ดวงใจระบายสี บทที่ 21 : พิษรัก

ดวงใจระบายสี บทที่ 21 : พิษรัก

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-21-

 

วันรุ่งขึ้นสองสาวออกจากที่พักตั้งแต่เช้า เรื่องราวที่ใจสกาวเล่าเมื่อคืนวันวานทำให้อริศราเดินมองซ้ายมองขวาไปตลอดทาง หวังว่าจะได้เห็น ‘นายเครา’ ที่เพื่อนพูดถึงหากก็ไม่ได้เห็นแม้แต่เงาตลอดระยะทางร่วมยี่สิบนาทีที่เดินไปด้วยกัน

อากาศในช่วงนี้สดใส เยือกเย็น และสดชื่น เย็นในระดับที่เพียงแค่แจ็กเกตบางๆ อย่างที่ใจสกาวสวมใส่ หรือเสื้อไหมพรมถักตัวยาวตัวเดียวแบบที่อริศราคว้ามาคลุมลวกๆ ก็เพียงพอ

เส้นทางนี้คือเส้นทางที่ใจสกาวเดินทุกวันมาเป็นเวลาหลายเดือน มันพาผ่านย่านการค้า ผ่านร้านขนมปังสาขาเจ้าดังที่ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ เพียงคูหาเดียว หากตัวแบรนด์ก็เป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจนสามารถเข้าไปเปิดสาขาใหญ่โตในประเทศไทยได้เมื่อไม่นานมานี้

ทั้งคู่เลือกเดินผ่าน เพราะห่างออกไปไม่กี่เมตรก็จะเป็นร้านกาแฟและขนมอบร้านโปรดของอริศรา ทันทีที่ผลักประตูเข้าไปเจ้าของร้านสองพี่น้องวัยกลางคนก็ยิ้มรับ แล้วอีกไม่นานสองสาวก็ได้เดินกลับออกมาโดยมีถ้วยกาแฟกับถุงใส่ครัวซองต์อยู่ในมือ

เมื่อเดินทะลุผ่านย่านการค้า เลี้ยวซ้ายเพียงครั้งเดียวก็ได้พบกับสะพานข้ามแม่น้ำแซน ขวามือคือมหาวิหารนอเทรอดามยืนเด่นเป็นสง่า ทาบยอดแหลมสูงประดับลวดลายวิจิตรไว้กับท้องฟ้าสีฟ้าสดจัดจ้า

อีกชั่วโมงเศษกว่าจะถึงเวลาที่ใจสกาวต้องเข้าฟังการประเมินผลผลงานที่ทำไว้เมื่อวันวานตามด้วยการสรุปผลงานโดยรวมทั้งหลักสูตร สองสาวจึงเดินพลางคุยพลางเลียบริมฝั่งแม่น้ำกันไปอย่างไม่รีบร้อน…และตามประสาคนที่พร้อมจะมีเรื่อง อริศราจึงสะกิดเพื่อนสาวทุกครั้งที่เห็นชายหนุ่มร่างสูงไว้หนวดไว้เคราครึ่งหน้าเดินตามมาหรือเดินอยู่บนฟุตปาธฝั่งตรงกันข้าม โดยใจสกาวจะยิ้มกว้างแล้วสั่นหน้าว่า ‘ไม่ใช่คนนี้’ ไปตลอดทาง

“เอ…ยังไงกัน เหมือนจะมีกระแสจิตรู้ล่วงหน้านะเนี่ย ว่าวันนี้โดนเล่นงานแน่ เลยหลบหายไป ไม่โผล่หน้ามาซะงั้น” หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปด ขณะที่ฝ่ายเจ้าของเรื่องเอาแต่หัวเราะอย่างขบขัน

วันนี้…นอกจากอากาศเย็นชื่น สดใส และความรู้สึกที่บอกว่าใกล้วันจบหลักสูตรเต็มทีแล้ว จิตใจและอารมณ์ของใจสกาวก็ปลอดโปร่ง รู้สึกถึงความอบอุ่นมั่นคงรอบๆ ตัว ขณะที่ภายในอกก็คล้ายกับมีกระแสน้ำอันฉ่ำเย็นหลั่งรินอยู่ริกๆ มันกำลังจะล้นเอ่อท้น ออกมาเต็มดวงใจ

ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่ซุกอยู่ภายในกระเป๋าที่สะพายเฉียงไว้เหมือนมีชีวิตชีวา ราวกับมันเคลื่อนเข้ามาแนบชิดมากกว่าทุกวัน…ไม่ใช่เพียงแค่กลางหัวใจ หากลึกล้ำลงไปถึงจิตวิญญาณของเธอ…

มันทำให้ใจสกาวเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เธอยิ้ม…หัวเราะ…ไม่ใช่แค่กับเพื่อนสาว หากรวมไปถึงต้นไม้ ใบไม้ ก้อนอิฐทุกก้อนที่เดินผ่านมาตลอดทางด้วย!

สุดท้ายสองสาวก็เลี้ยวผ่านเข้าไปบนถนนสายน้อย สุดทางเป็นอาคารหินแบบเก่าสามตึกตั้งล้อมรอบลานกว้าง ตึกตรงกลางชั้นล่างเป็นร้านอาหารและคาเฟ่เล็กๆ สำหรับนักศึกษา ในวันอากาศดีเช่นนี้ หน้าร้านจึงเปิดกว้างเพื่อรับลมเย็น โต๊ะเก้าอี้ชุดเล็กๆ ถูกนำออกมาตั้งเรียงรายพร้อมด้วยร่มผ้าสีสวย

ในเมื่อทั้งคู่มีอาหารอยู่ในมือเรียบร้อยแล้ว ใจสกาวกับอริศราจึงเลือกนั่งที่ม้านั่งยาวใต้ร่มไม้ใหญ่ที่กลางลาน กาแฟที่ร้อนจัดอยู่ในถ้วยยังเก็บความร้อนไว้ได้พอเหมาะ ทั้งคู่จึงนั่งคุยกันไปจิบกาแฟหอมกรุ่นกันไปพลาง

“จัย…”

เสียงเรียกดังขึ้นจากด้านหลังและใจสกาวก็หันขวับ คริสในสภาพเสื้อยับผมยุ่งและตาแดงก่ำปรากฏตัวขึ้น หญิงสาวขมวดคิ้วทันที

“ตายละ คริส เดี๋ยวก็ถึงเวลาเข้าห้องเรียน ฟังวิจารณ์กับสรุปงานแล้ว เข้าไปในสภาพแบบนี้ไม่ดีเลย” เธอส่งกาแฟดำที่ดื่มไปเพียงครึ่งถ้วยให้ สำทับว่า “ดื่มนี่เสีย จะได้สร่าง แล้วก็ไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำด้วย”

อีกฝ่ายรับมาดื่มอย่างว่าง่าย และอริศราก็เทเครื่องดื่มสีดำเข้มข้นในถ้วยของตัวเองเพิ่มให้จนหมด ก่อนพูดด้วยเสียงหัวเราะ

“สภาพแบบนี้ครึ่งถ้วยคงไม่พอหรอก เอ้า! เติมให้…ฉันเป็นเพื่อนรักของใจสกาว ชื่ออลิส” หญิงสาวแนะนำตัวอย่างง่ายๆ มองอีกฝ่ายที่ยิ้มจืดอย่างเห็นใจ

หากเป็นเวลาก่อนหน้านี้สักหนึ่งปี…และยิ่งถ้าเป็นหนึ่งปีที่สามารถเสกให้นพัชหายไปจากชีวิตของใจสกาวได้…คู่นี้จะเป็นคู่รักที่เหมาะสมกันอย่างยิ่งยวด เดินไปไหนๆ ด้วยกันคงสร้างรอยยิ้มและความสดใสให้ผู้คน ไม่ต่างจากสีเหลืองทองที่ปาดป้ายลงบนขอบฟ้ายามอรุณนั่นเชียว

หากไม่ใช่ขณะนี้ที่ใจสกาวแปรเปลี่ยนไปเสียแล้ว เพื่อนสาวของเธอเติบโตขึ้น กล้าหาญขึ้น แข็งแกร่งเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น…มาก…จนมองเห็นความรักความหลงใหลที่คริสมีให้กลายเป็นเรื่องเหลวไหลของเด็กๆ เด็กที่เยาว์กว่าเธอทั้งวัยและความคิด

วินาทีนั้นเองที่ใจสกาวสะกิดเพื่อนรักอย่างแรง และอริศราก็มองตามสายตาของอีกฝ่าย…ภายในร้านกาแฟเล็กๆ ชายร่างสูงเกือบผอม มีหนวดเคราปกปิดครึ่งหน้าคนหนึ่งยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์

…เขากำลังมองตรงมาด้วยดวงตาคมปลาบพินิจพิเคราะห์ หากเพียงวินาทีเดียวก็เบือนหน้ากลับไปราวเจตนาจะซ่อนใบหน้าตนเองไม่ให้ใครเห็น แล้วถือแก้วกาแฟเดินดุ่มๆ ออกจากร้านตรงเข้าซอยเล็กระหว่างตึกเรียน

ธรรมชาติวิสัยของคนกล้าหาญ ไม่เคยกลัวใคร ไม่เคยเกรงกับภยันตรายใดๆ ของอริศราทำให้หญิงสาวแทบจะพุ่งตัวตามไปในทิศทางเดียวกัน เธอหันบอกเพื่อนว่า

“เลิกเรียนบ่ายสามใช่ไหม เจอกันที่บ้านเรอเน่นะ”

อีกไม่กี่นาทีถัดมาอริศราก็ได้ออกมาเดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน ดวงตาจับอยู่ที่ศีรษะทุยปกคลุมด้วยเส้นผมสีน้ำตาลหยักศกเป็นคลื่นที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่ให้คลาดสายตา เขาเดินตัดถนนโน้นถนนนี้ หยุดมองภาพวาดที่บรรดาศิลปินเอามาวางขายที่ริมทางเท้าเป็นระยะๆ หากก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับภาพใด ไม่หยุดที่หน้าแผงขายของที่ระลึกแสดงให้เห็นชัดว่าไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยว

สุดท้ายเธอก็ได้พบตัวเองมาเดินลัดเลาะอยู่ริมแม่น้ำแซนอีกครั้ง ด้านหนึ่งคือพื้นที่สีเขียวขจีของสวนสาธารณะตุลเลอรี วิธีการเดินเอื่อยๆ ศีรษะเชิดอย่างมั่นอกมั่นใจนั้นรบกวนจิตใจของหญิงสาวชอบกล จู่ๆ เธอก็นึกขึ้นมาว่า… ‘ไอ้หมอนี่เต๊ะจุ๊ย…กวนตีน!’

เพราะความคิดแบบนั้นนั่นเองที่ทำให้อริศรารู้สึกอยากเห็นหน้าเขาให้ชัดๆ หญิงสาวเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนแซงหน้า เดินเลยไปอีกหลายเมตรจนถึงรถเข็นขายอาหารและเครื่องดื่มแล้วหยุดเพื่อซื้อน้ำแร่ พร้อมกันนั้นก็หันกลับไปมอง

หญิงสาวแทบสะดุ้งเมื่ออีกฝ่ายก็มองตรงมาเช่นกัน เธอได้เห็นดวงตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำเป็นประกายกล้า ส่องแสงราวคบเพลิงอยู่เหนือกองหนวดเครา…แล้วอริศราก็ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเขาก็เดินตรงมา…นี่การสะกดรอยเพื่อตามดูพฤติกรรมของเธอครั้งนี้ ล่มไม่เป็นท่าตั้งแต่เริ่มแรกเลยหรือนี่

ทว่า ฝ่ายนั้นกลับเดินมายืนเคียงข้าง โยนแก้วกาแฟกระดาษที่ดื่มจนหมดใส่ถังขยะแล้วซื้อน้ำแร่ขวดเล็กแบบที่เธอซื้อ ก่อนออกเดินต่อ

ไม่นานนักเขาก็เดินข้ามถนน แล้วก็เดินข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแซน วันนี้ฝั่งตรงข้ามมีตลาดนัดต้นไม้เล็กๆ ชายหนุ่มเดินแวะเวียนดูแทบทุกร้าน พูดคุยกับเจ้าของร้าน…น่าเสียดายที่เธอไม่กล้าเข้าไปใกล้เขามากกว่านี้ มิฉะนั้นหากได้ยินบทสนทนาก็น่าจะได้ข้อมูลมากขึ้น

จนกระทั่งใกล้เที่ยง เขาก็เลือกนั่งที่หน้าคาเฟ่ใต้ร่มเงาของไม้ใหญ่ สั่งอาหารง่ายๆ จากร้านมารับประทาน ดื่มกาแฟเป็นถ้วยที่สองของวัน แล้วควักเอาหนังสือเล่มเล็กขึ้นมานั่งอ่านอย่างสบายใจ กลายเป็นอริศราที่ต้องเดินเข้าไปในร้านรอจนได้ที่นั่งชิดผนังกระจก เพื่อคอยมองไว้ไม่ให้คลาดสายตา

สุดท้ายชายหนุ่มก็ลุกขึ้น เดินมุ่งหน้ากลับไปทางเดิม มีอริศราคอยเดินตามไม่ลดละ หญิงสาวเดินตามพลางคิดภาวนาไปพลาง…ขอให้ได้เห็นว่านายคนนี้พบปะพูดคุยกับใคร หรือไปที่ไหนเสียหน่อยเถอะ อย่างน้อยก็พอจะได้มีเบาะแสเริ่มต้นบ้างว่านายเป็นใคร มาตามเพื่อนฉันทำไม

ทว่า ‘นายเครา’ ของอริศราไม่ว่าจะเป็นผู้ร้ายหรือสายลับก็ดูท่าว่าเป็นพวกที่ชอบทำงานคนเดียว เขาจึงไม่ได้พบปะพูดคุยกับใครเลย กลับเดินเรื่อยๆ มุ่งหน้ากลับไปยังตึกเรียนของใจสกาว

หญิงสาวได้เห็นเขายืนซุ่มอยู่ที่มุมหนึ่ง ยืนพิงผนังตึกทำท่าเหมือนกำลังชมนกชมไม้ บางครั้งก็ก้มอ่านหนังสือในมือ เธอเองก็ต้องพยายามอยู่ให้ห่างจากเขา หากก็ต้องไม่ห่างเกินไปจนไม่เห็นว่าเขากำลังมองอะไร ทำอะไร และจะเดินไปไหน

ในที่สุดเธอก็เห็นใจสกาวกับคริสเดินออกมาจากตึกด้วยกัน ได้เห็นชายหนุ่มคนที่เธอเดินตามมาทั้งวันขยับตัวเหมือนเตรียมพร้อมทันทีที่เพื่อนของเธอปรากฏตัว แล้วอีกอึดใจถัดมาเขาก็ออกเดินตามไปห่างๆ โดยมีอริศราเดินตามห่างออกไปอีกชั้น

เส้นทางการเดินของใจสกาวก็คือเส้นทางการเดินที่เดินมาด้วยกันเมื่อเช้านั่นเอง เห็นได้ชัดว่าเพื่อนสาวของเธอตั้งใจมุ่งหน้ากลับที่พักไม่คิดไปเถลไถลที่ไหน หากดูเหมือนว่าเจ้าหล่อนจะหยุดที่ป้ายรถโดยสารและทางลงสถานีรถไฟใต้ดินทุกแห่งเพื่อเกลี้ยกล่อมให้คริสที่เดินตามติด แยกตัวกลับบ้านไป

เลี้ยวอีกเพียงแค่มุมถนนเดียวก็จะถึงถนนที่มีทางแยกเข้าสู่ถนนสายย่อยซึ่งเป็นที่ตั้งตึกอพาร์ตเมนต์ของเรอเน่แล้ว ตรงสุดปลายถนนก่อนจะถึงทางแยกนั้นมีช่องทางสำหรับลงไปยังสถานีรถไฟใต้ดิน อริศราเห็นไกลๆ ว่าใจสกาวหยุดยืนแล้วพูดยืดยาวเหมือนกำลังเกลี้ยกล่อมให้คริสแยกตัวกลับไป

เพียงแวบเดียวเท่านั้นที่หญิงสาวละสายตา…มัวแต่มองเพื่อนที่สุดปลายถนนทางด้านโน้น…คนที่เธอเดินตามมาทั้งวันก็อันตรธานหายไปเสียแล้ว แล้วอีกไม่ถึงครึ่งอึดใจอริศราก็ต้องสะดุ้งจริงๆ เมื่อรู้สึกว่าถูกรวบเอวไว้ แล้วตัวเองก็ปลิวหวือเข้าไปในซอกตึก

กะพริบตาอีกที…ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเครานั้นอยู่ห่างจากใบหน้าของเธอไม่ถึงคืบ หญิงสาวจนมุมอยู่กับผนังตึก มีร่างของอีกฝ่ายเบียดประชิด ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างจากคู่หนุ่มสาวกำลังพลอดรักแบบที่มีอยู่ทุกมุมถนนในปารีส

“เดินตามผมทำไม” เป็นเสียงถามด้วยภาษาอังกฤษชัดเจนราวกับเป็นผู้ประกาศข่าวสถานีโทรทัศน์บีบีซี ไม่มีสำเนียงแบบฝรั่งเศสเจือปนแม้แต่น้อย

…น่าแปลกที่อริศราไม่ได้คิดจะกรีดร้อง หรือตะโกนให้ใครช่วย อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทีคุกคามมากไปกว่านี้ เธอเพียงแค่ตอบสั้นๆ ว่า “แล้วคุณล่ะ ตามเพื่อนฉันทำไม” ขณะที่พยายามควานหาสเปรย์พริกไทยในกระเป๋า

อีกฝ่ายรู้ทันและว่องไวกว่า เขาดึงกระป๋องใบน้อยออกไปจากมือ ก้มลงมอง แล้วร้อง ‘ฮึ’ เบาๆ ก่อนส่งคืน บอกเสียงดังฟังชัดว่า

“ผมไม่ได้ตามเพื่อนคุณ”

 

ตลอดทางที่เดินมาด้วยกันใจสกาวเริ่มแปลกใจว่าจู่ๆ คริสก็แปลงตัวจากหนุ่มน้อยน่ารักมากลายเป็นเด็กน้อยน่ารำคาญไปได้อย่างไร ตลอดทางเขาพร่ำพูดถึงแต่ความรักความปรารถนาที่มีต่อเธอ

เขาพูดอย่างเปิดเผย แสดงความรู้สึกของตัวเองอย่างชัดเจนแจ่มจ้า เหมือนแสงสีเหลืองทองของดวงตะวันที่เอาแต่จะสว่างขึ้น แรงกล้าขึ้น…คำพูดและท่าทีของเขาที่บอกว่าเธอเป็นที่รักและเป็นที่ต้องการให้ความอบอุ่นและให้ความรู้สึกอิ่มเอิบก็จริง…

หากสิ่งที่ทำให้ใจสกาวรู้สึกอึดอัดจนอยากกรีดร้อง…สิ่งที่บดบังความรู้สึกดีๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นยามที่มีชายหนุ่มหน้าตาดีคุณสมบัติเพียบพร้อมมาบอกรัก บอกความว่าต้องการมีอนาคตร่วมกันนั้น ก็คือการที่เขาไม่ยอมรับฟังเลยว่า…เธอตอบคำของเขาว่าอย่างไร

ใจสกาวพยายามเริ่มต้นด้วยการพูดอย่างละมุนละม่อม พูดพลางกุมมือเขาไว้อย่างนุ่มนวล พูดถึง ‘ใจ’ ที่ไม่เคยมองเห็นเขาเป็นอื่นนอกจากเพื่อนที่แสนดี และการที่เธอไม่สามารถยอมรับเขาได้ในฐานะอื่นนอกจากเพื่อนนั้นไม่ใช่เพราะเขาไม่ดีพอ เป็นเพียงเพราะเธอเป็นโถและเขาเป็นฝาที่สวมกันได้ไม่ลงตัวเท่านั้น

สุดท้ายเมื่อเดินใกล้อพาร์ตเมนต์ที่พักเข้าไป หญิงสาวก็เกิดความรู้สึกว่าควรจะต้องพูดกับเขาให้เด็ดขาดและชัดเจนเพื่อให้เรื่องจบลงที่ตรงนี้ ใจสกาวจึงหยุดที่ทางลงสถานีรถไฟใต้ดิน บอกอย่างเด็ดขาดและมั่นคง

“ถ้าเธอยังอยากให้เรามีความรู้สึกดีๆ ต่อกัน เธอก็ควรคิดถึง…ให้เกียรติ…ความต้องการของฉันด้วยนะคริส ไม่ใช่จะเอาแต่ใจตัวเองเป็นเด็กๆ แบบนี้”

“ต้องให้แก่เหมือนใครล่ะ” คำว่าเด็กคงทำให้คริสพลุ่งพล่านขึ้นมาจนสุดจะระงับ เขาพูดพลางดึงตัวเธอเข้ามาประชิด “เหมือนไอ้แก่คนที่เธอโดดขึ้นรถมากับมันเมื่อวานนี้ใช่ไหม”

คนฟังเกือบหัวเราะ กำลังจะบอกว่า ‘ไอ้แก่’ ที่คริสพูดถึงนั้นอายุเพียงแค่สามสิบ และยิ่งคริสพูดแบบนี้ก็ยิ่งทำให้เขาเด็กลง แทบจะกลายเป็นเด็กชายอายุสิบขวบที่ดิ้นเร่าทำฤทธิ์กับพี่เลี้ยงเข้าไปทุกที

หญิงสาวยังไม่ทันได้บอกเพราะการที่เธอเซถลาตามแรงดึงของเขานั้นทำให้รู้สึกว่าไหล่ถูกกระชากอย่างแรงที่ด้านหลัง แล้วสายกระเป๋าใบเล็กที่สะพายอยู่ก็ขาดผึง เด็กวัยรุ่นที่วิ่งพรวดพราดผ่านหน้าลงบันไดสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินไป ผิวเผือดแทบเป็นสีขาวโพลนและมีผมสีแดงจ้า…กระเป๋าของเธออยู่ในมือของเขา!

ใจสกาวร้องกรี๊ด บัตรเครดิตกับเงินสดนั้นไม่อยู่ในความคิดเลยแม้แต่น้อย เธอคิดถึงแต่ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่ซุกอยู่ด้านในสุดของกระเป๋าใบนั้น โดยที่สมองยังไม่ได้สั่งการหญิงสาวออกวิ่งตาม ปากก็ร้องแค่ว่า “กระเป๋าของฉัน กระเป๋าของฉัน เอาคืนมานะ!”

อีกครึ่งวินาทีก็กลายเป็นความโกลาหลเมื่อคริสพุ่งปราดตามไป เขาเร็วกว่าขายาวกว่า จึงแซงหน้าใจสกาวไปได้ในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว หนุ่มน้อยปราดเข้ารวบร่างสกปรกทรุดโทรมนั้นไว้ แล้วความตั้งใจที่จะได้เป็นพระเอก ความตั้งใจจะได้ก่อวีรกรรมมัดใจสาวเจ้าของเขาก็จบลงที่เสียงระเบิดทึบๆ หนักๆ ของปืนพก

…มันดังก้องและสะท้อนกลับไปมาราวจะไม่มีวันยุติอยู่ในอุโมงค์ทึบของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน…

 

 

Don`t copy text!