ดวงใจระบายสี บทที่ 11 : สีสเปรย์

ดวงใจระบายสี บทที่ 11 : สีสเปรย์

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

๑๑

 

อารมณ์หลากหลาย เรื่องราวมากมายที่ผ่านเข้ามาในวันนี้ถึงจะทำให้เหน็ดเหนื่อย หากความรุนแรงสับสนนั้นก็น่าจะทำให้ใจสกาวหลับไม่ลงไปด้วย อริสราคิดพลางมองเพื่อนที่นอนหลับสนิทอยู่บนเตียงอย่างปลงๆ ทั้งสงสารและขบขัน

แม้ขนตายาวบางนั้นยังหมาดน้ำตา มุมปากหยักเม้มนิดๆ เป็นริ้วรอยของความเคร่งเครียดแบบที่ ‘น้องหนู’ ของเพื่อนๆ ไม่เคยมี ทว่าเจ้าตัวก็ยังหลับได้! หลับสนิทด้วยการผ่อนลมหายใจลึกยาวสม่ำเสมอ

ชีวิตและจิตใจคนช่างซับซ้อน แปลกประหลาดและหลากหลายนัก การที่ใจสกาวเกิดและถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นผ้าขาว ซ้ำดวงใจก็ยังเปิดกว้างโดยธรรมชาติปราศจากแง่มุมซอกหลืบให้ดูดซับเก็บกักความความสกปรกเลอะเทอะ ทั้งหมดนี้คงทำให้จิตใจของเธอกลายเป็นจิตใจแบบที่สามารถเยียวยารักษาตัวเองได้รวดเร็วกว่าใคร กลายเป็นการยอมรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นง่ายดายจนสามารถหลับลงได้ในคืนนี้

…หลับลงได้ในคืนและวันแบบที่ผู้ถูกทรยศขบถรัก ผู้ถูกทำลายความเชื่อมั่นในผู้คน ผู้ถูกถล่มโลกอันแสนปลอดภัยใบเดิมให้แหลกเป็นจุณจะไม่มีวันหลับตาลงได้… จะต้องวนเวียนอยู่กับความรู้สึกซึมเซาเศร้าโศก ความรู้สึกผิด และการไม่ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นไปอีกนาน

อริสราเดินออกไปนอกห้อง หยิบกระเป๋าสะพายใบโตที่ใจสกาววางทิ้งไว้บนโซฟาในห้องนั่งเล่น หมายใจจะนำมันเข้าไปเก็บไว้ในห้องนอนให้ หากกระเป๋าที่เปิดกว้างไว้ก็ทำให้หญิงสาวได้เห็นว่าโทรศัพท์ของเพื่อนสาวมีสายเรียกเข้าแม้ว่าจะปิดเสียงไว้ หญิงสาวตัดสินใจกดรับ

“น้องหนู…”

“น้องหนูหลับไปแล้ว” เธอขัดจังหวะอย่างเย็นชา และฝ่ายนั้นคงคาดไม่ถึงว่าความลับความรักสีดำฤษณาของตนจะแตกรวดเร็วเกินคาด จึงตอบกลับมาอย่างแจ่มใส

“ดีจริง กำลังนึกเป็นห่วง น้องหนูบอกว่าจะโทร.กลับมาบอกเรื่องอาหารเย็นก็ไม่โทร. คงคุยกันเพลินกับคุณอลิสละมัง… ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยดูแล ตอนนี้ผมกำลังยุ่งมาก…” ใช่! ตอนนี้วินาทีนี้แหละที่เขากำลังยุ่ง… ยุ่ง… เพราะแองเจลล่ากำลังต้องการการเฉลิมฉลอง

จากการ ‘ฉลอง’ ครั้งใหญ่บนโต๊ะในครัว แล้วลากกันไปซ้ำอีกรอบในห้องนอน… เขายังไม่อิ่มเธอก็ยังไม่อิ่ม… การที่ใจสกาวไปค้างกับอริสราเสียทำให้นพัชมองเห็นหนทางโปร่งโล่ง การออกไปดื่มกินและเต้นรำให้สุดเดชในคืนนี้จะกลับมาจบด้วยการ ‘ฉลอง’ เสียอีกกี่รอบก็ได้!

“รู้… ฉันรู้ว่าคุณยุ่งแค่ไหน…” อริสราพูด… อยากด่า อยากจิกกัดให้สาแก่ใจ หากก็ยั้งตัวเองไว้ ในเมื่อใจสกาวยังไม่ได้พูด เธอก็ไม่ควรพูดอะไรมากไปกว่านี้

หญิงสาวตัดบทยุติการพูดคุยเพียงเท่านั้น แม้จะไม่ล่วงรู้ถึงความคิดและแผนการในคืนนี้ของอีกฝ่าย หากการได้เห็นความประพฤติของนพัชตลอดมากับเรื่องราวที่เกิดขึ้นและทำให้เพื่อนสาวของเธอต้องแตกสลายเช่นนี้ก็ทำให้อริสราชิงชังเหลือจะเอ่ย ได้แต่ครุ่นคิดว่า นี่มันดอกอุตพิดชัดๆ ที่ณัฐพรไปสรรหาจัดการมาปักแจกันที่ชื่อใจสกาว

กลายเป็นอริสราที่นอนไม่ค่อยหลับไปทั้งคืนขณะที่ใจสกาวหลับสนิทแล้วตื่นแต่เช้าตรู่ตามนิสัย ลุกขึ้นจัดการกับธุระส่วนตัวก่อนไปเปิดตู้เย็นเจอเอาไข่ไก่กับเบคอนเข้าก็อดไม่ได้ที่จะทำอาหารเช้าไว้ให้เพื่อนรัก

ผู้เป็นเจ้าของสถานที่โผล่หน้าออกมาจากห้องนอนตอนที่ไข่ดาวสุกพร้อมพอดี อริสรายิ้มขันๆ นั่งลงร่วมโต๊ะแล้วทักว่า

“กินลงแล้วหรือน้องหนู ไม่อ้วกออกมาเต็มโถเหมือนเมื่อวานนี้อีกนะ”

“ไม่แล้วล่ะ” หญิงสาวพลอยยิ้มขันไปด้วยแม้ว่าในดวงใจจะยังหน่วงหนักไปด้วยความผิดหวังและว้าเหว่ ทั้งคู่นั่งรับประทานอาหารไปเงียบๆ แล้วใจสกาวก็หลุดปากพูด… เรื่องที่ผ่านไปแล้ว ไม่ผ่านไปง่ายดายนัก มันยังวนเวียนอยู่ในหัวใจของเธอ

“มันเป็นเพราะน้องหนูไม่ได้ให้ในสิ่งที่เขาอยากได้ใช่ไหม… ทำให้เขาต้องหาจากคนอื่น” หญิงสาวหลุดปากออกมาเป็นคำถาม… อันที่จริงก็ฉิวเฉียดจวนเจียนหลายหนที่เธออยากตามใจเขาด้วยความรักความเชื่อมั่น ถ้าจะไม่มีนางพเยาว์ป้วนเปี้ยนอยู่ไม่ไกลในห้องชุดบนตึกสูง

…นางพเยาว์ที่บิดาของเธอยืนยัน ‘ให้พี่เยาว์ไปอยู่เป็นเพื่อน’ สวนทางกับคำแนะนำของภรรยาสาว… ใจสกาวไม่รู้ว่าระหว่างครอบครัวใหม่ลูกสาวคนใหม่กับลูกสาวสุดที่รักที่เป็นภาพจำของความหลังอันแสนสุข บิดาของเธอเองนอกจากจะทำงานหนักแล้วก็ยังต้องบริหารจัดการทั้งสองด้านเพื่อประคับประคองบรรยากาศรอบๆ ตัวให้ราบรื่นเช่นกัน

เขาจะยืนหยัดมั่นคงในสิ่งที่จำเป็น ให้ณัฐพร ‘รู้’ ว่าขอบเขตที่เขายอมรับได้นั้นอยู่ตรงไหน ธีรชัยยินยอมให้นพัชเข้าใกล้ชิดดูแลใจสกาวเพราะเห็นแก่คำยืนยันของภรรยาและเห็นว่าชายหนุ่มผู้นั้นดีพร้อมทั้งการศึกษา มารยาท และพื้นฐานทางครอบครัว

หากเขาก็ยังไม่ต้องการให้ลูกสาวคนแรก ลูกสาวผู้อ่อนหวาน สดใส มองโลกและคนได้เพียงแง่มุมเดียว ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับที่เขากำลังยืนอยู่ในเวลานี้ง่ายดายและรวดเร็วเกินไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมาธีรชัยเชื่อมั่นและชื่นชมในตัวณัฐพร… เชื่ออย่างไม่มีข้อกังขาว่าฝ่ายนั้นรักลูกสาวคนแรกของเขาอย่างจริงใจ เขาเห็นด้วยกับการให้ใจสกาวไปอยู่ใกล้สถานศึกษาและที่ทำงานเพื่อให้สะดวกกับการเดินทาง หากการจะให้ไป ‘อยู่คนเดียว’ ตามที่ณัฐพรบอกก็กลายเป็นปุ่มปมเล็กๆ ของเส้นด้ายบนผืนผ้าไหมเรียบลื่น

หากหญิงสาวผู้นั้นก็ฉลาดพอที่จะหยุดแล้วยินยอมให้นางพเยาว์ไปอยู่กับใจสกาวตามความต้องการของเขาอย่างง่ายดาย… ปุ่มปมบนเส้นด้ายเส้นเดียวจึงถูกลืมเลือนแล้วมองข้าม…

“อะไรนะ น้องหนูยังจะมองว่าเป็นความผิดของน้องหนูเรอะ…” อริศราร้องลั่นก่อนพูดรัวเร็ว “น้องหนูรักเขา แล้วน้องหนูเคยคิดจะทำแบบนี้กับคนอื่นไหม ไม่เคยไช่ไหมล่ะ แค่จะชายตามองคนอื่นยังไม่เคยคิด จริงไหม”

ความเจ็บปวดเศร้าสร้อยที่ได้เห็นในแววตาของเพื่อนทำให้อริศรายิ่งเกิดโมโห คนคู่นี้มาป้ายสีสกปรกลงบนความสดสะอาดที่เพื่อนของเธอเคยมี

“ที่สำคัญ ถ้าเป็นเพราะเหตุผลนั้น ไอ้นายนพัชยิ่งไม่มีค่าคู่ควรกับคนดีๆ คนซื่อสัตย์ตรงไปตรงมาอย่างน้องหนู อย่างมันแค่ได้ท่อระบายน้ำก็สาสมคู่ควรแล้ว”

ถ้อยคำของเพื่อนทำให้ใจสกาวกลับมายิ้มขำได้อีกตามเคย ความเจ็บปวดลดลงแม้ว่าความผิดหวังจะยังคงมีเท่าเดิม และมันทำให้ภาพที่ได้เห็น ภาพ… การระบายน้ำ… ของคนทั้งคู่กลายเป็นความน่าขบขันและน่าสมเพช

ดูเอาเถอะ ใครหนอที่บอกว่าการมีความสัมพันธ์ทางเพศก็เหมือนกับการกินอาหารเมื่อหิวก็ต้องกิน… ในสายตาของใจสกาว… นั่นมันแค่กินอาหารเสียที่ไหน มันต้องเปิดเปลือยอารมณ์และร่างกาย มันต้องแลกเปลี่ยนแนบชิดกันทั้งทางกายภาพและจิตวิญญาณ มันคือกิจกรรมที่ควรทำเฉพาะกับคนที่ต่างฝ่ายต่างรักอีกฝ่ายเท่าๆ กับที่รักตัวเอง

…ไม่ใช่แค่กินข้าวด้วยกันสักหน่อย!

“น้องหนูโชคดีแล้วที่คุณพ่อมองการณ์ไกล ส่งป้าเยาว์มาให้อยู่ด้วย จะไปไหนนานเกินก็เป็นห่วงว่าแกจะอยู่คนเดียว กลับมาจากเรียนหนังสือ กลับมาจากทำงานก็ไม่ต้องอยู่ตามลำพัง… ถ้าน้องหนูตัดสินใจจะเลิกกับมัน เอ๊ย! เขาจริงๆ ก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกว่าตัวเองโง่มากนัก”

“แค่นี้ก็รู้สึกว่าตัวเองโง่มากแล้วจ้ะ” ใจสกาวสรุป

ความสร้อยเศร้าและครุ่นคิดในดวงตาของเพื่อนทำให้อริศราหยุดไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป… เธอเชื่อมั่นว่าหากใจสกาวได้ระบายความโกรธและความคั่งแค้นในใจตนออกมาเสียบ้าง เจ้าหล่อนจะก้าวข้ามความรู้สึกผิด ความผิดหวัง ความเสียใจที่ยังท่วมท้นอยู่ภายในได้ง่ายขึ้น

“นี่โกรธ… โมโห… บ้างไหมเนี่ย” ในที่สุดผู้เป็นเจ้าของบ้านก็ถาม และฝ่ายคนถูกถามก็พยักหน้าแรงๆ

อริศรารวบจานชามที่รับประทานเสร็จแล้วไปใส่เครื่องแล้วจูงมือเพื่อนมานั่งที่ห้องนั่งเล่น กดโทรศัพท์ เปิดลำโพงให้อีกฝ่ายได้ยินด้วย

“เพื่อนสนิทของอลิสเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ในบาร์ที่ยายแองเจลล่าชอบไป ตอนนี้ก็กลายเป็นที่โปรดของนายนพัชด้วยแหละ” เสียงตอบรับดังมาจากปลายสาย และหญิงสาวก็พูด “เมื่อคืนเพื่อนฉันไปหรือเปล่า”

“เพื่อนคนไหนล่ะ อลิส เพื่อนเธอตั้งครึ่งเมืองแมนฮัตตัน” อีกฝ่ายเย้า

“ที่เป็นหนุ่มไทยมาเรียนป.โทน่ะ หลังๆ ชอบมากับผู้หญิงที่เคยเต้นรำอยู่ที่บาร์…” เธอเอ่ยชื่อแล้วอีกฝ่ายก็ติงขันๆ

“นึกออกละ ไหนอลิสบอกว่านั่นแค่คนรู้จัก… เมื่อคืนมากันทั้งสองคน ดื่มเข้าไปเยอะเชียว ได้ยินว่าผู้หญิงได้บทอะไรสักบทในบรอดเวย์ เหมือนคนเก่าประสบอุบัติเหตุ เขาเอาตัวสำรองขึ้นมาเล่นแทน แล้วยายนี่ก็เข้าไปแทนตัวสำรอง ได้เล่นสัปดาห์ละรอบมั้ง จำไม่ได้” เสียงเขาหัวเราะอยู่ในลำคอเมื่อเล่าต่อ

“ผู้หญิงเต้นรำเหวี่ยงไปทั่งห้องเลยนะ อาศัยเจ้าหล่อนสวย ขี้เล่น เลยไม่มีใครว่าอะไร… ลากกันกลับออกไปตอนสักตีสองละมัง”

นั่นคือตอนที่เธอฝันร้าย! ฝันว่าเดินทะลุกำแพงหมอกออกมาเจอโลกที่ไม่รู้จัก! โลกที่มีเส้นทางทอดยาว เปลี่ยวเหงา โลกที่เธอไม่อาจคาดเดาได้ว่ามีสิ่งใดรออยู่ และเมื่อจะถอยกลับคืนไปสู่โลกใบเดิม กำแพงหมอกที่เพิ่งข้ามผ่านก็กลายเป็นผนังหิน

“ขณะที่น้องหนูเจ็บปวด โศกเศร้าแทบตาย… เขากลับออกไปสนุก! ไปฉลอง ไปดื่มกิน” ใจสกาวอุทาน และที่สำคัญนพัชไม่ได้คิดแม้แต่จะเป็นห่วงเธอเลยแม้แต่น้อย

…จริงๆ แล้วพวกเขาอาจโล่งใจที่เธอออกมาจากชีวิตของพวกเขาเสียได้… ความโกรธที่เธอเก็บกักเอาไว้ก็เริ่มคุกรุ่น มันค่อยๆ ทะลักผ่านรอยแยกราวลาวาทะลักผ่านผิวเปลือกโลก

“พวกเขาคงยังไม่รู้ว่าน้องหนูรู้” อริศราคาดเดา และใจสกาวก็ต่อความ

“เขายังมองว่าน้องหนูโง่ หูหนวก ตาบอดเหมือนเดิม”

“ไปเก็บข้าวเก็บของของน้องหนูออกมาและไปประกาศกันไหม… ว่าน้องหนูรู้แล้ว… อีห้าไอ้เฮีย” อริศราประดิษฐ์ถ้อยคำเรียกอีกฝ่ายอย่างน่าขันแล้วประกาศแทนเพื่อน “อย่ามานึกว่าฉันโง่ อย่ามาคิดว่าฉันไม่มีพิษนะ”

ในที่สุดสองสาวก็ออกจากอาคารที่พัก หนึ่งในกระเป๋าสะพายใบโตที่ถืออยู่มีสีสเปรย์สองกระป๋องนอนนิ่ง

อริศรารู้ดีว่าไม่ว่าจะโกรธแค้นสักปานใด หากธรรมชาติวิสัยและห้วงเวลาที่เพิ่งผ่านความแตกสลายเช่นนี้ เพื่อนสาวของเธอยังไม่อาจจะเผชิญหน้ากับทั้งนพัชและแองเจลล่าโดยที่ไม่เป็นฝ่ายระเบิดออกมาเป็นน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ได้

หญิงสาวจึงเลือกนั่งรออยู่ที่ร้านกาแฟตรงมุมถนนแล้วต่อโทรศัพท์อีกสองสามสายจนได้ความว่า แองเจลล่ามีนัดซ้อมครั้งแรกเวลาบ่ายสอง และนพัชก็มีคลาสต้องเข้าในเวลาบ่ายสองเช่นกัน

ภาพคนสองคนเดินเคียงคู่เกาะเกี่ยวบางจังหวะถึงขั้นบดเบียดเสียดสี… พูดคุยและหัวเราะด้วยกันแบบลืมโลก… มุ่งหน้าตรงไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินด้วยกัน… ภาพที่ราวกับว่าโลกทั้งใบมีเพียงคนสองคน ใจสกาวคนนี้เป็นคนนอก เป็นเพียงฝุ่นผงที่ปลิวมาติด แค่ปัดๆ ไปเสียก็พ้นตัวนั้นทำให้ความโกรธยิ่งพลุ่งพล่านเดือดดาล

มันผลักดันให้เธอกล้าไขกุญแจแล้วเดินเข้าไปในห้องพักเล็กๆ ของนพัช อริศราตรงรี่เข้ามาช่วยเก็บกระเป๋า เมื่อเสร็จแล้วก็ยกมันออกไปวางไว้ข้างประตู ขณะที่เธอกำลังหากระดาษสักใบจะเขียน ‘ประกาศ’ ว่าเธอรู้แล้ว แล้วนำไปติดไว้ที่ตู้เย็นเหมือนเช่นที่คิดว่าควรทำนั่นเอง สีสเปรย์กระป๋องหนึ่งก็ถูกส่งใส่มือ

ความเสียดายเวลาร่วมห้าปี ความเสียดายหัวใจและความรู้สึกดีๆ ที่เคยมอบให้ ความคั่งแค้นเดือดดาลที่รู้สึกว่าทั้งสองคนเห็นเธอเป็นคนโง่ ความเจ็บปวดที่นพัชเอาหัวใจรักที่เธอมอบให้ไปเหยียบย่ำอย่างไร้ค่าใต้ฝ่าเท้าถูกระบายออกมาเมื่อเธอกดปุ่มสเปรย์สีออกจากกระป๋อง…

หญิงสาวอยากเขียนถ้อยคำหยาบคายให้สาสมแต่ก็นึกไม่ออกด้วยไม่เคยใช้ถ้อยคำแบบนั้นมาก่อนจึงเลี่ยงไประบายออกด้วยภาพวาด ไม่กี่นาทีถัดมาฝาผนังด้านหัวเตียงก็เกิดเป็นภาพกำปั้นกับนิ้วกลางชูเด่น อริศราหัวเราะแล้วตรงเข้ามาใช้สีอีกกระป๋องพ่นเป็นรัศมีรอบๆ ภาพให้มันดูเด่นขึ้นไปอีก

ถัดมาก็คือผ้าห่ม ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน รูปภาพ ฝาผนังอีกสามด้านที่เหลือรวมทั้งเสื้อผ้าเกือบทุกชิ้นก็เปียกเปื้อนสีสเปรย์เลอะเทอะ ยกเว้นเพียงแต่ชุดเต้นรำของแองเจลล่าที่ใจสกาวยึดมือเพื่อนไว้เมื่อบอกว่า

“เครื่องมือทำมาหากินของเขา ยกเว้นไว้เถอะ”

สุดท้ายใจสกาวก็เข้าไปในครัว อริศราตรงเข้าช่วยเพื่อนด้วยการเปิดเบียร์ทุกกระป๋อง เปิดไวน์ทุกขวดแล้วเทลงบนพื้น หยิบอาหารแช่แข็งออกมาเจาะโยนไว้ในอ่างล้างมือแล้วเปิดน้ำทิ้งไว้ อีกไม่นานมันก็จะบวมพองหมดสภาพกินไม่ได้อีกต่อไป

…หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของเรื่องหัวเราะคิกคักอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ทั้งๆ ที่น้ำตาคลอเต็มตา เมื่อบรรจงเทน้ำปลา ซอสญี่ปุ่น โรยพริกป่น น้ำตาล และผงกาแฟลงไปบนโต๊ะ ‘ตัวนั้น’…

 

-โปรดติดตามตอนต่อไป-

Don`t copy text!