ดวงใจระบายสี บทที่ 10 : แหลกสลาย

ดวงใจระบายสี บทที่ 10 : แหลกสลาย

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

๑๐

 

ใจสกาวไม่รู้ว่าตัวเองมานั่งอยู่ที่นี่ได้อย่างไร ไม่รู้ว่าตนเองมาด้วยวิธีไหน หญิงสาวมารู้สึกตัวอีกครั้งก็เมื่อพบว่ากำลังนั่งอยู่หน้าภาพ เมย์ เบลฟอร์ต ผลงานของ อ็องรี เดอ ตูลูซ-โลแทร็ก ในห้องแสดงภาพของพิพิธภัณฑ์ศิลปะเมโทรโพลิทัน… ช่างน่าขันที่เธอผละหนีจากกระโปรงสีแดงตัวหนึ่ง มายังกระโปรงสีแดงอีกตัวหนึ่ง!

หญิงสาวมองเห็นแต่สีแดงของกระโปรงทั้งสองตัว… โลกภายนอก… โลกรอบตัวล้วนมืดดำ ทุกสิ่งทุกอย่างแตกสลายออกเป็นเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นความศรัทธาในคุณงามความดี ความเชื่อมั่นในผู้คน หรือแม้แต่ความอบอุ่นมั่นคงในชีวิตของตัวเอง

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนสูญสลายไปสิ้น หรือจริงๆ แล้วมันไม่เคยมี?… ภาพน่ารังเกียจที่ได้เห็นเมื่อครู่อาจไม่ได้ทำลายหัวใจ ตัวตน หรือชีวิตของเธอหรอก มันเป็นแค่เสียงแผดร้องของนาฬิกาปลุกที่ปลุกเธอให้ตื่นขึ้นจากภาพฝันต่างหาก

มันแค่มาเพื่อบอกให้เธอรู้ว่าสิ่งที่ยึดถืออยู่นั้นไม่เคยมีอยู่จริง ไม่ว่าจะเป็นความดี ความซื่อสัตย์ หรือแม้แต่ความรัก

มันไม่มีจริง หรือเป็นเพียงเพราะเธอโง่เอง ใจสกาว? โง่ที่แยกแยะไม่เป็น

หญิงสาวเริ่มเฆี่ยนตีตัวเองอย่างดุเดือด… ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอโง่เองที่เอาความฝันมาแทนที่ความจริง โง่ที่เชื่อว่าเทพนิยายที่ได้อ่านก่อนนอนนั้นคือโลกที่อาศัยอยู่

และผู้ชายคนนั้น… นั่นคือนพัชของเธอจริงๆ หรือ… เป็นผู้ชายคนเดียวกับที่เป็นพี่ เป็นเพื่อน เป็นคู่รัก เป็นคนที่เธอพึ่งพา เป็นคนที่เติมโลกของเธอให้เต็ม เป็นคนที่สามารถทดแทนผู้คนทั้งโลกให้เธอได้ตลอดเวลายาวนานร่วมห้าปี

หญิงสาวอยากไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริง หากภาพที่เห็นคาตาผนวกเข้ากับเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยมองข้ามก็ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธได้… มันคือความจริง… จริงเหมือนกับความเจ็บที่เกิดขึ้นเมื่อปลายเล็บของตนเองจิกลงในอุ้งมือ

วินาทีนี้ใจสกาวไม่รู้ว่า ณ ห้วงเวลานั้นหากตนเองได้แสดงความกราดเกรี้ยว ได้แสดงความโกรธและผิดหวังของตนเองออกไป… หากเธอได้ระบายอารมณ์ออกไปเสียบ้าง ความทุกข์ ความโศกเศร้า ความผิดหวัง คงไม่ทุ่มโถมลงมาในใจของเธอมากมายเช่นนี้

ธรรมชาติในกายรวมกับการเลี้ยงดูปลูกฝังมาทั้งชีวิตทำให้หญิงสาวไม่ได้แม้แต่จะคิดกรีดร้อง โผนเข้าทำร้าย คิดหาทางแก้เผ็ด ชายหนุ่มและหญิงสาวที่ร่วมมือกันทำลาย ความรัก ความไว้ใจ และโลกอันสดใสแสนสะอาดของเธอเสียในเวลานั้น กลับเป็นฝ่ายผละจากมาอย่างเงียบกริบราวสัตว์บาดเจ็บ เป็นฝ่ายซุกซ่อนราวกับตนเองเป็นผู้ผิด

ความเสียใจแปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้าอย่างรุนแรง มันค่อยๆ ไหลบ่าเข้ามาในใจของเธอราวกับน้ำสีดำมะเมื่อมซึมเข้ามาตามรอยปริแตก น้ำนั้นกำลังจะท่วมถึงปากถึงจมูกของเธอ และเธอก็กำลังจะพูดไม่ได้หายใจไม่ออก

แล้วความโศกเศร้าก็เริ่มแบ่งตัวออกเป็นความผิดหวัง ความผิดหวังเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความรู้สึกผิด มันมากจนหญิงสาวเริ่มรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ผิด ผิดที่โง่ ผิดที่ไว้ใจ ผิดที่เป็นคนดี… ผิดที่เชื่อมั่นและศรัทธาในความรักกับความดีงาม…

ทั้งหมดนั้นคือความรู้สึกด้านลบ คือสีเทาสีดำ คือสีสกปรกที่ปาดป้ายลงมาและมันกำลังจะท่วมท้น เต็มจนล้นหัวใจที่เคยสดใส สะอาด เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความฝัน และความสุขสดใสของเธอ

ใจสกาวรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด… มันเริ่มจากในอุ้งมือ แผ่ลามมาถึงแขนที่แข็งเกร็ง ค่อยไต่ขึ้นมาบนบ่าไหล่ ท้ายทอย และกลางศีรษะของเธอ หากความเจ็บปวดนั้นยังไม่เท่ากับความรู้สึกโดดเดี่ยว รู้สึกว่าสิ่งที่ยึดถือไว้ในชีวิตแหลกสลายไปเสียแล้ว และบัดนี้เธอไม่มีอะไรอยู่ในมือเลยสักอย่าง…

…เป็นชีวิตชีวิตเดียวในดินแดนที่แปลกประหลาด ดินแดนที่ไม่รู้จัก… ที่เดียวที่ใจสกาวรู้จักก็คือที่นี่ หญิงสาวมุ่งหน้าซัดเซมาที่นี่เพราะไม่มีที่จะไป เพราะที่นี่คือที่เดียวที่เธอรู้จักในเมืองนี้!

“สกายเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น” น่าแปลกที่ใจสกาวตอบรับชื่อนั้น ชื่อที่ไม่เคยเป็นของเธอด้วยการเงยหน้ามอง แล้วก็เห็นความตกใจเต็มดวงตาสีน้ำตาลคมปลาบของผู้เรียก

…เขาตกใจทำไม ใครเป็นอะไร… หญิงสาวคิดอย่างงงๆ

“อัลเบิร์ต คุณผู้หญิงเหมือนช็อก เหมือนไม่สบาย พาเข้าไปที่ห้องทำงานเถอะ”

อย่างเงียบกริบและรวดเร็วเพื่อไม่ให้รบกวนผู้คนที่เดินและนั่งชมงานศิลปะกันอย่างมีสมาธิภายในห้องกว้าง เจ้าหน้าที่ประจำห้องแสดงภาพซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคนร่างเล็กตรงเข้ามาช่วยประคองเธออีกข้าง จู่ๆ ฝาผนังข้างภาพที่ใจสกาวนั่งจ้องอยู่ก็กลายเป็นช่องประตู

ห้องทำงานเล็ก ๆ ของชายร่างท้วมที่ถูกเรียกว่า ‘อัลเบิร์ต’ แอบอยู่ตรงนั้นนั่นเอง หญิงสาวถูกจับประคองให้นั่งลงบนโซฟา ขณะทรุดตัวลงเธอได้ยินเสียงสั่ง

“ช่วยโทร.ไปที่ตึกดับเบิ้ลเอสทรีของคุณปู่ หาเบอร์สุภาพสตรีคนไทยที่อยู่อพาร์ตเมนต์สิบสี่บี บอกให้มาที่นี่ด่วน เพื่อนของเธอไม่สบาย… เธอชื่ออลิส อริสรา…”

อริสรา! เธอยังมีอลิสเพื่อนรักอยู่… เหมือนกับสลักในใจถูกปลดออกได้เปลาะหนึ่ง อาการปวดเกร็งที่ศีรษะบ่าและไหล่ค่อยคลายลง วินาทีนั้นเองที่หญิงวัยกลางคนผู้ประคองอยู่อีกข้างยกมือที่กำแน่นของใจสกาวขึ้นมามองก่อนอุทาน

“คุณไท! เลือดค่ะ…”

ใจกลางฝ่ามือของหญิงสาวมีแผลกดลึกจนเลือดซึมสองสามรอย ผ้าเช็ดหน้าเนื้อเนียนสีขาวมีตัวอักษร ‘ทีเอฟเอส’ ปักด้วยไหมสีขาวกลืนไปกับเนื้อผ้าก็ถูกยัดใส่มือ ผู้เป็นเจ้าของผ้ากดห้ามเลือดซึ่งซึมออกมาจากแผลที่กลางฝ่ามือของเธอไว้แน่น

“กล่องปฐมพยาบาลอยู่ที่ตู้ชั้นล่างสุด” เขาสั่งอีกตามเคย แล้วอีกอึดใจถัดมาแผลที่ฝ่ามือของใจสกาวก็ถูกล้างอย่างระมัดระวัง มันไม่ลึกนักแค่เลือดซึม ใช้เพียงน้ำยาล้างแผลกับผ้ากอซบางๆ ก็เรียบร้อย

วินาทีถัดมาเพื่อนของเธอก็ผ่านเข้าประตูห้องมาราวกับพายุหมุน ความตกใจทำให้ดวงหน้าสวยเฉี่ยวซีดเผือดเมื่อปราดเข้ามากอดร่างบางที่สั่นเทาเป็นระยะเอาไว้ วินาทีนี้อีกเช่นกันที่ใจสกาวพบว่า แม้ว่าจะกำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรงไปทั้งใจ เจ็บปวดจนร่างกายสั่นเทา หากเธอก็ยังไม่มีน้ำตาแม้สักหยด กลับมีอาการทางกายบางอย่างที่แปลกออกไป

หญิงสาวอยากเอาความสกปรกมืดดำที่ถูกสาดโถมเข้ามาอยู่ในอกของเธอออกไป…

“อลิส… หนู… หนู… น้องหนูอยากอ้วก!”

พริบตาถัดมา เพื่อนรักก็ลากเธอเข้าไปในห้องน้ำ แล้วใจสกาวก็เกาะโถอาเจียนเอาสิ่งที่ค้างคาอยู่ในกระเพาะออกมาจนเกลี้ยง… สลักอีกชิ้นถูกถอดออก… พลอยทำให้สลักสุดท้ายถูกปลด แล้วครั้งนี้มันก็ระเบิดออกมาเป็นน้ำตา

ใจสกาวร้องไห้เสียงดัง ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวเด็กๆ ที่ถูกผู้ปกครองพาตัวไปทิ้งไว้ในโรงเรียนประจำ ผิดหวัง โศกเศร้า หวั่นกลัว… โลกแตกดับและหัวใจสลาย…

นานจนกระทั่งกระดาษเช็ดมือในห้องน้ำนั้นแทบหมดห่อ และน้ำตาคงหมดบ่อไปแล้ว หญิงสาวจึงสามารถกลืนก้อนสะอื้นสุดท้ายลงไปได้ เธอบอกกับเพื่อนรักด้วยเสียงต่ำพร่า

“ขอกลับกับอลิสนะ ฉันขอไปอยู่ด้วยสักพัก…” น้ำตาที่คิดว่าหมดไปแล้วออกมาคลอเต็มตาอีกครั้งเมื่อคำพูดนั้นทำให้ใจสกาวรู้สึกว่าตัวเองช่างสิ้นไร้เสียเหลือเกิน… ในภาวะเช่นนี้เธอจะหันหาใครได้

นพัชเป็นหลักยึด เป็นคนที่เธอจะหันหน้าเข้าหาตลอดเวลาร่วมห้าปี… จะดิ้นรนติดต่อหาบิดาก็คิดว่าเรื่องของเธอครั้งนี้คงกวนใจเขา ซ้ำยังอาจสร้างความร้าวฉานให้กับครอบครัวถ้าณัฐพรเลือกเข้าข้างผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายของเธอ

ดังนั้น การเลือกปรึกษาระบายความทุกข์ที่ทับถมอยู่ในใจกับ ‘พี่นัท’ แบบที่เธอทำมาตลอดเวลาหลายปีก็ไม่เหมาะเช่นกัน

ขณะนี้เธอคิดพึ่งใครไม่ได้อีกแล้ว ต้องคิดอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง

“กลับบ้านดีกว่าค่ะ ฉันเชื่อว่าน้องหนูไม่เป็นอะไรมาก… คงมีเรื่องกับ… ง่า… กับใครสักคนมา…” หญิงสาวได้ยินเพื่อนตอบเสียงกระซิบถามของ มิสเตอร์ไทเลอร์ สมิธ ที่ว่า “จะพาไปโรงพยาบาลหรือพากลับบ้าน” ว่าอย่างนั้น

อีกอึดใจเดียว สองสาวก็ถูกพาเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ แล้วมาโผล่ที่หน้าบานประตูหนาหนักด้านหลังอาคาร ตรงเชิงบันไดรถเก๋งคันหนึ่งจอดรออยู่แล้ว

ต่อเมื่อนั่งอยู่ในตอนหลังของรถซึ่งกำลังฝ่าความคับคั่งของการจราจรบนเกาะแมนฮัตตันนั่นแหละ ใจสกาวจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าผ้าเช็ดหน้าของ ไท สมิธ ยังอยู่ในมือของเธอ… หญิงสาวหยิบมันออกมาคลี่มองด้วยความเสียใจที่มีหยดเลือดสองสามหยดเปียกเปื้อนความขาวสะอาดนั้น

ความเลอะเทอะเปรอะเปื้อนที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอกลับทำให้ผ้าเช็ดหน้าของใครคนหนึ่งต้องพลอยเสียหายไปด้วย…

อริสราไม่กวนใจเพื่อนแม้กระทั่งเมื่อเข้ามานั่งอยู่ด้วยกันตามลำพังในอพาร์ตเมนต์แล้ว หญิงสาวปล่อยให้เพื่อนนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟากึ่งเก้าอี้นอนที่เรียกกันว่าเดย์เบด ห่มผ้าห่มผืนบางๆ ให้ แล้วตรงเข้าครัวต้มน้ำชงชา

อาการของเพื่อนก็คืออาการของคนอกหัก เพียงแต่รุนแรงกว่าเพราะนพัชไม่ใช่แค่คู่รัก หากเป็นโลกทั้งใบของใจสกาวมานานนับปี นานตั้งแต่เพื่อนๆ ถูกณัฐพรค่อยๆ ปัดกวาดออกไปทีละคน ทีละคน

ใจสกาวถูกเลี้ยงมาให้เป็นคนซื่อตรงทั้งต่อผู้อื่นและต่อความคิดของตัวเอง เปิดเผย สดใส และสะอาดเพราะถูกคุณธีราเลือกคัดจัดสรรสิ่งแวดล้อมให้เสมอ เธอจึงไม่เคยคิดระแวงคนรอบตัว เมื่อมีใครก้าวเข้ามาในชีวิตก็มอบความรักความไว้วางใจให้อย่างเต็มที่

และความไว้วางใจนี่เองที่ทำให้ต้องผิดหวังจนเจ็บเจียนตายเช่นนี้

ถ้วยชาและน้ำชาอุ่นๆ ช่วยเติมให้พื้นที่ว่างโหวงภายในกายให้เต็มตื้นขึ้น ช่วยชะล้างให้สิ่งสกปรกที่อยู่ภายในระบายออกมาได้บ้าง รวมทั้งความคิดลดทอนคุณค่าของตัวเองก็หลุดปาก

“หนูโง่มาก… ใช่ไหมอลิส”

“น้องหนูไม่ได้โง่ น้องหนูแค่ไว้ใจคนผิด” คำพูดของอริสราทำให้หญิงสาวรู้สึกดีขึ้น หากเธอก็ยังยืนยัน

“นั่นแหละ โง่ที่ไว้ใจคนผิด… ถ้าน้องหนูไม่ไว้ใจเขา ไม่คิดเข้าใจเขาไปเสียทุกเรื่อง ก็ต้องสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้ว”

แม้จะผิดหวัง แม้จะเจ็บปวดรวดร้าว แม้จะเกิดความคิดโทษตนเอง หากความที่ไม่เคยมีความคิดซับซ้อนอยู่ในหัวกลับกลายเป็นการดีที่ทำให้ใจสกาวก้าวข้ามผ่านขั้นตอนแห่งการซึมเศร้าเข้าไปสู่ขั้นตอนของการยอมรับได้อย่างง่ายดาย

“อันที่จริง น้องหนูก็เข้าใจนะ คนเราวัยขนาดนี้อยู่ไกลบ้าน…”

“อย่า!… อย่า… เข้าใจก็เข้าใจได้ แต่อย่าคิดให้อภัย อย่าคิดยอมรับได้ล่ะ” อริสรายกมือเป็นพระปางห้ามญาติเพราะรู้นิสัยของเพื่อนดีอยู่

ตั้งแต่ยังเด็กอยู่ด้วยกัน เมื่อคิดสมคบกันทำผิดกฎระเบียบแล้วถูกลงโทษ ขณะที่เพื่อนๆ ยังคิดแค้นเคือง คิดหาทางแก้ตัวไม่ยอมจบ ใจสกาวกลับยกมือยอมรับง่ายๆ ยอมรับทั้งความผิดและโทษทัณฑ์ด้วยหน้าชื่นตาบานจนเพื่อนฝูงที่กำลังคิดแผนลดเลี้ยวเอาตัวรอดต้องอ้าปากค้างแล้วจำต้องพลอยยอมรับแบบตกกระไดพลอยโจนตามกันไปทั้งกลุ่มเสียทุกครั้งไป

…เชื่อว่าวันนี้แม้เจ้าตัวจะเกิดอาการช็อกรุนแรง แม้ว่าจะต้องประสบกับความผิดหวังเสียใจอยางใหญ่หลวง แม้ว่าจะเกิดความคิดถึงขั้นลดทอนคุณค่าตัวเอง หากคนที่ไม่เคยมีหลืบมุมซับซ้อนในใจก็คงหลับลงได้ไม่ยาก…

อริสราเชื่อว่าในคืนวันนี้ใจสกาวจะหลับง่ายกว่าเธอที่เป็นฝ่ายคิดแค้นและวิเคราะห์เรื่องราวทั้งล่วงหน้าและย้อนหลังมากมายนัก

“คงไม่ได้แล้วล่ะ ได้รู้ได้เห็นคาตาแบบนั้น” ผู้เป็นเจ้าของเรื่องบอก

“ถ้าเขาบอกว่าแค่หลวมตัวหลวมใจ ความสัมพันธ์นั่นแค่กาย แต่ใจอยู่ที่น้องหนูล่ะ… ถ้าเขาบอกว่าเขาจะเลิกกับยายนั่นแล้วกลับมาหาน้องหนู” อริสราซักอย่างไม่ย่อท้อ เธออยากได้ยินคำว่า “ไม่ ไม่ ไม่” หากคำตอบของใจสกาวก็เป็นไปอย่างนุ่มนวล ไม่หักหาญกับใครตามนิสัยเช่นเดิม

“หนูก็จะบอกแค่ว่า ใจน้องหนูก็ยังอยู่ที่ภาพนั้นเหมือนกัน… เมื่อลบไม่ได้ก็รับไม่ได้อยู่ดี”

“น้องหนูกลับเข้าอพาร์ตเมนต์ไปเจออะไร” อริสราฉุกคิดสงสัย แต่เดิมเธอคาดว่าเพื่อนจะไปจับได้ด้วยการค้นเจอถุงยางอนามัยสักโหล หรือกางเกงในของแองเจลล่าในตู้เสื้อผ้าของนพัช

“เจอ… เอ้อ…”

สีหน้าของเพื่อนทำให้หญิงสาวหลุดปาก

“น้องหนูกลับเข้าไปจับได้คาหนังคาเขา… เขากำลัง… กำลัง… ทำยุทธหัตถี ชนช้างกัน!”

การเลือกใช้คำของเพื่อนสาวจุดความขบขันขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่ในใจยังมีความโศกเศร้าและผิดหวังมากมายค้างคาอยู่ หากภาพที่ได้เห็นกับคำที่อริสราใช้ก็ทำให้ใจสกาวเกิดความสมเพช ทุเรศ แล้วก็กลายเป็นขำ หญิงสาวหัวเราะร่วนเหมือนจะหยุดไม่ได้เมื่อบอกว่า

“ใช่… เขากำลังชนช้างกัน บนโต๊ะ! ในครัว! โต๊ะตัวนั้นสกปรกเหนียวหนับเพราะซอสกับกาแฟหกใส่… น้องหนูเพิ่งขัดมันจนสะอาดเมื่อวาน วันนี้กลายเป็นต้องกลับมาสกปรกเพราะเรื่องอื่น เรื่องที่ขัดไม่ได้ล้างไม่ออกเสียด้วย!”

 

-โปรดติดตามตอนต่อไป-

Don`t copy text!