ดวงใจระบายสี บทที่ 17 : ครอบครัวใหญ่

ดวงใจระบายสี บทที่ 17 : ครอบครัวใหญ่

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-17-

 

ใจสกาวเหลียวมองหา กวาดตาไปรอบๆ บริเวณ หากหญิงสาวก็ไม่เห็นใคร เห็นแต่นักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่…อ้อ! มีร่างสูงของชายหนุ่มคนหนึ่ง…‘นายเครา’ คนนั้นแหละ เธอจำผมสีน้ำตาลเข้มเกือบดำหยักเป็นคลื่นของเขาได้

แต่เขาก็ไม่ได้มองมาทางเธอนี่นะ! เขาหันหลังให้เสียด้วยซ้ำ กำลังออกเดินดุ่มๆ เหมือนจะมุ่งหน้าตรงไปยังร้านขายของที่ระลึก

เมื่อมองแล้วไม่เห็นใคร ใจสกาวก็ระงับความตื่นตกใจและความกังวล เธอคงคิดมากไปเอง รู้สึกไปเอง ชีวิตราบเรียบเงียบสงบและอยู่ในร่องในรอยมาตลอดของเธอ ไม่ควรสร้างความรักหรือความชังค้างคาไว้ที่ใคร…ถ้าจะมี…ก็ไม่ควรมากมายถึงขั้นนี้

หญิงสาวเดินออกจากตัวบ้าน เหลียวหามุมสงบที่น่าจะเหมาะกับการทำงาน มีสองคนจากชั้นเรียนของเธอเลือกที่นั่งตรงบริเวณหน้ากรงไก่ ตรงนั้นจะได้เห็นตัวบ้านในมุมที่แปลกตาผ่านดงดอกไม้นานาพันธุ์

เมื่อเดินย้อนกลับมาถึงสระบัว เธอก็พบว่าส่วนใหญ่ของเพื่อนๆ อยู่กันบริเวณนั้น อยู่กันตรงมุมที่จะได้เห็นสะพานโค้งสีเขียวสดทอดข้ามสระบัว กับกิ่งหลิวทอดตัวทิ้งใบลงเรี่ยผิวน้ำ มุมที่คนส่วนใหญ่เคยเห็นจนชินตาจากภาพเขียนของโคลด โมเนต์

คริสผู้เดินตามติดเห็นเธอหยุดมองทำทีคล้ายจะเลือกมุมนี้เป็นที่ทำงาน…ก็ใครจะไม่เลือกล่ะ? ขนาดยอดศิลปินอย่างเจ้าของบ้านยังวาดภาพจากมุมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า นักศึกษาศิลปะเบื้องต้นก็ควรต้องเลือกกมุมนี้เช่นกัน

ชายหนุ่มกางเก้าอี้ วางขาหยั่งในมุมที่ไม่บังทางเดินของนักท่องเที่ยว กะว่าใจสกาวคงเลือกนั่งอยู่ใกล้ๆ กันเพราะเสียงอีกฝ่ายสั่งความอยู่แจ้วๆ

“ทำงานให้ได้เยอะๆ นะ คริส อย่ามัวแต่เลือกหามุม ได้มุมดีแค่ไหนแต่มีเนื้องานน้อย อาจารย์คงไม่ชอบใจนักหรอก”

เมื่อเขาหันกลับไปอีกครั้งก็พบว่าตรงที่ที่กะว่าหญิงสาวจะนั่งว่างเปล่า…อันที่จริงเป็นเขาเองแหละที่เลือกเว้นมุมที่คิดว่าดีที่สุดไว้ให้เธอ…ใจสกาวหายตัวไปเสียแล้ว และคริสเองก็รู้ว่าเขาไม่สามารถทิ้งงานไปตามหาเธอได้

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังละล้าละลัง หากในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะวาดภาพทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จเรียบร้อยก่อนแล้วค่อยเดินไปตามหาใจสกาวนั้น หญิงสาวผู้ที่เขาปักใจตั้งแต่แรกเห็นกำลังเดินลัดเลาะไปตามถนนสายหลักของหมู่บ้าน

ราวๆ สิบห้านาทีใจสกาวก็บรรลุถึงโบสถ์เล็กๆ ของชุมชน หญิงสาวเดินอ้อมไปเข้าด้านหลังโบสถ์ ตามที่ได้ศึกษาวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว…ตรงนั้นเป็นกำแพงหินสูงเพื่อกันดินถล่มลงมาบนถนนสายน้อย และตรงมุมนั้นเองที่มีบันไดเล็กๆ ทอดสูงขึ้นไปบนเนิน

ใจสกาวหอบสัมภาระเดินขึ้นไป สองข้างบันไดหินคือพุ่มไม้ประดับและกอดอกแดฟโฟดิลกับทิวลิปปลูกสลับสีกันอย่างงดงาม เพียงเลี้ยวพ้นมุมบังของไม้พุ่มไปนิดเดียว ลานหินเล็กๆ ก็ปรากฏแก่สายตา มันทำหน้าที่เหมือนเป็นชานพักบันได เพราะด้านหลังจะเป็นบันไดทอดสูงขึ้นไปอีกช่วง

ฝั่งตรงข้ามกับชานพักนี้คือกำแพงหินที่มีไม้เลื้อยเกาะแน่น มันกลายเป็นฉากสีเขียวที่เน้นให้กางเขนหินสีขาวขนาดใหญ่ตรงนั้นเด่นขึ้น ตรงฐานของกางเขนเป็นแท่นสี่เหลี่ยม รอบๆ แท่นติดแผ่นป้ายหินอ่อน จารึกชื่อและวันเดือนปีทั้งวันเกิดและวันเสียชีวิตของผู้จากไปเรียงราย

หญิงสาวเดินเข้าไปดูอย่างมั่นอกมั่นใจ แผ่นหินอ่อนจารึกชื่อแผ่นที่ตรึงอยู่ตรงกลางแท่นด้านหน้าไม้กางเขน เขียนไว้ว่า ‘ที่นิทราสุดท้ายของ โคลด  โมเนต์ ผู้เป็นที่รัก เกิด ๑๔ พฤศจิกายน ๑๘๔๐ เสียชีวิต ๕ ธันวาคม ๑๙๒๖ ทุกคนจะระลึกถึงเขา’

ที่นี่คือหลุมฝังศพของยอดศิลปินของโลก…สถานที่ที่เธอตั้งใจมา และตั้งใจจะบันทึกภาพไว้ด้วยสีและพู่กันในมือ

ใจสกาวมองกอดอกไฮยาซินธ์สีม่วงกับสีขาว และแพนซี่สีเหลืองกับชมพูที่ขึ้นปกคลุมทุกตารางนิ้วของแท่นใต้ไม้กางเขน การวาดรูปดอกไม้คือสิ่งที่หญิงสาวโปรดปรานที่สุด และพบว่าสีน้ำที่อ่อนละไมจะทำให้กลีบดอกทุกดอกสดฉ่ำ หวานจนหยดย้อยได้มากกว่าสีชนิดไหนๆ

เธอเดินวนเลือกมุมที่เหมาะใจได้แล้วจึงกางขาหยั่งกับเก้าอี้ใต้ร่มเงาของต้นแอปเปิล หยิบอุปกรณ์ออกมาวางเรียง และด้วยความมั่นใจว่าตนเองจะสร้างงานได้มากกว่าหนึ่งชิ้นจึงเตรียมที่สำหรับการวางงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้วเอาไว้ด้วย

ไม่นานนักพู่กันในมือก็ปาดป้ายเป็นรูปกางเขนสีขาวขุ่นบนฉากหลังไม้เลื้อยที่มีสีตั้งแต่เขียวอ่อนแกมเหลือง เขียวใสสดสว่างไปจนกระทั่งถึงสีเขียวเข้มข้น ระหว่างนั้นใจสกาวก็อดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงครอบครัวใหญ่อุ่นหนาฝาคั่งของโมเนต์

และตรงหน้านี้ก็คือครอบครัวใหญ่ของโมเนต์ในอีกโลกหนึ่ง…ยอดศิลปินเตรียมที่ทางเพื่อเป็นที่อยู่ของตนเองเอาไว้ล่วงหน้าที่นี่…หากคนแรกที่ได้มาอยู่คือ เออร์เนส อาเชนเด้ เพื่อนรักผู้เป็นสามีของภรรยาคนที่สองของเขา

เป็นเรื่องน่าสับสนไม่น้อย และก็น่าขันไปพร้อมๆ กัน…เออร์เนส อาเชนเด้ ผู้เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าผู้มั่งคั่งประสบภาวะล้มละลาย จนจำเป็นต้องหอบลูกห้าคนและอลิสผู้เป็นภรรยามาอยู่อาศัยในบ้านเล็กๆ ของโมเนต์ที่เวนฌอย

ลูกคนเล็กของโมเนต์อันเกิดจากคามิล และลูกคนเล็กของอลิส อาเชนเด้เกิดในเวลาไล่เลี่ยกัน มีผู้ทักว่าทำไมเด็กสองคนดูคล้ายกันมาก และโมเนต์ก็วาดภาพเด็กทั้งสองคนไว้ หากทุกครั้งที่เขาได้ยินดังนั้น ยอดศิลปินจะยักไหล่แล้วพูดสั้นๆ ว่า “ผมจะไปรู้ได้ยังไง!”

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้น เออร์เนส อาเชนเด้ก็ละทิ้งอลิสเอาไว้กับโมเนต์และคามิล หากคามิลก็เสียชีวิตหลังจากคลอดลูกได้ไม่นาน โมเนต์กับอลิสจึงอยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงาน จนกระทั่งเออร์เนส อาเชนเด้เสียชีวิตทั้งคู่จึงได้แต่งงานกัน

และในเมื่ออาเชนเด้เองก็ไม่มีใคร…ลูกๆ ของเขาจึงขอนำร่างของพ่อมาฝังที่นี่ คนที่สองที่ลงมานอนรออยู่ในสุสานแห่งนี้ก็คือลูกชายคนโตของโมเนต์ ตามด้วยลูกสะใภ้ซึ่งก็คือลูกสาวของอาเชนเด้ สุดท้ายสถานที่แห่งนี้ก็อุ่นหนาฝาคั่งไม่ต่างจากเมื่อครั้งที่ทุกคนยังมีชีวิต

โมเนต์บ่นเสมอว่าบ้านของเขาที่เวนฌอยแออัด ทั้งหนวกหูทั้งวุ่นวายด้วยเสียงของเด็กๆ หกคนที่เป็นลูกของอลิส และอีกสองคนที่เป็นลูกของคามิล…ตอนนี้ทั้งครอบครัวใหญ่ของเขามาอยู่ที่นี่ ที่จิแวร์นีกันครบหน้าแล้ว

…สงสารแต่เพียงเออร์เนส อาเชนเด้เท่านั้นที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่เขาไม่พอใจและไม่อยากทน แต่เขาก็ไม่สามารถพาตัวเองหลบลี้หนีหน้าไปได้เหมือนเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่อีกต่อไป

ใจสกาวเป็นลูกคนเดียวมานานถึงสิบเจ็ดปี สมาชิกในครอบครัวมีเพียงพ่อกับคุณย่าและเหล่าบริวารกับความทรงจำถึงจิตใสแม่ผู้ล่วงลับไปของเธอ อันที่จริงหญิงสาวก็ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองขาดเพราะทั้งคุณธีรชัยและคุณธีราเติมให้จนเต็ม สอนให้เธอรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนเองมีเสมอมา…นานครั้งหรอกที่จะรู้สึกสงสัยนิดๆ ว่าการมีครอบครัวใหญ่นั้นเป็นอย่างไร

เมื่อมีณัฐพรเข้ามาในชีวิต เมื่อมีน้องน้อยณิศรามาเป็นสมาชิกใหม่ ทำให้ใจสกาวเคยคิดว่า นี่ไงล่ะ ครอบครัวใหญ่ของเธอ…หากขณะนี้หญิงสาวรู้สึกตัวแล้วว่า การมีณัฐพรกับณิศรานั้นไม่ใช่เธอได้ครอบครัวใหญ่ หากเป็นการที่เธอถูกเขี่ยออกมายืนอยู่ข้างๆ ต่างหาก!

หญิงสาวรีบขับไล่ความคิดนี้ออกจากใจ ลบร่องรอยความเศร้าและความผิดหวังจางๆ ที่ก่อตัวขึ้นที่ริมใจออกไปให้พ้น เธอจะไม่ยอมให้มันมาแปดเปื้อนหัวใจของเธอ ใจสกาวคนนี้จะระบายความเศร้า ความผิดหวัง ที่เกิดขึ้นทั้งหมดผ่านพู่กันลงไปยังชิ้นงาน…

เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่ทราบ การวาดสีน้ำนั้นแม้จะมีภาพผลงานที่อ่อนหวานนุ่มนวลโปร่งใสและบอบบาง หากมันก็ต้องอาศัยความเด็ดขาดฉับไวในการสร้างงาน เมื่อปาดป้ายลงไปแล้ว การแก้หรือการซ้ำจะทำให้ภาพหนักและเสียไปทั้งภาพ สู้เริ่มต้นใหม่เสียดีกว่า ภาพที่วาดเสร็จแล้วจึงวางเรียงรายอยู่รอบๆ ตัว

เพลิดเพลินและจมอยู่ในสมาธิของตนเองจนกระทั่งมีเสียงพูดคุยกันดังมาจากบันไดเหนือศีรษะ

“อย่าได้เข้มงวดกับตัวเองนัก ลูกไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบกับทุกเรื่องหรอก บางเรื่องก็ไม่ใช่ลูกเป็นต้นเหตุ มันแค่เป็นไปตามความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า…”

“ถ้าผมไม่ละเลย ไม่เอาแต่อารมณ์ในเวลานั้น เธอก็ไม่ต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้”

“ก็ไม่แน่เสมอไปนะ อย่าคาดเดาน้ำพระทัยของพระผู้เป็นเจ้า ไท”

เสียงฝีเท้า เสียงพูดและนามนั้นทำให้สมาธิของใจสกาวหลุดออกจากสีบนจานสีและปลายพู่กัน หญิงสาวหันขวับ

คนที่เพิ่งก้าวพ้นแนวไม้พุ่มออกมา ชะงักไปด้วยความประหลาดใจและคาดไม่ถึงเช่นกัน หากวินาทีถัดมาเขาก็ยิ้มเต็มหน้าทักว่า

“สกาย บังเอิญแท้ๆ”

ก่อนสมองจะสั่งงาน ใจสกาววางทุกสิ่งที่อยู่ในมือ วิ่งแล่นขึ้นบันไดไปสี่ห้าขั้นคว้ามือของคนที่เพิ่งปรากฏตัวมากุมเขย่าด้วยความดีใจ ภายในอกมีแต่ความตื่นเต้นยินดี อันที่จริงเธออยากกระโดดกอดเสียด้วยซ้ำ

“ฉันมาเรียนค่ะ มาเรียนที่นี่หลายเดือนแล้ว วันนี้ครูพามาทำงานนอกสถานที่ มากันด้วยรถบัส ฉันสนุกและมีความสุขมาก” เจ้าหล่อนลากเสียงยาวเหยียด ออกปากเล่าทุกสิ่ง พรั่งพรูความในใจโดยไม่ต้องมีใครถาม

“แต่ก็คิดถึงนิวยอร์กนะคะ คิดถึงตึกดับเบิ้ลเอส ทรี และ คิดถึงคุณไท”

อีกฝ่ายก็ยินดีไม่แพ้กัน นับจากวันที่ได้พบกันบนยอดตึกสูง บ่อยครั้งที่เขาคิดถึงเธอ คิดถึงรอยยิ้มแจ่มจ้า หัวใจที่เปิดกว้าง และคำพูดแจ้วๆ ไม่ยอมหยุดอย่างที่กำลังพูดอยู่นี่แหละ

“สกาย…นี่คุณแม่ของผม เจน…”

ใจสกาวลืมตาโต เกือบยกมือไหว้ แต่ก็นึกขึ้นได้จึงส่งมือให้จับแล้วพูดอย่างที่ใจคิดอีกตามเคย…

“คุณไทเหมือนคุณแม่ แต่…คุณแม่เหมือนเป็นพี่สาวคุณไทมากกว่าค่ะ”

เมื่อเดินทางออกจากนิวยอร์ก เธอคิดว่าตนเองเติบโตขึ้นมากแล้วนะ! และยังคิดว่าตนเองควบคุมทั้งความคิดทั้งการกระทำไว้ได้เรียบร้อยราบคาบแล้ว หากต่อหน้าผู้ชายคนนี้เธอกลับ ‘หลุด’ พูดจาเหมือนเป็นใจสกาวคนเดิม

การ ‘พูดจาเหมือนเป็นใจสกาวคนเดิม’ ของเธอทำให้สองแม่ลูกหัวเราะออกมาพร้อมๆ กัน แล้วเจนก็บอก

“ขอบใจมาก แต่ไทคงไม่ชอบใจนักหรอกเพราะมันอาจแปลว่าเขาแก่ไล่ๆ กับฉัน…”

“ไม่ค่ะ แปลว่าคุณแม่เด็กเกือบเท่าเขาต่างหากล่ะคะ” หญิงสาวจูงมืออีกข้างของผู้แก่วัยกว่าไว้ ประคับประคองให้เดินลงมาบนบันไดหินตามที่เด็กไทยทุกคนมักทำกับญาติผู้ใหญ่ ปากก็ซักถาม

“คุณแม่อยู่ที่นี่หรือคะ ดีจัง เมืองนี้สวยมาก และที่สำคัญมีโมเนต์!”

“ไม่หรอกจ้ะ ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่อยู่ไม่ไกลจากที่นี่นัก ไทเขามาพบเพื่อนที่พิพิธภัณฑ์ก็เลยมานัดพบทานกลางวันด้วยกัน ก่อนที่เขาจะไปพบเพื่อน” อีกฝ่ายก็พลอยเล่าเรื่องเรื่อยเปื่อยไปด้วย เป็นการเล่าอย่างเปิดเผย แตกต่างจากชาวตะวันตกทั่วๆ ไปที่มักเก็บเรื่องราวของตนเองไว้เป็นส่วนตัว ไม่แบ่งปันกับผู้ใดง่ายๆ

แล้วเธอก็ชะงัก มองภาพที่อยู่บนขาหยั่ง และอีกสองสามภาพที่เรียงรายอยู่บนพื้นรอบๆ

“นั่นฝีมือเธอหรือ สกาย”

“ใช่ค่ะ จะทำส่งครูเย็นนี้ค่ะ…ไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอกนะคะ…ฉันอยากเก่ง อยากเขียนให้ได้ดีกว่านี้”

“ใครว่า” อีกฝ่ายอุทาน “เธอวาดได้ดีน่าทึ่งทีเดียว เอาละ การวาดภาพมุมกว้างอาจเป็นข้อด้อยของเธอเพราะเรื่องเปอร์สเปคทีฟไม่ค่อยแม่นนัก ต้องฝึกด้วยการเขียนแบบ…ใช้หลักวิชาการโยงเส้นหาจุดรวมสายตาไปก่อน แล้วค่อยเขียนฟรีแฮนด์เมื่อแม่นยำแล้ว”

“คุณแม่พูดเหมือนครูเปี๊ยบเลยค่ะ ตอนนี้ฉันก็ฝึกเขียนแบบหาจุดรวมสายตาอยู่ค่ะ” ใจสกาวสารภาพ

“แต่เรื่องการใช้สี เรื่องน้ำหนัก จังหวะ ระยะ และอารมณ์ เธอทำได้ชัดเจนมาก สวยมากสกาย งานสีน้ำต้องสะอาด หวานและใสแบบนี้แหละ” ผู้พูดหยิบงานชิ้นโน้นชิ้นนี้ของเธอขึ้นมาดูแล้วออกตัว

“ฉันไม่ใช่ศิลปินหรอกนะ แต่เห็นงานมาเยอะ เลยพอให้ความเห็นได้…นี่เป็นงานที่ดีทีเดียว”

ขณะที่ใจสกาวกล่าวคำขอบคุณ สายตาของหญิงสูงวัยก็แลเลยไปยังลูกชายดวงหน้าคล้ำคมสันของเขาไม่เคยผ่อนคลายเช่นนี้มานาน ไม่เคยมีรอยยิ้มขบขัน ไม่เคยมีความอ่อนโยนลึกลงไปในแววตา…

…เธอไม่ได้เห็นสายตาแบบนี้ของไทมานานหลายปี นับตั้งแต่เกิดเรื่องร้ายแล้วเขากลับอุ้มเอาเรื่องร้ายนั้นเข้ามาไว้ในความรับผิดชอบ

หรือนี่คือพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่เจตนาเก็บเขาไว้ในที่มืด เก็บไว้เพื่อรอเวลาอันเหมาะสม เวลาซึ่งจะมีแสงสว่างมาพร้อมกับรอยยิ้มแจ่มจ้า…รอยยิ้ม ชีวิต ตัวตนและหัวใจที่เปิดกว้างราวท้องฟ้าฤดูร้อนของสาวน้อยผู้นี้

เจนอยากบอกกับลูกชายคนเดียว

‘เลิกปิดกั้นตัวเอง เลิกลงโทษตัวเองเถอะไท…อย่ายอมถูกบีบคั้น อย่ายอมให้คนอื่นเอาเปรียบ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของลูก เมื่อเห็นแสงสว่างแล้วก็จงเดินตามแสงสว่างนั้นไป อย่ายอมเดินวนอยู่ในถ้ำเพราะความเห็นแก่ตัวของคนอื่นอีกเลย’

 

Don`t copy text!