… อริสรานี่แหละน่าจะเป็นคนที่เหมาะที่สุด…

หญิงสาวไม่รู้ว่าที่ปลายสายอีกด้าน แม่บ้านเก่าแก่ผู้ช่วยของคุณธีรากำลังมองตรงไปยังแม่บ้านใหม่วัยกลางคนผู้กำลังควบคุมให้เด็กคนงานสองคนทำความสะอาดตู้โชว์ที่เชิงบันใด

…ฝ่ายนั้นเกล้ามวยแน่นตึง ผมไม่กระดิกออกนอกแถวสักเส้น ส่วนเด็กสาวที่กำลังเช็ดถูขอบตู้ง่วนอยู่นั้น คนที่ผมยาวก็รวบถักเป็นเปียเดี่ยวไว้ด้านหลัง ส่วนอีกคนที่ผมสั้นก็ต้องเก็บผมให้เรียบร้อยด้วยที่คาดที่ทำจากผ้าสีดำ

ผู้เป็นหัวหน้าคางเชิด ดวงตาเข้มงวด ละเอียดลอออย่างแม่บ้านมืออาชีพ หรือเขาจะมีหลักสูตรฝึกอบรมแม่บ้านในโรงเรียนในวิทยาลัยกันแล้ว… นางพเยาว์ถามตัวเอง… แล้วจู่ๆ ในใจก็เกิดความงุนงงและประหวั่นพรั่นพรึง

โลกใบเก่าหมุนผ่านหน้าไปตั้งแต่เมื่อไร แกมิได้รู้ตัวเลย มันผันผ่านไปเร็วและคงไม่มีวันหวนกลับมา เช่นเดียวกับบ้านหลังเก่าที่เคยอยู่ บ้านที่เคยจับกลุ่มพูดคุยช่วยกันทำงานคนละไม้คนละมือก็ดูเหมือนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเสียแล้ว

แม้นายผู้หญิงของบ้านจะสุภาพอ่อนหวาน ทุกครั้งที่พบหน้ากันก็ยกย่องแกเป็นพิเศษเสมอ หากนี่ไม่ใช่บ้านที่เคยอยู่ และพเยาว์ก็แก่เกินกว่าจะปรับตัวได้เสียแล้ว

ผู้สูงวัยได้ยินเสียงตัวเองพูดออกมาก่อนที่สมองจะสั่งการ

“พรุ่งนี้ป้าว่าป้าจะกลับบ้านที่ต่างจังหวัด ไปอยู่กับมะปราง” นามนั้นคือหลานสาว ลูกของน้องชายนางพเยาว์ที่คุณธีราให้ทุกการศึกษาจนปัจจุบันกลับไปเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนประจำอำเภอในจังหวัดบ้านเกิด

“…น้องหนูยังมีเบอร์มือถือมะปรางอยู่ใช่ไหมคะ กลับบ้านวันไหนก็โทร.ไปบอกมะปราง ป้าเยาว์จะรีบกลับกรุงเทพฯ มารอรับ มารออยู่กับน้องหนูต่อค่ะ”

“ดีเหมือนกัน” อีกฝ่ายกลับคิดไปอีกทางด้วยยังไม่รู้สึก ยังไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่นางพเยาว์ประสบ “ป้าเยาว์อุดอู้อยู่กับหนูในคอนโดฯ แออัดอยู่ในกรุงมาหลายปีแล้ว ตอนนี้ถือว่าพักร้อน ไปพักผ่อนสูดอากาศต่างจังหวัดนะคะ หนูจะกลับวันไหนจะรีบโทร.ไปบอกค่ะ”

อีกอึดใจถัดมาหญิงสาวก็กดปิดโทรศัพท์ หัวใจกลับมาหนักอึ้งเต็มไปด้วยคำถามอีกครั้ง… และเธอก็ต้องการคนที่พูดคุยด้วยได้… ดังนั้น หมายเลขที่กดเป็นลำดับถัดไปคือหมายเลขที่นางพเยาว์เพิ่งบอกเมื่อครู่

“น้องหนู! ยายหนู! เธอไปอยู่ที่ไหนม้า…” คนรับสายพูดเสียงสูงรัวเร็ว เป็นอลิสในแบบอริสราที่เธอรู้จักมาตลอดชีวิต “รู้ไหมฉันโทร.หาน้องหนู ไม่เคยได้เจอสักปี”

อริศรากลับบ้านทุกปีในช่วงปิดภาคเรียน และสองสามปีหลังนี้เธอโทร.ไปที่บ้าน แต่ก็ไม่เคยได้พูดคุยกันสักครั้ง

“ฉันไปอยู่คอนโดฯ คุณพ่อซื้อคอนโดฯ ให้ จะได้ไม่ต้องผจญกับรถติด มาอยู่คอนโดฯ กับป้าเยาว์จ้ะ เสาร์อาทิตย์ถึงจะกลับบ้าน”

“แล้วลูกจ้างที่บ้านก็ใหม่หมดละซิ!” อีกฝ่ายบ่นกระปอดกระแปด “โชคดีที่วันนั้นฉันโทร.ไปเจอป้าเยาว์ ปีก่อนกับปีก่อนโน้นเจอใครก็ไม่รู้พูดไม่รู้เรื่องสักคน… ถามเบอร์ที่คอนโดฯ เธอก็ไม่ได้ความ ฝากข้อความไว้ก็หายจ้อย…”

อริสราว่า หากก็อดนึกถึงเสียงนุ่มๆ อ่อนหวานที่ตอบรับเสียงโทรศัพท์ของเธอเมื่อสามปีก่อนไม่ได้… เสียงที่บอกว่า

“น้องหนูกำลังเรียนหนัก คือน้องอยากได้เหรียญทองค่ะ ทางบ้านเองก็ไม่อยากให้เขาเสียสมาธิ กลัวว่าถ้าไปหลงเที่ยวหลงเล่นเสีย สิ่งที่ตั้งความหวังก็จะไม่ได้… แต่เอาเถอะค่ะ ดิฉันจะบอกให้นะคะว่าคุณอริสราโทร.มา และจะพยายามกระตุ้นให้เขาโทร.กลับหากคุณค่ะ”

วันนั้นอริสรายกโทรศัพท์ที่อีกฝ่ายตัดสายไปแล้วขึ้นมามองราวกับมันเป็นสิ่งของประหลาดล้ำ เป็นวัตถุที่เพิ่งตกลงมาจากยานมนุษย์ต่างดาว… ก็สิ่งที่ดังเข้าหูมานั้นไม่เหมือนใจสกาว ไม่เหมือนน้องหนูที่เพื่อนๆ รู้จักดีมาตั้งแต่สามขวบเลยแม้แต่น้อย…

‘น้องหนู’ คนนั้นไม่ต้องทุ่มเทอะไรก็สามารถเรียนดีและเป็นที่รักได้ด้วยตัวเอง และที่สำคัญ… ไม่ต้องขยายความ ไม่ต้องพูดออกมาตรงๆ เธอก็รู้ดีว่าฝ่ายนั้นกำลังกีดกัน กำลังสร้างเกราะสร้างกรอบไม่ให้เพื่อนเก่าๆ เข้าถึงตัวใจสกาว การทำดังนั้นก็เพื่อให้โลกของเพื่อนของเธอมีแต่นพัชแต่เพียงคนเดียว

ผู้ที่รับสายในวันนั้นไม่ได้บอกว่าตนเองคือใคร หากอริสราก็เดาได้ไม่ยาก ความนุ่มนวล อ่อนหวาน เปี่ยมชั้นเชิงแบบนี้ย่อมไม่ใช่แค่แม่บ้านหรือเด็กผู้ช่วย หากเป็นใครสักคนที่มีความสำคัญมากกว่านั้น!

…ก็ใครเล่าที่จะเป็นแบบนี้ได้… อ่อนหวาน นุ่มนวล เปี่ยมชั้นเชิงและมั่นใจในสถานะของตนเองมากพอที่จะกล้าบอกเธอทางอ้อมว่าเธอและเพื่อนๆ คนอื่นจะพาให้ใจสกาวเสียสมาธิ พาหลงเที่ยวหลงเล่นจนพลาดหวัง…

นี่คืออีกเหตุผลหนึ่งนอกเหนือจากความวุ่นวายในชีวิต กับระยะทางร่วมครึ่งโลกที่ทำให้เพื่อนๆ ซึ่งเคยสนิทสนมรู้ใจกันค่อยๆ ถอยห่างออกมาจากใจสกาว… เป็นเหตุผลที่ไม่มีใครคาดถึงและไม่สมควรเลย

วินาทีนี้เองที่อริสราคิดอย่างดุเดือดว่าตนเองไม่น่าปล่อยให้เพื่อนรัก… เพื่อนที่รู้ดีว่าเจ้าหล่อนมีธรรมชาติวิสัยเป็นอย่างไรเหินห่างออกไป ทั้งๆ ที่ก็รู้ดีว่าสิ่งซึ่งผู้สูงวัยกว่าพูดออกมา พยายามโน้มน้าวทางอ้อมให้เธอเข้าใจนั้น… เชื่อไม่ได้สักคำ!

เธอไม่น่าตกเป็นเหยื่อ ไม่น่ายอมให้ณัฐพร ‘เขี่ย’ พวกเธอออกมาง่ายๆ เหมือนใช้ไม้กวาดดอกหญ้ากวาดเศษขยะ กลายเป็นการปิดพื้นที่ในชีวิตของใจสกาวให้เหลือเพียงนพัช…

…นพัชผู้… นึกถึงตรงนี้มุมปากของอริสราก็บิดหยัน… นิวยอร์กกว้างและแออัดมากก็จริง แต่ไม่กว้างและแออัดมากจนไม่รู้ความเป็นไปของผู้คน ใครอย่าได้คิดปกปิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปกปิดคนที่อยู่ที่นี่มานานอย่างเธอ

“เสียดายมากที่ไม่รู้ว่าหนูจะมา… ไม่งั้นจะได้นัดกัน ออกจากเมืองไทยพร้อมๆ กัน จะได้มีเพื่อนคุยตลอดทาง… มันไกลเนอะ เดินทางคนเดียวไม่ได้คุยกับใคร… น้ำลายบูด!”

สำบัดสำนวนของเพื่อนทำให้ใจสกาวหัวเราะคิกได้ตามเคย เธอบอกเสียงใส

“หนูมาเยี่ยมพี่พัช นี่เขาไปเรียน เลยไม่ได้คุยกับใคร น้ำลายบูดเหมือนกันจ้ะ อลิสอยู่ที่ไหนล่ะ เดี๋ยวหนูจะไปหา ได้ไหม จะได้คุยกัน คิดถึงมาก”

“ฉันก็คิดถึงน้องหนู นึกถึงสมัยอนุบาลที่เรานอนคุยกันจนหลับไปทุกวัน… แต่ก็นั่นแหละเนอะ เราโตแล้ว ระยะทางก็ไกล เรื่องก็พลอยเยอะขึ้นตามวัยด้วย” อริสราตัดสินใจไม่บอก ตัดสินใจเก็บความคิดความรู้สึกของตนเองไว้

เก็บไว้ทั้งเรื่องข่าวเล่าลือ ทั้งเรื่อง… ของนพัชและณัฐพร… ที่เธอได้สัมผัสด้วยตัวเอง

“วันนี้พาแขกของคุณนายอมรากุล…” เธอเอ่ยชื่อมารดาอย่างขบขัน “มาเที่ยว เดอะ เม็ท…หนูมาไหม มาไม่ยากจ้ะ มันอยู่ที่เซ็นทรัลปาร์กนี่เอง มาเถอะ หนูชอบดูรูปวาด ดูงานศิลปะนี่นะ ที่นี่มีให้ดูเยอะแยะ”

ใจสกาวแทบกระโดดตบมือดีใจอย่างเด็กๆ สถานที่ที่อริสราพูดถึงคือเป้าหมายที่เธอต้องการในการเดินทางครั้งนี้อยู่แล้ว แวบหนึ่งที่หญิงสาวคิด… ถ้าเราไม่เลือกเรียนตามที่พี่นัทบอก ถ้าเราเลือกเรียนตามความสนใจ ป่านนี้เราอาจได้มาดูงานศิลปะที่นี่ กับที่ลูฟร์ ไปแล้วที่ละสองสามรอบ…

หากจิตใจที่สว่างใส สุกสกาวสมชื่อเสมอก็ทำให้ความคิดนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็วและไม่เหลือรอย

“ไป ไปได้จ้ะ หนูจะออกจากอพาร์ตเมนต์เดี๋ยวนี้เลย นั่งรถไฟใต้ดินไปแป๊บเดียวถึง อพาร์ตเมนต์ของพี่พัชอยู่แถวๆ อิสต์วิลเลจจ้ะ”

“โอเค อลิสจะรอ” อีกฝ่ายพูดอย่างอ่อนโยน “อยู่ด้วยกันทั้งวันนะ เย็นๆ กินข้าวด้วยกันด้วย ให้พี่พัชของหนูตามมาสมทบด้วยก็ได้”

ใจสกาววางหูโทรศัพท์ลงด้วยจิตใจเบิกบาน ไม่ได้รู้สึกมาก่อนเลยว่าตนเองรักและคิดถึงเพื่อนเก่าๆ มากมายขนาดนี้ เพิ่งได้รู้ว่านพัชและโลกใหม่ที่ณัฐพรดูแลปกป้อง จัดขอบเขตให้เธออยู่นั้น ทดแทนโลกใบเก่าที่มีอิสระ สนุกสนานและเต็มไปด้วยเพื่อนอย่างอริสราไม่ได้

วันนี้ไม่มีโน้ตใดๆ ปะติดอยู่หน้าตู้เย็น เธอจึงเป็นฝ่ายเขียน… ด้วยมารยาทอันดีและจิตที่มีแต่ความเอื้อเฟื้อซื่อตรงคงมั่น… ทำให้ใจสกาวเขียนเป็นภาษาอังกฤษให้แองเจลล่าอ่านได้ด้วย

หญิงสาวอธิบายถึงเพื่อนรักที่นัดหมายพบกันที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่าเดอะเม็ท… เธอบอกถึงการนัดหมายรับประทานอาหารเย็นด้วยการสรุปว่า ‘พี่พัชและแองจี้ตามไปนะคะ ให้อลิสเลือกร้าน ตกลงใจว่าร้านไหน น้องหนูจะโทร.กลับมาบอกค่ะ’

อีกไม่นานนักใจสกาวก็โผล่จากสถานีรถไฟใต้ดิน เลือกเดินเลียบลัดเลาะผ่านแนวไม้เขียวชอุ่มในเซ็นทรัลปาร์ค เพราะอยากถือโอกาสสูดอากาศ ชื่นชมกับต้นไม้ใบหญ้าที่ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดในเมืองใหญ่ที่ถือว่าเป็นเมืองหลวงของโลกอย่างนิวยอร์ก

เพื่อนรักที่จะได้พบกันในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านี้กับอากาศสดชื่นเกือบเย็นและสีเขียวต่างระดับ มีเหลืองแซมอยู่บ้างประปรายของแนวไม้รอบๆ ตัว ทำให้เธอปลอดโปร่งเป็นสุข ปล่อยวางปริศนาประหลาดในใจไปได้บ้าง

หญิงสาวมุ่งหน้าตรงไปยังอาคารหินรูปทรงคลาสสิกด้วยเสาหินและแนวประตูโค้งสูงแบบโรมัน ลวดลายบนหัวเสาและขอบประตูงามวิจิตร เธอเป็นคนประเภทที่มีประสาทสัมผัสเรื่องเส้นทางดีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ขณะที่คนอื่นๆ มักจะเดินหลง เลี้ยวผิดทิศ ใจสกาวจะไปถูกทาง ‘ด้วยความบังเอิญ’ อยู่เสมอ

ดังนั้น แค่การบอกเล่าอธิบายของอริสราทางโทรศัพท์ หญิงสาวก็สามารถเดินผ่านห้องโถงด้านหน้าที่มีเพดานโค้งสูงลิบลิ่ว เดินชมลวดลายบนประตูและหน้าต่างกระจก ชมหัวเสา แนวระเบียงที่มีขอบกั้นเป็นหินอ่อนฉลุ ประติมากรรมหินอ่อน และหล่อสำริด ที่ตั้งประดับอยู่ทั่วไป เข้าไปนั่งอยู่บนม้ายาวในห้องกว้างที่เพื่อนสาวเจาะจงให้เป็นที่นัดพบ

 

-โปรดติดตามตอนต่อไป-

Don`t copy text!