ดวงใจระบายสี บทที่ 12 : เพื่อพ่อจ๋าและครอบครัว

ดวงใจระบายสี บทที่ 12 : เพื่อพ่อจ๋าและครอบครัว

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

๑๒

 

ความขบขัน ความสาแก่ใจที่เกิดขึ้น ทำให้ความโกรธเกรี้ยว ความเสียใจที่อัดแน่นอยู่ในใจของใจสกาวคลายไป ทว่าหญิงสาวก็ยังสลัดความรู้สึกผิดหวัง ความรู้สึกโดดเดี่ยว ความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่ไม่ออก

เมื่อเป็นดังนี้ ตลอดทางที่เดินทางกลับกันมาบนรถไฟใต้ดิน เธอจึงเงียบ… เงียบกริบ… ทั้งเงียบและเศร้าสร้อยจนกระทั่งอริศราไม่กล้าชวนพูดคุยหรือทำอะไรแผลงๆ เพิ่มเติมอีก จนกระทั่งย่างเท้าเข้าไปในอพาร์ตเมนต์แล้วได้เห็นมารดาของเพื่อนสาวนั่งรออยู่

ฝ่ายนั้นกางแขนออก… เห็นได้ชัดว่าคงรู้ทุกเรื่องราวจากลูกสาวคนเดียวแล้ว… คุณอมรากุลเรียกเบาๆ “น้องหนู… ไม่ได้เจอกันนานมาก มาหาป้ามา… ขวัญเอ๋ย ขวัญมา… อยู่กับเนื้อกับตัวนะลูกนะ” เพียงเท่านั้นใจสกาวก็เดินเข้าหา ซุกหน้าลงในอ้อมอก แล้วร้องไห้ออกมาอีกครั้ง ร้องอย่างหนักหน่วงและยืดยาว

สองแม่ลูกปล่อยให้ใจสกาวระบายความทุกข์ ความว้าเหว่ที่เกิดขึ้นออกมากับน้ำตาจนพอใจแล้ว ผู้สูงวัยจึงบอก

“ร้องไห้ครั้งนี้ก็พอแล้วนะลูก เราแค่เสียดายเวลา เสียดายใจของเรา แต่ไม่ได้เสียดายเขาเลยใช่ไหม”

“ไม่ค่ะ น้องหนูไม่ได้เสียดายเขา” หญิงสาวสูดน้ำมูกเสียดัง “แค่ผิดหวัง รู้สึกว่าตัวเองถูกทรยศ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนโง่”

“คนที่โง่น่ะคือเขาไม่ใช่น้องหนู ดีแล้วละที่เรารู้ก่อน ไม่หลงเอาคนอย่างนี้มาทำพันธุ์” อีกฝ่ายก็พูดจาโผงผางไม่เกรงใจคน ซ้ำยังเลือกใช้ถ้อยคำรุนแรงแหลมคมแบบที่ฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าอริศราถอดแบบมาจากใคร

“น้องหนูบอกว่าตัวเองโง่เพราะไว้ใจ เพราะไม่เคยคิดสงสัยเลยน่ะค่ะแม่” เพื่อนสาวของเธอเสริม ยังมีความโกรธกรุ่นๆ อยู่ในน้ำเสียง อริศราไม่ชอบใจเลยที่การกระทำชั่วช้าเลวทรามของนพัชกลับทำให้ใจสกาวคิดโทษตัวเอง คิดว่าตนเองเป็นคนโง่และบกพร่อง

“ไม่ใช่โง่หรอก” คุณอมรากุลหัวเราะแล้วพูดต่อ ให้คำอธิบายอย่างผ่อนคลาย “ความรักมันก็ต้องมาควบคู่กับความไว้วางใจ ถ้าไม่มีความไว้วางใจให้กัน มันก็เรียกว่าความรักไม่ได้… เรื่องแบบนี้ต่อให้อายุมากกว่าน้องหนู ต่อให้อยู่กินกันนานเป็นสิบๆ ปีก็พลาดได้เหมือนกัน อลิสจำเพื่อนคุณพ่อได้ไหมล่ะ” ท่านหันไปถามลูกสาวแล้วเอ่ยชื่อนายพลท่านหนึ่ง

“รายนั้นน่ะพอตายลงไป วันสวดศพวันสุดท้ายมีผู้หญิงกับลูกชายมาที่งานบอกว่าเป็นอีกครอบครัวหนึ่ง… ลูกโตขนาดเรียนมัธยมปลายแล้วนะ ทางนี้ไม่ได้รู้ระแคะระคายเลย… เมียโมโหถึงขนาดวันเผาไม่ยอมไปเผาผี”

ท่านมองอย่างไตร่ตรองแล้วพูดต่อกึ่งปลอบโยนกึ่งให้กำลังใจ

“นั่นคือเรื่องของความไม่รู้… น้องหนูยังดีที่รู้แล้วตัดใจปลีกตัวออกมาและยังรักษาความงามสง่าในตัวตนของตัวเองเอาไว้ได้ ไม่ปล่อยให้เรื่องร้ายฉุดเราให้ต่ำลง ยังมีผู้หญิงอีกมากนักที่ยอมเป็นเบี้ยล่างแบบรู้ว่าเขาหลอกยังเต็มใจให้หลอก…”

ถ้อยคำของคุณอมรากุลเป็นประดุจน้ำทิพย์ชโลมใจ มันทำให้หญิงสาวมั่นใจในตัวเองขึ้น เธอมิได้โง่เง่าดักดาน หากแค่ไม่รู้ ไม่ฉุกใจสงสัย เพราะมอบความรักและความไว้ใจให้เขาจนเต็มปรี่…

ก็ทำไมจะไม่ล่ะ? เขาคือน้องชายของณัฐพรผู้ที่เธอรัก เคารพและไว้วางใจอย่างคนในครอบครัว… นพัชที่เธอรู้จัก ‘คนนั้น’ ช่างแสนดี ดีทั้งตัวตนของตนเอง และดีต่อเธออย่างไม่มีที่ติ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เธอได้พบโลกที่มีแง่มุมอันซับซ้อนและมืดดำ หากความมืดดำนั้นก็ไม่สามารถทำลายเธอได้ กลับมีประโยชน์เสียอีก มีประโยชน์ตรงที่ช่วยขับแง่มุมอันสดใสและงดงามที่เธอมีอยู่ให้เด่นชัดขึ้น… เธอจะยังเป็นคนเดิมแม้ว่าจะไม่เหมือนเดิม

…สีสีหนึ่งได้ปาดป้ายลงแล้ว ใจสกาวคนนี้จะแต่งแต้มต่อเติมให้มันกลายเป็นภาพที่สวยงามทรงคุณค่าให้ได้

“…น้องหนูรู้แล้ว แล้วยังทำได้แบบนี้ ป้าเป็นแม่เป็นพ่อ ป้าต้องภูมิใจแน่ๆ ค่ะ…” จะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ถ้อยคำของท่านในตอนท้ายก็คล้ายกระตุ้นเตือนไปพร้อมกันว่า เธอต้องก้าวต่อไปแล้ว… และต้องคิดต้องไตร่ตรองว่าจะก้าวไปทางไหนดี

“น้องหนูอยู่ที่นี่นะ อยู่กับอลิซ อยู่นานแค่ไหนก็ได้ นี่บอกคุณพ่อหรือยัง เดี๋ยวป้าโทร.บอกให้” ว่าแล้วคุณอมรากุลก็ยกหูโทรศัพท์สั่งให้ใครสักคนต่อสายให้ ท่านมองดวงตาที่ยังฉ่ำน้ำของเธอแล้วบอกเบาๆ

“ถ้าน้องหนูพอจะคุยกับคุณพ่อได้โดยไม่ร้องไห้ออกมา ก็บอกป้านะ พ่อลูกจะได้คุยกัน… ไม่ว่าจะงานยุ่งสักแค่ไหน เสียงของลูกก็ทำให้พ่อแม่ชื่นใจ โล่งใจ สบายใจเสมอจ้ะ”

นี่ช่างต่างจากที่ณัฐพรพูดกับเธอ…‘คุณพ่อยุ่งมาก เราต้องช่วยกันทำให้คุณพ่อสบายใจด้วยการไม่เอาเรื่องจุกๆ จิกๆ ไปกวนใจท่านนะจ๊ะ’ ‘คุณพ่อชอบคนเข้มแข็งและอยู่ได้ด้วยตัวเอง น้องหนูต้องอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ท่านจะได้พอใจ’

ไม่นานนักธีรชัยก็อยู่ในสาย ไม่ทราบว่าเป็นเพราะบารมีของคุณอมรากุล หรือเป็นเพราะอันที่จริงพ่อของเธอมิได้ติดต่อยากเย็น มีขั้นตอนการเข้าถึงที่วุ่นวายมากมายอะไรเลย…

ไม่ใช่ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ใจสกาวมิได้คุยกับบิดา เธอมีเบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของเขา เป็นฝ่ายโทร.หาพูดคุยด้วยอย่างสม่ำเสมอ หากหญิงสาวก็เห็นด้วยกับณัฐพรจึงไม่เคยติดต่อกับบิดาด้วยช่องทางอื่น ไม่เคยโทร.เข้าหาที่บริษัท ไม่เคยติดต่อกับเลขาหน้าห้อง

‘พี่นัท’ บอกว่ามันจะไม่ค่อยงามถ้ามีลูกเมียคอยโทร.ตามผ่านสายโทรศัพท์ของบริษัท ใจสกาวคาดไม่ถึงว่าอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ บรรดาพนักงานที่นั่นล้วนช่างพูดช่างคุย ทุกคนเห็นเธอมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย ความสนิทสนมอาจทำให้การพูดคุยทักทายขยายไปเป็นการเล่าเรื่องที่ไม่ควรเล่า… เรื่องที่ณัฐพรไม่ต้องการให้เธอคิดฉุกใจสงสัย…

การติดต่อกันระหว่างสองพ่อลูกจึงเหลือเพียงการได้พบปะกันทั้งครอบครัวในวันเสาร์อาทิตย์เมื่อเธอกลับบ้าน และการพูดคุยกันผ่านสายโทรศัพท์ส่วนตัว ทุกครั้งหญิงสาวก็ทำอย่างที่ณัฐพรบอกไว้คือเลือกพูดเลือกคุยในเรื่องที่จะทำให้ผู้เป็นบิดาพอใจและเป็นสุข

ทว่า ต่อให้ณัฐพรไม่ได้สั่งความว่ากระไร ใจสกาวก็พยายามทุกวิถีทางอยู่แล้ว… พยายามให้บิดาผู้เป็นที่รักของเธอมีความสุขกับภรรยาและลูกสาวคนใหม่ พยายามให้ตนเองเบาเหมือนปุยนุ่นในชีวิตของเขา… ก็แค่งานและครอบครัวใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น พ่อจ๋าของเธอก็มีเรื่องหนักหนาต้องรับผิดชอบมากพอแล้ว!

…ไม่ต้องพูดไม่ต้องสั่ง เธอก็ไม่ปรารถนาจะเป็นภาระ ไม่ต้องการจะสร้างความทุกข์กังวลให้เขา เรื่องที่เลือกพูดคุย จึงเป็นเรื่องการเรียนเรื่องการทำงาน เรื่องดีๆ งามๆ ที่จะทำให้เขาเป็นสุขและหมดห่วง…

สำหรับเธอ แค่ขอให้พ่อจ๋ามีความสุข แค่ขอให้ครอบครัวที่เธอมีส่วนร่วมอยู่ด้วยนี้สงบและอบอุ่นก็เพียงพอแล้ว

“น้องหนูอยู่กับดิฉันกับอลิสนะคะ แกคงยังไม่ได้ติดต่อหาคุณธีรชัย หรือติดต่อกลับบ้าน มาถึงก็เหนื่อย และยุ่ง… วุ่นวาย… ต้องปรับตัวเยอะตามประสามาเมืองใหญ่ ดิฉันเลยรีบโทร.มาบอกไว้ก่อน นานไปเดี๋ยวจะเป็นห่วงค่ะ”

เสียงที่ตอบกลับมากระตือรือร้น ดีใจและโล่งใจ อย่างปิดไม่มิด ธีรชัยซักถามถึงอริศรา ถามเรื่องการเรียนและความเป็นอยู่ของฝ่ายนั้นก่อนย้ำว่า

“น้องหนูไม่ไปกวนแน่นะครับ”

“ไม่หรอกค่ะ อลิสดีใจที่เพื่อนมาอยู่ด้วย อยากจะพาไปโน่นมานี่ให้ทั่วเมือง เขาอยู่ที่นี่มานานแล้วค่ะ ชำนาญ รู้จักทุกตารางนิ้ว ตอนอยู่ไฮสกูลอยู่โรงเรียนประจำที่นิวเจอร์ซีก็จริง แต่ถ้ามีวันหยุดเขาก็เข้านิวยอร์กมาอยู่ที่นี่ค่ะ” เธอพูดกลั้วหัวเราะ

“รับรองว่าสองสาวคงสนุกกันจนลืมวันลืมคืน”

สุดท้ายปลายสายทางด้านโน้นก็ขอพูดกับใจสกาว สีหน้าและน้ำเสียงของคุณอมรากุลไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย ท่านพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ผ่อนคลายและอารมณ์ดี… เป็นการโกหกอย่างแนบเนียนเหนือชั้น

“ได้ค่ะ เดี๋ยวขอเดินไปดูนิดนึงนะคะ ว่ายังอยู่ในห้องหรือพากันออกไปเดินเล่นข้างนอกเสียแล้ว” ผู้สูงวัยปิดเสียงพูดที่โทรศัพท์แล้วมองหน้าใจสกาวนิ่ง จนกระทั่งเธอพยักหน้ารับคำอย่างหนักแน่นนั่นแหละ ท่านจึงเปิดไมค์แล้วพูดอีกครั้ง

“น้องหนูมาแล้วค่ะ ยังไม่ได้ออกไปไหนกัน สักครู่นะคะ”

“พ่อจ๋า” คำแรกที่ใจสกาวพูดออกไปก็เรียกน้ำตาขึ้นมาคลอเต็มดวงตาของผู้พูด หญิงสาวกลั้นไว้สุดแรงด้วยทิฐิมานะที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองมี… เธอต้องทำให้ได้เพื่อพ่อและครอบครัวแสนสุขสวยงาม “น้องหนูมาอยู่กับอลิสค่ะ คุยกันไม่ยอมจบตั้งแต่… เอ้อ! วันก่อน อลิสพาไปเที่ยวเดอะเม็ทด้วย”

“ดีใจที่น้องหนูมาอยู่กับอลิส” ธีรชัยหลุดปากบอกความในใจก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “น้องหนูชอบงานศิลปะ ได้ไปเดินดูงานที่นั่นคงชอบ และนิวยอร์กมีแกลเลอรีมีมิวเซียมเยอะแยะ อลิสคงพาไปเที่ยวจนครบหมดแหละ”

“ค่ะ ตกลงกันไว้แล้วค่ะ… พ่อจ๋า หนูนิดป็นไงบ้างคะ น้องหนูโทร.กลับบ้านเจอแต่ป้าเยาว์ ป้าเยาว์บอกว่าน้องไม่สบาย…”

“เป็นไข้ แต่คุณนัทกลัวว่าจะชักเลยเอาเข้าโรงพยาบาลเท่านั้นแหละลูก”

เท่านั้นหรือ? จู่ๆ ก็มีคำถามเกิดขึ้นในใจสองพ่อลูกพร้อมๆ กัน โดยเฉพาะธีรชัย… เขานึกถึงการรีบร้อนพาลูกสาวคนเล็กไปโรงพยาบาล ความตกใจจนแทบเสียสติของภรรยาพาเอาเขาคิดอะไรไม่ออกไปด้วย…

เมื่อณิศราไปอยู่ในมือหมอ ไม่มีเหตุอะไรต้องตกใจแล้ว ณัฐพรก็เริ่มพูดอ้อมค้อมถึงความรักความหลงในวัยหนุ่มสาว พูดเป็นนัยว่าการยับยั้งหน่วงเหนี่ยวก็เป็นประดุจคอกที่ไม่วันจะกั้นขวางโคถึกเอาไว้ได้ มันจะดีและปลอดภัยกว่าถ้า ‘เรา’ ทำตัวเป็นพ่อแม่ผู้ปกครองที่ฉลาด ควรผ่อนสั้นผ่อนยาวเพื่อไม่ให้ลูกเตลิดไปด้วยแรงรักแรงหลงมากกว่าที่เป็นอยู่

ณัฐพรทำให้เขาเข้าใจว่าใจสกาวตามมาอยู่กับคู่รัก ตามมาอยู่กับนพัช หรือว่า ณัฐพรเองก็เป็นฝ่ายเข้าใจผิดเพราะลูกสาวคนโตของเขาไม่บอกกล่าวรายละเอียดเช่นกัน… เหมือนอย่างที่ภรรยาเคยพูด ‘น้องหนูพอมีแฟน ก็ไม่ค่อยเปิดเผยเหมือนเคย ซ้ำเราจะซักถามอะไรมากก็ไม่ได้ ต้องระวังไม่ให้เขาระคายใจค่ะ’

“นพัชเป็นอย่างไรบ้าง” ในที่สุดธีรชัยก็ห้ามตัวเองไม่อยู่ เขาออกปากซักถาม

“พี่พัชกำลังยุ่งมากค่ะ ได้เจอกันแว้บเดียว…” ใจสกาวได้ยินเสียงตัวเองแล้วแปลกใจ… เธอสามารถพูดได้อย่างแจ่มใส ไม่มีทั้งความรักและความชังอยู่ในน้ำเสียงแม้แต่นิดเดียว เธอพูดถึงนพัชได้เหมือนพูดถึงใครสักคนที่อยู่ข้างบ้าน ใครสักคนที่นั่งทำงานอยู่ในสถาบันเดียวกับเธอ

“…ได้ทักทายกันพอแล้วค่ะ น้องหนูไม่ไปกวนเขาหรอก อยู่กับอลิสสบายกว่า สนุกด้วย…”

นอกจากธีรชัยจะโล่งอกโล่งใจราวกับยกเอาภูเขาลูกมหึมาที่ทับอยู่บนอกออกไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นในความคิดของเขาก็คือความคลางแคลง… ความคลางแคลงใจในความคิด การกระทำ และคำพูดของณัฐพร

เขาทราบดีว่าใจสกาวเตรียมตัวลาพักร้อนเพื่อเดินทางไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาหากก็เข้าใจตามที่ณัฐพรพูดอย่างกำกวมว่าลูกสาวคนโตจะเดินทางไปกับกรุ๊ปทัวร์จึงไม่เคยใส่ใจคิดห้ามปรามหรือซักถามอะไร

แล้วจู่ๆ ก็กลายเป็นการเดินทางเพียงลำพังเพื่อไปหานพัช พาเอาหนักไปทั้งอกทั้งใจ พื้นฐานชีวิต และวิธีคิดของใจสกาวบอบบางเกินกว่าจะมองสัมพันธ์ทางเพศเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำได้ง่ายๆ สบายๆ แล้วผ่านไปเหมือนการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ…

การรับรู้ที่พลิกผันไปมาทำให้ฉุกคิด… เขาควรจะต้องรอบคอบระมัดระวัง ชั่งใจ และหาข้อมูลด้วยตัวเองให้มากกว่านี้ใช่ไหม แทนที่จะวางใจและปล่อยทุกเรื่องของครอบครัวไว้ในมือของณัฐพร

เคยมีคำกล่าวไว้ว่า ความดีจะกลายเป็นเกราะแก้วปกป้องอาวุธที่สาดใส่ให้สะท้อนกลับ… การฉุกใจคิดของธีรชัยในครั้งนี้ก็คงคล้ายเช่นนั้น… และนี่เป็นเรื่องที่ใจสกาวมิได้คิดไว้ล่วงหน้าเลย

หญิงสาวอ้อยอิ่งพูดคุย ถ่ายทอดสิ่งที่เห็น เรื่องที่ได้รู้ได้ฟังจาก ‘เดอะเม็ท’ กับบิดาแล้วสุดท้ายเธอก็พูด

“ต่อไปนี้น้องหนูจะโทร.หาพ่อที่สายนี้ให้บ่อยขึ้นนะคะ ถ้าพ่อติดประชุมหรือ… ง่า… ไม่สะดวกจะคุยก็โทร.กลับมา…”

ทันทีที่ตัดสายโทรศัพท์ของบิดา ใจสกาวก็เงยหน้าขึ้นพบดวงตาของสองแม่ลูกจับจ้อง… มีความเป็นห่วงเป็นใย และความเข่นเขี้ยวแค้นเคืองปนเปกันอยู่ในดวงตาของอริศรา

“เมื่อกี้มีพนักงานข้างล่างโทร.ขึ้นมาบอก นพัชมารอขอพบน้องหนูอยู่ที่ล็อบบี้… น้องหนูจะลงไปพบเขาหรือไม่ก็ได้นะ ถ้าอยากพบ ป้ากับอลิสจะลงไปด้วย จะไปรออยู่อีกห้อง… ข้างๆ กันจ้ะ… แล้วแต่น้องหนูจะตัดสินใจ” คุณอมรากุลพูดอย่างนุ่มนวล เปิดโอกาสให้เธอได้ประเมินกำลังกายและกำลังใจของตนเอง

หญิงสาวก้มหน้า นิ่งคิดอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนตอบเสียงเบา

“น้องหนูจะลงไปพบพี่พัชค่ะ”

 

-โปรดติดตามตอนต่อไป-

Don`t copy text!