ดวงใจระบายสี บทที่ 19 : เซอร์ไพรส์!

ดวงใจระบายสี บทที่ 19 : เซอร์ไพรส์!

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-19-

อาคารหลังใหญ่ที่เห็นลึกเข้าไปข้างในเป็นตัวบ้านดั้งเดิม ส่วนอาคารชั้นเดียวซึ่งยื่นออกมาด้านข้างนั้นน่าจะเป็นโรงนามาก่อน หากขณะนี้ส่วนนี้กลายเป็นภัตตาคารเล็กๆ และเงียบสงบ

ไทเลอร์ไม่เลือกนั่งที่ริมระเบียงซึ่งเป็นส่วนที่สร้างใหม่ เขารู้ดีว่าแม้ว่าอากาศจะไม่หนาวจัดนักในช่วงนี้ หากความที่อยู่ชิดริมน้ำและอยู่กลางแจ้ง ถ้าพระอาทิตย์สิ้นแสงเมื่อไหร่ มันก็จะยังคงหนาวเยือกเกินกว่าจะนั่งอย่างสบายได้อยู่ดี

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหญิงสาวที่มากับเขาในวันนี้มีเพียงเสื้อแจ็กเกตบางๆ สวมทับเพียงตัวเดียว และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เจือปน

อีกไม่กี่อึดใจทั้งคู่ก็ได้มานั่งอยู่ด้วยกันที่โต๊ะหน้าเตาผิงขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันนี้คงทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องประดับห้อง อีกด้านหนึ่งเป็นฝาผนังกรุกระจกทั้งด้าน เปิดให้เห็นแนวระเบียงซึ่งมีลูกค้าของภัตตาคารอีกกลุ่มหนึ่งนั่งดื่มไวน์อยู่ด้วยกัน

มองไกลออกไปก็คือผืนน้ำใสแจ๋วในบึงกว้าง ผืนน้ำที่สะท้อนแสงและสีของท้องฟ้าเมื่อยามตะวันใกล้จะลบเลือน มันกลายเป็นสีส้มที่เจือปนไปด้วยแถบสีม่วงดูงดงามแปลกตา

ทั้งคู่เลือกสั่งจานแรกเป็นตับห่านบดปรุงรสเสิร์ฟมาในจานพร้อมกับซอสบัลซามิกขาวโรยหน้าด้วยผิวส้ม ส่วนจานหลักฝ่ายชายเลือกเนื้อตุ๋นไวน์แดงใส่หัวหอม เห็ด กับเบคอน ขณะที่ใจสกาวเลือกปลาค็อดอบกับผัก

ระหว่างมื้ออาหาร เป็นเพียงการคุยกันด้วยเรื่องสัพเพเหระ หนักไปในเรื่องของงานศิลปะและดนตรีที่ต่างฝ่ายต่างพบว่ามีตาและใจที่ต้องตรงกัน…

ตราบจนกระทั่งแอปเปิลพายที่หญิงสาวสั่งมาเป็นของหวานถูกนำมาวางตรงหน้านั่นเอง ไทเลอร์ก็บอกให้เธอมองข้ามผ่านแผ่นน้ำในบึงใหญ่นั้นไป…ขณะนั้นท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินเข้มข้นแล้ว หากก็ยังพอมองเห็นแนวไม้ฝั่งตรงกันข้ามเป็นเงาตะคุ่ม

“ตอนเด็กๆ ผมเคยอยู่ที่บ้านหลังนั้น หลังที่อยู่หลังพุ่มไม้อีกฟากของบึง”

ใจสกาวยกส้อมค้าง ขณะที่คนเล่ายิ้มกว้างผ่านควันกรุ่นของกาแฟดำเข้มแค่มองก็ขมจัดที่เขาสั่งมาดื่มตบท้ายมื้ออาหาร แล้วไทเลอร์ก็เล่าเรื่อยๆ เล่าอย่างที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเล่า

“แม่กับพ่อเลี้ยงของผมเคยอยู่ที่บ้านหลังนั้น ก่อนจะย้ายไปอยู่อีกเมือง…”

ชายหนุ่มเล่าถึงชีวิตวัยเด็ก…เขาจำพ่อแท้ๆ และชีวิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงห้าปีแรกได้ไม่มากนัก แต่มาจำได้มากมายกับชีวิตช่วงหลังจากนั้นเมื่อผู้เป็นบิดาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต และมารดาตัดสินใจแต่งงานใหม่แล้วย้ายมาอยู่อาศัยที่นี่

บิดาเลี้ยงของเขาเป็นศาสนาจารย์ ท่านใช้ศาสนาและความเชื่อมั่นในพระผู้เป็นเจ้าพาแม่ของเขาข้ามผ่านความทุกข์มาได้…ความทุกข์ที่มีสาเหตุมาจากความเสียใจอย่างที่สุดเมื่อชายคนแรกที่เธอเลือกเป็นคู่ชีวิตจากไปเร็วเกินคาด

ช่วงแรกๆ เจนไม่ยอมแม้แต่จะลุกขึ้นจากเตียง ถึงขนาดที่คุณแซมมวลและคุณอมีเลีย ปู่กับย่าของเขาเกือบจะยื่นคำขอต่อศาลขอเป็นผู้ปกครองหลานชายในวัยห้าขวบทีเดียว

เมื่อพ่อเลี้ยงของเขาตัดสินใจกลับประเทศบ้านเกิด แม่ของเขาก็ติดตามกลับมาอยู่ในทวีป…ในประเทศที่เธอคุ้นเคย…แล้วเขาก็กลายเป็นเด็กสามประเทศ ต้องเดินทางจากฝรั่งเศสไปอยู่กับคุณตาคุณยายที่ลอนดอนบ้าง สลับกับการเดินทางไปนิวยอร์กเพื่อไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าบ้าง

และเมื่อเติบโตพอจะเลือกชีวิตของตัวเอง เขาก็เลือกสหรัฐอเมริกาเป็นบ้านเลือกไปเรียนที่นั่นตั้งแต่ชั้นมัธยมปลาย

“แต่ก็มีอยู่ช่วงหนึ่งนะ ที่เคยตัดสินใจจะย้ายมาอยู่ที่นี่” เหมือนมีเงาพาดผ่าน ใจสกาวรู้สึกเหมือนได้เห็นความทุกข์ตรมฉายวาบอยู่ในดวงตาสีน้ำตาล…หรือเธอจะคิดไปเอง…เพราะอีกเพียงแค่อึดใจมันก็ผ่านเลยไป

“แต่ในที่สุด ตึกดับเบิ้ลเอสของคุณปู่ก็กลายเป็นฐานที่มั่น และการงานก็ทำให้ผมต้องเดินทางมากมายไม่ได้หยุดมาจนถึงปัจจุบัน”

หญิงสาวฟังเพลินและมองเพลิน…ไทเลอร์ไม่ใช่แค่ชายหนุ่มที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องรำพึง ‘เฮ้อ! หล่อ’ เหมือนอย่างที่ทำให้อริศรารำพึงเมื่อวันโน้น หากเขามีบุคลิกและท่าทีที่ดึงดูดใจ แฝงไปด้วยความเย่อหยิ่งทรงอำนาจของชายหนุ่มที่มั่นใจในตัวเอง มั่นใจทั้งในตัวตนของตน และคุณสมบัติแวดล้อมที่มีอยู่รอบๆ ตัวด้วย

และด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฏ…อาจเป็นเพราะ ‘ใจ’ ของเธอ…‘ใจ’ ที่จู่ๆ ก็เปิดช่องราวกับการหมุนปุ่มค้นหาคลื่นวิทยุแล้วไปจับสัญญาณพบเข้าอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว…ใจสกาวได้สัมผัสถึงความหนักแน่น ความซื่อตรงคงมั่นอย่างที่จะหาได้ยากนักในชายหนุ่มที่มีคุณสมบัติพร้อมพรั่งอย่างที่เขามี

หลังจากนพัช หญิงสาวพบว่าตนเองไว้วางใจผู้คนยากขึ้น ยืนอยู่ได้ในโลกนี้ด้วยตัวเองได้มากขึ้น หากกับไทเลอร์…ความรู้สึกไว้วางใจ ความรู้สึกเหมือนอยากวางชีวิตของตัวเองไว้ในอุ้งมือของเขากลับเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ และมากมาย

มันทำให้ใจสกาวเล่า…เล่าไปเรื่อยๆ ถึงชีวิตวัยเด็ก บอกเขาถึงครอบครัวที่ประกอบด้วยคุณย่า บิดา เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาห้าหกปีที่ผ่านมา…ห้วงเวลาที่ครอบครัวของเธอมีสมาชิกใหม่

หญิงสาวไม่ทราบว่าถ้อยคำของเธอเองก็ทำให้อีกฝ่ายได้เห็นเธอในแง่มุมที่ลึกล้ำกว่าเดิม…เขาได้เห็นใจสกาวตั้งแต่เป็นสาวน้อยหน้าใสซื่อ…ซื่อจนน่าเป็นห่วง…แล้วได้เห็นเธอค่อยๆ แข็งแกร่งขึ้น ได้เห็นเธอกล้าและรู้จักเลือกเดินบนเส้นทางที่ตนเองรักและต้องการอย่างแท้จริง การได้เห็นครั้งนั้นทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเพียงดีใจและภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการเติบโตของเธอ

หากวันนี้…วินาทีนี้…ไทเลอร์ได้เห็นย้อนกลับไปถึงเด็กหญิงน้อยที่เติบโตขึ้นมาท่ามกลางความรักและเอาใจใส่ทุกย่างก้าว มันสร้างให้เธอสะอาดใส เมตตา ซื่อตรงและเปิดกว้างอย่างไม่น่าเชื่อ

ชายหนุ่มมองเห็นชัด…ชัดเจนจนรู้สึกราวกับเขาได้อุ้มร่างน้อยๆ อ่อนนุ่มและหอมกรุ่นเอาไว้ในอ้อมอกทีเดียว

อีกไม่นานทั้งสองคนก็เสร็จจากมื้ออาหาร ระยะทางจากภัตตาคารกลับเข้าสู่ปารีสใช้เวลาเพียงไม่ถึงยี่สิบนาที หากมันก็เป็นยี่สิบนาทีที่แสนประหลาด ทั้งคู่ได้สัมผัสถึงไออุ่นที่คุกรุ่นอยู่รอบกาย ไออุ่นซึ่งอัดแน่นอยู่ภายในพื้นที่แคบๆ ของรถคันเล็ก…

…มันหอมหวาน งดงาม และสว่างไสว…ชวนให้หลงใหลยิ่งนัก!

เมื่อรถแล่นใกล้ใจกลางเมืองเข้าไปทุกขณะ ใจสกาวก็ปลุกใจของตนเองให้ตื่นขึ้นเพื่อเผชิญกับโลกที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่โลกที่เพ้อฝันและหวามไหวอย่างที่หญิงสาววัยอ่อนผู้หลงใหล…รัก…งานศิลปะทุกชนิดในโลกมักจะเป็น

“คุณไท ส่งฉันที่มุมถนนนั่นก็ได้ค่ะ มีสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน” เธอพูดอย่างเป็นงานเป็นการ “ฉันลงไปขึ้นรถไฟที่สถานีนี้แล้วนั่งแป๊บเดียวก็ถึงสถานีหน้าตึกที่ฉันอยู่แล้วค่ะ ถนนหน้าอพาร์ตเมนต์แคบและค่อนข้างจอแจเพราะมันมีโรงแรมอยู่ใกล้ๆ ด้วย…”

“…อยู่ตรงข้ามกัน” อีกฝ่ายต่อความ เขาหันมายิ้ม…ดวงตาสีน้ำตาลที่เคยเป็นประกายกล้า แน่วนิ่ง และมั่นคงที่เธอเคยเห็นดูราวกับแปรสีเป็นสีน้ำผึ้ง มันอ่อนเชื่อม เป็นประกายวะวับด้วยอารมณ์อันผ่อนคลายและรื่นรมย์

ถ้าใจสกาวได้ดื่มไวน์สักหยด เธอจะป้ายความผิดให้ไวน์หยดนั้น! ป้ายความผิดว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของมัน เธอจึงรู้สึกถึงความเอ็นดูและความสนิทชิดเชื้อเช่นนี้…

“ผมรู้จักอพาร์ตเมนต์ที่สกายอยู่ และรู้จักโรงแรมที่ว่า สมัยก่อนที่คุณปู่คุณย่ายังเดินทางสะดวก เวลามาปารีสท่านชอบมาพักที่นั่น ท่านชอบที่มันอยู่ไม่ไกลจากวิหารนอเทรอดาม และคุณย่าก็ชอบมากตรงที่ด้านหลังเป็นร้านค้าประเภทแฟชั่น เวลามีปารีสแฟชั่นวีก เขาก็จัดงานปิดถนนขายของกันที่ด้านหลังนั้นแหละ”

ขณะที่ใจสกาวนึกถึงหญิงสูงวัยผู้เป็นเจ้าของตึกอพาร์ตเมนต์ที่เธออยู่ นึกถึงความสงบและสมาธิยามเมื่อท่านอยู่ริมหน้าต่างทรงสูง ปักลวดลายลงบนผืนผ้าทั้งด้วยจักรเย็บผ้าเครื่องกะทัดรัดและด้วยมือ เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะอีกแบบ ชายหนุ่มก็พูด

“คุณย่าของผมกับเรอเน่ รู้จักกันมานาน” ไทเลอร์บอก ขยายความด้วยเสียงหัวเราะเมื่อเห็นความตื่นเต้นประหลาดใจในดวงตาของเธอ “คิดว่าใครเป็นคนแนะนำให้อลิสมาพักที่นี่ล่ะ ทันทีที่รู้ว่าอลิสต้องมาเรียนปีหนึ่งที่ปารีส คุณปู่กับคุณย่าก็ติดต่อฝากฝังอลิสกับเรอเน่ทันที”

อึดใจนั้นเองที่ชายหนุ่มจอดรถเทียบที่ริมฟุตปาธ ตึกที่เธออยู่เป็นตึกที่อยู่ถัดจากถนนใหญ่และสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินมาเพียงไม่กี่สิบเมตร ชั้นล่างตลอดทั้งแนวเป็นร้านอาหาร มีทั้งอาหารอิตาเลียน จีน และเม็กซิกันเรียงราย ถ้าไม่ได้สังเกตก็คงจะไม่ได้เห็นประตูไม้บานใหญ่หนาหนักตรงมุมตึก

ใจสกาวเดินตรงไปกดรหัสบนแป้นไฟฟ้าอย่างคุ้นเคย แล้วสลักก็ปลดออกให้เธอผลักประตูกว้าง ก่อนเชื้อเชิญ

“คุณไทจะเข้าไปทักทายเรอเน่ใช่ไหมคะ เชิญค่ะ”

ผู้ที่เดินตามกลั้นยิ้ม รู้ดีว่าอีกไม่กี่นาทีหญิงสาวผู้มีผิวขาวเหลืองบอบบางและดวงตาใสแจ๋วผู้นี้จะตื่นเต้นและประหลาดใจยิ่งกว่าเมื่อครู่ที่ได้รู้ว่าครอบครัวของเขารู้จักคุ้นเคยกับเรอเน่ผู้เป็นเจ้าของตึกหลายสิบเท่า

พ้นจากทางเดินแคบๆ เข้าไปก็คือลานหินเล็กๆ ล้อมรอบด้วยรั้วที่มีไม้เลื้อยขึ้นปกคลุมจนแน่นทึบ แนวรั้วนี้ช่วยกั้นบริเวณลานหน้าตึกพักอาศัยกับด้านหลังร้านอาหารให้เป็นสัดส่วนแยกจากกัน เพราะด้านหลังร้านอาหารมักวุ่นวายไปด้วยการขนส่งวัตถุดิบและสิ่งของเหลือใช้ บางครั้งก็เป็นเหล่าเชฟออกมายืนพักผ่อน พูดคุยกันหรือสูบบุหรี่จนควันโขมง

ใจสกาวเดินนำตัดผ่านลานหินกว้างนั้นเข้าไปยังประตูโค้งประดับกระจกสี เมื่อผ่านเข้าไปก็เป็นห้องโถงเล็กๆ เล็กจ้อยขนาดไม่เกินสิบตารางเมตร หากก็ดูไม่แออัดเพราะกระจกเงาบานใหญ่กับผนังกระจกใสที่เปิดให้เห็นลานกว้างและแนวกำแพงไม้เลื้อยที่ด้านนอก

มีเก้าอี้ยาวสามตัวสามแบบตั้งชิดผนังสำหรับคนที่อยากนั่งรอ หญิงสาวหันกลับมากระซิบกับคนที่เดินตามขึ้นบันไดสูง “เรอเน่ต้องเซอร์ไพรส์แน่ๆ ที่เห็นคุณไท”

อีกฝ่ายยิ้มรับ พลอยตอบความด้วยเสียงกระซิบเช่นกัน

“เรอเน่ทราบแล้วครับว่า ผมจะมา”

ชายหนุ่มคงโทร.บอกไว้ล่วงหน้าแล้วละมัง อาจโทร.บอกไว้ตั้งแต่ยามบ่ายตอนที่เขาขึ้นไปติดต่องานบนชั้นลอยของพิพิธภัณฑ์ เธอให้คำอธิบายกับตัวเอง

เมื่อพ้นเชิงบันไดหินอ่อนก็เป็นทางเดินทอดยาว สองข้างทางมีประตูฟากละสองบานเป็นห้องที่แบ่งให้นักศึกษาเช่า สุดโถงทางเดินคือห้องชุดซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเจ้าของสถานที่

ห้องที่ใจสกาวเช่าอยู่เป็นห้องเล็กๆ ด้านซ้าย ติดกับประตูทางเข้าห้องชุดของเรอเน่ มือของเธอแตะลูกบิดประตูตั้งใจจะเอาข้าวของทั้งหลายเข้าไปเก็บก่อน หากมืออุ่นๆ ก็ยุดมือเธอไว้เมื่อบอก

“วางของไว้หน้าห้องนี่แหละสกาย เข้าไปหาเรอเน่ก่อน”

ชายหนุ่มกดกริ่งที่หน้าประตูห้อง รอจนมีเสียงสลักถอดออกจึงเปิดประตูก้าวเข้าไปอย่างคุ้นเคยกับสถานที่ ร่างเล็กบางของเรอเน่ปลิวเข้ามาในอ้อมแขนของเขา เขย่งสุดตัวเพื่อจูบแก้มซ้ายขวาก่อนเอ่ยคำทักทายยืดยาวที่สรุปลงด้วยประโยคที่ว่า

“วันนี้มีแต่เรื่องให้ฉันดีใจ…”

วินาทีที่สิ้นคำผู้สูงวัย หญิงสาวที่นั่งเอนๆ หันหลังอยู่ตรงเก้าอี้มุมห้องก็กระโดดลุกขึ้นยืนกางแขนร่าวิ่งมาทางเธอพร้อมกับเสียงตะโกน “เซอร์ไพรส์!”

ใจสกาวเต้นเร่าอ้าแขนรับร่างของเพื่อนไว้อย่างยินดีเมื่อร้อง “อลิส! อลิส!” ตื่นเต้นดีใจและประหลาดใจจนพูดแทบไม่ออก หญิงสาวซักถามและไม่ต้องการคำตอบ… “จะมาทำไมไม่บอก ฉันจะได้อยู่รอ ไม่ไปไหน…มิน่าถามว่าสอบเสร็จเมื่อไหร่ก็ไม่เคยบอกวันที่แน่ๆ สักที ดีใจ! ดีใจที่สุดที่ได้เห็นหน้าเธอ”

แน่ละ! ใจสกาวดีใจและโล่งใจ อริสราจะเป็นเพื่อนคุย เป็นที่ปรึกษาถึงเรื่องราวลึกล้ำในใจของเธอได้…อย่างน้อย…เธอก็อุ่นใจที่มีเพื่อนสาวอยู่ใกล้ๆ

“ค่ำวันนี้เรามีแต่เรื่องดีใจ ต้องฉลองกันเสียหน่อยดีกว่า มาเถอะ ฉันมีแชมเปญ…” เรอเน่บอก

แล้วอีกไม่กี่อึดใจถัดมา หญิงสูงวัยก็เดินนำทุกคนขึ้นบันไดเวียนที่กลางห้องมันพาทุกคนขึ้นไปสู่ดาดฟ้าเหนือห้องนอนของเธอ ตัวตึกสูงที่ขนาบด้านหลังและด้านข้างช่วยบังกระแสลมแรง และหลังคาผ้าใบมีระบายรอบๆ ก็ช่วยบังน้ำค้าง

อริสราคือคนที่เดินตามขึ้นมาเป็นคนสุดท้ายพร้อมด้วยถาดกระเบื้องสองชั้นวางถ้วยเล็กจานน้อยบรรจุชีสสองสามชนิด มะกอกดอง ลูกฟิก ถั่ว กับมันฝรั่งกรอบ…แล้วหลังจากนั้นก็คือเวลาของความรื่นรมย์

ไทเลอร์กับเรอเน่นั่งคุยกันถึงเรื่องราวเก่าๆ…ชายหนุ่มหอบความคิดถึงจากคุณย่าอมีเลียของเขามาฝาก ให้คำมั่นว่าจะมาที่นี่อีกด้วยการหันกลับมามองสองสาว

“พรุ่งนี้เป็นไงครับ บ่ายๆ ผมจะมาหา มาขอกาแฟหอมๆ ของเรอเน่ดื่ม แล้วสักสองทุ่มเราทั้งหมดไปทานอาหารค่ำกันบนลาตูร์เอฟแฟล (1) ดีไหม”

หอไอเฟลแห่งกรุงปารีสสวยจับตา งดงามจนยากบรรยายในยามค่ำคืน ทว่า ภาพเมื่อมองลงมาจากด้านบน เห็นนครหลวงของประเทศฝรั่งเศสทั้งเมืองเป็นเหมือนถาดกำมะหยี่สีดำที่สาดไปด้วยเพชรและพลอยหลากสี ยิ่งงดงามกว่าเป็นหลายเท่า

บนหอสูงแห่งนั้นมีภัตตาคารให้เลือกนั่งถึงสามแห่งและไทเลอร์ก็รู้ว่าเขาจะสามารถจองโต๊ะได้สี่ที่ในวันพรุ่งนี้ หากเรอเน่ก็หัวเราะ

“คนแก่ไม่ไปดีกว่า ขอกินสลัดกับไวน์อยู่ที่บ้าน แต่หนุ่มสาวต้องไปกันนะ ไปให้ได้ทั้งสามคนนี่แหละ”

 

……………………..

เชิงอรรถ 

(1) La Tour Eiffel

Don`t copy text!