ดวงใจระบายสี บทที่ 20 : TFS

ดวงใจระบายสี บทที่ 20 : TFS

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-20-

 

เมื่อไทเลอร์ออกปากลาและขอตัวกลับก็เป็นเวลาเดียวกับที่เรอเน่คิดลายปักลายใหม่ที่เธอจะทดลองทำในวันพรุ่งนี้ออกพอดี หญิงสูงวัยอาศัยแสงตะเกียงกับกระดาษเช็ดมือวาดลวดลายง่วนอยู่จึงทำเพียงแค่เงยหน้าขึ้นมาบอก

“พรุ่งนี้พบกันนะไท ฉันจะเตรียมกาแฟรอไว้”

อีกฝ่ายรับคำ ก้มลงจูบแก้มอำลาอย่างรักสนิทเมื่อออกปากเย้า

“สเกตช์ลวดลายบนกระดาษเช็ดมือ แบบเดียวกับที่ท่านเซอร์อเล็ก อิสสิโกนิสคิดออกแบบรถยนต์มินิเลยนะครับ…เคาน์เตสเรอเน่”

ผู้สูงวัยหัวเราะร่วนกับคำนำหน้าชื่อที่อีกฝ่ายมอบให้…โบกมือรับคำอำลา “ราตรีสวัสดิ์” ของสองสาวที่พลอยลุกขึ้นและอาสาจะเดินลงไปส่งผู้มาเยือนที่หน้าตึก

ถนนด้านหน้าเงียบสงบแทบร้างผู้คนแล้ว ภัตตาคารในละแวกนั้นที่ผู้คนคับคั่งเมื่อยามค่ำก็เหลือคนนั่งดื่มและคุยกันอยู่แค่ไม่กี่โต๊ะ จะมีก็เพียงล็อบบีและคาเฟ่ของโรงแรมฝั่งตรงข้ามที่ดูเหมือนจะเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่านั้นที่ยังคึกคัก

ตรงมุมถนนมีแผงขายเครปและผลไม้ที่เจ้าของแผงเป็นชาวตุรกี แกตั้งขายประจำอยู่ที่นี่นานแค่ไหนไม่มีใครทราบ อริศราเห็นแกมาตั้งแต่เมื่อสี่ปีที่แล้วที่เธอมาเรียน หญิงสาวเหลียวมองแล้วอุทาน

“โอ้โฮ นี่ดึกแล้วแกยังขายอยู่หรือ…จะขยันไปถึงไหน…”

ทุกคนมองตาม แล้วใจสกาวก็แทบสะดุ้ง เมื่อมองเลยผ่านจากแผงนั้นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

ชายคนหนึ่ง…คนเดียวกับที่เดินตามเธอมาทั้งวันนั่นแหละ! แม้จะไม่ได้เห็นหน้า หากเธอก็จดจำรูปทรงและท่าทีแบบนั้นได้ดี…เขาเพิ่งเบือนหน้ากลับไปจากการจ้องมองมาทางเธอก่อนเดินดุ่มๆ ลงบันไดสถานีรถไฟใต้ดิน

ไม่ทราบว่าไทเลอร์ได้เห็นและรู้สึกผิดสังเกตหรือไม่ เขาขมวดคิ้วนิดหนึ่งเมื่อมองตรงไปในทิศทางเดียวกัน มีท่าทีลังเลอยู่แค่ครึ่งอึดใจ คล้ายกับเขาคิดเป็นห่วงจนอยากเป็นฝ่ายยืนส่งเธอเดินกลับขึ้นตึก หากในที่สุดก็ตัดใจ ยินยอมปล่อยให้ใจสกาวเติบโตและดูแลตัวเอง

…ก็รอบๆ ด้านยังพอมีผู้คน ประตูทางเข้าที่พักก็อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าว และที่สำคัญยังมีอริศราอยู่ทั้งคน! ชายหนุ่มจึงทำเพียงแค่สั่งความเสียงเบาเมื่อเดินตรงไปยังรถที่จอดไว้ริมบาทวิถี

“อยู่ปารีสพยายามเลี่ยงสถานีรถไฟใต้ดินไว้นะ สกาย มันเป็นแหล่งรวมมิจฉาชีพ อันตรายมาก”

“ขอบคุณค่ะ คุณไท…ฉันไม่ค่อยได้ใช้รถไฟใต้ดิน โรงเรียนก็อยู่ไม่ไกล มักจะเดินไป ถ้าจะไปไหนไกลมากก็นั่งรถเมล์หรืออูเบอร์…”

“ดีแล้ว” มืออุ่นๆ กุมมือของเธอไว้อย่างนุ่มนวล วูบหนึ่งที่ใจสกาวคิดว่าเขาจะทำเหมือนอย่างที่ทำกับเรอเน่คือโน้มตัวลงมาจูบแก้ม หากชายหนุ่มก็เพียงกล่าวคำว่าฝันดีและราตรีสวัสดิ์ก่อนก้าวขึ้นนั่งประจำที่นั่งคนขับ

เมื่อรถแล่นออกจากที่หญิงสาวก็ถอนหายใจยาว ระงับความสับสนสั่นสะเทือนในหัวอกหัวใจให้ราบคาบลงก่อนเดินตรงไปหาเพื่อนผู้กำลังยืนคุยจ้ออยู่กับชายวัยกลางคนเจ้าของแผงตรงมุมถนน ดูเหมือนกำลังสั่งให้แกทำเครปให้

เครปคืออาหารง่ายๆ ของชาวฝรั่งเศส…อันที่จริงมันมีส่วนผสมที่คล้ายๆ กับแพนเค้กแต่เบากว่าจึงเป็นของโปรดของสาวๆ เสมอ ซ้ำยังสามารถรับประทานเปล่าๆ ก็ได้ ใส่ไส้แบบหวานหรือคาวก็ได้ตามใจชอบ

อากาศค่อนข้างเย็นแบบนี้การไปยืนใกล้ๆ กระทะแบบที่อริศรากำลังยืนอยู่เป็นความคิดที่ดีทีเดียว ใจสกาวเดินตามเข้าไปยืนชิดแล้วพบว่าเพื่อนกำลังสั่งเครปไส้เบอร์รีกับช็อกโกแลตอย่างละชิ้น

“ฉันกำลังเล่าให้เขาฟังว่าที่เมืองไทย เครปจะกรอบร่วนกว่านี้เพราะคนไทยชอบเครปแบบญี่ปุ่น”

“แต่ฉันชอบแบบของคุณมากกว่าค่ะ” หญิงสาวประจบก่อนเสริมกับเพื่อนสาว “ฉันกินทุกวันแหละ อลิส ซื้อแล้วเดินไปกินไปเป็นอาหารเช้า”

…เห็นใจที่แกยืนขายตั้งแต่เช้ายันดึก หากใครบอกว่าไม่อร่อยหรือไม่ได้รับความนิยมคงบั่นทอนกำลังใจ

“เธอชอบไส้ชีสกับผักขม” ชายวัยกลางคนว่า…เอาใจใส่และจดจำลูกค้าได้ทุกคนโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาวน้อยหน้าหวานดวงตากลมดำใสแจ๋วคนนี้

เขาเปิดเตาเพียงตัวเดียวเพราะดึกมากแล้ว…วิธีการพลิกแป้งเครปอันประกอบด้วย แป้ง นม เนย ปรุงรสด้วยน้ำตาลและเกลือนิดหน่อย ดูคล่องแคล่วเชี่ยวชาญจนมองเพลิน…เขาไม่ต้องใช้ตะหลิวเสียด้วยซ้ำ!

เพียงแค่หนึ่งนาที เจ้าของแผงก็ตลบแป้งบางนุ่มเข้าเป็นรูปสามเหลี่ยมใส่ซองกระดาษส่งให้สองสาว แล้วอริศราอุดหนุนผลไม้อีกถุงใหญ่ ระหว่างที่เดินเลือกผลไม้เพิ่มเติมไปจนถึงสุดแผงที่มุมตึกนั่นเอง ใครคนหนึ่งก็โผล่พ้นมุมตึกมาในระยะกระชั้นชิด

“คริส!” ใจสกาวรีบเรียก กลัวว่าอริศราจะยกผลไม้ในถุงทุ่มเข้าใส่ด้วยความตกใจ “นี่ดึกป่านนี้…เธอมาทำอะไรที่นี่”

“ผมมารอ…ดูว่าจัยกลับบ้านเรียบร้อยไหม”

“จะมารอ…ดูทำไม” ใจสกาวไม่ได้ตั้งใจจะดุ หากความที่คิดอยู่ตลอดเวลาว่าเธอแก่กว่าเขา ซ้ำยังผ่านชีวิต ผ่านความผิดหวังมามากกว่าทำให้เสียงของเธอเข้มกว่าที่เคย “ฉันกลับกับ…ง่า…คุณไทนะคริส…” เธอจบประโยคด้วยการเอ่ยชื่อเต็มของไทเลอร์อย่างภาคภูมิใจ

“…ฉันรู้จักกับเขามานาน ถ้าเขาไม่ใช่คนดี ไม่ใช่คนที่ฉันไว้ใจ ฉันก็ไม่โง่พอที่จะขึ้นไปนั่งบนรถของเขาหรอก และจริงๆ มันก็ไม่ใช่ธุระของเธอเลย…เอ๊ะ! นี่ดื่มมาหรือนี่” กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยชัดทำให้หญิงสาวชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ สูดจมูกดมเอาดื้อๆ ขณะที่อีกฝ่ายแก้ตัวเป็นพัลวัน

“เบียร์แค่ขวดเดียวเอง”

“กลิ่นขนาดนี้ไม่เชื่อหรอกว่าขวดเดียว เป็นทีละขวดเดียวแต่ต่อกันหลายๆ ขวดมากกว่า…เอาละ เธอเห็นแล้วว่าฉันกลับมาเรียบร้อยดี เธอกลับบ้านของเธอไปได้แล้ว”

เพียงเท่านั้นหญิงสาวก็หมุนตัวกลับ มีอริศราผู้หิ้วถุงผลไม้กับเครปเดินตามกลับเข้าไปในอาคารอย่างงงๆ อึดใจถัดมาใจสกาวก็หายโกรธ เธอดึงถุงจากมือเพื่อนมาช่วยถือเมื่อบอก

“ฉันโมโหจริงๆ โมโหจนไม่คิดจะแนะนำคริสให้อลิสรู้จัก…ไม่ชอบคนที่พอมีอะไรค้างคาใจก็หันไปพึ่งเหล้าพึ่งเบียร์ มันเป็นของที่พึ่งได้เหรอนั่น! มีแต่มันจะฉุดให้คนเราไร้สติ สมองตีบตันยิ่งกว่าเดิม”

“ฉันได้ข่าวว่านายนพัชก็เมาเละ ตอนที่ถูกยายแองจี้ถีบหัวส่ง” อริศราหัวเราะ “พวกมนุษย์จิตอ่อน!”

วูบหนึ่งที่ใจสกาวรู้สึกแปลกใจในตัวเอง เธอไม่ได้รู้สึกอาลัยอาวรณ์หรือคิดเป็นห่วงนพัชแม้สักนิดเดียว…เธอคงก้าวข้ามผ่านเขามาได้แล้วจริงๆ…หากเป็นสาวน้อยผู้ยังก้าวข้ามอะไรไม่พ้น ยังติดอยู่ในกรอบในโลกแสนสวยใบเดิม เธอคงคิดเป็นห่วง คิดอยากเอื้อมมือกลับไปช่วยพยุง ทุ่มเทหาทางให้เขาสามารถซ่อมแซมหัวใจของตนเองให้สมบูรณ์ดังเดิมให้ได้

คงจะเป็นคริสนี่แหละที่เปลี่ยนแปลงเธอไปอีกขั้น! เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ ดวงตาและท่าทีของคริสทำให้ใจสกาวได้เรียนรู้ว่า การยอมทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด ในอีกมุมหนึ่งจะเป็นการช่วยส่งให้คนผู้นั้นได้เดินไปในเส้นทางที่ควรเดิน ดีกว่าจะยอมปล่อยให้เขาเดินไปเรื่อยๆ บนถนนที่ไม่มีปลายทางอันแท้จริง

…อย่างที่นพัชเคยปล่อยให้ใจสกาวเดินมานานร่วมห้าปี…เดินไปจนใกล้ถึงสุดทางจึงเพิ่งได้รู้ความจริงว่า จุดหมายที่มุ่งหน้าไปไม่มีจริง

“คริสยังเด็ก จึงติดใจกับของที่แปลกในโลกของเขาง่ายๆ เขาคงแค่เห็นน้องหนูเป็นของแปลก…เอ็กซ์โซติก…ก็เลยติดใจอยากได้แค่นั้น”

“ก็ไม่หรอกนะ จัย…” อริศราลากเสียงสูงที่ชื่อเธออย่างล้อเลียน แกล้งเรียกเพื่อนด้วยชื่อที่หนุ่มน้อยคนนั้นเรียก “สมัยนี้มีที่ไหนของแปลก ของเอ็กซ์โซติก โลกกำลังจะรวมกันเข้าเป็นใบเดียวอยู่แล้ว” เธอเปลี่ยนท่าทีเป็นจริงจังขึ้นเมื่อพูดต่อ

“เขาคงชอบน้องหนูจริงๆ ไม่อย่างนั้นไม่มารออยู่นานขนาดนี้หรอก แหม! เช้ย เชย ยังกับฉากท้ายๆ ในเรื่องมายแฟร์เลดี้ ที่ไอ้หนุ่มมาเดินอยู่บนถนนที่นางเอกอยู่ ไม่ได้เห็นหน้าแค่เห็นเดินบนถนนเดียวกันก็พอใจ” ผู้พูดหัวเราะขันแล้วก็ฮัมเพลงตลอดทางที่เดินขึ้นบันไดไปด้วยกัน

“…Let the time go by…I won’t care if I…can be here on the street where you live…

อีกไม่กี่อึดใจสองสาวก็เข้ามาอยู่ด้วยกันในห้องพักเล็กๆ ของใจสกาว ขณะที่กำลังช่วยกันดึงให้เตียงเดี่ยวเปิดกางออกเป็นเตียงใหญ่นั่นเองอริศราก็พูด

“ไม่ได้เจอกันแค่ไม่กี่เดือน น้องหนูโตขึ้นมาก…เปลี่ยนแปลงไปมากจริงๆ นะถ้าเป็นสมัยก่อน น้องหนูก็จะปล่อยให้ทุกอย่างผ่านไป…แบบ…ไม่แข็งขืนน่ะ นึกออกไหม ปล่อยตัวเองให้ลอยไปตามความต้องการของใครๆ ใครรักมาก็รักตอบ ปล่อยตัวปล่อยใจเต็มที่ เชื่อเขาโดยไม่เคยคิดระแวง ไม่ดูเลยว่าเขารักเราจริงไหม และเราต้องการแบบนี้จริงหรือเปล่า…”

ใจสกาวผู้เพิ่งหันกลับไปเปิดตู้ค้นเอาผ้านวมกับหมอนสำรองออกมาให้เพื่อนชะงักมือไปอึดใจ เมื่อบอกเรียบๆ

“เพราะ…วันนี้น้องหนูเห็นตัวเองในตัวคริส และแวบหนึ่งมันก็ทำให้เราคิดขึ้นมาว่า การถนอมน้ำใจ การโอนอ่อนของเรา การยึดเขาเอาไว้เป็นเพื่อนเพื่อประโยชน์ของเราเอง…ก็คงคล้ายๆ กับที่พี่พัชทำกับน้องหนูเมื่อตอนโน้น…”

“เลยตัดสินใจบอก…ว่าไม่เคยมองเขาเป็นอย่างอื่นนอกจากเพื่อน”

“ก็…ทำนองนั้น” ด้วยเหตุผลกลใดไม่ปรากฎ จู่ๆ ใจสกาวก็อยากเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นในยามบ่ายของวันนี้เอาไว้เงียบๆ เก็บเอาไว้เพียงที่กลางดวงใจ…เธอจึงไม่เล่าวิธีการที่ตนเองดึงเอาไทเลอร์มาเป็นเครื่องมือทำให้คริสเข้าใจผิด ทำให้คริสเข้าใจว่าหมดหวังและไม่มีทางสู้…

และยิ่งไม่เล่าถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น…รุนแรง…ราวกับถูกชอร์ตด้วยไฟฟ้าเมื่อไทเลอร์ตอบรับและบอกว่ายินดีให้ความร่วมมือกับแผนและความต้องการของเธอ ใจสกาวอยากเก็บมันไว้เป็นเรื่องเฉพาะตัว เช่นเดียวกับบรรยากาศและอารมณ์อันแสนประหลาดที่เกิดขึ้นภายหลังจากนั้นด้วย

อริศราไม่ได้สังเกตเห็นพวงแก้มที่กลายเป็นสีชมพู สายตาที่หลุบลงต่ำเมื่อยามที่ยกเอาผ้านวมกับหมอนมาวางไว้ให้ของเพื่อนรัก จึงบอกแต่เพียงว่า

“น้องหนูเข้มแข็งขึ้นจริงๆ นะ กล้าทำให้คนอื่นเจ็บปวด กล้าทำสิ่งที่เหมือนโหดร้าย เพื่อผลลัพธ์ที่ดี เพื่อประโยชน์ของทุกคน อย่างนี้ฉันก็สบายใจได้แล้วละ”

อีกไม่นานสองสาวก็นอนเคียงกันอยู่ในห้องแคบๆ ที่มืดสลัว ยังคุยกันด้วยเรื่องจุกจิกตามประสาผู้หญิง เล่าถึงการเรียน เล่าถึงแผนการในอนาคต อริศรานั้นตั้งใจจะกลับเมืองไทยเพื่อทำงานสักปีหรือสองปีก่อนจะกลับสหรัฐอีกครั้งเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาโท

ขณะที่ใจสกาวซึ่งเคยเป็นคนเรียนดีเรียนเก่งกลับไม่มีความคิดจะศึกษาต่อเลยแม้แต่น้อย เธอคิดอยากวาดภาพ อยากเปิดสตูดิโอเพื่อทำงานของตัวเอง เปิดชั้นเรียนศิลปะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่วัยเกษียณ

…คุยกันไปเรื่อยๆ หลายเรื่องจนในที่สุดใจสกาวก็เล่าถึงเรื่องที่คาใจเธอมาทั้งวัน

“อลิสเคยรู้สึกไหมว่ามีคนมอง…มีคนคอยเดินตามเรา”

“เค้ย…” เพื่อนสาวรับคำเสียงสูง ยังพูดยังคุยเสียงใสแจ๋ว แม้ว่าจะนอนหลับตานิ่งแล้ว “จะรู้สึกเย็นวูบๆ ที่ท้ายทอย แล้วพอหันกลับไปก็พบว่ามีคนมองเราอยู่ทุกทีเลย”

“แล้วอลิสทำไง”

“ฉันก็เดินไปตบบ่า ถามว่าตามมาทำไม ถ้าจะจีบก็บอกมาอย่ามาทำอ้ำอึ้ง อย่ามาเดินตามเฉยๆ ฉันไม่ชอบให้มีคนตามสะกดรอยเหมือนพวกตำรวจลับ…ร้อยทั้งร้อยม้วนต้วนกลับไป ทั้งไม่จีบและไม่มาเดินตามให้รำคาญอีกเลย”

ใจสกาวหัวเราะขบขันยืดยาว ก่อนบอกว่า

“วันนี้มีคนตามดูน้องหนูทั้งวันเลย…เสียดายเหมือนกันนะเนี่ย น่าจะเดินเข้าไปถามว่า ตามฉันทำไม…เขาตามน้องหนูตั้งแต่หน้าประตูบ้านโมเนต์ที่จิแวร์นีเลยนะ พอเข้าไปในบ้านก็เห็นเขามองตรงมาอีก ในสวนก็เห็น…”

“จริงดิ! เฮ้อ เสน่ห์แรงจริงเพื่อนฉัน” คราวนี้อริศราลืมตาโต ตั้งใจจะเย้าอีกยืดยาวหากอีกฝ่ายจะไม่บอกเสียก่อน น้ำเสียงของใจสกาวจริงจัง แม้จะมิได้กังวลหรือหวาดกลัว หากก็เต็มไปด้วยความสงสัยและอยากรู้อยากเห็น

“ไม่ใช่ตามดูแบบนั้นหรอก อลิส พอน้องหนูหันกลับไป เขาก็หยุดมอง ตอนที่มองก็มองแปลกๆ เหมือนเขากำลังวัดกำลังประเมินเรา บอกไม่ถูก เหมือนเขาเองก็อยากรู้อยากเห็น อยากรู้ว่าเราเป็นอย่างไร”

“เหมือนอยากรู้จัก ใช่ไหม”

“เหมือนอยากรู้จักแต่ก็เหมือนไม่อยากเข้าใกล้” ขณะที่อริศราเริ่มงงใจสกาวก็เสริม “เมื่อกี้ก่อนจะเจอคริส น้องหนูก็เห็นเขานะ แต่พอเห็นปุ๊บ เขาก็เดินลงสถานีรถไฟใต้ดินไปเลย”

“เอ…ยังไงกัน” ผู้มาเยือนเริ่มรู้สึกเป็นห่วง เพื่อนสาวของเธออาศัยอยู่ในมหานครแห่งนี้ตามลำพัง ถ้าจะมีคนจิตไม่ปกติมาเดินตาม…แม้เจ้าตัวจะไม่กลัวและมั่นใจว่าดูแลตนเองได้ หากมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย

“ถ้าเขาเจตนาตามดูน้องหนูจริงๆ พรุ่งนี้ก็ต้องมาอีก ส่งซิกให้อลิสได้เห็นหน้าด้วยนะ หน้าตาเป็นไงบอกมาคร่าวๆ ก่อน”

“ผมหยักศกสีน้ำตาล ไว้หนวดไว้เครา น่าจะหน้าตาดีนะ สูงๆ แต่ผอมนิดนึง” หญิงสาวกลืนคำว่า ‘ไม่ดูล่ำสันเป็นนักกีฬาเหมือนคุณไท’ ไว้ในใจ รู้ดีว่าหากหลุดออกไป อริศราต้องสังเกตเห็นแน่นอนว่าไม่ว่าเรื่องอะไรใจของเธอก็วกกลับไปผูกติดกับชายหนุ่มผู้นั้น

“โอเค” เพื่อนสาวของเธอรับคำง่ายๆ แล้วพลิกตัวนอนตะแคง หลับสนิทได้ในเวลาแค่ไม่กี่นาที

ท่ามกลางความมืดสลัวในห้องพัก ใจสกาวก็ทำอย่างที่ทำอยู่แทบทุกวัน คือหยิบกระเป๋าสะพายใบน้อยที่เธอมักสะพายเฉียงไว้กับตัวเสมอขึ้นมาตรวจความเรียบร้อย ใช้ปลายนิ้วสัมผัสความเรียบลื่นนุ่มนวลของผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งที่ซุกอยู่ในซอกด้านในสุด

ผ้าเช็ดหน้าผืนที่เคยซับเลือดของเธอ ผ้าเช็ดหน้าผืนที่ตรงมุมมีรอยปักตัวอักษรภาษาอังกฤษ ที เอฟ เอส…หากการสัมผัสครั้งนี้นอกจากความสุข ความมั่นใจ และความรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่เคยมีตลอดมาแล้ว…

…ใจสกาวยังรู้สึกถึงความเต็มตื้น และโหยหาอย่างรุนแรงอีกด้วย!

Don`t copy text!