ดวงใจระบายสี บทที่ 9 : ดำฤษณา

ดวงใจระบายสี บทที่ 9 : ดำฤษณา

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

 

สีหน้าของแองเจลล่าทำให้นพัชอุทาน ทั้งตกใจและประหลาดใจ

“แองจี้! เป็นอะไรไป เกิดอะไรขึ้น”

“ฉันเพิ่งได้รับโทรศัพท์… ก่อนเธอมาแค่ไม่กี่วินาที แพท” อีกฝ่ายยกโทรศัพท์ในมือขึ้นดู… มอง… ราวกับไม่เคยเห็นมันมาก่อน “ที่ไปคัดตัวเมื่อวาน ฉันได้รับคัดเลือก… ฉันได้บท… ในบรอดเวย์นะแพท! ไม่ใช่แค่ออฟบรอดเวย์!”

มันมีความหมายต่างกันไกล… ออฟบรอดเวย์ก็คล้ายกับสมัครเล่น คล้ายกับเวทีฝึกฝน อยู่นอกความสนใจของสื่อและผู้คน อีกนานทีเดียวกว่าจะได้ก้าวข้ามเข้ามาบรอดเวย์ และแองเจลล่าก็รู้ดี เธออยู่ในเมืองนี้ ลัดเลาะอยู่รอบๆ ดิ้นรนหาทางเข้าไปในวงการมานานสามปีแล้ว

…นี่คือก้าวแรกที่มีความหมายยิ่ง! เธอได้เต้นรำหน้าเวที มีบทพูดแค่ประโยคเดียวก็จริง แต่มันคือประตูที่จะเปิดโอกาสใหม่ๆ ที่ยิ่งใหญ่กว่าให้… เป็นบานประตูที่ผู้หญิงสาววัยเดียวกับเธอยินดีฆ่าใครก็ได้เพื่อให้ได้เดินผ่านเข้าไป

เมื่อได้ยินเสียงตัวเองหลุดรอดออกจากปาก ก็คล้ายกับความตื่นเต้นดีใจเพิ่งระเบิดออกจากความชาเมื่อแรกได้รับรู้ หญิงสาวกรีดร้องกระโดดขึ้นๆ ลงๆ แล้วโผเข้ากอดนพัช ด้วยการทุ่มเข้าหาทั้งตัว อีกฝ่ายอ้าแขนรับแล้วรัดร่างนุ่มหยุ่นเต็มมือไว้แนบแน่น เขาหัวเราะ ร่วมดีใจไปกับเธอเมื่อบอกว่า

“บอกแล้วใช่ไหม แองจี้… บอกแล้วว่าผมนี่แหละจะนำโชคมาให้คุณ”

ฝ่ายหญิงเริ่มด้วยการกอดแล้วจูบแรงๆ… ใช่ซิ! เขาอาจนำโชคมาให้เธอจริงๆ หากแม้จะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกแค่ยินดีปรีดา แต่อึดใจถัดมาก็คล้ายเขื่อนที่เก็บกักอารมณ์ไว้ปริแตกออก…

เมื่อนพัชตอบโต้เธอด้วยรสลิ้มของความปรารถนาอย่างรุนแรง แองเจลล่าก็ได้พบว่าเธอเองก็ต้องการเช่นกัน ภายในกายของหญิงสาวต้องการการเฉลิมฉลอง ต้องการการระเบิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้สาแก่ใจ ให้สมกับความสำเร็จที่เพิ่งได้รับ

ขณะที่มือร้อนผ่าวของนพัชรูดซิปเสื้อด้านหน้าของเธอแล้วปลดมันออกจากไหล่ แองเจลล่าก็เป็นฝ่ายกระชากเสื้อของเขาจนกระดุมหลุดกระเด็นไปหลายเม็ดพร้อมกันไป ผิวตรงหน้าอกของคนทั้งคู่กระหายที่จะได้คลึงเคล้าบดเบียดซึ่งกันและกัน

อึดใจถัดมาสะโพกของเธอก็ขึ้นไปอยู่บนขอบโต๊ะ กางเกงของนพัชลงไปกองอยู่ที่พื้น… ทั้งคู่ไม่มีเวลาจะจัดการปลดกระโปรงสีแดงออกจากตัวแล้ว จึงทำได้แค่ถลกมันขึ้นไปกองอยู่รอบเอว

หลังจากนั้นก็มีแต่การเคลื่อนไหวรุนแรงแบบสุดตัวสุดอารมณ์ ผสานกับเสียงหอบกระเส่า เสียงคราง เสียงอุทาน เสียงหวีดร้องเบาๆ…

ทุกอณูของอากาศในห้องครัวเล็กๆ นั้นเต็มไปด้วยตัณหา!

 

นั่งคุยกันอยู่ในห้องแสดงภาพได้ไม่กี่นาที ใจสกาวและอริสราก็รู้สึกว่าตนเองกำลังรบกวนผู้เข้ามาเดินชื่นชมงานศิลปะคนอื่นๆ ทั้งคู่จึงชวนกันขึ้นไปนั่งที่ร้านกาแฟเล็กๆ บนชั้นสอง

เมื่อมีกาแฟร้อนกรุ่นคนละแก้วอยู่ในมือ เรื่องเล่าของหญิงสาวผู้เป็นคนแปลกหน้าของเมืองนี้ก็จบลงพอดี… ใจสกาวเล่า… อันที่จริงเรียกว่าสาธยายจะเหมาะกว่า… เธอสาธยายเรื่องของตัวเองย้อนหลังไปกว่าสามปี เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น บอกเรื่องที่คิด อธิบายทุกมุมมองอย่างเปิดเผยตามนิสัย

อริสรามองเพื่อนสาวแล้วตัดสินใจเก็บความระคายใจเกี่ยวกับณัฐพร แม่เลี้ยงของอีกฝ่ายเอาไว้ก่อน… เธอเองก็เหมือนเพื่อนทุกคนนั่นแหละ รักและเข้าใจจนพร้อมจะปกป้องทั้งตัวตนทั้งโลกของเพื่อนรักเอาไว้ให้สดใสและแสนสุขอย่างที่มันเป็น

เธอเองและเพื่อนๆ ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ใจสกาวเป็นคนเช่นนี้ เธอเองก็เป็นอีกมือหนึ่งที่เพียรเอาสำลีมาห่อหุ้มไว้รอบๆ ตัวเพื่อนสาวเช่นกัน

“นั่งฟังน้องหนูเล่าแล้วนึกถึงตอนเด็กๆ น้องหนูจะต้องเอานิทานที่คุณย่าเล่าให้ฟังก่อนนอนมาเล่าให้พวกเราฟังต่อตอนเช้า… ทุกคนนั่งฟังกันตาแป๋ว… พอโตขึ้นมาหน่อยก็กลายเป็นนิยายที่น้องหนูอ่าน หนังทีวีที่น้องหนูดูเมื่อคืน”

“ตอนนี้ก็เป็นเล่าเรื่องการเดินทาง… คุณไทเขาใจดีเนอะ เขาเห็นน้องหนูเก้ๆ กังๆ เขาก็เข้ามาช่วย” ใจสกาวบอกด้วยเสียงหัวเราะ

“น้องหนูโชคดีที่ได้เจอคุณไท ได้เจอคนดี… เมืองใหญ่สนามบินใหญ่อย่างนั้นเสี่ยงมากที่จะเจอผู้ร้ายเข้าให้” อริสราเตือนทางอ้อม หากอีกฝ่ายจะรู้ตัวเฉลียวใจหรือก็หาไม่ กลับยืนยันด้วยความเชื่อที่ได้รับการถ่ายทอดมา

“เราเป็นคนดีก็ต้องได้เจอคนดี… คุณย่าบอกว่าโชคดีจะมาพร้อมกับการปฏิบัติดีด้วย… ถ้าเราทำตัวเป็นถังขยะคนก็จะเอาเรื่องร้ายๆ เรื่องสกปรกมาใส่ แต่ถ้าเราทำตัวเป็นแจกันดอกไม้ก็จะมีแต่คนเอาดอกไม้มาปัก…”

“มันไม่แน่เสมอไปหรอกน้องหนูเอ๊ย… สมัยนี้…” อริสราลากเสียงยาวอย่างอ่อนอกอ่อนใจ เพื่อนสาวของเธอไม่มีความระแวงใครทั้งสิ้น มองทุกคนในแง่ดี มองทุกเรื่องเป็นเรื่องธรรมชาติและ ‘รับได้’ ไปเสียทุกเรื่อง

ทว่า ก็นั่นแหละ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เธอและเพื่อนที่คบหากันมาตั้งแต่เด็กรักและเอ็นดูใจสกาวเป็นพิเศษกว่าเพื่อนคนอื่นเสมอมา

“ไม่ใช่ว่าฉันว่าคุณย่าสอนไม่ถูกหรอกนะ ที่คุณย่าพูดนั่นก็ถูก เราทำตัวอย่างไหนก็จะได้อย่างนั้น… แต่โลกนี้มันมีข้อยกเว้นเสมอ น้องหนูต้องระวังตัวด้วย ผู้คนหลากหลาย จิตใจคนก็ซับซ้อน…” อริสรามองแก้มเนียนใส ดวงตากลมเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น ตื่นตา ตื่นใจไปเสียทุกเรื่องของเพื่อนสาวแล้วอ่อนใจ พูดต่อยืดยาวอย่างที่คนฉับไวและใจร้อนอย่างเธอไม่ค่อยทำบ่อยนัก

“…น้องหนูไม่เคยเจอคนไม่ดี ก็เลยคิดว่าคนไม่ดีไม่มีในโลกนี้… ในทางกลับกันพวกคนที่เขาเขี้ยวๆ พร้อมตีพร้อมต่อยอยู่เสมอก็คิดว่าคนซื่อตรงและมองโลกในแง่ดีอย่างน้องหนูไม่มีในโลกเหมือนกัน… เราไม่เคยเจอคนแบบไหนอย่าคิดว่าคนแบบนั้นไม่มีจ้ะ เพราะแค่ตัวเราไม่ใช่โลก… โลกใหญ่กว่าตัวเราเยอะ…”

ถ้อยคำของอริสราทำให้ภาพที่เห็นในกระจกเงาเมื่อคืนวานกลับมา ราวใครสักคนโยนหินลงไปในน้ำ มันเกิดวงกระเพื่อมและตะกอนที่เพิ่งนอนก้นก็เริ่มลอยตัว…จริงสิ! ผู้คนหลากหลาย จิตใจคนก็ซับซ้อน ตลอดชีวิตที่ผ่านมาโลกของเธอมีแต่คนดีด้วยคุณย่าและพ่อเลือกสรรให้

ถึงวันนี้ คุณย่าไม่อยู่ พ่อที่เคยใกล้ชิดก็เหินห่างไป… โลกของเธอยังมีแต่คนดีเท่านั้นจริงหรือ มีบ้างไหมที่ไม่ดีจริง มีบ้างไหมที่มีคนร้ายแอบแฝงด้วยการใส่เสื้อคลุมแสนสวยเล็ดลอดปะปนเข้ามา

เธออยากเล่า อยากปรึกษากับเพื่อน… หากคงยังไม่ใช่เวลานี้ เดี๋ยวนี้…

ความครุ่นคิดเกือบเศร้าสร้อยผ่านวาบเข้ามาบนสีหน้ากับแววตาของใจสกาว และมันก็ทำให้อริสราทนไม่ได้อีกเช่นเคย… เพื่อนของเธอคนนี้คงมีดาวบางดวงกำกับมาตั้งแต่ลืมตาขึ้นดูโลก… คงเป็นอิทธิพลของดวงดาวที่ทำให้คนใกล้ชิดทุกคนหวังจะช่วยขจัดปัดเป่าทุกข์ร้อนทั้งกายและใจให้เจ้าหล่อน

อริสราได้ยินเสียงตัวเองพูดก่อนที่สมองจะสั่งการ

“น้องหนูไม่ต้องกังวลนะ น้องหนูเป็นคนดีต้องมีแต่คนดีๆ เข้ามาใกล้ ใครที่ร้ายก็จะแพ้ภัยตัวเองแน่นอนจ้ะ ที่คุณย่าเคยสอนว่าให้ทำดีน่ะ การทำดีของคุณย่าอาจกินความหมายถึงการรอบคอบ คิดระมัดระวังตัวหลายๆ ชั้นด้วย” ในที่สุดเธอก็พูดจาเป็นสำลีห่อหุ้มใจสกาวไว้อีกเช่นเคย แม้จะจบลงด้วยคำตักเตือน

“น้องหนูทำตัวเป็นแจกัน แต่แจกันทองฝังเพชรอย่างนี้ คนที่จ้องจะเอาประโยชน์จากเราก็อาจจะปักดอกไม้แล้วคิดหยิบฉวยไปขายได้เหมือนกันนะ ยายแองเจลล่าอะไรที่น้องหนูว่านพัชให้มาอยู่เป็นเพื่อนน้องหนูน่ะ ใช่คนที่เป็นนักเต้นรำไหม” เธอเปลี่ยนเรื่องด้วยการซักถามเพิ่มเติม

“ใช่จ้ะ พี่พัชบอกว่าเขาเรียนเต้นรำอยู่ ตัวเขาเองก็บอกว่าเขาทำงานและเรียนดนตรีกับเต้นรำเพิ่มเพื่อเตรียมตัวเข้าจูลลิอาร์ด

“แหวะ” คราวนี้อริสราแสดงความหมิ่นหยามอย่างไม่ปิดบัง “จูลลิอาร์ดเป็นโรงเรียนดนตรีที่เข้ายากที่สุดในโลก เน้นไปในทางคลาสสิกด้วย ไม่ใช่จ้ำบ๊ะอย่างยายนั่น!… น้องหนูอย่าไปเชื่ออะไรที่ใครบอกง่ายๆ นักนะ”

หญิงสาวไม่อยากเอาความคิดร้ายๆ ไปใส่ใจของเพื่อนให้มากไปกว่านี้ เธอเห็นว่ามันอาจหนักหน่วงเกินไปสำหรับการพบกันครั้งแรกในรอบหลายปี ทั้งยังจะเป็นการทำลายบรรยากาศแห่งความสุข สนุกสนานและตื่นตาตื่นใจกับการเดินทางมาแสนไกลของอีกฝ่าย จึงเปลี่ยนเรื่องอีกครั้ง

เธอเล่าถึงกลุ่มเพื่อนของผู้เป็นมารดาที่เดินทางท่องเที่ยวจากแคนาดา ลัดเลาะเรื่อยมาถึงน้ำตกไนแอการา แล้วก็เข้ามาพักที่แมนฮัตตันตั้งแต่เมื่อคืนวาน

อริสราได้รับมอบหมายให้ไปดูแลต้อนรับแทนตัวเนื่องจากคุณอมรากุลมารดาของเธอซึ่งตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมาร่วมกลุ่มทัวร์ด้วย… มาไม่ได้อย่างที่ให้สัญญาเนื่องจากติดงานสำคัญเพราะสามีต้องโดดเข้ารับตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลอย่างกะทันหัน พลอยให้ภรรยาต้องติดตังปลีกตัวไม่ได้ไปด้วย

“เมื่อวานเสียงดังยังกับนกกระจอกแตกรัง แถมเป็นนกกระจอกที่จิกตีกันเอง… น้องหนูเอ๊ย… ฉันหวังว่าพอเราแก่ๆ กันไปแล้วเวลามาเจอกันจะไม่เป็นแบบนี้นะ! ลูกหลานขายหน้า แถมฝรั่งมังฆ้องแตกตื่นกันทั้งโรงแรม”

เสียงโทรศัพท์ที่อริสราวางไว้บนโต๊ะดังขึ้นเพียงครั้งเดียวหญิงสาวก็ตอบรับ แล้วเจ้าตัวก็เบิกตาโพลงด้วยความตกใจ ทว่าความโกรธที่เกิดตามมามีมากกว่า เสียงที่ตอบกลับไปจึงเข้มงวดสุดขีด

“อะไรนะคะ คุณน้าไปเอาอะไรของเขาออกมา”

เสียงที่ดังลอดลำโพงโทรศัพท์ออกมาดังเซ็งแซ่จนยากจะจับความ หากอริสราก็ฟังจนได้ความว่า ‘คุณน้า’ หนึ่งในคณะ ดันไปฉีกเอาหน้าหนึ่งในหนังสือแบบเสื้อที่วางขายอยู่ในร้านขายของที่ระลึกออกมา แล้วถูกเจ้าหน้าที่ดึงตัวไว้

“ก็ใครจะไปรู้” ฝ่ายที่มีเรื่องยังส่งเสียงเถียงแจ้วๆ “น้าเห็นมันเป็นกองๆ นึกว่าหนังสือแจก แต่น้าอยากได้แบบเสี้อแบบเดียว ไม่อยากหอบหนังสือทั้งเล่มใหญ่ก็เลยเปิดฉีกออกมา”

อริสรานึกอยากตบศีรษะที่มีผมตีโป่งของคนพูดให้คว่ำคามือ… เพื่อนแม่ก็เพื่อนแม่เถอะ! นี่เอาอะไรคิด สำหรับเธอและหลายคนที่รักการอ่านการเขียน การฉีกหนังสือคืออาชญากรรม แถมหนังสือที่ฉีกก็คือส่วนที่เขามีไว้ขายเสียด้วย!

หญิงสาวพอนึกออกทีเดียวว่านี่น่าจะเป็นหนังสือประเภทรวมแฟชั่นของยุคต่างๆ หรือรวมผลงานของดีไซเนอร์ดังๆ และที่ลงทุนฉีกออกมานี้ก็คงหวังจะเอาของเขามาตัดเลียนแบบนั่นแหละ

“อยู่ตรงนั้นนะคะ คุณน้า ไม่ต้องไปแถ เอ๊ย! เถียงอะไรกับเขาทั้งนั้น” ยิ่งพูดยิ่งมากเรื่องยิ่งออกทะเลไปไกล โทษแค่ต้องซื้อหนังสือเล่มนั้น อาจบานปลายเป็นโทษทางกฎหมายพาให้ต้องเน่าเหม็นกันไปทั้งข้อง

“อลิสจะไปเดี๋ยวนี้ และห้ามไม่ให้ใครเอ่ยชื่อหรือตำแหน่งของคุณพ่อแม้สักคำนะคะ ห้ามอ้างถึงคุณแม่ด้วย! ไม่งั้นจะได้เห็นดีกัน” เธอบอกเสียงเขียว นึกในใจว่าอยากจะพาไปถ่วงแม่น้ำฮัดสันเสียทั้งคณะนี่แหละ

“น้องหนูจ๋า อลิสขอโทษนะ ท่าทางเรื่องจะยุ่งกันใหญ่ ขอไปจัดการกับนกกระจอกฝูงนี้หน่อย ขอยกเลิกเย็นนี้ไปก่อน พรุ่งนี้อลิสจะไปหาที่อพาร์ตเมนต์แต่เช้าเลยจ้ะ อลิสรู้ ว่าอยู่ที่ไหน”

ระหว่างที่เดินออกมาจากอาคารหลังใหญ่สวยคลาสสิกตรงไปยังสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อกลับที่พัก ใจสกาวก็คิด… เอาเถอะ! ขอเวลาให้เธอได้คิดใคร่ครวญอีกสักนิด ได้สังเกตอะไรเพิ่มเติมอีกสักหน่อย แล้วค่อยเล่าให้เพื่อนรักฟังในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ก็คงยังไม่สาย…

 

หญิงสาวไขประตูก้าวเข้าไปในอพาร์ตเมนต์ ในใจก็นึกถึงสิ่งที่เธอซื้อตุนเอาไว้ในตู้เย็นตั้งแต่เมื่อวันวาน คิดวกวนอยู่แค่ว่าจะพลิกแพลงทำอะไรเป็นอาหารเย็นสำหรับสามคนดี

ขณะในใจคิด สายตาของใจสกาวก็มองเลยผ่านเข้าไปในครัว… อะไรบางอย่างสีแดงทอดตัวอยู่บนโต๊ะราวผ้าปูที่ไม่เคยมี แวบแรกที่เห็นเธอตกใจคิดว่ามันคือเลือด! ต่อเมื่อกะพริบตาอีกทีนั่นแหละจึงเห็นว่าเป็นกระโปรงสีแดงต่างหาก กระโปรงที่ยังพันอยู่รอบเอวร่างเปลือยเปล่าขาวโพลน

นพัชก็ยืนอยู่ชิดขอบโต๊ะ มีท่อนขาเรียวงามทั้งสองข้างของแองเจลล่าผู้เอนแอ่นกายอยู่บนโต๊ะยกขึ้นโอบรัดเอวของเขาไว้แน่น ทั้งคู่กำลังเคลื่อนไหวชนิดลืมโลกลืมตัวลืมตาย… มีแต่กามโลกีย์ครอบงำ

เมื่อจับภาพได้เต็มตามันก็ทำเอาเธอชาวาบไปทั้งกาย… ชา… ก่อนจะกลายเป็นความเจ็บปวดอย่างรุนแรง… มากมาย… ราวกับใครสักคนใช้เข็มเล่มบางและยาวนับร้อยเล่มเสียบสวนเข้ามากลางอก

หลังจากนั้นก็คือความขยะแขยง สะอิดสะเอียน จนรู้สึกอยากอาเจียน…

Don`t copy text!