ดวงใจระบายสี บทที่ 23 : สองดวงใจ

ดวงใจระบายสี บทที่ 23 : สองดวงใจ

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-23-

 

เช้าวันรุ่งขึ้น ใจสกาวกับอริศราตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดศีรษะตุบๆ เหมือนกัน ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างนอนไม่ค่อยหลับแม้ว่าจะนอนนิ่งราวหลับลึกกันทั้งคู่ สองสาวไม่กล้ารบกวนเพื่อนด้วยการปลุกอีกฝ่ายขึ้นมาระบายความในใจ

เมื่อตื่นลุกทำธุระส่วนตัวกันแบบมึนๆ งงๆ ได้เพียงไม่กี่นาที ก็มีเสียงเคาะประตูพร้อมเสียงเรียกของเรอเน่

“ฉันต้มกาแฟไว้ให้ มีตาร์แตง (Tartineด้วย เปิดประตูเข้ามาได้เลยนะ”

เพียงแค่นั้นทั้งคู่ก็รู้ว่าผู้สูงวัยอยากทราบความคืบหน้า จึงรีบแต่งตัวแล้วออกจากห้อง อีกไม่กี่นาทีก็ได้มานั่งอยู่ที่โต๊ะเล็กชิดริมหน้าต่างในห้องชุดส่วนตัวของผู้สูงวัย มีกาแฟถ้วยโตหอมกรุ่นกับตาร์แตงซึ่งก็คือขนมปังฝรั่งเศสที่มีด้านนอกกรอบด้านในเหนียวนุ่ม มันจะถูกผ่าออกเป็นสองซีกปิ้งให้ร้อนก่อนทาเนยกับแยมแล้วโรยน้ำผึ้ง

ใจสกาวนั่งกัดขนมปังทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างอย่างใจลอย หน้าต่างด้านนี้มองออกไปจะเห็นยอดเขียวๆ ของไม้ใหญ่ที่ริมถนนและเมื่อมองต่ำลงไปก็คือแนวถนนสายน้อยที่ทอดผ่านตัวตึก ‘คุณไท’ จอดรถของเขาเอาไว้ที่ตรงนี้เมื่อคืนวันวานก่อนเดินลงมาส่งเธอและเพื่อนสาวถึงหน้าประตูทางเข้าอพาร์ตเมนต์

…มีแต่คำอำลากับคำกล่าวว่า ‘ราตรีสวัสดิ์’ ตามมารยาท ทั้งๆ ที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ…

เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นทำให้สองดวงใจเปิดกว้าง เชื่อมต่อกันได้ เชื่อมกันได้อย่างลงตัว อย่างชัดเจน ทั้งลงตัวทั้งชัดเจนจนไม่อาจกลบเกลื่อนให้เป็นอื่น ราวคลื่นและเครื่องรับวิทยุที่ปรับมาพบกันกระนั้น

ความตกใจ ความหวั่นกลัว ความเจ็บปวดรวดร้าวเมื่อคิดว่าจะสูญเสียเธอไปเมื่อคิดว่าเธอจะต้องบาดเจ็บหรืออาจถึงแก่ชีวิตด้วยน้ำมือคนร้ายที่ปรากฏชัดเจนอยู่ในดวงตาของเขา บอกเธอชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำนับหมื่นนับพันคำว่าเธอมีค่ามีความสำคัญกับเขามากน้อยเพียงใด

เช่นเดียวกับแรงห่วงแรงหวงสิ่งของที่มีค่าเพียงน้อยนิด หากเป็นตัวแทนของเขา ผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยที่เธอรักและห่วง…หวงแหน…มันยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ก็คือการบอกชัดแบบไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติมใดๆ ต่อเขาว่า เขาเองก็มีความหมายกับเธอมากยิ่งกว่าชีวิตเช่นกัน

แม้จะเป็นสุขและเต็มตื้นที่ได้เห็นทั้งหัวใจของตนเองและของ ‘เขา’ ได้ชัดเจนแล้วเช่นนี้ หากใจสกาวก็ยังคงคลางแคลงและไม่รู้สึกมั่นคงเลย เป็นความรู้สึกคล้ายกับการเตรียมจะเปิดประตูเพื่อก้าวออกไปสู่เส้นทางที่เลือกเอง แล้วพบว่าในท้องฟ้าเบื้องบนศีรษะเกิดเมฆฝนทึบทะมึน…

“ไม่ใช่ความผิดของเธอหรอก จัย” เสียงของเรอเน่ดังขึ้นจนใจสกาวตกใจ และเธอก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองถอนหายใจออกไป ทั้งหนักหน่วงและยืดยาว หญิงสาวหันกลับมาพบดวงตาสองคู่จ้องมองอย่างเป็นห่วงเป็นใย เธอยิ้มจืดขณะที่อริศราย้ำ

“ไม่ต้องคิดรับผิดชอบ คริสบาดเจ็บไม่ใช่ความผิดของเธอ ไม่ใช่ความผิดของใครทั้งนั้น ถ้าจะหาตัวคนรับผิดชอบให้ได้ก็ไอ้ขี้ยานักวิ่งราวริอ่านพกอาวุธคนนั้นแหละ”

“จริงที่สุด” เรอเน่ช่วยเสริมขณะที่ใจสกาวได้แต่พูดอ้อมแอ้ม กลบเกลื่อนและเบี่ยงเบนความในใจที่แท้จริง…ต่อเรื่องสนทนาราวกับเสียงทอดถอนหายใจเมื่อครู่ เกิดขึ้นเพราะคริส หาใช่เพราะความรู้สึกอันแสนประหลาดที่เกิดขึ้นต่อชายหนุ่มอีกผู้หนึ่ง…ชายผู้ซึ่งเธอยังรู้สึกถึงรสสัมผัสอุ่นๆ จากริมฝีปากของเขาบนผิวแก้ม…

“ถ้าไม่คิดช่วยฉัน คริสก็คงไม่เจ็บ…หนัก…อย่างนี้ ฉันเป็นห่วงเขา คิดว่าเป็นเพราะฉัน แต่ไม่ได้คิดจะเข้าไปรับผิดชอบอะไรมากไปกว่า ช่วยเหลือเขาในฐานะเพื่อนหรอกค่ะ”

อริศราจ้องหน้าเพื่อนสาวอย่างคลางแคลง เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แม้จะรู้อยู่ว่าใจสกาวเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปมากมาย หากก็ไม่อยากวางใจว่าเจ้าหล่อนจะสลัดหลุดจากความเป็น ‘น้องหนู’ คนเดิม น้องหนูคนใจดี คนที่พร้อมจะทำตามความต้องการของใครๆ อย่างเต็มที่…

…หญิงสาวยังไม่เชื่อว่าเพื่อนสาวจะสามารถสลัดหลุดจากตัวตนเดิมของตนเองได้โดยสิ้นเชิง!

“ถูกแล้ว เธอควรไปเยี่ยม ควรช่วยติดต่อประสานงานกับทางโรงเรียน…นี่จบหลักสูตรแล้วไม่ใช่หรือ” ผู้สูงวัยว่า “ควรถือเป็นหน้าที่ของเธอนะ จัย และแค่ที่เธอทำแค่นี้ฉันก็ว่าเหมาะสม สมบูรณ์ดีแล้ว”

“วันนี้ฉันก็ตั้งใจจะไปโรงเรียนค่ะ ไปรายงานเรื่องของเขาให้ครูทราบ และทำเรื่องขอรับประกาศนียบัตรแทนเขาในวันพรุ่งนี้เลย แต่ตอนนี้ก็ยังคิดกังวลเป็นห่วงคริสอยู่ อยากจะแวะไปดูว่าเขาฟื้นหรือยัง…” สุ้มเสียงของใจสกาวเต็มไปด้วยความกังวลและลังเล

“แต่จะแวะโรงพยาบาลก่อน ก็กลัวไม่ทันครูค่ะ”

“เอาอย่างนี้สิ” ในฐานะผู้อาวุโส เรอเน่ช่วยตัดสินให้ “จัยไปโรงเรียนไปจัดการธุระเสีย ส่วนอลิสก็ไปโรงพยาบาล ไปรอฟังข่าวคริส จัยเสร็จธุระจากโรงเรียนก็ตามไปสมทบกับเพื่อนที่โรงพยาบาล” เธอหันมาเย้าอริศราขันๆ ว่า

“ไม่ต้องตามไปอารักขาเพื่อนถึงโรงเรียนแล้วนะ ได้รู้แล้วนี่ว่าคนที่มาสะกดรอยตามดูอยู่น่ะ เขาดูคริสไม่ได้ดูจัยสักหน่อย”

เพราะความรู้ใหม่ว่าคริสมาจากครอบครัวร่ำรวยและเป็นผู้ดีเก่า ซ้ำบิดายังเคยมีตำแหน่งทางการเมืองเป็นถึงวุฒิสมาชิกทำให้ผู้สูงวัยคาดเดาจากประสบการณ์ของตนเองเพิ่มเติมว่าชายที่มาเดินตามซุ่มดูหนุ่มน้อยอยู่นั้น คงถูกส่งตัวมาจากพ่อของเขาหรือทีมงานของพ่อของเขานั่นเอง

เรอเน่ไม่รู้ว่าถ้อยคำของเธอทำให้อริศรารู้สึกหนักใจอย่างไรอยู่ หนักใจที่จะต้องเผชิญหน้ากับเบญจ์…‘นายเครา’ อีกครั้ง ท่าทีทะนงตัว สีหน้าที่ไม่ยอมแพ้พ่ายให้กับใคร  รวมทั้งวิธีการที่เขาย้อนรอยเธอเสียแสบสันนั้นบอกชัดว่าหากจะต่อกรกัน เธอคงเอาชนะเขาไม่ได้ง่ายๆ แบบที่ทำกับคนอื่นอย่างแน่นอน

แล้วยังถ้อยคำที่เป็นนัยก่อนจากเมื่อคืนวันวานอีกเล่า…ถ้อยคำที่บอกเป็นนัยว่า เขาได้ยินและเข้าใจทุกคำพูดของเธอ ซ้ำยังท้าทาย ‘ผมไม่ใช่อะไรที่คุณจะห่อกลับบ้านได้ ถ้าผมไม่ยอม’

เขาทั้งท้าให้เธอทำ ทั้งยังประกาศความเชื่อมั่นในตัวเอง ประกาศว่าไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม หากเขาไม่ยอมเสียอย่าง เธอไม่มีทางทำได้!

ทว่า คำแนะนำของเรอเน่ก็สมเหตุสมผลจนไม่มีใครคิดปฏิเสธ ซ้ำมันยังช่วยแก้ปัญหาห่วงหน้าพะวงหลังให้ใจสกาว อีกไม่กี่นาทีต่อมาอริศราจึงพบตัวเองแยกทางกับใจสกาวที่ป้ายรถเมล์หน้าถนนใหญ่ เพื่อนสาวเดินไปโรงเรียนตามปกติ ขณะที่ตัวเธอเองยืนรอรถหมายเลขที่ผ่านหน้าโรงพยาบาล

เมื่อไปถึงอริศราก็ได้รับทราบว่าคริสออกจากห้องดูแลพิเศษเข้าไปอยู่ในห้องพักได้แล้ว เขาอายุยังน้อยและแข็งแรงดีจริงอย่างที่เธอให้กำลังใจเพื่อนสาวไว้เมื่อวันวาน หญิงสาวจึงเดินตรงเข้าไปยังห้องพักแล้วก็เปิดประตูเข้าไปพบเบญจ์นั่งอยู่ข้างเตียง

คริสนอนเหยียดยาว ดูเผินๆ ก็เหมือนกำลังหลับสนิทมีเพียงแค่ริมฝีปากกับโหนกแก้มที่เคยเป็นสีระเรื่อเท่านั้นที่กลายเป็นสีขาวซีด ชายหนุ่มผู้ที่นั่งหันหลังให้ประตูราวกับมีดวงตาที่ด้านหลัง เขาเอ่ยทักโดยไม่ต้องหันมามอง

“เมื่อวานบอกว่าจะเลี้ยงก็ไม่เห็นเลี้ยง หวังว่าวันนี้จะไม่ผิดคำพูดนะ! หวังว่าผมจะได้กินของคุณสักมื้อ”

“คำพูดของฉันมีวันหมดอายุย่ะ เอ๊ย! ค่ะ” อริศราสะบัดเสียง “ผ่านเที่ยงคืนไปรถม้าก็กลายเป็นฟักทอง ที่เชิญชวนไว้ก็หมดอายุตั้งแต่เมื่อเที่ยงคืนวันวานเหมือนกัน”

หญิงสาวพูดพลางเดินเข้ามาดูคริสใกล้ๆ หนุ่มน้อยผู้ตามติดเพื่อนของเธอดั่งเงาแม้จะพ้นอันตรายแล้ว หากก็ยังคงมีสายระโยงระยางพาดผ่าน เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์วัดสัญญาณชีพยังเชื่อมต่อ มันแสดงผลเป็นตัวเลขสารพัด

ขณะที่เธอมองตัวเลขเหล่านั้นอย่างมืดแปดด้าน คนที่นั่งอยู่ก่อนก็เอื้อมมือมาคว้าเอากระบอกเก็บความร้อนที่เรอเน่กรอกกาแฟส่งให้ก่อนออกจากอพาร์ตเมนต์ออกไปจากมือ   เรียกว่าแย่ง…ปล้น…กันไปดื้อๆ เลยจะดีกว่า

เขายกขึ้นดื่มแล้วยึดเอาไว้เป็นของตัวเอง ไม่มีท่าทีว่าจะส่งคืนซ้ำยังเบี่ยงตัวบังมันไว้กึ่งบอกว่า ‘อย่าคิดมาแย่งนะ!’

อริศราเบิกตาโพลง อ้าปากค้าง หากไม่เกรงใจบรรยากาศอันเงียบสงบของโรงพยาบาลและคริสที่นอนไม่ได้สติอยู่ตรงหน้าเธอคงร้องวี้ดแล้วโวยวายเรียกให้จับขโมยลั่นไปทั้งตึกแล้ว

“ฉัน…นั่นมันของฉัน! เพิ่งจิบไปได้สองสามอึกเองนะ” หญิงสาวได้แต่อุทานอย่างจนแต้ม

“ไม่เป็นไร ผมไม่ถือ”

“แต่ฉันถือ!” เสียงของเธอแม้จะเบาแต่ก็แหลมปรี๊ด จนอีกฝ่ายต้องหันไปแอบยิ้มกับกระบอกสแตนเลสในมือ รู้สึกสนุกสนานบันเทิงแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน เบญจ์ทำหน้าตายยั่วต่อด้วยเสียงพูดหนักแน่นจริงจัง

“อาหารทั้งมื้อที่บอกว่าจะเลี้ยง ผมขอแค่กาแฟนี่ทดแทน ประหยัดกว่าตั้งเยอะไม่คุ้มหรือ…จะมาโวยวายทำไม” อริศราอ้าปากแล้วหุบฉับ บอกชัดว่าจนต่อถ้อยคำ ชายหนุ่มจึงพูดต่อด้วยเสียงที่อ่อนลง

“เสียดายนะ นึกว่าจะได้นั่งดื่มกาแฟสบายๆ ริมแม่น้ำแซน หรือริมฟุตปาธหน้าร้านกาแฟเก๋ๆ ในปารีส กลับต้องมาเจอเรื่องวุ่นวายแล้วดื่มกาแฟจากเครื่องหยอดเหรียญ…ขอบคุณที่ถือกระติกนี้มา หอมมาก อร่อยมาก กาแฟที่ฝรั่งเศสอร่อยที่สุดในโลก”

อร่อยกว่าทุกร้านในนิวยอร์ก…นิวยอร์ก เมืองที่มีกลิ่นขยะจางๆ ในอากาศและมีกาแฟที่มีรสแย่ที่สุดในโลก…อริศราแอบเห็นด้วย แต่เธอก็ไม่ต่อความ กลับพูดอย่างเลือดเย็น

“กระติกนี้คงอร่อยเป็นพิเศษ…ฉันตั้งใจจะเลิกกินแล้ว เมื่อกี้เลยบ้วนน้ำลายใส่ไว้”

“ไม่เชื่อ…” เบญจ์ยกกระติกขึ้นมามอง ยิ้มขัน แล้วดื่มให้ดูอีกอึกโตเพื่อยืนยันคำว่าไม่เชื่อของตน อีกครั้งหนึ่งที่ชายหนุ่มนึกอยากยื่นมือออกไปแล้วขยี้ผมสั้นๆ ปัดเป๋นั้นให้ยุ่งเหยิงไปทั้งศีรษะ เขายิ้มด้วยรอยยิ้มที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนมีแรงสั่นสะเทือนเกิดขึ้นเบาๆ ที่ริมดวงใจ เมื่อบอกอย่างนุ่มนวล

“จริงนะ ผมตั้งใจจะมา…ดู…อะไรหน่อย แล้วก็เดินเล่นเรื่อยเปื่อยสักสองสามวันก่อนกลับบ้าน นึกไม่ถึงเลยว่าต้องมาติดแหง็กอยู่ข้างเตียงคนไข้ ถึงแม้มันจะมีเรื่องดีเกิดขึ้นเรื่องนึง คือการได้พบคุณ อลิส”

จู่ๆ ป้ายแบบที่เรียกว่า ‘ด็อกแท็ก’ ที่เธอคล้องเอาไว้กับสร้อยเส้นยาวที่สวมอยู่ก็อยู่ในมือเขา ชายหนุ่มก้มลงมองแล้วอ่านชื่อของเธอที่ตอกเป็นภาษาไทยอยู่บนป้ายออกมาดังๆ

“อริศรา…โอ้โฮ! นามสกุลดังแฮะ เอาเถอะ แล้วพบกันที่เมืองไทย ผมตามหาคุณเจอแน่”

“นี่ไปเอาความมั่นใจมาจากไหน! หา!” หญิงสาวตวัดเสียง กระชากสร้อยและป้ายแบบที่ทหารอเมริกันทุกคนมีคล้องคอออกจากมืออีกฝ่าย ในใจเธอคิดยืดยาวกว่าที่พูด…มั่นใจ…เต๊ะจุ๊ย กวนตีน โอ๊ย! สารพัด…

อีกฝ่ายไม่ตอบคำถาม กลับบอกยิ้มๆ ว่า

“พรุ่งนี้ผมจะกลับบ้านแล้วนะ แล้วจะไปหา…จริงๆ…ผมรักษาคำพูด ไม่เหมือนคุณหรอก บอกว่าจะเลี้ยงก็ไม่เลี้ยง ผมจะไปหาถึงบ้านแล้วเป็นฝ่ายไปขอ เอ๊ย! ไปห่อคุณเอง”

“ฉันพูดเล่น!” อริศรากัดฟันบอกอย่างฉิวๆ หากในที่สุดก็หัวเราะออกมา รู้ดีว่ากำลังโดนยั่ว และยิ่งเธอโมโหเท่าไหร่เบญจ์ก็ยิ่งสนุกมากขึ้นเท่านั้น

“อ๋อ ที่พูดจริง…เรื่องจริงน่ะ คือตอนที่บอกว่าหล่อเท่านั้นเนอะ!” อีกฝ่ายยังตอแยไม่เลิก วินาทีนั้นเองมีเสียงครางดังมาจากคนที่นอนอยู่บนเตียง มันทำให้เขาหยุดและลุกขึ้นเดินไปกุมมือคนเจ็บไว้ ดูเหมือนว่ามีความเป็นห่วงและความผูกพันไม่น้อย

“คริส…เป็นไง เจ็บมากไหม” ดวงตาสีฟ้ากะพริบเปิด วินาทีแรกมันเลื่อนลอย หากในวินาทีถัดมามันก็จับนิ่งก่อนอุทาน

“ร็อบ…นายจริงๆ ด้วย…ไม่จริง! นายตายไปแล้วนี่นา นายจะมารับฉันหรือ…” คนบนเตียงพูดกึ่งหอบ สีหน้าและท่าทีของเขาบอกชัดว่าไม่ใช่เรื่องดีเลยที่ฟื้นสติขึ้นมาแล้วเห็นหน้าเบญจ์…หรือร็อบ…

“…ไม่นะ…ไม่! ฉันยังไม่อยากตาย ฉันจะอยู่กับจัย ใครก็ได้ตามจัยให้ฉันที”

คริสร้อง พยายามฟาดแขนและขาลงบนเตียงอย่างอ่อนแรง ท่าทีของเขาทำให้เบญจ์และอริศราสะดุ้ง ดูเหมือนคริสจะมีสติพอที่จะกดปุ่มเรียกพยาบาลด้วยตัวเอง อีกไม่กี่อึดใจพยาบาลก็ปราดเข้ามาในห้อง ปลอบใจคนไข้ด้วยเสียงนุ่มนวล ขณะที่เบญจ์เดินเข้าไปชิดริมเตียงอีกด้าน

“ไม่มีใครเอานายไปไหนหรอกคริส…และฉันไม่ใช่ร็อบ” คำพูดของเขาทำให้คริสสงบลง ท่าทางเหน็ดเหนื่อยและน่าจะง่วงงุนลงไปอีกครั้งด้วยฤทธิ์ยา หนุ่มน้อยปรือตาขึ้นนิดหนึ่ง แล้วกลับหลับลงไปใหม่ พร้อมด้วยเสียงพึมพำที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากว่า “จัย…”

พยาบาลเลื่อนประตูเดินออกจากห้องไปแล้ว แต่ไม่ได้ปิดกลับให้สนิทดังเดิม ช่องที่เปิดกว้างนั้นจึงทำให้อริศราได้เห็นความเคลื่อนไหวสับสนที่โถงด้านหน้า มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา ถ้าไม่นับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลก็สักห้าหรือหกคนละมัง

ชายวัยกลางคนร่างสูงผมสีน้ำตาลที่เพียงแค่มองปราดเดียวก็เห็นถึงอำนาจและความร่ำรวยคือคนที่เด่นและดึงดูดสะดุดตายิ่งนัก เขายิ่งเด่นชัดขึ้นไปอีกในสายตาของอริศราเมื่อเธอพบว่า จมูก คิ้ว ดวงตา และริมฝีปากคือส่วนที่เบญจ์ถอดมาไว้เกือบครบถ้วน

ส่วนหญิงที่เดินนำหน้านั้นก็มีผมและดวงหน้าที่ส่งทอดลงสู่คริสอย่างสมบูรณ์เช่นกัน เธอยิ่งดูมีอำนาจและร่ำรวยกว่าฝ่ายชายเสียอีก อริศรามองสูทชาเนลทั้งชุดกับสร้อยไข่มุกสายยาวสามสายอย่างทึ่งจัด

มีเสียงพูด “คุณและคุณนายแม็คมิลแลน เชิญทางนี้ค่ะ…” ดังขึ้นที่หน้าห้อง แล้วเสียงฝีเท้าหลายคู่ก็พุ่งตรงมา หญิงสาวหันกลับไปมองคริสที่นอนหลับอยู่บนเตียง ตัวเธอเองยืนอยู่ข้างเตียงเขา ส่วนชายหนุ่มที่เพิ่งยั่วประสาทเธอจนหมุนจี๋เมื่อครู่นี้เล่า…

อริศราหันกลับมามองหา…เบญจ์หายตัวไปเสียแล้ว…พร้อมกับกระบอกสแตนเลสใส่กาแฟของเธอ!

Don`t copy text!