ดวงใจระบายสี บทที่ 13 : สลักทุกตัวถูกถอด

ดวงใจระบายสี บทที่ 13 : สลักทุกตัวถูกถอด

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

๑๓

 

ชายหนุ่มที่นั่งรออยู่ในห้องโถงของอพาร์ตเมนต์ดูแล้วก็เหมือนกับชายหนุ่มคนเดิมที่ใจสกาวเคยรัก เคยเชื่อมั่น และพึ่งพามาตลอดเวลาร่วมห้าปี หากนั่นคือสิ่งที่ตาเห็นเท่านั้น… เห็นผิวขาวเหลืองสะอาดสะอ้าน เห็นจมูกปากได้รูปงาม คิ้วเข้มและดวงตาแจ่มใสอย่างที่หนุ่มน้อยผู้ถึงพร้อมด้วยการศึกษาและการอบรมพึงมี

ทว่า หญิงสาวสัมผัสได้เสียแล้วว่าลึกลงไปกว่านั้นมีความซับซ้อน มีซอกหลืบแง่มุมอันสกปรกเลอะเทอะมากกว่าที่ดวงตามองเห็น… ซอกหลืบแง่มุมที่น่ารังเกียจนั้นนอกจากการทรยศขบถรักแล้ว ก็คือการมองหมิ่นว่าเธอช่างโง่เง่า… หมิ่นหยามกันถึงขนาดกล้าทำสิ่งที่ไม่ควรทำใต้จมูกเธอ

“น้องหนู” นพัชผุดลุกขึ้นทันทีที่ใจสกาวปรากฏตัว… และเมื่อหญิงสาวไม่นั่ง ชายหนุ่มจึงต้องยืนนิ่งอยู่เช่นนั้น แม้ว่าเขาจะอยากให้เธอได้นั่งลงพูดคุยกับเขา เข้าใจ และเปิดกว้างกับเขาอย่างที่ ‘น้องหนู’ คนเดิมเคยทำตลอดมา

“นี่ไม่ใช่น้องหนูคนเดิมของพี่เลยนี่นะ น้องหนูไม่เคยทำอะไรแผลงๆ อย่างนี้… รู้ไหมว่าที่ทำมันคือการทำลายข้าวของของคนอื่น มีโทษทางกฎหมายนะคะ นี่ถ้าไม่ใช่พี่…” คำพูดของเขาบอกชัดว่าเจ้าตัวคงกลับไปเจอสีสเปรย์เปื้อนเปรอะไปทั้งห้อง หากก็ยังคาดไม่ถึงว่าเธอได้ ‘เห็น’ เขาจนทะลุปรุโปร่งแล้ว

“พี่พัชจะแจ้งความได้นะคะ แจ้งความว่าน้องหนูโกรธจนทำลายห้องและข้าวของของพี่พัช” รอยยิ้มของใจสกาวแปลกไป และวิธีการพูดตัดคำพูดที่ยังไม่จบของเขาก็ยิ่งแปลก… แปลกจนความสังหรณ์เริ่มไต่ขึ้นมาตามสันหลัง

“อย่าโกรธพี่เพราะเชื่อคำคนอื่นเลยนะ… อลิสเขาไม่ชอบหน้าพี่ คนรู้กันทั้งเมือง” นพัชพูด อบอุ่นและอ่อนโยนเหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอดเวลาหลายปี

“อย่าว่าอลิส” ใจสกาวขัดขึ้นทันควัน การเอ่ยโทษอริศราทำให้เธอยิ่งโกรธและสมเพชเวทนา “พี่พัชคงเห็นว่าน้องหนูโง่มากถึงขนาดต้องเชื่อคนอื่น เหมือนอย่างที่เชื่อพี่มาตลอดเวลาเกือบห้าปีหรือคะ น้องหนูอยากจะบอกว่าสิ่งที่น้องหนูให้พี่ตลอดเวลาห้าปีไม่ใช่ความเชื่ออย่างงมงาย มันคือความรักและความไว้ใจค่ะ”

แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ไม่อยากเชื่อว่าตนเองจะสามารถพูดออกมาได้ชัดเจนกระจะแจ้งเช่นนี้ มันทำให้ใจสกาวยิ่งมั่นใจในตนเอง เธอมิใช่คนโง่… ไม่ใช่เลย… เธอแค่มีความสัตย์ซื่อถือมั่น มีความตรงไปตรงมา และคิดว่าคนที่เธอรักทุกคนจะมีคุณค่าเท่าเทียมกับเธอ… เป็นคนเช่นเดียวกับเธอเท่านั้น

ในที่สุดหญิงสาวก็บอก… บอกว่านพัชอย่าได้คิดบ่ายเบี่ยงอย่าได้คิดกล่าวโทษใครอีกเลย ทั้งยังบอกไปพร้อมๆ กันว่าเธอมิได้กลัวแม้แต่น้อย เพราะเขาเองก็จะเป็นฝ่ายถูกต้อนจนจนมุมเช่นกัน

“… พี่พัชไม่คิด… คิดไม่ถึง… ว่าน้องหนูจะเปิดประตูเข้าไปได้รู้ได้เห็นด้วยตัวเองใช่ไหมคะ เอาซิคะ ถ้าที่น้องหนูทำมีความผิด พี่พัชจะเอาโทษหรือจะเรียกค่าเสียหายอะไรก็ได้ค่ะ ดำเนินการเลย น้องหนูจะอธิบายสาเหตุและเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับพ่อ กับพี่นัทเอง”

แม้ว่าวิธีการเรียกตัวเองและทุกถ้อยคำของใจสกาวจะยังเหมือนเดิม สุภาพและอ่อนหวานอย่างที่เคยเป็น หากสีหน้าสีตาและความนัยในนั้นก็บอกชัด… มันทำเอานพัชชาวาบไปทั้งกาย หน้าแดงก่ำแล้วกลับซีดเผือด

นี่เป็นเพราะเขาสะเพร่าเอง เพราะจดหมายน้อยที่ใจสกาวติดเอาไว้ที่หน้าตู้เย็นทำให้มั่นใจว่าเส้นทางจะโปร่งโล่ง ซ้ำวินาทีนั้น เส้นทางร้อนเร่าที่เปิดกว้างรอเขาอยู่บนโต๊ะก็ยั่วยวน… ดึงดูด… ให้ก้าวเข้าไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง

ชายหนุ่มพยายามอ้อนวอน พยายามหาเหตุผลกลบเกลื่อน ถึงอย่างไรใจสกาวก็คือคนที่เขารักและเห็นอนาคตร่วมด้วย อนาคตที่ก้าวหน้า มั่นคง มั่งคั่ง และแสนสุขสงบ

“น้องหนู พี่ขอโทษ… พี่ขอโทษ…” นพัชละล่ำละลักเอ่ยคำ รู้ดีว่าตนเองควรขอโทษ และหญิงสาวคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคนนี้แหละที่ช่างเข้าอกเข้าใจคนทั้งโลก ซ้ำยังเป็นคนที่ยกโทษให้ผู้คนได้ง่ายๆ ที่สุดในโลกเช่นกัน

“พี่ผิดไปแล้ว แต่น้องหนูต้องเข้าใจนะ พี่เป็นผู้ชายพี่ต้องมีทางระบายออก และแอง… เอ๊ย! ผู้หญิงคนนั้น เขาเป็นอเมริกัน ขนบธรรมเนียมของเขาไม่ถือสา…”

“เขาถือค่ะ… ถือเรื่องการชีตติ้ง… เรื่องการนอกใจ เรื่องการทรยศ… ที่เขา ‘ไม่ถือ’ กับพี่พัชก็เพราะพี่พัชจงใจ… พลิกเรื่องเพียงนิดเดียว พลิกว่าเขาจะไม่อยู่ด้วยถ้ารู้ว่าเราเป็นคู่รัก ทั้งๆ ที่ควรบอกเขาไปตรงๆ ว่าให้เขามาอยู่เป็นเพื่อน เพื่อให้ครอบครัวของเราสบายใจ” หญิงสาวถอนใจ ก่อนย้ำ

“และน้องหนูก็ไว้ใจและเชื่อพี่พัชเสมอ… พี่พัชเจตนาให้น้องหนูบอกเขาตั้งแต่วันแรกว่าเราเป็นพี่น้องกัน… ให้เขาเข้าใจอย่างที่เขาเข้าใจตลอดมาว่าพี่พัชไม่ได้คบหากับใคร…”

ชายหนุ่มผู้ฟังขนลุกเกรียว ใจหายวาบรู้สึกว่าตนเองกำลังกระเด็น… ราวกับถูกใครถีบ… ออกมาจากที่นั่งที่มั่นคงและงดงามที่สุดในชีวิต นี่เป็นเพราะเขา อาจรวมถึงณัฐพรด้วย ที่ตื้นเขินจนมองว่าความซื่อ ความอ่อนโยนและเชื่อฟังของใจสกาวคือความโง่เซ่อจนถึงขั้นไม่ทันคน

ที่แท้มันคือความตรงไปตรงมา ความใจดี ปรารถนาดีต่อผู้คน และความสะอาดสดใสเท่านั้น… ซ้ำวันนี้วินาทีนี้เขาก็กำลังเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งที่ไม่เคยรู้ว่ามี… ชายหนุ่มดิ้นรนไขว่คว้ายึดเอาไว้ด้วยสิ่งสุดท้ายที่อยู่ในมือ

“น้องหนู พี่รักน้องหนูนะคะ รักน้องหนูคนเดียวมาตลอดเวลาห้าปี ในใจพี่มีแต่น้องหนู… ผู้หญิงคนนั้นเป็นแค่เรื่องทางกาย เรื่องธรรมชาติเท่านั้น เขาไม่ได้มีค่าอะไรอยู่ในใจพี่เลย…”

คราวนี้คนที่ขนลุกเกรียวคือใจสกาว ถ้อยคำของนพัชสะท้อนแนวคิดของเขา แนวคิดดูหมิ่นผู้อื่น ดูถูกชีวิตอื่น… เห็นแก่ตัว… เห็นแก่ความสุขส่วนตัวอย่างเหลือหลาย

“พี่พัชพูดจาได้น่ารังเกียจเหลือเกิน” เสียงอุทานของเธอขัดจังหวะคำพูดของนพัช ชายหนุ่มมองลงมาเห็นความประหลาดใจ และความผิดหวังมากมายในดวงตาของใจสกาว มันบอกชัดว่าเธอหมายความอย่างที่พูดจริงๆ

“พี่พัชไม่ต้องพูดอะไรแล้วค่ะ ยิ่งพูดพี่ยิ่งดูแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่… เอาเป็นว่าไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวอะไรกับน้องหนูอีกแล้วนะคะ น้องหนูจะนับถือและยอมรับพี่พัชไว้ในฐานะที่เป็นน้องชาย… เป็นลูกผู้น้องของพี่นัทเท่านั้นค่ะ”

หญิงสาวสรุปจบเรื่องด้วยการหันหลังกลับเตรียมผละจากมา และวินาทีนั้นเธอก็คิดได้… ตลอดชีวิตนี้เธอมีผู้อื่นให้พึ่งพิง มีผู้อื่นคอยก้าวเข้ามาช่วยปกป้องดูแลอยู่ตลอดเวลา… ถึงเวลาแล้วที่เธอควรจะสยายปีกและหมั่นลับเขี้ยวเล็บของตนเองบ้าง เธอจึงหันกลับแล้วพูดก่อนผละจากมาด้วยเสียงและท่าทีแบบที่อีกฝ่ายไม่เคยเห็น

“น้องหนูหวังว่าพี่พัชจะไม่มารบกวนน้องหนูแล้วนะคะ เรื่องนี้น้องหนูยังไม่ได้บอก ยังไม่ได้เล่ารายละเอียดให้พ่อฟัง อย่าให้น้องหนูรำคาญใจจนต้องบอกพ่อเลยค่ะ พี่พัชจะทำให้พี่นัทต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยเปล่าๆ”

…ณัฐพรคงโกรธเกรี้ยว และยิ่งหากเรื่องนี้ทำให้ครอบครัวของเจ้าหล่อนเป็นรอยร้าว ทำให้เกิดเงาดำแห่งความสงสัยขึ้นในใจของธีรชัย… เขาคงไม่พ้นถูกกล่าวโทษว่าเป็นต้นเหตุ…

นพัชตัดสินใจว่าจะไม่ ‘รบกวน’ ใจสกาว อย่างน้อยก็ในเวลาที่เพิ่งเกิดเรื่องใหม่ๆ อย่างนี้ แต่จะให้วางมือไปเลยน่ะหรือ… คงไม่!… สาวน้อยผู้นี้เพียบพร้อมเกินกว่าที่เขาจะยอมวางมือ!

เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มคิดเสียดายที่ไม่ได้ใช้เหลี่ยมเล่ห์ ไม่หักหาญรวบรัดผูกมัดใจสกาวเอาไว้อีกขั้นหนึ่ง ตอนนั้นเขามัวแต่เห็นแก่ความชื่นชมเอ็นดูที่นางพเยาว์มีต่อเขา ทั้งยังเกรงเกือบกลัวดวงตาคมนิ่งที่ธีรชัยมักมองมาทางเขาเสมอๆ

หากเขาตัดใจให้เด็ดขาด กล้าทำเสียตั้งแต่วันนั้น ด้วยลักษณะนิสัย ด้วยการอบรมและด้วยความเชื่อที่มีมาทั้งชีวิต ผู้หญิงอย่างใจสกาวคงไม่สามารถหันหลังเดินผละจากเขาไปได้ง่ายๆ เช่นนี้

ในเวลาเดียวกันนั้นเองหญิงสาวผู้เดินกลับเข้าไปในห้องด้านในที่คุณอมรากุลกับอริศรานั่งรออยู่ก็กำลังนึกขอบคุณเทวดาฟ้าดินไปพลาง… คงเป็นคุณย่าและความดีความงามที่ได้ปฏิบัติมาตลอดชีวิตคุ้มครองด้วย ที่ทำให้เธอได้รู้ได้เห็นทันการณ์

…เธอช่างซื่อ ที่คิดว่าจะมาเยี่ยม คิดว่าจะมาอยู่ด้วย คิดว่าจะเป็นไรไปในเมื่อเรารักกัน คิดว่าเขาเป็นคนดี…

ที่แท้ แค่ถอดกางเกงออก เขาก็กลายเป็นสัตว์เพศผู้ที่ทำทุกอย่างตามอารมณ์ ตามแรงเรียกร้องของธรรมชาติ โดยไม่คิดถูกคิดผิด ไม่คิดถึงความรักและความซื่อสัตย์อย่างที่เธอเป็นและคิดว่าเขาควรเป็น

นพัชเป็นได้แค่นั้นเอง เป็นได้แค่เท่าที่เธอได้เห็นด้วยความบังเอิญ!

 

ใจสกาวใช้เวลาอีกสองสามวันถัดมาในอพาร์ตเมนต์ของเพื่อน หัวใจของเธอจมดิ่งลงสู่ความเศร้าและความว้าเหว่เป็นพักๆ จนอริศราแทบไม่อยากออกไปไหน ตั้งใจนั่งเฝ้าเพื่อนทั้งวันทั้งคืน แม้ผู้เป็นมารดาจะกระซิบบอกก่อนจาก

‘น้องหนูไม่เป็นไรหรอก ไม่ใช่อารมณ์แปรปรวน นี่แค่ขั้นตอนทางจิตวิทยาธรรมดาๆ ไม่มีมนุษย์คนไหนหรอกนะที่ตัดปุ๊บได้ปั๊บ มันต้องเด้งไปเด้งมาระหว่างขั้นตอนที่ควรเป็น เริ่มจากการปฏิเสธ การลดคุณค่าตัวเอง การเกรี้ยวกราด แล้วก็ซึมเศร้า… เชื่อแม่เถอะ เพื่อนของอลิสแข็งแกร่งกว่าที่ใครๆ คิดไว้…’

เมื่อคนขับรถและลิโมซีนที่สั่งไว้มาถึง ท่านก็หันมากอดใจสกาวเอ่ยคำอำลาพร้อมสั่ง ‘ต่อไปนี้เราต้องโทร.หากันบ่อยๆ นะ ป้าวิ่งไปวิ่งมาระหว่างที่นี่กับที่เมืองไทย แต่ไม่ว่าอยู่ที่ไหน น้องหนูโทร.ได้เสมอ’

แล้วคุณอมรากุลก็ออกเดินทาง ท่านต้องตามไปสมทบกับเพื่อนๆ ที่วอชิงตัน ดี.ซี. แล้ว ‘คุม’ ทุกคนกลับเมืองไทย หากก็บอกกับลูกสาวว่าจะกลับมาอีกครั้งในเดือนหน้า

เพียงแค่สองวันถัดมา ใจสกาวก็มีอาการดีขึ้น หญิงสาวใช้เวลาอยู่ในอพาร์ตเมนต์เป็นส่วนใหญ่ในช่วงที่เพื่อนไปเรียน แล้วเมื่ออริศรากลับมาก็พากันออกชมเมือง เดินเที่ยวกันจนแทบทั่วทั้งแมนฮัตตัน ตั้งแต่ทุกซอกทุกมุมในสวนสาธารณะเซ็นทรัลปาร์กและสวนอื่น ๆ ขึ้นชมทุกยอดของบรรดาตึกสูง เดินเข้าห้องสมุดแห่งนิวยอร์ก สถานีรถไฟแกรนด์เซ็นทรัล ย่านเชลซีมาร์เก็ต ทุกห้องแสดงภาพ และทุกพิพิธภัณฑ์

สุดท้ายอริศราก็พาเพื่อนนั่งกระเช้าข้ามไปเกาะรูสเวสท์แล้วมันก็กลายเป็นสถานที่ที่ใจสกาวติดใจที่สุด เพราะอาคารทิ้งร้างเก่าโทรมหากรูปทรงสวยสง่าราวกับคฤหาสน์ในยุคกอทิกซึ่งตั้งอยู่ในสวนสาธารณะทางตอนใต้ของเกาะ

ยิ่งได้ทราบว่านั่นคือโรงพยาบาลสมอลพ็อกซ์ เมมโมเรียล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ใช้กักกันผู้ป่วยด้วยโรคไข้ทรพิษในสมัยโบราณที่… แน่ละ! วิทยาศาสตร์การแพทย์ในยุคนั้นย่อมมีคนตายมากกว่าหาย หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกถึงตวามเข้มขลังของบรรยากาศ

“น้องหนูชอบไอ้ตึกผีสิงนั่นน่ะนะ จะไปวาดรูป…” อริศราอุทานแกมหัวเราะหากก็ตามใจเพื่อนอีกตามเคย วันรุ่งขึ้นสองสาวจึงหอบสัมภาระออกจากอพาร์ตเมนต์ตั้งแต่เช้า แล้วคนที่ยืนรออยู่มุมตึกก็ก้าวออกมา อริศรายอมเสียมารยาทด้วยการไม่ยอมปลีกตัวไปไหน กลับยืนคุมเชิงอยู่เช่นนั้นหากแองเจลล่าก็ทำท่าเหมือนอีกฝ่ายไม่อยู่ในสายตาเช่นกัน

“ฉันมาขอบใจเธอ ใจสกาวที่ไม่ทำลายข้าวของของฉัน”

“เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรด้วย” หญิงสาวพูดอย่างสงบและสุภาพเป็นงานเป็นการ “และฉันเข้าใจดีว่าเธอต้องใช้ของ… เสื้อผ้า… พวกนั้น ในการเรียน การฝึก และการหางาน”

“จะว่าฉันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็ไม่เชิง เธอเป็นคนซื่อตรงฉันก็จะพูดตามตรงกับเธอ” อีกฝ่ายบอกยิ้มๆ “ถึงแม้ว่าเรื่องของฉันกับแพทไม่มีอะไรจริงจัง เป็นแค่ฉันต้องการ เขาต้องการ แล้วมันก็เกิดขึ้น ก็จริง…”

คนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่คันปากอยากพูด… เหมือนหมาเดือนสิบสองใช่ไหม พอตัวเมียเลิกทำจริตก็ขึ้นขี่… หากเมื่อใจสกาวไม่พูดว่าอะไร ไม่มีแม้กระทั่งความโกรธ ความเสียใจ ความสมเพช หรือดูหมิ่นในแววตาและท่าที อริศราก็จำต้องนิ่ง

“…แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะฉันนึกสนุกอยากแกล้งเล่นขำๆ ด้วย… ที่แพทพูด… ว่าเป็นพี่น้องกับเธอ และที่เธอพูดว่าเป็นน้องสาวของเขา… จริงๆ แล้ว ฉันเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่ใช่ฉันไม่รู้ หูหนวกตาบอดเหมือนเธอหรอก แต่เป็นเพราะฉันไม่แคร์ด้วย และข้อนี้แหละที่ฉันคิดว่าฉันต้องมาขอโทษเธอ ที่มีส่วนทำให้เธอเสียใจ”

ใจสกาวมองดวงตาสีสวยบนดวงหน้าสวยสดใส… มันเปิดเผย… แองเจลล่าขอโทษเธอด้วยใจจริง

“ฉันไม่เสียใจแล้ว แองจี้ กลับขอบคุณด้วยซ้ำที่เธอทำให้ฉันได้เห็นว่าเขาเป็นคนอย่างไร”

“ไม่ดีแต่ก็ไม่ถึงกับเลว… แค่ผู้ชายคนหนึ่ง เมื่อถึงจุดนั้น การยับยั้งตัวเองทำได้ก็จริงแต่เป็นเรื่องยาก… มันเป็นธรรมชาติ เธอต้องเข้าใจ”

“ฉันเข้าใจเรื่องนั้น แต่ที่ถูกแล้วเขาควรหลบเลี่ยงไม่ควรเดินไปถึงจุดที่ต้องยับยั้งไม่ใช่หรือ”

อีกฝ่ายยักไหล่ไม่ตอบกลับบอก กึ่งเล่ากึ่งเตือน “อีกไม่นานเขาอาจมาหา มาง้อเธออีกครั้ง ตอนนี้ฉันย้ายออกมาแล้ว งานที่ได้ทำให้ฉันต้องหาที่อยู่ใกล้บรอดเวย์กว่านั้น”

“ขอบใจที่มาบอก” ถ้อยคำของแองเจลล่าทำให้ใจสกาวต้องทบทวนมองย้อนลึกลงไปในหัวใจของตัวเองอีกครั้ง… มันยังปิดเพื่อถนอมรักษาเวลาและความรักร่วมห้าปีของเธอเอาไว้หรือเปล่า หรือสลักทุกตัวถูกถอด ประตูทุกบานเปิดกว้าง จนมันระเหยหายไปหมดแล้ว

เมื่อพูดสิ่งที่ต้องการจนหมด มั่นใจว่าไม่มีสิ่งใดค้างคาต่อกัน แองเจลล่าก็สะบัดผมยาวหยักเป็นคลื่นของตนเอง ขยับเป้บนบ่าเมื่อถามด้วยรอยยิ้ม

“Are we good?”

ใจสกาวรับคำ ส่งมือให้จับเมื่อพูด “ขอให้เธอโชคดี และประสบความสำเร็จทุกอย่างตามที่ต้องการ”

 

Don`t copy text!