ดวงใจระบายสี บทที่ 14 :  ประตูบานใหม่

ดวงใจระบายสี บทที่ 14 :  ประตูบานใหม่

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

๑๔

 

สองสาวใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ที่เกาะรูสเวลต์ อริศราหอบไปทั้งหนังสือและแลปท็อปเพื่อไปนั่งทำการบ้านกับท่องหนังสือเตรียมสอบ ส่วนใจสกาวนั้นแสนสุข ทั้งสนุกทั้งเพลิดเพลินไปกับการวาดภาพลงในสมุดสเก็ตช์เล่มโต ใช้ดินสอ ดินสอสี ปากกา และสีน้ำปาดป้ายปะปนกันไปตามใจชอบ… ตามแต่อารมณ์จะพาไป

บางครั้งอริศราก็วางงานของตัวเอง… มายืนดู แล้วอมยิ้มเมื่อนึกถึงสมัยเด็กๆ ที่เพื่อนสาวเคยเป็นผู้ตกแต่งงานวาดภาพขั้นสุดท้ายให้ทุกคนในห้องก่อนส่งครูวิชาศิลปะ

ใจสกาวมีมือและตาที่สัมพันธ์กัน ดังนั้น แม้จะไม่ได้เรียนมาโดยตรงแต่สัดส่วนของภาพที่ร่างลงไปแม่นยำ ไม่มีบิดเบี้ยวเลยแม้แต่น้อย การใช้สีก็เช่นกัน สีน้ำที่ปาดป้ายลงไปสะอาดใส ไม่มีมุมไหนของภาพที่ช้ำ… ในแบบที่ชาวศิลปะจะเรียกกันว่า ‘เน่า’ เลยแม้แต่นิดเดียว

หญิงสาวเพลิดเพลินกับการทำงานที่รัก เธอเดินวาดภาพตึกมุมโน้นมุมนี้ บางทีก็เลือกวาดเฉพาะลวดลายที่หน้าจั่วใต้หลังคา หรือราวบันได จนกระทั่งบ่ายคล้อยใกล้เย็นอริศราจึงชวนกลับ

“เดี๋ยวเราแวะหาของกินง่ายๆ ขึ้นไปเป็นมื้อเย็นนะ แล้วอลิสจะออกไปงานเลี้ยงที่ชมรมแป๊บนึง ไม่ไปก็ไม่ได้ เพื่อนๆ ทุกคนฝากความหวังไว้ที่นี่” เจ้าตัวคนพูดใช้นิ้วโป้งชี้เข้าอกตัวเองอย่างขันๆ

ชมรมที่อริศราเข้าร่วมเป็นสมาชิกนั้นมีธรรมเนียมการผ่านขึ้นชั้นด้วยการให้บอกชื่อรุ่นพี่ในชมรมทั้งหมดให้ถูกต้อง ชื่ออริศรานั้นไม่ยากเย็นนัก แต่นามสกุลยาวห้าพยางค์ของเจ้าหล่อนนี่ซิที่ทำให้รุ่นน้องต้องกลับมาสอบซ่อมกันเป็นสิบๆ ราย

“ไม่ต้องรีบ ตามสบายจ้ะอลิส… อลิสไม่ต้องห่วงน้องหนูแล้วนะ”

ถ้อยคำที่เธอบอกกับเพื่อนไปเป็นจริงตามนั้น วินาทีนี้ใจสกาวรู้สึกเหมือนทุกเงื่อนปมที่อยู่ในใจถูกปลดออก หญิงสาวรู้สึกโล่ง… โปร่งใจอย่างบอกไม่ถูก

เมื่อเพื่อนสาวแต่งตัวออกไปงานแล้วเธอได้อยู่เพียงลำพังในห้องพัก ใจสกาวก็นึกขึ้นมาได้ว่า อีกไม่กี่วันแล้วที่จะถึงกำหนดกลับเมืองไทย ถึงกำหนดการลางานที่ได้ลาพักร้อนไว้ และจนกระทั่งถึงวันนี้จิตใจกับอารมณ์ที่เหวี่ยงไปมาทำให้เธอยังไม่ได้ขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อวาดภาพยอดตึกระดะดาษทาบขอบฟ้านิวยอร์กอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก

ในที่สุดใจสกาวก็หอบสมุดกับดินสอและปากกา กดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นบนสุดแล้วขึ้นบันไดไปอีกชั้น เปิดประตูออกสู่ลานกว้างเหนืออาคาร

ภายนอกลมเย็นพัดหวิววู่ แต่เสื้อคลุมตัวหนาที่สวมมาก็ให้ความอบอุ่นแสนสบาย หญิงสาวกวาดตามองหามุมเหมาะๆ เพื่อใช้เป็นที่นั่งสำหรับวาดภาพแล้วก็พบว่าตนเองมิใช่คนเดียวบนดาดฟ้าแห่งนี้อย่างที่ตั้งใจ

บนขอบระเบียงก่อด้วยหินสีน้ำตาลแดงทึบตันสูงระดับอก มีร่างสูงล่ำสันของชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว เขานั่งตะแคงข้างพิงเสาตรงมุมอาคาร เห็นโครงร่างทาบกับท้องฟ้าสีเข้ม สันจมูกและรูปศีรษะสวยเป็นเส้นสายคมชัด… ชายหนุ่มผู้เป็นหลานชายเจ้าของตึกนั่นเอง

“คุณไทนั่งนิ่งๆ แป๊บนึงค่ะ ให้ฉันสเก็ตช์ภาพหน่อย” ใจสกาวร้อง ใช้เวลาร่างภาพอย่างรวดเร็วไม่กี่นาทีก็บอกด้วยความเกรงใจ “พอละค่ะ เอาไว้มาใส่รายละเอียดอื่นๆ วันหลัง”

อีกฝ่ายหันมายิ้มกว้าง… นอกจากผิวสีเข้ม และผมหยิกขอดที่ตัดเกรียนแล้ว ก็เห็นจะมีฟันขาวเรียบแข็งแรงของเขานี่แหละที่บอกชัดว่าชายหนุ่มมีเลือดแอฟริกัน-อเมริกันอยู่ในตัว… แล้วหญิงสาวก็หลุดปาก… คุยเจื้อยแจ้วตามนิสัย

“เมื่อวันก่อนได้พบคุณปู่ของคุณไทด้วยค่ะ ท่านออกมาเดินเล่น บ่นใหญ่เลยเรื่องแท่งคอนกรีตที่ทางเทศบาลเมืองเอามาวางกันเอาไว้รอบๆ ฟุตปาท ท่านว่ามันสกปรกและไม่สวย…”

หลังจากการก่อการร้าย หรือแค่การก่อกวนด้วยการขับรถพุ่งชนผู้คนตามย่านการค้าในเมืองใหญ่ๆ ของโลก… เป็นวิธีการที่เริ่มระบาดเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทำให้ทุกเมืองใหญ่กลางย่านชุมชนที่มีผู้คนมากมายมักมีแท่งคอนกรีตขนาดใหญ่มาตั้งกั้นเอาไว้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้คน

สองสามวันก่อน เธอกับอริศราตั้งใจจะออกไปกินสเต๊กที่ร้านกัลลาเกอร์ย่านบรอดเวย์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตึกที่พักนัก หากเมื่อเดินออกมาพ้นหน้าตึกไปได้ไม่กี่เมตรก็ได้พบกับคุณปู่และคุณย่าของเขา

คุณแซมมวล สมิธ ชายชราผิวดำร่างสูงยังเดินได้ด้วยการใช้ไม้เท้า ส่วน คุณอมิเลีย สมิธ ผู้บัดนี้ผมสีทองสุกปลั่งกลายเป็นสีเงินยวงไปทั้งศีรษะแล้วต้องนั่งรถเข็น ทั้งคู่มีผู้ดูแลเป็นชายหนุ่มสองคนคอยเดินตาม

“ท่านคุยเก๊งเก่งนะคะ ใจดี อารมณ์ดีมาก ทำให้อายุยืน”

“ท่านชอบคนเอเชีย คนดูแลคนแรกของท่านก็เอเชียน… ท่านรักคุณอลิสเป็นพิเศษเพราะเห็นมาตั้งแต่ยังเรียนไฮสกูลปีแรก คุณย่าเคยบอกว่าถ้ามีหลานชายอีกคน… จะยกให้”

ใจสกาวยังไม่ทันได้ซักว่าทำไมต้องมีหลานชายอีกคน ในเมื่อทั้งรูปลักษณ์และฐานะเขาเองนั่นแหละที่เหมาะกับเพื่อนสาวของเธอมากกว่าใคร… หญิงสาวยังไม่ทันได้ซักก็พอดีกับที่ฝ่ายนั้นหมุนตัวหันหน้าออกไปด้านนอกตึก ห้อยเท้าอย่างสบายราวกับนั่งอยู่บนระเบียงหน้าบ้าน

“คุณไท้… หันกลับมาค่ะ หันกลับมา อย่านั่งแบบนั้น น่ากลัวมาก…” เธออุทานเสียงสูง ใจหายวาบ… นี่มันยอดตึกแห่งมหานครนิวยอร์กนะ! ร่วงลงไปละไม่เหลืออะไรให้เก็บแน่…

ชายหนุ่มหันกลับมายิ้มกว้างอีกตามเคย เขากวักมือเรียกให้ใจสกาวก้าวเข้าไปใกล้ๆ …หญิงสาวก้าวเข้าไปแบบกลัวๆ กล้าๆ ต้องจับราวเหล็กไว้มั่นก่อนจะชะโงกหน้ามองลงไปตามที่เขาบุ้ยใบ้ให้ดู… จึงได้เห็นว่าต่ำลงไปจากขอบระเบียงตึกที่ไทเลอร์นั่งอยู่ประมาณสองเมตร มีแนวหินก่อเป็นเชิงและรางระบายน้ำอีกชั้น แม้จะดูน่ากลัวเพราะอยู่บนยอดตึกสูงลิ่วแต่ก็ปลอดภัย

กลายเป็นใจสกาววางพิงของที่ถือมาไว้กับแนวกำแพง แล้วปีนขึ้นไปนั่งอยู่เคียงข้างเขา ทั้งคู่ปล่อยให้ลมเย็นพัดผ่านใบหน้าและเส้นผม เพลิดเพลินกับแสงไฟและภาพเคลื่อนไหวจากจอโฆษณาที่ยอดตึกบ้างผนังตึกบ้าง ท้องฟ้าซึ่งควรจะเป็นสีเข้มกว่านี้พ่ายแพ้แสงวิทยาศาสตร์

“ตอนนี้สบายใจขึ้นแล้วใช่ไหม สกาย” ในที่สุดชายหนุ่มก็หันมาถาม เมื่อเห็นรอยยิ้มและดวงตาเปิดเผยแจ่มกระจ่าง เขาก็รู้ว่านั่นคือคำตอบ “อีกไม่กี่วันผมก็จะไปเมืองไทย ไม่แน่เราอาจได้เจอกันอีกที่สนามบินที่ประเทศไทย”

“แต่ฉันคงไม่มีโอกาสได้ช่วยอะไรคุณไท คุณไทเก่งและเคยไปเมืองไทยมาแล้ว พูดไทยได้ตั้งหลายคำ!”

อีกฝ่ายหัวเราะ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าอะไรทำให้คนหน้าเคร่งเกือบดุ ชอบใช้ดวงตาคมปลาบมองผู้คนด้วยท่าทีเย็นชาเกือบเย่อหยิ่งอย่างเขากลายเป็นคนช่างเล่า… ช่างพูดและเปิดเผยกับสาวน้อยผู้นี้มากกว่าใครๆ

…อาจเป็นดวงตากับท่าทีสดสะอาด เปิดกว้าง โปร่งโล่งไร้เหลี่ยมมุมราวท้องฟ้าฤดูร้อนของเธอก็ได้…

“ไปคราวนี้ผมก็ไปทำงานต่อจากที่ทำค้างไว้ ขึ้นเหนือ ไปช่วยดูงานศิลปะและโบราณวัตถุ กับวางระบบใหม่ให้พิพิธภัณฑ์ที่ชื่อ ‘เรือนศิรา’…” งานที่เขาทำมักใหญ่กว่านี้… แต่ที่นี่… “เจ้าของพิพิธภัณฑ์เป็นเพื่อนกับผม”

“คุณไทเรียนมาทางนี้หรือคะ” หญิงสาวซัก

“ผมเรียนเป็นสถาปนิก แต่เลือกทำงานและใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งที่ชอบแม้ว่าจะไม่ได้เรียนมาโดยตรง ตอนนี้ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าอะไรดี… ให้เข้าใจง่ายๆ …คือตรวจสอบและประเมินงานศิลปะกับโบราณวัตถุ เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการวางระบบและจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ด้วย” ไทเลอร์อธิบายก่อนเสริม

“ผมเลือกเส้นทางที่ตัวเองรัก… ชีวิตของเรา… เราเลือกได้นี่นะ ถ้าเลือกให้รอบคอบ ชั่งน้ำหนักทุกทาง แล้วมุ่งมั่นไปในทางที่เลือก ที่สำคัญที่สุดคือต้องยอมรับผลที่ทุกอย่างเกิดขึ้นจากการเลือกครั้งนั้นด้วยความยินดีและเต็มใจ ในเมื่อเลือกเองก็ไม่ต้องกล่าวโทษใคร…”

คนพูดรู้สึกปวดแปลบที่กลางใจ ขณะที่คนฟังรู้สึกราวกับท้องฟ้ามืดมิดเบื้องหน้าเปิดออก… เปิดให้แสงเงินแสงทองของวันใหม่สาดส่อง… จริงสิ! เราอยู่ในฐานะที่เลือกได้ เราต้องเลือกด้วยตัวของเราเอง!

คนเราควรไปและทำในสิ่งที่ชอบเมื่อยามมีชีวิตอยู่มิใช่หรือ ไม่ใช่หมดลมหายใจแล้วค่อยไป ‘ที่ชอบ… ที่ชอบ’… แม้ใจสกาวจะเข้าใจดีว่าถ้อยคำนั้นหมายถึงให้ดวงวิญญาณไปสู่ภพที่ดี หากเธอก็อดคิดพลิกคำด้วยอารมณ์ขันไม่ได้

“จริงของคุณไท ชีวิตเรา เราต้องเลือกเองนะคะ… เราเลือกได้… ถ้ารู้จักตัวเอง รู้ประมาณกำลังและสถานะของตัวเอง” ในใจของเธอนึกถึงการตัดสินใจเลือกทิ้งสิ่งที่รักและคิดว่าจะมีความสุขอยู่กับมัน ไปเลือกเส้นทางที่มีผู้หว่านล้อมชี้ชวนให้เดิน

ณัฐพรอาจหวังดี อาจเห็นว่าเธอมีพรสวรรค์กับตัวเลขจริงๆ และ ‘พี่นัท’ อาจมองว่าเธอจะมีความสุขอยู่ในกรอบเรียบๆ เงียบๆ และผู้คนที่เลือกสรรไว้

“…ฉันไม่เคยมุ่งมั่นเลือกอะไรด้วยตัวเองมาก่อนเลยค่ะ ยอมให้คนอื่นชักจูงมาตลอด ทั้งยอมเพราะรักเขาและคิดว่าเขารักเรา และทั้งยอมเพราะไม่รู้จักตัวเองอย่างแท้จริง” หญิงสาวรำพึงแผ่วเบา

เธอต้องลงมือเดี๋ยวนี้ใจสกาว! ตั้งหลักให้มั่นแล้วเลือกก้าวเดินไปในเส้นทางที่รักที่ชอบด้วยตัวเอง! จู่ๆ หญิงสาวก็คิดแล้วขมีขมันปีนกลับลงมาจากขอบระเบียงก่อนก็นึกขึ้นได้

“คุณไทคะ ฉันซักผ้าเช็ดหน้าของคุณแล้ว… แต่… ฉันอยากจะขอเก็บมันไว้เป็นที่ระลึกได้ไหมคะ เอาไว้ระลึกถึงวันที่ชีวิตของฉันเปลี่ยนทิศทาง…”

“ได้สิ” ชายหนุ่มรับคำ มองท่าทีกระตือรือร้น… เกือบดีใจราวเพิ่งคิดสูตรยาอายุวัฒนะออกอย่างเอ็นดู แล้วเขาก็บอกกลั้วหัวเราะ “ไหนๆ ก็จะเก็บมันไว้… ควรรู้ว่าทีเอฟเอสที่ปักอยู่ที่มุมผ้าเช็ดหน้าคือ ‘ไทเลอร์ เฟอร์ดินานด์ สมิธ’ นะ”

ใจสกาวทวนชื่อเต็มของเขาอย่างอิ่มอกอิ่มใจ ฝ่ายนั้นพลอยลงจากขอบระเบียงลงมาด้วย และเกินใครจะคาดคิด แม้กระทั่งคนทำเองก็คิดไม่ถึงว่าตนเองจะทำดังนั้น

หญิงสาวกอดร่างสูงตรงล่ำสันของคนตรงหน้าไว้ แม้จะเป็นการกอดแบบอำลา แบบรักสนิทตามธรรมเนียม หากเธอก็รัดร่างของเขาไว้แนบแน่นด้วยความซาบซึ้งใจมากกว่านั้นเมื่อพูด

“ขอบคุณมากนะคะ คุณไท ขอบคุณที่สุด และ… ลาก่อนค่ะ เผื่อเราจะไม่ได้พบกันอีกก่อนวันที่คุณจะเดินทางไปประเทศไทย”

สุดท้ายใจสกาวก็คว้าข้าวของที่วางกองไว้แล้ววิ่งแจ้นกลับห้องพัก ทันทีที่ประตูปิดลงเธอก็ต่อโทรศัพท์หาบิดา

“พ่อจ๋า น้องหนูจะลาออกจากงาน จะอีเมลไปลาออกกับพี่ค่ะ” เธอเอ่ยชื่อหัวหน้าโดยตรงของเธอ “และเดี๋ยวจะโทร.ไปขอโทษพี่ด้วยที่ไม่ได้ลาด้วยตัวเอง และไม่ได้บอกล่วงหน้า”

“น้องหนูแน่ใจแล้วนะ” ธีรชัยถาม งง เกือบตกใจ เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวสุดที่รักของเขาหรือเปล่า หากเสียงพูดแจ่มใสกระตือรือร้นที่ตามมาก็ทำให้คลายใจ

“น้องหนูเรียนมาสี่ปีและทำงานอีกเกือบปี ตอนนี้ได้พบตัวเองแล้วว่า ไม่ชอบตัวเลข ไม่ชอบบัญชีเลยค่ะ ที่เรียนก็เพราะ…” เธอไม่ควรโทษใครอย่างที่คุณไทบอก “…เพราะไม่รู้จะเรียนอะไร และเพราะเรียนได้ดีแค่นั้น น้องหนูอยากใช้เวลาตอนนี้เรียนศิลปะ เรียนวาดรูป เรียนรู้เรื่องที่ตัวเองรักอย่างแท้จริงค่ะ”

“เดินดูงานศิลป์ในพิพิธภัณฑ์ ในแกลเลอรีที่นิวยอร์กเลยเกิดไฟละซิ” ธีรชัยพูดอย่างโล่งอกโล่งใจ… ไม่มีใครทำให้ลูกสาวของเขาต้องระคายใจถึงขั้นลุกขึ้นมาเปลี่ยนชีวิตตัวเอง “น้องหนูอยากเรียนอะไร ทำอะไร พ่อไม่ขัดข้อง ขอให้ลูกมีความสุขพ่อก็พอใจแล้ว”

ชดเชยกับการไม่มีแม่ ชดเชยกับที่ระยะหลังๆ นี้เขาทุ่มตัวลงไปกับงานแล้วปล่อยบ้านทั้งหลังลูกสาวทั้งคนไว้กับภรรยาคนใหม่

“น้องหนูอยากไปเรียนที่ฝรั่งเศสค่ะพ่อ ระยะทางเราจะได้ใกล้กันเข้าไปอีกนิด” แม้แค่ในความรู้สึกก็ยังดี “ตอนเรียนปีหนึ่งอลิสเคยไปเรียนแคมปัสของเอ็นวายยูที่ปารีส คงพอรู้ช่องทาง เราจะช่วยกันหาคอลเลจดีๆ ไม่ต้องเรียนนานเอาปริญญาอะไร แค่เรียนรู้สิ่งที่น้องหนูชอบจริงๆ”

หญิงสาวถ่ายทอดแผนที่คิดไว้ในใจให้ผู้เป็นบิดาฟัง เรื่องการเดินทาง เรื่องที่อยู่ที่เรียน เพื่อนสาวของเธอคงช่วยได้ไม่ยากนัก และในเมื่อเธอไม่ได้รีบร้อนอะไร อาจรออีกสักสองสัปดาห์เพื่อให้คุณอมรากุลเดินทางกลับมาจากประเทศไทยมาเป็นที่ปรึกษาอีกคน

“ถ้าอลิสสอบเสร็จแล้วอยากไปเที่ยว… กลับไปเยี่ยมเพื่อนทางโน้น… ก็รอไปด้วยกันก็ยังได้ค่ะ ได้ชื่อคอลเลจได้วันเปิดเรียนและวันเดินทางแน่ๆ แล้ว น้องหนูจะรีบบอกพ่อนะคะ…”

อีกสามสี่วันถัดมา ชายหนุ่มผู้จุดประกาย… เปิดประตูบานใหม่ให้ใจสกาวโดยไม่รู้ตัวก็อยู่บนเครื่องบิน เดินทางไปทำงานของเขาที่ประเทศไทย ตลอดทางเสียงที่เขาเพิ่งพูด ‘ที่สำคัญที่สุดคือต้องยอมรับผลที่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการเลือกครั้งนั้นด้วยความยินดีและเต็มใจ’ ดังก้องอยู่ในโสตของตนเอง

…ถึงวันนี้เขายังยินดีกับสิ่งที่เลือกอยู่ไหม? ในเมื่อสิ่งที่เลือกในวันนั้น เมื่อมาถึงวันนี้มันเปลี่ยนแปลงไป แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว

ยินดีสิ! ชายหนุ่มตอบตัวเองอย่างมั่นคง เขาได้ให้คำมั่นแล้ว… และห้วงเวลาอิ่มเอิบเต็มตื้นแห่ง ‘วันนั้น’ ยังจำหลักแน่นอยู่กลางหัวใจ…

 

หลังจากวันที่ได้พบกันท่ามกลางสายลมแรง เยือกเย็น… เกือบหนาว… บนยอดตึกอีกไม่นานเช่นกัน ใจสกาวก็อยู่บนเครื่องบิน… มุ่งหน้าจากมหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ไปยังกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

Don`t copy text!