ดวงใจระบายสี บทที่ 18 : เมื่อแสงส่องใจ

ดวงใจระบายสี บทที่ 18 : เมื่อแสงส่องใจ

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-18-

 

เจนอยากอยู่คุยกับลูกชายและสาวน้อยผู้เพิ่งได้พบให้นานกว่านี้ หากก็มีเวลาเหลือไม่มากนัก เธอจึงจำต้องเอ่ยคำอำลาหลังจากได้พบกันแค่ไม่กี่นาที

“ขอให้โชคดีนะ สกาย และไม่ต้องเดินไปส่ง ทำงานของเธอไปตามสบายจ้ะ รถของฉันจอดอยู่ไม่ไกล”

สองแม่ลูกเดินลงบันไดไปด้วยกัน จนกระทั่งรถกำลังจะเคลื่อนออกจากที่นั่นเองที่เจนได้พูดสิ่งที่คิดอยู่ในใจ…คำว่า ‘เมื่อเห็นแสงสว่างแล้ว ก็จงเดินตามแสงสว่างนั้นไป’ ทำให้ไทเลอร์ถึงกับงันไปทีเดียว

ทว่า เขาได้ให้คำมั่นแล้ว และเรื่องทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนไปเป็นภาระหน้าที่…แม้ผู้เป็นมารดาจะบอกมาเป็นร้อยๆ พันๆ ครั้งว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของเขา หากชายหนุ่มก็ไม่สามารถผลักความรับผิดชอบได้

ท่านไม่ได้อยู่ที่นั่นในคืนวันนั้น…บนปราสาทสูงริมทะเล ท่ามกลางฝนตกหนัก ลมพายุแรงร้าย และแสงฟ้าอันเกรี้ยวกราด ท่านจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น!

นับจากวันนั้นท้องฟ้าในใจเขาก็หมองหม่นมืดมิด เป็นท้องฟ้าที่ปิดทึบด้วยเมฆหมอก มันคงจะปิดสนิทอยู่เช่นนั้น หาก…คงจะเป็นพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าอย่างที่แม่ของเขาพูดจริงๆ ก็ได้ ที่ดลบันดาลให้…จู่ๆ กลุ่มเมฆก็เคลื่อนตัวเปิดออกในวินาทีที่แสนเหมาะสม เคลื่อนออกไปเพื่อเปิดทางให้แสงสว่างสาดลงมา

…แสงแบบไหนน่ะหรือ? …แสงสดจ้า ใสสว่างราวแสงที่ขอบฟ้ายามตะวันแรกขึ้นอย่างที่เขากำลังเห็นอยู่ขณะนี้นั่นไง

 

ใจสกาวหันกลับมายิ้มรับ แม้เธอจะมิได้เอ่ยปากให้เขากลับมา เท่าๆ กับที่ไทเลอร์เองก็ไม่ได้พูดว่าเขาจะเดินย้อนกลับมาหา หากทั้งคู่ก็รู้อยู่แก่ใจ…

“คุณไท ฉันเสร็จงานแล้วค่ะ ขอเก็บของแป๊บนึงนะคะ” หญิงสาวพูดพลางมือก็ง่วนเก็บของไปพลาง ภาพวาดที่เตรียมเอาไว้ส่งครูทั้งหมดแห้งจนสามารถนำมาวางเรียงซ้อนกันไว้ได้แล้ว ใจสกาวลงวันที่และเวลาเอาไว้ที่มุมภาพทุกภาพ เพื่อให้รู้ว่าภาพไหนวาดก่อน ภาพไหนวาดหลัง

อีกไม่กี่อึดใจสัมภาระทุกชิ้นของเธอก็วางเรียงเรียบร้อย ไทเลอร์ตรงไปหยิบเอาเก้าอี้พับได้ตัวเล็กกับขาหยั่งไม้สำหรับวางภาพวาดมาถือไว้ ปล่อยให้ใจสกาวหิ้วกระเป๋าเครื่องมือวาดเขียนของตัวเอง แล้วเดินลงจากเนินเขามุ่งหน้าเข้าไปในหมู่บ้านด้วยกัน

น่าแปลกที่หญิงสาวมิได้คิดสักนิดว่าควรพูดว่า ‘จิตรกรที่ไหนมีคนช่วยถืออุปกรณ์ มีแต่นักกอล์ฟที่ต้องมีแคดดี้’ อย่างที่เธอพูดกับคริสเมื่อตอนเช้า

ใจสกาวรู้และยอมรับว่านั่นเป็นแค่ข้ออ้างที่ตนเองมีให้หนุ่มน้อยผมทอง เธออ้างไปแบบนั้นทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เป็นเธอต่างหากที่ไม่เคยคิดอยากแบ่งปัน ไม่เคยคิดอยากใกล้ชิดกับคริสให้มากกว่าที่ควรเป็น

ซ้ำขณะนี้ใจสกาวกลับกำลังรู้สึกเป็นสุข…อิ่ม…และอบอุ่นใจที่ได้แบ่งปันกับชายหนุ่มผู้นี้ ชายหนุ่มร่างสูงผิวคล้ำริมฝีปากหยักอิ่มเต็ม ชายหนุ่มผู้มีดวงตาคมกล้า ใบหน้าขรึมจนเกือบเย่อหยิ่งเข้มงวด ทว่าทั้งใบหน้าและดวงตาของเขาอ่อนแสง เบิกบาน นุ่มนวลเสมอเมื่อมองเห็นเธอ…

…ทั้งหมดนี้คือขั้นตอนทางจิตวิทยา…ใจสกาวบอกตัวเองอยู่ในใจ…‘คุณไท’ได้เห็นเธอตั้งแต่วินาทีแรกที่เจาะเปลือกเยี่ยมหน้าออกจากไข่ที่สนามบินนานาชาติจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ได้เห็นความเปลี่ยนแปลง ได้เห็นกระดูกที่เริ่มกล้าแข็ง ได้เห็นความกล้าตัดสินใจกางปีกเพื่อโบยบินครั้งแรกของเธอ

ความอ่อนโยนและรอยยิ้มที่ชายหนุ่มมีให้เสมอ ก็คงคือความเอ็นดูและภาคภูมิใจที่ได้เห็นพัฒนาการของเด็กคนหนึ่ง

ไม่ต่างจากเธอเอง…ความไว้วางใจ ความชิดใกล้ ความละมุนละไมแสนประหลาดที่เอ่อล้นจนท่วมท้นอยู่ในดวงใจขณะนี้ ก็คงมีสาเหตุมาจากการที่เธอได้สะดุ้งตื่นขึ้นจากฝันร้ายในชีวิต เพราะการกระตุ้นเตือนของเขา และเพราะมือของเขาคือมือหนึ่งที่ยื่นออกมาช่วยเหลือและปลอบขวัญยามเมื่อใจสกาวคนนี้ผิดหวัง เจ็บปวดจนแทบสิ้นใจ

ความสุข ความยินดี ความชิดใกล้ ที่ได้พบกันโดยไม่ได้คาดคิดล่วงหน้าทำให้โลกทั้งใบเลือนหาย หญิงสาวเดินเคียงขณะเล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาของตน เล่าถึงการเดินทางมาปารีสพร้อมกับอริศราและมารดา…เล่าถึงวิทยาลัยที่เข้าเรียน เล่าถึงวิชาที่เลือกเรียนด้วยความรักความสนใจอย่างแท้จริง ก่อนสรุปในตอนท้าย

“ฉันเพิ่งคุยกับอลิสเมื่อไม่กี่วันมานี้…อลิสจะมาเที่ยวปารีสค่ะ อยู่เที่ยวด้วยกันสักพัก” เธอเล่าแผนการและความในใจของตัวเองอย่างเปิดเผย “ฉันเองก็จบหลักสูตรพอดี ว่าจะตามอลิสย้อนกลับไปนิวยอร์กอีกครั้งเผื่อจะได้พบคุณไท”

ผู้พูดยิ้มเขินเมื่ออีกฝ่ายหันมาเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม

“อยากเอาประกาศนียบัตรไปให้ดู และอยากขอเก็บรายละเอียดรูปคุณไทต่อด้วยค่ะ จำได้ไหมคะ รูปที่ฉันเขียนค้างเอาไว้บนยอดตึกเมื่อวันนั้น ฉันกลับมาเขียนต่อ จวนเสร็จแล้วค่ะ”

“ตอนนี้อยากวาดเมื่อไหร่ก็บอกมาได้เลย ผมอยู่ที่นี่…ที่ฝรั่งเศสอีกหลายวัน” อีกฝ่ายบอกยิ้มๆ แล้วย้อนถาม “รู้ไหมอลิสจะมาถึงเมื่อไหร่”

“สัปดาห์หน้ามั้งคะ ยังไม่ได้กำหนดแน่นอน”

ไทเลอร์กลั้นยิ้ม อริศราคงตั้งใจจะ ‘เซอร์ไพรส์’!…ทำให้เพื่อนประหลาดใจ…จึงไม่บอกวันเดินทางอย่างชัดเจน กลายเป็นว่าเขาคงจะได้อยู่ในเหตุการณ์ความตื่นเต้นดีใจและประหลาดใจนั้นในอีกไม่นาน

ชายหนุ่มยังไม่เล่าถึงสิ่งที่ตนเองรู้ กลับเสเล่าถึงเรื่องการเดินทางไปประเทศไทยครั้งที่ผ่านมาของเขา เล่าถึงการวางระบบแบบใหม่ที่พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของเพื่อนรัก เล่าถึงการท่องเที่ยว เข้าป่าแล้วพายเรือไปตามแม่น้ำเชี่ยวก่อนกลับออกมาด้วยการนั่งช้างตามเส้นทางที่เพื่อนพาไป

ทั้งคู่คุยกันเพลินจนกระทั่งถึงถนนสายหลัก ใกล้ถึงใจกลางหมู่บ้าน ตรงหน้าพิพิธภัณฑ์และห้องแสดงภาพนั่นเองที่คริสยืนกระสับกระส่ายรออยู่ตรงประตูรั้ว เขาปราดเข้ามาหา ราวกับในม่านตาของเขามีเธอเพียงคนเดียว หนุ่มน้อยจึงไม่ได้สังเกตเสียด้วยซ้ำว่าใจสกาวไม่ได้เดินมาตามลำพัง

“จัย…ผมเดินหาคุณจนทั่ว ไปทำงานที่ไหนมา เสร็จไหม ได้กี่รูป…จวนเวลาแล้วนะ” ทั้งคำบอกเล่าทั้งคำถามพรั่งพรูจนผู้ถูกถามต้องส่ายหน้า

“รู้…ฉันมีนาฬิกา” เธอเลือกตอบแต่คำถามหลังแล้วยกนาฬิกาข้อมือให้ดู วินาทีนั้นเอง ดวงตาสีสวยใสและซื่อตรงของหนุ่มน้อยทำให้ใจสกาวได้คิด…นี่คือดวงตาของเธอเองเมื่อหลายเดือนก่อน!

เธอจะปล่อยให้เขาหลงรักใคร่ไยดี ปล่อยให้เขาเข้าใจว่าตนเองยังมีความหวังอยู่ต่อไปไม่ได้…หากมองไม่เห็นอนาคตร่วมกัน หากไม่สามารถเห็นภาพกันและกันเดินคู่เคียงกันไปอย่างมั่นคงและซื่อตรง เธอก็ไม่ควรปล่อยให้เขาเพ้อพร่ำไปข้างดียวเช่นนี้…

การตัดให้เด็ดขาดเสียตั้งแต่ต้นมือ ย่อมดีกว่าปล่อยให้เขาปล่อยใจถลำไปสู่ความผิดหวังรุนแรงที่ปลายทางอย่างที่เธอเคยประสบ

แล้วจู่ๆ ความคิดหนึ่งก็เกิดขึ้น ความคิดที่จะแสดงออกให้คริสได้เห็นชัดเจนจนหมดความสงสัยว่าหัวใจของเธอปิดตายเพื่อใครคนหนึ่งเสียแล้ว

“ขอบใจที่เป็นห่วงนะคริส เรื่องเรียนฉันพึ่งเธอได้เสมอ ฝากงานนี้ไปส่งครูด้วยนะ และฝากบอกด้วยว่าฉันพบ…ง่า…เพื่อน…และฉันจะกลับปารีสกับเขา” คุณพระช่วย! ทำไมความเอียงอายบนใบหน้าและดวงตาของเธอเป็นจริงกว่าที่คิด

ใจสกาวตั้งใจจะแค่ ‘แสดง’ ให้เพื่อนหนุ่มดู หากพวงแก้มของเธอก็ร้อนผ่าว และดวงตาเป็นประกายราวกับประกายดาวขึ้นมาจริงๆ เมื่อนึกถึงการเดินทางเพียงลำพังกับไทเลอร์…แม้จะเป็นระยะทางสั้นๆ เพียงแค่ชั่วโมงเศษจากจิแวร์นีกลับไปยังปารีส

คริสอึ้งตะลึงงันกับสีหน้าและท่าทีของเธอ แล้วเขาก็ยิ่งอึ้งตะลึงงันหนักเข้าไปอีกเมื่อเห็นชายหนุ่มคนที่เดินคู่มากับใจสกาวเต็มตา ซ้ำยังได้เห็นว่าเก้าอี้และขาหยั่งของหญิงสาวอยู่ในมือของฝ่ายนั้น

เหมือนกับอยู่กันคนละโลก เหมือนกับแข่งกีฬากันอยู่คนละลีก คนละกลุ่ม คนละชื่อชั้น!…แม้ว่าคริสจะรู้ตัวเองดีว่าพื้นฐานของตนเองดีขนาดไหน ทั้งฐานะ การศึกษา สติปัญญา ความสามารถรอบด้าน หากเพียงแค่มองเห็น หนุ่มน้อยก็รู้ว่าตนเองยังต้องเขย่ง ยังต้องเอื้อมจนสุดมือคว้าหากต้องการเทียบเคียงกับชายผู้นี้

ชายผู้ที่ใจสกาวเดินเข้าไปรั้งมือไว้อย่างสนิทชิดเชื้อเมื่อออกปาก

“คุณไทเข้าไปข้างในก่อนนะคะ ฉันจะรีบตามเข้าไปค่ะ…และเดี๋ยวเรากลับปารีสด้วยกันนะคะ”

คริสรู้สึกเหมือนในอกของตนมีลูกโป่งอยู่ใบหนึ่งและมันกำลังถูกเจาะลมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อยามที่หญิงสาวบอกกับเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย ทั้งสดใส ทั้งปีติ…เปี่ยมไปด้วยความสุขจนล้นใจ

“รบกวนเธอหน่อยนะคริส มีงานไปส่ง แต่ขอแยกกลับต่างหาก คุณครูคงไม่ว่าอะไร ช่วยบอกตามที่ฉันสั่งก็แล้วกัน แล้วพบกันในชั้นเรียนจ้ะ”

เพียงเท่านั้นหญิงสาวก็หมุนตัวกลับ เดินผละจากไป ทิ้งให้หนุ่มน้อยยืนมองตาม เธอไม่เปิดทางเลือกให้เขา ใจสกาวกึ่งบีบบังคับด้วยการมอบหมายให้เขาเป็นผู้ส่งงาน เป็นผู้นำความไปแจ้งกับอาจารย์ผู้สอน บีบให้เขาเดินทางกลับปารีสไปกับรถบัส…

เธอเลือกเดินตามชายหนุ่มผู้นั้นเข้าไป และไม่…แม้แต่จะหันหน้ากลับมามองด้วยซ้ำ!

 

ขาหยั่งกับเก้าอี้พับได้ตัวเล็กของใจสกาววางพิงอยู่ที่โต๊ะประชาสัมพันธ์ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่สูงวัยที่นั่งประจำอยู่บอกอย่างใจดี

“วางของของคุณรวมกันไว้ที่นี่ก็ได้ค่ะ คุณสมิธฝากบอกให้คุณรอสักครู่…เดินดูงานไปก่อนก็ได้นะคะ ตามสบาย”

ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเล็กๆ นี้ดูเผินๆ จากภายนอกเหมือนอาคารชั้นเดียว มันถูกออกแบบให้กลมกลืนกับอาคารดั้งเดิมและสภาพโดยรวมของหมู่บ้าน แม้กระทั่งทางเดินจากประตูรั้วด้านหน้าตรงที่ที่เธอทิ้งคริสเอาไว้ตรงนั้นก็ราวกับทางเดินในบ้านของยอดศิลปินโมเนต์

มันเป็นทางเดินตัดตรงที่ครอบคลุมด้วยแผงเหล็กดัดเป็นซุ้มโค้ง ปลูกกุหลาบเลื้อยและไม้เลื้อยอื่นเป็นระยะๆ สองข้างทางเป็นทางเดินย่อยตัดตรงไปยังสู่อ่างน้ำพุบ้าง ประติมากรรมงามๆ บ้าง และทางเดินย่อยเหล่านั้นก็จะแบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงๆ ให้ได้ปลูกไม้ดอกไม้ใบหลากหลายชนิด ให้มันได้แข่งกันออกดอกประดับสีสันงดงามทั่วไปทั้งบริเวณเหมือนในสวนของโคลด โมเนต์ไม่มีผิด

เมื่อได้รับคำอนุญาต ใจสกาวก็ถือโอกาสเดินชมงานซึ่งจัดแสดงอยู่ ตัวอาคารที่ดูเหมือนเป็นอาคารชั้นเดียวนั้น ที่แท้มีชั้นใต้ดินอีกสองระดับ ภายในมีทั้งห้องที่จะสามารถจัดงานแสดงทางศิลปะได้หลายห้องด้วยกัน

ขณะนั้นมีการแสดงงานภาพเขียนและงานประติมากรรมของศิลปินท้องถิ่น และในปีกซ้ายของตัวอาคารชั้นใต้ดินก็มีการแสดงผลงานของนักเรียนในโรงเรียนมัธยมละแวกนั้น…ขณะที่เธอกำลังชั่งใจว่าจะรอเขาด้วยการเข้าไปนั่งดูภาพยนตร์สั้นเกี่ยวกับประวัติและความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ดีไหม ไทเลอร์ก็เดินลงบันไดมาจากห้องทำงานบนชั้นลอยพอดี

“ไปกันได้แล้วสกาย” เขาส่งมือให้เธอจับก่อนจูงเหมือนจูงเด็กมารับข้าวของที่ฝากไว้ที่หน้าเคาเตอร์ และระหว่างที่เดินไปด้วยกันยังลานจอดรถนั่นเอง ใจสกาวก็กระซิบด้วยความเกรงใจ

“คุณไทส่งฉันที่สถานีรถไฟ หรือสถานีรถบัสก็ได้นะคะ ฉันนั่งรถกลับปารีสเองได้ค่ะ”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็โกหกเพื่อนของคุณน่ะสิ สกาย” อีกฝ่ายเย้าขันๆ และนั่นยิ่งทำให้หญิงสาวต้องแก้ตัวต้องชี้แจงเพิ่มเติมเป็นพัลวัน

“คริสเป็นเด็กดี เป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่ดีมาก แต่ฉันไม่อยากให้เขาเข้าใจผิด คิดมากไปกว่าที่ฉันคิดค่ะ ฉันต้องขอโทษคุณไทด้วยที่…ง่า…จู่ๆ เอาคุณเป็นข้ออ้าง อ้างเสียเสร็จสรรพว่าเราจะกลับปารีสด้วยกัน”

“ยังไงผมก็จะกลับปารีสอยู่แล้ว กลับไปด้วยกันก็ถูกแล้วและไม่ได้โกหกใครด้วย” ไทเลอร์บอกด้วยเสียงหัวเราะ “ผมเข้าใจ…เข้าใจความต้องการ รู้ว่าสกายพยายามจะทำอะไรมาตั้งแต่คำแรกที่สกายพูดกับเพื่อนแล้ว และผมยินดีให้ความร่วมมือเต็มที่นะ”

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความหมายในถ้อยคำประโยคสุดท้าย เป็นเพราะเสียงทุ้มนุ่มนวลเจือหัวเราะอารมณ์ดี หรือจะเป็นเพราะความอบอุ่นเกือบร้อนของมือที่แตะประคองที่เอวพาให้เธอเลี้ยวให้ถูกทางกันแน่ที่ทำให้หัวใจของใจสกาวเต้นโลดแล้วร้อนผ่าวไปทั้งตัว

เธอคงเป็นบ้าไปแล้ว…นี่เป็นบทสนทนาที่ไม่ได้มีความหมายลึกล้ำอะไรเลย และสัมผัสของเขาก็เป็นสัมผัสแบบธรรมดาผิวเผินตามมารยาทและธรรมเนียม…วูบแรกหญิงสาวทั้งตกใจ ทั้งสงสัย ทั้งประหลาดใจ หากในห้วงเวลาที่นั่งเงียบๆ อยู่ในตอนหน้าของรถคันงามนั่นเอง ภาพในใจก็เริ่มฉายชัด…

…นี่เราควรจะรับมือกับมันอย่างไรดี…หญิงสาวใคร่ครวญอยู่ในใจ หากความกล้าหาญที่ไม่เคยรู้ว่าตนเองมีมากมายขนาดนี้มาก่อนก็บอกว่า จะเป็นไรไป!…เธอได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าแข็งแกร่งมั่นคงพอที่จะก้าวข้ามผ่านความรักและความผิดหวังมาได้อย่างสง่างาม

เธอสามารถปาดเกลี่ยให้สีที่สาดใส่เข้ามาในชีวิต กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาพจิตรกรรมได้ ดังนั้นต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใจสกาวคนนี้ก็จะสามารถรับมือ…มาเถิดความรัก มาเถิดความผิดหวัง ถ้าจะมีมาอีก…

หญิงสาวมั่นใจว่าเธอจะสามารถแปรเปลี่ยนมันเป็นพลัง สร้างและสรรค์ให้มันกลายเป็นภาพแสนงามในชีวิตภาพหนึ่งได้

ใจสกาวคิดวกวนหมกมุ่นจนแปลกใจที่เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ารถจอดนิ่งอยู่ริมลำธาร ลึกเข้าไปตรงหน้าเธอคือระหัดวิดน้ำและอาคารหลังใหญ่ในดงไม้ มีบึงเต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใสแจ๋วเป็นฉากหลังอยู่ไกลๆ

ที่อยู่ใกล้…ชิด…จนน่าหวั่นใจคือรอยยิ้มแจ่มจ้าบนใบหน้าที่เคยขรึมและเคร่งเครียด

“ถึงแล้วสกาย ลงมาได้แล้ว”

Don`t copy text!