ดวงใจระบายสี บทที่ 16 : จานสีของศิลปิน

ดวงใจระบายสี บทที่ 16 : จานสีของศิลปิน

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

– 16 –

เส้นทางที่เดินตามๆ กันไปทั้งกลุ่มพาทุกคนโผล่พ้นป่าไผ่ออกมาพบกับสระขนาดใหญ่ สระที่โมเนต์ตั้งใจให้เป็นทะเลสาบ…น้ำให้ความรู้สึกชุ่มชื่นฉ่ำเย็นเสมอ สวนแห่งนี้จึงเป็นประดุจสถานที่ที่ผู้เป็นเจ้าของใช้ผ่อนคลายอารมณ์เคร่งเครียดจากการทำงาน และใช้เพิ่มพลัง เติมประจุไฟในตนเอง

ใจสกาวมองไปรอบๆ สูดอากาศสดและเย็นไว้เต็มปอด บรรยากาศเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายๆ นัก หญิงสาวแทบลืมเลือนหนุ่มน้อยคนที่เดินตามติดทุกฝีก้าว เธอมัวแต่เพลิดเพลินกับกิ่งหลิวที่ทอดก้านลงเรี่ยพื้นน้ำ มันสร้างภาพพร่าพรายขึ้นเหมือนอย่างที่โคลด โมเนต์ เห็นแล้วสามารถจับมันไว้ได้…จับไว้แล้วถ่ายทอดลงมาบนผืนผ้าใบ…

ยอดศิลปินเริ่มจับแสงสีและอากาศใส่ผืนผ้าใบมาตั้งแต่อายุได้สิบหกปี เริ่มทำเมื่อครั้งที่เขาได้พบกับยูจีน โบแดง ศิลปินนักวาดภาพทิวทัศน์ที่เมืองเล็กๆ ชื่อลาฮาร์ฟ ซึ่งเป็นเมืองริมทะเลทางตอนเหนือของฝรั่งเศส…เมืองที่บิดาของเขาเลือกพาครอบครัวย้ายออกจากปารีสไปอยู่อาศัยเนื่องจากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กับธุรกิจมากกว่า

แม้ยูจีน โบแดงจะเป็นศิลปินที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากมายอะไร หากเขาก็มีแนวคิด มีประสบการณ์ และคงเห็นพรสวรรค์ในตัวโมเนต์ จึงถ่ายทอดวิธีการเขียนภาพทิวทัศน์ และยังแนะนำให้โมเนต์เขียนภาพบนถนนในเมืองด้วย

โบแดงให้ความเห็นว่า การวาดภาพถนนในเมืองเล็กๆ จะทำให้ได้เรียนรู้มุมมอง ได้หัดเขียนระยะใกล้ไกลของสิ่งของแบบที่ในตำรายุคปัจจุบันเรียกว่าการเขียนเปอร์สเป็คทีฟให้แม่นยำ และยังจะได้สังเกตเห็นลักษณะการตกของแสงที่มีต่อตึกสองข้างถนนในแต่ละช่วงเวลาด้วย

“อุ๊ย โน่นไง สะพานญี่ปุ่นของโมเนต์” ใครสักคนในกลุ่มนักเรียนอุทานก่อนชี้ชวนกันดูสะพานไม้รูปโค้งแบบตะวันออก ทาสีเขียวสดใส

มันปรากฏอยู่ในภาพวาดยุคหลังๆ ของโมเนต์มากมายหลายภาพ เช่นเดียวกับภาพดอกบัว กิ่งหลิว และร่องรอยสายลมที่สร้างระลอกเล็กๆ บนผิวน้ำ สำหรับคนรักงานศิลปะ จะยึดเอายอดศิลปินผู้นี้เป็นแบบอย่างในการสร้างงาน การได้เห็นที่มา…ของจริง…ในภาพจิตรกรรมของเขาช่างเป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย

ขณะที่หญิงสาวยืนมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจอันเอิบอิ่ม ร่างสูงของหนุ่มน้อยผมทองก็เคลื่อนเข้ามาชิด เขาโอบไหล่เธอเหมือนจะถ่ายทอดความรู้สึกถึงกัน ใจสกาวพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่เกร็งตัว ไม่ผละห่างออกมารวดเร็วอย่างที่คิดอยากจะทำ

คริสน่ารัก และเป็นคนดีเกินกว่าที่เธอจะทำร้ายน้ำใจของเขาได้…หากหญิงสาวก็ไม่อยากให้ชายหนุ่มเข้าใจผิดแล้วยึดติดผูกพันอยู่กับเธอไม่เลิก

…นี่เราจะทำอย่างไรดี…ใจสกาวถามตนเองอยู่ในใจขณะที่ค่อยก้าวห่างออกมา เบี่ยงตัวเหมือนจะเดินเข้าไปดูดอกบัวริมน้ำใกล้ๆ จนมือของเขาหลุดจากบ่า…

ทำอย่างไรจึงจะให้ชายหนุ่มได้รู้และเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเธอเห็นเขาเป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น ทำอย่างไรจึงจะให้เขาเข้าใจโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังมากจนเกินไป

ถึงอย่างไร เธอก็เสียดายความสดใส และหัวใจอันแจ่มจ้าของเขา ไม่อยากให้หมองหม่นลงแม้สักนิดหนึ่ง…มันมีคุณค่ากับโลกใบนี้ กับผู้คน และกับตัวของเขาเอง ประดุจดั่งสีเหลืองในแม่สีทั้งสามสีบนจานสีของศิลปิน และในภาพจิตรกรรมทุกภาพ

หากเป็นเมื่อก่อน เพียงแค่ความดี ความน่ารัก ความเป็นเพื่อนที่พึ่งพาได้ และความรู้สึกว่า ‘เขารักเรา’…ใจสกาวก็คงปล่อยตัวปล่อยใจให้ลอยล่องดุจสายน้ำที่ไหลรินไปในลำธาร ไม่เคยคิดขัดขืน ไม่เคยมีคำถามว่านี่คือสิ่งที่เธอต้องการอย่างแท้จริงหรือไม่

หากความรักที่ผ่านมาและ…นพัช…ก็เปลี่ยนแปลงตัวตนกับความคิดของเธอไปแล้ว…การคิดไตร่ตรองและสำรวจหัวใจของตนเองด้วยตนเอง เป็นเรื่องที่ต้องทำให้ปรุโปร่ง ชัดเจนก่อนเปิดใจ อย่าให้สิ่งแวดล้อม เหตุการณ์หรือผู้ใดหว่านล้อมนำทางได้อีก…

“ขอให้มองหมายตามุมที่จะทำงานกันเอาไว้ ช่วงบ่าย นักท่องเที่ยวมากกว่านี้ จะทำงานยากขึ้น พวกเราต้องมีสมาธิเข้าไว้” เสียงอาจารย์ผู้สอนสั่งความ “เราจะเลือกที่นั่งทำงานได้แค่ในสวน และในหมู่บ้าน…ในตัวบ้านไม่สะดวก…เขาอนุญาตให้เราแค่เข้าไปดูกันเพื่อศึกษาตัวตนของโมเนต์และสร้างแรงบันดาลใจเท่านั้น”

ปล่อยให้นักเรียนสำรวจรอบๆ บริเวณสระน้ำ ดอกบัว และสะพานแบบญี่ปุ่นสีเขียวสดอยู่สักครู่ ทุกคนก็เดินตามผู้นำต่อไปยังสวนสวยที่โมเนต์บรรจงสร้างสรรค์ เขาเลือกดอกไม้นานาพันธุ์หลากสี มีทั้งทิวลิป ลูพิน ไอริส แดฟโฟดิล กุหลาบและโบตั๋นที่รอจะบานสะพรั่งทุกกิ่งก้านในช่วงฤดูร้อน

ทางเดินทุกสายเป็นเส้นตรงตัดพาดผ่านกันไปมาเพื่อแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงๆ มีซุ้มกุหลาบคร่อมผ่านทางเดินหลัก ซุ้มที่เป็นเส้นโค้งนั้นช่วยให้ไม่เกิดความรู้สึกแบนราบมากจนเกินไป

พื้นที่ที่ถูกแบ่งเป็นแปลงๆ บางแปลงมีต้นแอปเปิล บางแปลงเป็นต้นเชอร์รี บางแปลงก็มีต้นแปะก้วยที่ยามใบไม้เปลี่ยนสีจะเปลี่ยนใบเป็นสีเหลืองทอง และบางแปลงก็มีซุ้มวิสทีเรียอยู่ตรงกลาง แทบทุกตารางนิ้วในแต่ละแปลงของพื้นที่มีไม้ประดับอย่าง ฮอลลี่ เจอเรเนียม สีชมพูของโรโดเดนดรอน สีขาวของอซาเลีย และสารพัดสีของแพนซีกับดาเลียปลูกสลับกันไป

เพียงเท่านี้ สวนทั้งสวนก็กลายเป็นจานสีของศิลปิน…สีทุกสีจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาลและตามการผลิบานของไม้ดอกไม้ใบ

ไม่นานนักทุกคนก็เดินมาถึงบ้านหลังใหญ่ ระเบียงบ้านปกคลุมด้วยซุ้มกุหลาบเลี้อยแสนงามอีกเช่นกัน การใช้สีของโมเนต์ก็คือพลังการใช้สีที่จับตาตรึงใจคนทั้งโลก…เขาใช้สีอย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าใช้มาก่อน

…ตัวบ้านสีชมพูสดตัดขาว กรอบประตูหน้าต่าง ราวระเบียง ซุ้มไม้เลื้อย และเก้าอี้สำหรับนั่งพักผ่อนกลางแจ้ง เป็นสีเขียวสด เขียวในระดับที่หากอริศราเห็นเข้าเจ้าหล่อนคงอุทานเสียงสูงว่า ‘เคี้ยว…เขียว…เขียว!’

การเลือกใช้สีภายในก็เช่นกัน ราวกับยอดศิลปินกำลังสนุกกับการละเลงสี ผสานกันไปมาบนจานสีของเขาจนได้ออกมาเป็น ห้องนอนสีม่วงลาเวนเดอร์ ห้องนั่งเล่นสีเขียวมะกอก ครัวสีฟ้าสด ห้องรับประทานอาหารสีเหลืองมะนาว

อาจารย์ผู้สอนรอพบทุกคนที่ห้องซึ่งโคลด โมเนต์ใช้เป็นสตูดิโอทำงานเมื่อเขาย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านหลังนี้ใหม่ๆ …น่าเสียดายที่คามิลภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก ภรรยาที่เผชิญความยากจนในฐานะภรรยาของศิลปินหน้าใหม่…ผู้หญิงที่โมเนต์ออกปากว่าเป็นหญิงที่อยู่ในชีวิตและใกล้ชิดกับเขามากที่สุด ไม่มีโอกาสได้อยู่บ้านแสนงามหลังนี้ บ้านที่เป็นตัวตนของโมเนต์อย่างชัดเจน

“โมเนต์ย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ในฐานะผู้เช่า เมื่อปีคริสต์ศักราช 1883 กับอลิสภรรยาของเออเนสต์ อาเชนเด้เพื่อนรัก รวมทั้งลูกสองคนของเขาที่เกิดจากคามิลซึ่งเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสองสามปีก่อน และลูกติดของอลิสอีกหกคน…ช่วงแรกเขาใช้ห้องนี้เป็นห้องทำงาน…”

หญิงฝรั่งเศสร่างสูงผมสีน้ำตาลแดงผายมือไปรอบๆ ห้อง และทุกคนก็ได้เห็นว่านี่คือห้องที่ศิลปินทุกคนใฝ่ฝันอยากใช้เป็นสถานที่ทำงาน

มันให้ความรู้สึกเหมือนถูกแบ่งแยกออกจากตัวบ้านด้วยบันไดหกเจ็ดขั้น เมื่อก้าวลงมาก็เป็นห้องกว้างใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นห้องโล่งๆ ที่เครื่องเรือนทุกชิ้นถูกเลื่อนไว้ริมผนัง อันที่จริงมันก็มีเครื่องเรือนเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

มีเก้าอี้ยาวสำหรับเอนหลังยามบ่าย ชุดเก้าอี้กับโซฟาสำหรับพักผ่อนหรือต้อนรับผู้มาเยือน โต๊ะเขียนหนังสือเล็กๆ  มุมทำงานอันประกอบด้วยขาหยั่งตั้งภาพ และโต๊ะวางเครื่องมือสร้างงานจิตรกรรม

แสงธรรมชาติให้ความสว่างไสวนุ่มนวลตาไปทั้งห้อง มันสาดส่องเข้ามาจากหน้าต่างกระจกบานใหญ่รอบๆ ห้อง และทิวทัศน์ภายนอกก็งดงามจนแทบกลั้นหายใจ ด้านหนึ่งคือทุ่งกว้างและสวนสวย ด้านที่เหลือคือท้องถนนแสนสงบกับอาคารหินแสนงามภายในหมู่บ้าน

“…ต่อมางานของเขามากขึ้น โมเนต์ก็ไปสร้างสตูดิโอสำหรับทำงานใหม่แล้วใช้ห้องนี้สำหรับต้อนรับแขก นักวิจารณ์ นักสะสมงานศิลปะ ตัวแทนซื้อขายงานศิลป์” เมื่อเล่าถึงตรงนี้ผู้เล่าก็หัวเราะในลำคออย่างขันๆ

“ศิลปินส่วนใหญ่ไม่มีหัวด้านการค้า…แต่โมเนต์ก็มีเหลี่ยมคูไม่น้อยทีเดียว…หลังจากที่เขาดิ้นรนกับแนวทางศิลปะแนวใหม่ที่เขามุ่งมั่น จมอยู่กับความยากจนเสียยี่สิบกว่าปี เขาคงเห็นแล้วว่าหากจะประสบความสำเร็จต้องอาศัยชั้นเชิงให้มากขึ้น เขาจึงตั้งจอร์จ เปอร์ตีต์ ขึ้นมาเป็นผู้แทนขายภาพของเขาอีกคน แทนที่จะใช้ดูราน รูเอลเพียงคนเดียวอย่างที่ใช้มาสิบกว่าปี”

“ให้ทั้งคู่ขายแข่งกัน…” หนุ่มน้อยผมทองที่ยืนประชิดติดตัวใจสกาวไม่ห่างอุทานขันๆ และอาจารย์ผู้สอนก็หัวเราะหันมายกนิ้วหัวแม่มือให้

“นั่นละ! และเพื่อกระตุ้นดูราน รูเอล ตัวแทนคนเก่าที่กำลังจะหมดไฟด้วย…และมันก็ได้ผลจริงๆ รูเอลจัดงานแสดงภาพเดี่ยวของโมเนต์อีกหลายครั้ง ขายภาพได้หมดทุกครั้ง เพียงแค่เจ็ดปีผ่านไป โมเนต์ก็ซื้อบ้านหลังนี้ได้ ซื้อที่ดินข้างเคียงเพื่อทำสวน เขากลายเป็นศิลปินใหญ่ มั่งคั่ง กลายเป็นเซเลบริตี้ในสังคมยุคนั้นอย่างเต็มตัว”

เธอชี้ให้ทุกคนดูภาพวาดที่แขวนอยู่เรียงรายเต็มฝาผนัง

“โมเนต์ใช้ห้องนี้เก็บภาพที่เขาไม่ขาย เขาใช้ภาพเหล่านี้เหมือนเป็นไดอารี่ เหมือนเป็นบันทึก เป็นที่ระลึกถึงช่วงเวลายุคต่างๆ …บันทึกทุกก้าวของการสร้างงาน” เมื่อเห็นนักเรียนที่ยืนแวดล้อมทำตาโตไปตามๆ กันก็หัวเราะอย่างขบขัน

“ที่เราเห็นอยู่ทั้งหมดนี่เป็นภาพที่สร้างเลียนแบบ ถ้าเป็นของจริง ราคาของภาพในห้องนี้รวมกันคงประเมินค่าไม่ได้…ภาพจริงทั้งหมดเข้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ของเขาที่ปารีสหมดแล้วค่ะ…แต่ถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์กับเครื่องแต่งห้องละก็คือของจริงที่เก็บรักษาไว้เหมือนเมื่อครั้งที่โมเนต์ยังมีชีวิตอยู่”

หลังจากนั้นอาจารย์ผู้สอนก็สั่งให้ทุกคนใช้เวลาตามใจชอบ เพียงแต่ทุกคนจะต้องมีงานมาส่งให้เธอที่ป้อมหน้าประตูทางเข้าเวลาหกโมงเย็น

ใจสกาวใช้เวลาในห้องรับประทานอาหารสีเหลืองมะนาวและห้องครัวสีฟ้าสดอันแขวนประดับไปด้วยกระทะกับหม้อทองแดงเป็นสิบๆ ใบมากกว่าห้องอื่นๆ …เธอทึ่งกับตาและการตัดสินใจของโมเนต์เป็นที่สุด เพราะอะไรเขาจึงกล้าเลือกใช้สีเช่นนี้

…นั่นเป็นเพราะเขาคือโคลด โมเนต์! ยอดศิลปินแห่งยุคสมัยที่มีคนเดียวในโลก…

เมื่อหันไปเห็นคริสยังเดินตามติดเธอไม่เลิก…ตามแบบไม่มีวันยอมรามือ…ใจสกาวก็แทบถอนใจ หากก็รู้ดีว่าตอนนี้คงยังทำอะไรไม่ได้ เส้นทางภายในบ้านถูกจัดการกึ่งบังคับให้ทุกคนต้องเดินตามไปในทางเดียวกัน

“ตอนที่การแสดงงานครั้งแรกของเขาและเพื่อนๆ ในฐานะกลุ่มศิลปินไร้ชื่อถูกนักวิจารณ์สับจนเละ เขาจะรู้ไหมนะว่าตัวเองจะประสบความสำเร็จจนกลายเป็นที่หนึ่งของโลกแบบนี้…” ในที่สุดหญิงสาวก็ชวนคุย รักษาหัวข้อให้เป็นไปในเรื่องการงานและการเรียนให้มากที่สุด

ในยุคโน้นการแสดงงานจิตรกรรมของศิลปินจะได้รับการยอมรับก็ต่อเมื่อต้องได้รับเลือกจากสมาคมให้ได้เข้าแสดงในงานนิทรรศการศิลปะประจำปีที่ ‘ซาลอน’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในปารีส

หากโมเนต์และเพื่อนๆ ผู้ริเริ่มฉีกรูปแบบการทำงานจิตรกรรมแนวใหม่ ไม่อยากรอให้คณะกรรมการเป็นผู้คัดเลือกภาพของพวกเขาเข้าร่วมแสดงในงานที่ซาลอนอีกต่อไป จึงตัดสินใจรวมกลุ่มกันจัดแสดงงานอิสระโดยอาศัยสตูดิโอถ่ายภาพของเพื่อนอีกคนเป็นที่แสดงผลงาน

การแสดงภาพจิตรกรรมแนวใหม่ของกลุ่มศิลปินไร้ชื่อกลุ่มนี้ได้รับความสนใจ มีผู้เข้าชมงานมากถึงสี่พันคน หากก็ขายงานได้เพียงน้อยนิด ซ้ำยังเป็นในราคาที่ถูกแสนถูกเพียงภาพละร้อยฟรังค์เท่านั้น

แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือคำวิจารณ์จากนักวิชาการและนักวิจารณ์…มนุษย์ประเภทหนึ่งที่ไม่เคยสร้างผลงานอะไรเป็นของตนเอง ทำได้เพียงแค่อาศัยดูดกินจากงานที่สร้างขึ้นโดยแรงใจแรงสมองของผู้อื่น…นักวิจารณ์ผู้นั้นเดินทั่วงานแล้วเพ่งพินิจไปที่ภาพทิวทัศน์ที่ชื่อ‘อิมเพรสชันซันไรซ์’ ของโมเนต์  

‘นี่หรือคือความประทับใจ มันว่างเปล่า…เยือกเย็น…’ เขาว่าอย่างดูหมิ่น ‘ผลงานจิตรกรรมพวกนี้ดูถูกรสนิยมและสติปัญญาของผู้คนอย่างที่สุด หากจะมีอะไรเป็นความประทับใจก็นั่นแหละ คือความประทับใจแบบนั้น กระดาษปิดผนังยังดูเป็นงานที่เสร็จสมบูรณ์เป็นชิ้นเป็นอันมากกว่างานของศิลปินกลุ่มนี้’

ศิลปินผู้อื่นท้อแท้ หมดกำลังใจ ไฟที่ลุกโพลงอยู่ในตัวมอดดับเพราะคำคน หากไม่มีวันใช่คนอย่างโคลด โมเนต์ เขายิ่งพลุ่งพล่าน ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำกลุ่มแล้วนำเอาคำพูดดูถูกดูหมิ่นมีแต่ความเห็นไม่มีความคิดนั้นมาเป็นพลังผลักดัน

‘เอาซิ! ถ้าเขาบอกว่าเขาอิมเพรส…ประทับใจ…อย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นกลุ่มของพวกเรา…งานของพวกเราก็ต้องเรียกว่า อิมเพรสชันนิซึม!’

…แล้วศิลปะและศิลปินแบบอิมเพรสชันนิสม์ก็ถือกำเนิดขึ้นในวินาทีนั้น

“เขาไม่รู้ และนักวิจารณ์คนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าโคลด โมเนต์ จะกลายเป็นยอดศิลปินของโลก สไตล์ของเขาเป็นที่ยอมรับและยึดถือ ผลงานของเขาอยู่ในพิพิธภัณฑ์ อยู่ในห้องแสดงภาพทั่วโลก เป็นที่ต้องการของนักสะสม และแต่ละภาพมีค่า…มีราคามหาศาล” คริสว่าก่อนเสริม

“ภาพของโมเนต์ยังอยู่ ขณะที่นายนักวิจารณ์คนนั้นไปไหนแล้วก็ไม่รู้ ไม่มีอะไรเหลือฝากไว้ให้โลกสักอย่าง”

อันที่จริง หากพูดเฉพาะเรื่องความรักความสนใจในศิลปะ หญิงสาวและชายหนุ่มก็ดูเหมือนจะเข้ากันได้ดี ตามความคิดซึ่งกันและกันได้ทัน…หากเธอก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างขาดหาย

ความเท่าเทียม ความเคารพ การยอมรับ…และส่วนที่สำคัญที่สุด…ความรักความพิศวาส!

กับเขา…ใจสกาวรู้สึกแค่ความหวังดีและเป็นมิตร…หญิงสาวยิ้ม หันกลับไปต่อความด้วยเสียงหัวเราะ

“เขาชื่ออะไร นายนักวิจารณ์คนนั้นน่ะ…เธอจำได้หรือเปล่าคริส”

วินาทีนั้นเองที่ใจสกาวรู้สึกอีกครั้งว่ากำลังถูกจับตามอง  มองอย่างเพ่งพินิจจริงจัง มองอย่างประเมิน มองอย่างสนใจใคร่รู้…มองด้วยความรู้สึกครึ่งรักครึ่งชัง…

 

Don`t copy text!