ดวงใจระบายสี บทที่ 15 : หนุ่มน้อยผมทอง

ดวงใจระบายสี บทที่ 15 : หนุ่มน้อยผมทอง

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

 

 

สีเหลือง

จิแวร์นี

Giverny

– 15 –

 

เพียงแค่ประตูรถบัสเปิดออก อากาศสดชื่นของต้นฤดูใบไม้ผลิและกลิ่นหอมระรวยของใบไม้อ่อนกับดอกไม้นานาพรรณก็ลอยมาแตะจมูก นี่ช่างต่างจากอากาศในปารีสที่เธอใช้ชีวิตอยู่นานนับเดือน

ใจสกาวลงจากรถบัสขนาดเล็กเป็นคนเกือบสุดท้าย มีกระเป๋าใส่อุปกรณ์วาดภาพสะพายอยู่บนบ่า กระดาษกับขาหยั่งและเก้าอี้พับได้ตัวเล็กอยู่ในมือทั้งสองข้าง

ตลอดเวลาหนึ่งชั่วโมงเศษที่นั่งรถมาจากปารีส อาจารย์สาวร่างสูงผมสีน้ำตาลแดงเล่าถึงประวัติชีวิตของ โคลด โมเนต์ มาตลอดทาง… โคลด โมเนต์… ศิลปินผู้เลือกสถานที่นี้เป็นบ้าน เป็นที่ทำงาน เป็นแหล่งกำเหนิดแรงบันดาลใจ และเป็นที่ตายของเขา

จิแวร์นีเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในแคว้นนอร์มังดีที่อยู่ห่างจากเมืองหลวงของประเทศฝรั่งเศสเพียงเจ็ดสิบกิโลเมตรเศษเท่านั้น มันอาจจะเป็นแค่หมู่บ้านแสนสวยและเงียบสงบเหมือนๆ กับอีกนับร้อยนับพันหมู่บ้านในประเทศฝรั่งเศสถ้าหากยอดศิลปินของโลกอย่างโมเนต์จะไม่มาตกหลุมรักบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านแห่งนี้

…เพียงแค่เห็นมันผ่านหน้าต่างรถไฟขณะเดินทางแวบเดียวเท่านั้น โมเนต์ก็ย้อนกลับมาดู ตกลงใจเช่า และสะสมเงินจนสามารถเป็นเจ้าของ ทั้งยังซื้อที่ดินข้างเคียงไว้ได้ในอีกเจ็ดปีถัดมา

นี่กระมังคือความรัก มันมิได้ต้องการเวลามากมายอะไรเลย เพียงแค่วินาทีเดียว เพียงแค่จังหวะเดียวที่แสนเหมาะสมในชีวิต มันก็อาจยืนยงมั่นคงจนถึงลมหายใจสุดท้าย… แวบหนึ่งใจสกาวก็อดคิดไม่ได้…

เวลายาวนานเกือบห้าปีในชีวิตของเธอไร้ความหมาย ความไว้วางใจ และความรักที่เคยมีก็พลอยไร้ความหมาย อันที่จริงเมื่อมองย้อนกลับไป… มันจะใช่ความรักหรือไม่ เธอยังไม่แน่ใจเลย

ถึงวันนี้บาดแผลฉกรรจ์ในใจหญิงสาวกลายเป็นแผลเป็นไปเรียบร้อยแล้ว ไม่รู้สึกแม้แต่จะเจ็บแปลบเมื่อนึกไปถึง ทุกครั้งที่มองย้อนกลับไปใจสกาวก็พบแต่เพียงร่องรอยจางๆ ของความเศร้าใจ ความเสียดายเวลา หากสิ่งที่มาทดแทนและมีคุณค่ามากกว่ากับชีวิตก็คือการได้ ‘รู้’

…รู้ว่าคนเรานั้นไม่สามารถจะประเมินผู้อื่นได้โดยใช้ตัวของตัวเองเป็นมาตรฐานเลยเพราะผู้คนและชีวิตหลากหลายซับซ้อนมากกว่านั้น!

นี่มิใช่เพียงแค่นพัชที่เธอได้ ‘รู้’ ว่าหัวจิตหัวใจและตัวตนของเขาอยู่ต่างที่ ต่างระดับชั้น กับเธอมากมายนัก หากหมายถึงผู้มีศักดิ์เป็นพี่สาวของเขาด้วย

…เรื่องราวครั้งนี้ทำให้ทั้งเธอและพ่อได้พูดคุยกันเพียงลำพังบ่อยครั้งขึ้น เปิดหัวใจและความคิดให้แก่กันมากขึ้น ต่างฝ่ายต่างได้เรียนรู้ ต่างฝ่ายต่างได้สัมผัสปุ่มปมบนผืนผ้าไหมเรียบลื่นแสนงามที่ชื่อณัฐพรไปพร้อมๆ กัน

หากถ้อยคำของ ‘คุณไท’ … มิสเตอร์ไทเลอร์ เฟอร์ดินานด์ สมิธ… ก็ช่วยปลอบประโลมและชี้ทางให้เธอ ‘ที่สำคัญที่สุดคือต้องยอมรับผลทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการเลือกครั้งนั้นด้วยความยินดีและเต็มใจ’

ใจสกาวคนนี้เลือกแล้ว และบิดาของเธอก็เลือกแล้ว เลือกจนเกิดเด็กหญิงน้อยน่ารักที่ชื่อณิศรา เกิดครอบครัวกับระบบระเบียบอันสูงส่งและแปลกใหม่… เราต้องจับจูงกันเดินไปด้วยกัน เราต้องมีความสุขมีความพอใจให้ได้… เราต้องทำให้ได้เพื่อ ‘ทุกคน’!

“ผมช่วยถือไหม จัย” หนุ่มน้อยคนที่เดินตามหลังเธอลงมาจากรถบัสเร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้ เขากระซิบถาม ใจสกาวหันกลับไปมองดวงหน้าสดใส ปากหยักงามแดงจัด ดวงตาสีฟ้ากระจ่าง และผมทองสุกปลั่งหยิกเป็นขอดยาวเคลียบ่า

ดูเผินๆ คริสเหมือนภาพวาดเทวดาตัวน้อยบนเพดานโบสถ์ เหมือนหนุ่มน้อยที่เอนกายใต้ร่มไม้ ในมือมีขลุ่ยหรือพิณในภาพวาดยุคโรโคโคที่เคยเห็น หญิงสาวรู้ว่าเธอแก่กว่าเขาไม่ถึงสามปี หากความรู้สึกลึกๆ ในใจกลับทำให้รู้สึกว่าตัวเองแก่กว่าเป็นสิบปี

“ของของฉัน ฉันต้องถือเองสิ คริส”

“ผมแข็งแรงกว่าคุณนะ มาเถอะ” อีกฝ่ายยื่นมือมาเหมือนยื้อแย่ง หากเธอเบี่ยงหลบ ใจสกาวหัวเราะ อธิบายว่า

“จิตรกรที่ไหนมีคนช่วยถืออุปกรณ์ ฉันเห็นมีแต่พวกนักกอล์ฟเวลาลงแข่งที่ต้องมีแคดดี้… อย่าเลย ให้ฉันถือเองดีกว่า ฉันไม่อยากให้อาจารย์และเพื่อนๆ มอง ฉันอยากเป็นจิตรกรที่พึ่งพาตัวเองได้” ไมตรีของเขา ดวงตาของเขาที่เฝ้ามองตามเธอมานานหลายสัปดาห์ ทำให้ใจสกาวต้องพูดต่ออย่างอ่อนโยน

“แต่ก็ขอบใจมากนะคริส ฉันคิดว่าแค่เราเดินไปด้วยกันก็พอแล้ว”

ช่วงแรกของการเข้าเรียนเธอมิได้สนใจผู้ใด อันที่จริงก็เป็นธรรมชาติวิสัยของผู้ชมชอบในงานศิลปะแทบทุกคนอยู่แล้วที่มักสนใจทุ่มเทอยู่กับสิ่งที่ทำและมีโลกที่สร้างขึ้นมาเพียงเพื่อตัวเองอยู่รอบๆ ตัวเอง

หลักสูตรที่ใจสกาวเลือกเรียนในวิทยาลัยนานาชาติแห่งนี้เป็นโปรแกรมสั้นๆ เกี่ยวกับพื้นฐานงานจิตรกรรม เป็นหลักสูตรที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน ในห้องเรียนจึงมีนักเรียนหลายแบบหลายวัย

แม้จะยังเป็นหญิงสาววัยอ่อนที่อ่อนต่อโลกยิ่งนัก หากประสบการณ์ในช่วงไม่กี่เดือนที่ได้พบ รวมกับความคิดที่ว่าตนเองผ่านชีวิตการทำงานมาแล้ว ประกอบเข้ากับความเป็นเอเชียนที่ทำให้คุ้นเคยกับการใกล้ชิดผู้สูงวัย ทำให้หญิงสาวเลือกนั่งเรียนนั่งทำงานใกล้ๆ กับสามคนที่เธอแอบเรียกในใจว่า ‘กลุ่ม ส.ว.’

คนหนึ่งเป็นนักออกแบบลายผ้าชาวฝรั่งเศสที่เพิ่งเสียคู่ชีวิต เมื่อเวลาหนึ่งปีผ่านไปหญิงหม้ายก็เริ่มรู้สึกว่าสมควรต้องออกไปท่องโลก จึงตัดสินใจมาสมัครเรียนเพื่อรื้อฟื้นฝึกปรือฝีมือด้านงานศิลปะและภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กัน

อีกสองคนเป็นคู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่เพิ่งเกษียณตัวเองจากบริษัทสื่อสารในลอนดอน… ก่อนเริ่มบทใหม่ของชีวิตก็ตัดสินใจเดินทางมาปารีส ใช้เวลาเพื่อเรียนรู้สิ่งที่ทั้งคู่เรียกว่า ‘คุณค่าที่แท้จริงของจิตวิญญาณ’

อีกกลุ่มนอกเหนือจากนี้ก็ล้วนแต่เป็นหนุ่มสาวในวัยเรียนที่มักนั่งจับกลุ่ม พูดคุยและทำงานด้วยกัน

นานนับสัปดาห์ทีเดียวกว่าใจสกาวจะพบว่าหนุ่มน้อย หนึ่งในกลุ่มหนุ่มสาวที่ว่านั้นแม้ปากจะพูดคุยและนั่งรวมอยู่กับเพื่อนๆ หากดวงตาของเขาจะมองตรงมาทางเธออย่างสนอกสนใจเสมอ

หญิงสาวคิดว่าคงเป็นเพียงเพราะผมยาวดำสนิทที่ทิ้งตัวเหมือนแพรลงคลุมบ่า กับหน้าตาแบบเอเชียของเธอเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจ จนกระทั่งวันหนึ่งระหว่างที่เดินกลับที่พัก ขณะเดินบนถนนเลียบริมแม่น้ำแซน มีวิหารน็อทร์-ดามอยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ใจสกาวก็รู้สึกตัวว่าถูกตาม หญิงสาวดึงกระเป๋ามากอดโดยอัตโนมัติก่อนที่คนที่เดินตามจะทักทายแล้วก้าวเข้ามาเดินเคียง

‘จัย คุณชื่อใจสกาวใช่ไหม’

เธอหันไปมอง เมื่อเห็นดวงหน้าที่คุ้นตาก็ผ่อนคลายลง ตอบกึ่งบ่นว่า

‘และคุณคือ คริสโตเฟอร์ แม็คมิลแลน จูเนียร์ เราเรียนอยู่กลุ่มเดียวกัน… ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าถูกจู่โจมเสียแล้ว’

การฉกชิงวิ่งราวเกิดขึ้นเสมอในปารีส โดยเฉพาะในสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และในย่านที่มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ คนที่เดินเดี่ยวหรือคนที่มีท่าทีเหมือนนักท่องเที่ยวก็มักจะโดนล้อมกรอบจากนักต้มตุ๋น หลอกให้ร่วมกิจกรรมแล้วเรียกเงิน หรืออาศัยช่วงชุลมุนฉกทรัพย์สินไปอยู่เสมอๆ

ที่ใจสกาวอยู่รอดปลอดภัยมาได้หลายเดือนนี้ก็เพราะคำแนะนำกึ่งสั่งของอริศรา ‘ห้ามดูแผนที่ จะไปไหนให้เตรียมดูและจำให้ขึ้นใจก่อนออกจากบ้าน แต่งตัวเริ่ดเข้าไว้และทำหน้าหงิกๆ งอๆ หน่อย จะได้เหมือนเป็นคนปารีส’

‘ผมเอง… ไม่ใช่ผู้ร้าย ไม่ต้องกังฟูหรือคาราเต้…’ อีกฝ่ายยิ้มกว้าง เป็นรอยยิ้มแจ่มใสน่ารักของหนุ่มน้อยแสนซน… ทั้งๆ ที่เขาสูงกว่าเธอเป็นศอก และรอยยิ้มแบบนั้นกลับยิ่งทำให้เขาดูอ่อนวัยลงไปอีก ‘…และดีใจจัง คุณรู้จักชื่อผมด้วย!’

‘ในห้องเรียนมีกันแค่สิบกว่าคน ฉันจำชื่อได้ทุกคนแหละ’ เพื่อเป็นการยืนยัน ใจสกาวท่องชื่อผู้เรียนทั้งสิบสี่คนให้อีกฝ่ายฟัง แล้วโคลงศีรษะ นึกในใจว่าฝรั่งก็อย่างนี้! มักคิดว่าเอเชียคือหนึ่งประเทศที่เหมือนกันหมด เธอเองยังดูออกว่าเขาเป็นอเมริกัน ไม่ใช่ชาวยุโรปเหมือนนักเรียนร่วมห้องคนอื่นๆ

‘กังฟูเป็นการต่อสู้ของจีน ส่วนคาราเต้ก็เป็นการต่อสู้ของญี่ปุ่น ฉันไม่ได้มาจากสองประเทศนี้’

‘คุณมาจากประเทศไทย ผมรู้… ผมเพิ่งมาจากที่นั่นเหมือนกัน’ อีกฝ่ายบอกอย่างกระตือรือร้น

‘หวังว่าจะชอบบ้านเมืองของฉันนะ’ ใจสกาวว่า นี่เองที่ทำให้เขามองมาทางเธอตลอดเวลา หญิงสาวถามต่ออย่างผู้ใหญ่ถามเด็ก ‘คุณไปทำอะไร นักเรียนแลกเปลี่ยนใช่ไหม’

‘ไปท่องเที่ยว หาประสบการณ์ชีวิต’ คริสบอก และคงเป็นเพราะคำพูดกับสายตาของเธอที่ทำให้เขาย้ำ ‘ผมไม่ใช่เด็กๆ ไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะ ที่ประเทศของผมอายุสิบแปดก็คิด ใช้ชีวิตและเลือกทุกอย่างด้วยตัวเองได้’

อันที่จริงก็ไม่จริงเสมอไป แม้มันจะเป็นไปตามกฎหมายและทฤษฎี หากหลายครอบครัวก็ยังคงติดตามดูแล ปกป้องเส้นทางชีวิตของลูกผ่านกองทุนการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวของเขา ธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่นกลายเป็นกฎเป็นกรอบกำหนดทั้งๆ ที่เส้นทางเปิด

เมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เขาก็ต้องเลือกเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่บอสตันตามที่ปู่และพ่อ รวมทั้งพี่ชายผู้ล่วงลับไปได้เรียน… เขาคงจะยังเรียนอยู่จนถึงวันนี้ หากความจริงที่ได้รู้ในคืนวันหนึ่งก็ทำให้เขาโกรธและรู้สึกอยากขบถกับครอบครัว

…อยากให้ผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดในครอบครัวนี้ได้ลิ้มรสความเจ็บปวดผิดหวังเสียบ้าง

‘ผมเรียนได้สามเทอม ก็เลือกพักการเรียน แล้วเริ่มเดินทางไปสิงคโปร์ มาเลเซีย แล้วก็แบกเป้จากตอนใต้ของประเทศไทยขึ้นเหนือ ผมไปสอนภาษาอังกฤษที่โรงเรียนบนดอย…’ คริสบอกชื่อโรงเรียนที่เขาไปสอน คณะและมหาวิทยาลัยที่เขาเรียนที่บอสตัน

ใจสกาวยิ้มกว้างอย่างขบขันเพราะเธอฟังชื่อคณะกับมหาวิทยาลัยของเขาได้ชัดเจน แต่เดาไม่ได้เลยว่าโรงเรียนบนดอยที่พูดถึงด้วยสำเนียงน่าขันนั้นคือโรงเรียนไหน ดอยอะไร…

รอยยิ้มของเธอทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าประตูเปิดกว้าง เขาพาตัวเองเข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ ใจสกาวตั้งแต่วันนั้น… ความสนใจ ความรู้สึกที่เขามีต่อเธอเปิดเผย แจ่มกระจ่าง ราวสีเหลืองทองของพระอาทิตย์ยามอรุณ

รถบัสขนาดกลางเลี้ยววนย้อนกลับไปจอดในที่จอดรถที่ชุมชนเตรียมไว้ หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้แทบจะปลอดยวดยาน นานครั้งจึงจะได้เห็นรถยนต์สักคัน ความเงียบสงบและสวยงามแบบนี้ทำให้ทุกคนพลอยพูดคุยกันด้วยเสียงแผ่วเบาไปด้วย

คุณครูผู้สอนเดินนำนักเรียนลัดเลาะไปตามถนนสายน้อย สองข้างทางเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่มีผ้าม่านลูกไม้อยู่ภายในหน้าต่างกระจก แปลงไม้ดอกริมรั้วใส่ปุ๋ยพรวนดินไว้อย่างดี และเนื่องจากยังเป็นช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ส่วนใหญ่ที่ผลิดอกจึงเป็นพวกทิวลิปหลากสี ไฮยาซินธ์ และแดฟโฟดิลสีเหลืองกับขาว

อาคารใหญ่หลังหนึ่งตรงทางแยกดูเผินๆ ก็เหมือนบ้านอีกหลัง ถ้าทั้งขบวนจะไม่หยุดเพื่อฟังคำอธิบายว่าที่นี่คือพิพิธภัณฑ์และห้องแสดงภาพของชุมชน ใจสกาวมองแล้วกำหนดอยู่ในใจว่าเธอจะต้องแวะที่นี่ให้ได้ก่อนกลับ

เมื่อเลี้ยวตรงทางแยกนั้น เดินต่อไปอีกนิดก็เป็นประตูทางเข้าอาณาบริเวณ เจ้าหน้าที่หญิงร่างใหญ่ออกมายืนรอต้อนรับอยู่ตรงหน้าอาคารเล็กๆ ลักษณะเกือบเหมือนป้อมยาม กล่าวคำต้อนรับก่อนบอก

“พวกเธอฝากอุปกรณ์ทั้งหลายไว้ที่นี่ ไปเดินชมบ้านและสวนกันให้ทั่วเสียก่อน จะได้เลือกมุมเลือกสิ่งที่สนใจเอาเอง… พอจบรายการแล้วค่อยย้อนกลับมารับอุปกรณ์เพื่อไปทำงาน” ครูของเธอกับเจ้าหน้าที่ของที่นี่ดูเหมือนคุ้นเคยกันดี… กิจกรรมนี้คงเป็นกิจกรรมที่ทำมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว

ก่อนออกจากปารีส อาจารย์ผู้สอนได้สั่งงานเอาไว้เรียบร้อย วันนี้ทุกคนจะใช้เวลาอยู่ที่นี่จนเย็น เลือกวาดภาพตามความสนใจกี่ชิ้นก็ได้ ใช้อุปกรณ์และเทคนิคที่ชอบอย่างอิสระ… ดอกไม้ หุ่นนิ่ง ข้าวของกระจุกกระจิกสวยงามคือสิ่งที่ใจสกาวชอบ และเธอตั้งใจจะเลือกใช้อุปกรณ์ทุกแบบที่มีอยู่ในกระเป๋า เพื่อสำรวจตัวเองว่าชอบแบบไหนที่สุด

สถานที่แห่งนี้ช่างสวยงาม หญิงสาวคิดอยู่ในใจ เธอสามารถวาดภาพได้ตั้งแต่หน้าประตูทางเข้านี่เลยทีเดียว ตรงริมประตูมีกอดอกแดฟโฟดิลสีเหลืองออกดอกพราวอยู่รอบๆ ไฟสนามรูปกรงนก กลีบดอกดูสดใสนุ่มนวล และตรงนั้นเองที่ใจสกาวรู้สึกว่ามีสายตาของใครคนหนึ่งจับจ้องหากเมื่อหันไปหาก็ไม่เห็น

เมื่อผ่านประตูรั้วเข้าไปก็เป็นทางเดินสั้นๆ มุ่งตรงไปยังอุโมงค์ข้ามถนนเพื่อเข้าไปสู่บริเวณสวนสวยอันเป็นแรงบันดาลของภาพชิ้นสำคัญๆ ของยอดศิลปิน โคลด โมเนต์ ตรงหน้าเธอมีชายร่างสูงคนหนึ่งเดินนำหน้าอยู่ ใจสกาวอยากคิดว่าคนคนนี้แหละคือคนที่จับตามองเธอไม่วางอยู่เมื่อครู่ หากเขาหายตัว เดินล่วงหน้าผ่านเธอมาได้อย่างไร

เมื่อพ้นแนวอุโมงค์ เส้นทางก็เลียบลัดเลาะ มีรั้วโปร่งๆ กำหนดอาณาบริเวณอยู่ด้านขวามือ ด้านซ้ายเป็นสวนที่ตกแต่งแบบตะวันออก แนวไผ่เลียบริมลำธารสร้างความรู้สึกคุ้นชินให้เธอ ขณะที่หญิงสาวกำลังเพลิดเพลินกับการไหลริกๆ ผ่านแก่งหินของสายน้ำสายน้อย หูก็ตั้งใจฟังคำบรรยายเรื่องการทำงานของโมเนต์ ชายคนที่เดินนำอยู่เมื่อครู่ก็เดินแทรกผู้คนย้อนกลับมา

เขาหันหน้าไปอีกทางหนึ่งเธอจึงไม่ได้เห็นใบหน้าของเขาชัดเจนนัก เห็นเพียงแวบเดียวว่ามีทั้งหนวดและเคราปกคลุมอยู่ครึ่งหน้า… ใจสกาวหมดความสนใจแต่เพียงแค่นั้นด้วยเรื่องราวที่คุณครูกำลังเล่าน่าสนใจกว่า

เธอเห็นภาพของศิลปินใหญ่ที่ชอบออกมาทำงานกลางแจ้ง บางครั้งก็ลัดเลาะออกไปนอกแนวรั้ว หามุมสงบและสวยงามใต้ท้องฟ้ากว้างก่อนวางกรอบผ้าใบลงบนขาหยั่ง… ใช้พู่กันของเขาเป็นเครื่องมือจับแสง สี ห้วงเวลา อารมณ์และบรรยากาศรอบๆ ตัวแล้วปาดป้ายลงมาเป็นภาพจิตรกรรมแสนงาม

เพียงแค่กองฟางกองเดียวในทุ่งกว้างที่อยู่อีกฟากหนึ่งของรอบรั้วแห่งนี้ โมเนต์ก็วาดมันออกมาได้มากกว่ายี่สิบภาพในช่วงเวลาหลายปี วาดตามแสงสีที่แปรเปลี่ยนไปทั้งเช้า กลางวัน เย็น วาดตามฤดูกาลไม่ว่าจะเป็นยามหิมะปกคลุมไปจนกระทั่งถึงฤดร้อนอันแสนสดและเจิดจ้า

แล้วภาพวาดเหล่านั้นก็กระจายไปอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ทั่วโลก… ปารีส สกอตแลนด์ ชิคาโก บอสตัน ลอสแองเจลิส นิวยอร์ก โตเกียว…

Don`t copy text!