ดวงใจระบายสี บทที่ 24 : เมื่อแมวออกจากถุง

ดวงใจระบายสี บทที่ 24 : เมื่อแมวออกจากถุง

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-24-

 

กลายเป็นอริศราที่ต้องยืนจนมุมอยู่ตามลำพังที่มุมห้องพักขณะที่คนทั้งกลุ่มพากันเดินตบเท้าเข้ามาภายใน ชายคนแรกมองกวาดไปรอบๆ ห้อง ชายอีกคนก้าวเข้าไปเปิดประตูห้องน้ำสำรวจดูความเรียบร้อย แล้วถอยออกไปยืนคุมเชิงก่อนผายมือให้ ‘เจ้านาย’ ของเขาเดินเข้ามาภายใน

…ไม่มีการร้องตะโกนว่า “เคลียร์” เหมือนอย่างที่เธอเคยเห็นในภาพยนตร์ หากท่าทีของคนทั้งคู่รวมกับอีกคนที่เดินปิดหลังก็บอกชัดว่าได้รับการฝึกฝนมาอย่างมืออาชีพ

ฝ่ายหญิงก้าวปราดๆ แซงหน้าฝ่ายชายไปยังคนที่นอนอยู่บนเตียง เธอกอดรัด ลูบไล้ไปทั่วดวงหน้าแล้วกุมมือไว้แน่นเมื่อบอกซ้ำๆ “แม่มาแล้ว แม่อยู่นี่ คริส”

นายแพทย์ผู้เป็นเจ้าของไข้คงรู้สึกเหมือนเป็นหน้าที่ เมื่ออธิบาย “เราให้ยาแก้ปวดไว้ ช่วงนี้เขาคงหลับมากกว่าตื่น สะลึมสะลือนิดหนึ่ง แต่คืนนี้หรือพรุ่งนี้ก็คงเป็นปกติ”

คำพูดของฝ่ายนั้นเหมือนสายลมที่พัดผ่าน หญิงวัยกลางคนผู้มีผมสีทองสุกสว่างและดวงตาสีน้ำเงินอมฟ้างดงามหันไปยังชายอีกคนผู้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง แล้วพูดด้วยเป็นภาษาฝรั่งเศสชัดถ้อยชัดคำ

“คุณ…มีหน้าที่หาตัวคนที่ทำแบบนี้กับลูกชายคนเดียวของเรามาลงโทษให้ได้” และโดยฉับพลันเธอก็หันขวับมามองอริศรา “เธอละสิ ที่เป็นต้นเหตุให้ลูกฉันต้องเป็นแบบนี้”

หากเป็นใจสกาวหรือผู้หญิงคนอื่นท่าทีนั้นอาจทำให้อกสั่นขวัญแขวน อาจทำให้สะดุ้งหรือหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจกลัว ทว่าไม่ใช่อริศราผู้ทำเพียงแค่กะพริบตาด้วยความประหลาดใจปริบเดียวแล้วยืดตัวตอบว่า

“ฉันไม่ได้เป็นคนยิงเขา หรือผลักเขาไปโดนปืน ทั้งยังไม่เคยขอร้องหรือบังคับให้เขาไปสู้กับผู้ร้าย” วินาทีนั้นเองที่เธอเข้าใจแล้วว่าเบญจ์เร้นตัวออกไปจากห้องเพราะอะไร…เพราะเขา ‘รู้’ ว่าจะได้พบใครและอะไร…

มันน่านัก! อริศราคิดอย่างเข่นเขี้ยว ไม่มีเตือน ไม่มีชวนให้หนีออกไปด้วยกันเลยนะ! เอาตัวรอดไปคนเดียว ทิ้งเธอไว้ให้เผชิญหน้ากับพายุสีทองลูกนี้…

ดวงตาสีสวยเป็นประกายวาบด้วยความกราดเกรี้ยว…ความโกรธ ความตกใจ ความหวั่นกลัว ที่จะต้องสูญเสียลูกชายสุดที่รักเท่านั้นแหละที่ทำให้วิคตอเรีย แมคมิลแลน ลืมที่จะแสดงออกอย่างผู้ดี ลืมการแสดงออกอย่างนุ่มนวลที่ฉาบหน้าแผนการซับซ้อนที่เธอสามารถใช้บงการชักใยผู้คนได้อยู่เสมอไปจนสิ้น

“แต่เพราะเขาคิดจะช่วยเธอ เพราะเขาเป็นเด็กดี เป็นคนดี…ดีจนไม่คุ้มเลยที่จะเอาชีวิตตัวเองไปเกี่ยวข้องกับชีวิตต่ำๆ…”

อริศรายืดกาย ก้าวเข้าใกล้ไปอีกก้าวด้วยสีหน้าขึ้งเคียด บอกให้รู้ว่าจะไม่มีวันยินยอมให้ใครหน้าไหนมาหมิ่นหยาม เธอฟังไม่ถนัดนักว่า ชีวิตต่ำๆ ‘โลว์ไลฟ์’ ที่อีกฝ่ายพูดถึง หมายความถึงเพียงแค่นักวิ่งราววัยรุ่นผู้นั้น หรือรวมถึงผู้ที่คริสคิดจะปกป้องด้วย

“คุณว่าอะไรนะ คุณหมายถึงใคร…” หญิงสาวย้อนถาม เสียงของเธอดังชัดเจนอยู่ภายในห้องพักไข้ที่เงียบสงบ ความกล้าหาญองอาจ ไม่เกรงและไม่กลัวของอริศรา…ไม่กลัวแม้กระทั่งชายร่างใหญ่สามคนที่ยืนจังก้าทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มกันอยู่ภายในห้องก็ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปอึดใจหนึ่งเช่นกัน

วินาทีนั้นเองที่ชายวัยกลางคนผู้ยืนอยู่ชิดปลายเตียงก็เอ่ยขึ้นอย่างรำคาญใจ

“พอเถอะ วิคตอเรีย นี่เป็นเพื่อนของลูกนะ…” เขาหันมาทางเธอ พูดอ่อนโยนว่า “คริสเพิ่งพูดถึงเธอให้ฉันฟัง เธอชื่อจัยใช่ไหม”

อริศราไม่ตอบ นึกเป็นห่วงเพื่อนขึ้นมาอย่างรุนแรง แม้คริสจะน่ารักและดูเป็นคนดี หากท่าทีของแม่ของเขาก็ทำให้เธอไม่อยากให้เพื่อนต้องมาเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับคนพวกนี้อีก

…อยู่ที่ใจสกาวนั่นแหละที่จะทำใจไม่คิดรับผิดชอบกับการบาดเจ็บของคริสได้หรือไม่ ถ้ายังคงมองโลกมองคนในแง่ดีอย่างที่เจ้าหล่อนเป็นมาตลอดชีวิต…มองดีถึงขั้นคิดว่าจะเปลี่ยนความเย่อหยิ่งถือตัวราวก้าวออกมาจากศตวรรษที่สิบแปดของแม่ของเขาได้…นั่นยิ่งทำให้น่าเป็นห่วง น่ากลุ้มใจ

อย่าเชียวนะ น้องหนู! เห็นครอบครัวนี้แล้วควรวิ่งหนีไปให้ไกลสุดโลก!

“มนตร์แม่มดยังไม่คลายหรือ” ถ้อยคำของสามีทำให้วิคตอเรียเปลี่ยนเป้า เธอหันเข้าหาเขาด้วยดวงตาลุกวาว “ตุ๊กตาวูดูที่นังสาวใช้ชาวจีนทำไว้เมื่อสามสิบปีก่อนยังขลังงั้นละสิ ถึงได้ออกรับ”

“ในเอเชียไม่ได้มีแต่ประเทศจีน และตุ๊กตาวูดูก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราทำ มันอยู่อีกทวีปโน่น” อริศราไม่ปิดบังความเยาะเย้ยในน้ำเสียงของตน “โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาลและก้าวหน้ารวดเร็ว ก้าวไกลไปมากแล้วด้วย…น่าเสียดายที่ศีรษะของคุณเล็กและช้าเกินกว่าจะรู้…”

อันที่จริงหญิงสาวอยากเปรียบเทียบเป็นตัวเลขความเร็วของอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน แต่ก็แน่ใจว่าวิคตอเรียไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับตัวเลขพวกนั้นจึงพูดได้แค่กว้างๆ หากถ้อยคำของเธอก็ทำให้อีกฝ่ายหน้าแดงก่ำ เธอคงถลาเข้าหา หากสามีไม่ยึดแขนไว้มั่น

“คริสยังนอนไม่ได้สติอยู่ตรงหน้า เธอรักเขา…รักลูก…จริงหรือเปล่านี่ วิคตอเรีย ถึงได้มาพูดจาแบบนี้กับเพื่อนของเขา และเธอเองนะที่เป็นคนทำให้เขาเตลิดออกจากบ้าน เตลิดออกจากประเทศ พักเรียนที่บอสตัน เพราะความรังเกียจบ้าๆ บอๆ” เมื่อถึงเวลาคับขันดูเหมือนฝ่ายชายจะเด็ดขาดพอที่จะปรามภรรยา

“ต่อไปนี้ฉันไม่ยอมแล้วนะ ฉันจะสนับสนุนเขา ไม่ว่าเขาจะเลือกคู่รักเป็นผู้หญิงลาติโนอย่างคนแรกหรือผู้หญิงเอเชียอย่างคนนี้”

เมื่อสองสามีภรรยาเริ่มทุ่มเถียงกันอยู่หน้าเตียงของลูกชาย ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าโลกปัจจุบันกำลังจะหลอมรวมเข้าเป็นใบเดียว หากยังมีทัศนคติล้าสมัยเช่นนี้ อย่าหวังว่าสมัยหน้าจะได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนรัฐ ขณะที่อีกฝ่ายก็ยืนยันว่าการพูดหาเสียงกับการกระทำนั้นมันคนละเรื่อง

อริศราค่อยๆ เลี่ยงออกจากห้อง อาศัยช่วงชุลมุนที่ฝ่ายชายค่อนแคะฝ่ายหญิงว่า “ฉันเห็นเธอเอาใจคุณวูผู้สนับสนุนพรรค ยังนึกว่าเธอเลิกคิดบ้าๆ แบบนี้แล้ว ที่แท้ก็…เออ! หรือจริงๆ แล้วเธอไม่ได้รังเกียจเชื้อชาติ แค่รังเกียจคนจน!”

ชายร่างใหญ่ที่คุมเชิงอยู่หน้าประตูห้องเปิดทางให้เธอแต่โดยดี ดูเหมือนจะมีรอยยิ้มที่มุมปากส่งมาให้เสียด้วย…อริศราไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นกำลังคิดว่า นี่น่ะหรือคือคำพูดในที่ส่วนตัวของหญิงที่ยามอยู่เคียงข้างสามีพูดหน้ากล้องเสมอว่า

‘เราทุกคนเท่าเทียมกันบนแผ่นดินนี้ สามีของฉันจะทำให้ความเหลื่อมล้ำหมดไป ไม่ว่าคุณจะมีเชื้อชาติอะไร แอฟริกันอเมริกัน ฮิสแปนิก หรือเอเชีย…และฉันจะสนับสนุนเขาทุกย่างก้าว’

ถ้าไม่ได้รับงานนี้ ไม่ได้เดินทางไกลและใกล้ชิดกันอย่างนี้ ก็คงไม่มีทางได้รู้ว่าคนพวกนี้…พูดอะไรก็ได้เพื่อคะแนนเสียง และคงไม่รู้ว่าคนที่ยังมีความเชื่อความอคติแบบตกยุคยังมีอยู่ แถมยังมีอำนาจมีหน้ามีตา และยังอยู่แบบเป็นชนชั้นนำในสังคมเสียด้วย!

 

เพียงแค่พ้นตัวตึกออกมาไม่กี่ก้าว อริศราก็ได้เห็นเบญจ์นั่งอยู่บนม้านั่งยาวริมบาทวิถี ตรงนั้นเป็นทางเดินเล็กๆ ที่ผู้คนจะใช้เดินตัดไปที่ป้ายรถเมล์ได้สะดวก ด้านหลังเขาเป็นลานหญ้ากับสวนหย่อม มีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลและญาติคนไข้นั่งรับประทานอาหารอยู่ท่ามกลางแสงแดดอ่อนอุ่น

หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งเคียงข้างบนม้ายาวตัวเดียวกัน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ราวกับคนที่เพิ่งรอดชีวิตจากสงคราม หากเมื่อเหลียวมองคนนั่งข้างๆ แล้วเห็นชายหนุ่มนั่งเอนๆ เหยียดขายาวอย่างแสนสบาย แถมยังยกกาแฟในกระติกขึ้นจิบเป็นระยะๆ ก็รู้สึกหมั่นไส้ขึ้นมาจนระงับไม่อยู่

อริศราใช้ข้อศอกถองสีข้างเบญจ์ดังพลั่กเมื่อเจ้าตัวร้อง ‘โอ๊ย!’ เธอก็พูดเสียงเขียว

“สบายจริงนะ! โอ๊ย! แสนสบาย! หนีเอาตัวรอดมาซะงั้น…ไม่มีชวน ไม่มีเตือน ปล่อยให้เราต้องอยู่เผชิญหน้ากับยายบ้าสุดสน็อบนั่นคนเดียว…”

“อ้าว…” เบญจ์ลากเสียงยาวเหยียด “มาโทษเราซะงั้น ชักช้าเองแท้ๆ” สีหน้าของอีกฝ่ายทำให้เขายิ่งหัวเราะ

“ผมรีบเอาตัวรอดก่อน…เพราะผมอ่อนแอปวกเปียกช่วยตัวเองไม่ได้…แต่อลิสน่ะเก่ง ใครมาไม้ไหนก็ฟาดฟันได้หมด จริงไหม สวนยายนั่นไปได้กี่หมัดล่ะ”

“อ่อนแอ ปวกเปียก อ่อนแอ ปวกเปียก” อริศรากัดฟันพูดซ้ำๆ กัน แล้วใช้กำปั้นทุบต้นแขนคน ‘อ่อนแอปวกเปียก’ แรงๆ หลายทีตามจังหวะการพูด อันที่จริงมันก็คือการระบายอารมณ์จากคำพูดน่าชังของหญิงผมทองคนนั้น

เบญจ์ดูเหมือนจะเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายดี เขาจึงนั่งนิ่งยอมให้หญิงสาวทุบเอาตามใจ อึดใจหนึ่งจึงบอกเสียงนุ่ม

“ขอโทษนะ…ผมบอกอลิสไม่ทันจริงๆ”

เสียง สีหน้า และแววตาอันอ่อนโยนของเขาสร้างแรงสั่นสะเทือนให้เกิดขึ้นในโพรงอกของเธอได้อย่างไรอยู่ อริศราชะงัก เก็บมือเก็บไม้ แล้วเปลี่ยนเรื่องด้วยการถามแกมประชด

“ถ้าบอกทันจะบอกว่าไง บอกว่า…ตัวใครตัวมัน…ใช่ไหม” แล้วหญิงสาวก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ไม่มีใครหรืออะไรที่จะทำให้เธอเสียอารมณ์ได้นานนัก และอันที่จริง เธอเองก็สามารถ ‘สวน’ กลับคืนไปได้อย่างหนักหน่วงหลายหมัดทีเดียว

“คุณเคยเจอเขามาก่อนไหม…ยายคนนั้น ยายวิคตอเรีย แมคมิลแลน ผู้หญิงที่มีคำพูดกับทัศนคติเป็นพิษที่สุด” เมื่ออีกฝ่ายส่ายหน้าเธอก็สาธยาย “สวยและแพงไปทั้งตัว พูดฝรั่งเศสคล่องตามประสาผู้ดีชาวใต้ เป็นผู้ดีแต่ใจร้าย เป็นพวกมีการศึกษาแต่ไม่มีการอบรม เป็นพวกเข้าโบสถ์ทุกวันอาทิตย์แต่ไม่มีศีลธรรม”

“เขาอาจเป็นแบบนี้เพราะยังเสียสติ…เพราะยังควบคุมตัวเองไม่ได้ เพราะยังไม่หายตกใจที่ลูกคนเดียวถูกทำร้ายก็ได้นะ”

“อุแม่เจ้า! บทพูดบทนี้ขอสงวนไว้ให้น้องหนูเถอะ น้องหนูพูดแล้วดูอ่อนโยนจริงใจ…แต่คุณอย่าพูดเลย เวลาคุณพูดมันฟังแล้วเหมือนแกล้ง…เหมือน…ไม่จริง!” หญิงสาวร้องลั่น สุดท้ายอารมณ์ขันของคนทั้งคู่ก็กลับคืนมา เบญจ์กับอริศราหันกลับมามองหน้ากัน แล้วต่างคนต่างก็หัวเราะออกมาดังๆ

อึดใจหนึ่งอริศราจึงพูด เธอไม่ซักไม่ถาม ไม่ก้าวล่วงเข้าไปในโลกส่วนตัวของเขา เปรยแค่ว่า

“คุณคงเหมือนคนที่ชื่อร็อบจริงๆ เนอะ นายคริสถึงได้พร่ำรำพันซะขนาดนั้น”

เงียบกันไปครู่หนึ่ง สายลมเย็นชื่นพัดโชยผ่าน ผู้คนมากมายทั้งที่เดินผ่านไปมา ทั้งที่นั่งทอดอารมณ์อยู่ในสวนหย่อมรอบๆ ตัวคล้ายเลือนหายไป เบญจ์รู้สึกถึงความสุขสงบ ความไว้วางใจ…ความรู้สึกที่ว่านั้นมีมากมายท่วมท้นล้นใจจนเขาเริ่มเรื่องด้วยการพูด

“ผมเหมือนเขาจริงๆ ผมเองก็รู้ทั้งๆ ที่ไม่เคยพบเขา…ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก…”

“แล้วคุณรู้ได้อย่างไรว่าเหมือนคะ” อริศราถามขันๆ

“แค่เห็นรูปก็รู้แล้ว…ผมเซิร์ชชื่อ โรเบิร์ต แมคมิลแลน แล้วรูปที่เด้งขึ้นมาทำเอาตกใจจนแทบตกเก้าอี้” เสียงที่ตอบมามีทั้งขบขันและขมขื่นปะปนกันจนแยกไม่ออก

“เห็นร็อบแล้วผมก็อยากเห็นคริส อยากรู้ว่าน้อง เอ้อ! เขารูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ท่าทีแบบไหน อยู่สุขสบายดีหรือเปล่า ก็เลยมาแวะที่นี่ก่อนกลับบ้าน แต่ก็ไม่อยากให้เขาผิดสังเกตเพราะรู้ว่าตัวเองเหมือนพี่ชายเขามาก ก็เลยไว้หนวดไว้เครากะว่าจะได้ไม่เหมือน…” เบญจ์หัวเราะ

“เป็นแผนการปลอมตัวที่ตื้นจริงๆ นึกแล้วก็ขำตัวเอง คนเราถ้าจะเหมือนไม่ว่าจะมีเคราหรือไม่มีเครามันก็เหมือน”

“จริง” อริศราหัวเราะ “ตอนไว้เครา ตอนที่อยู่ในสถานีรถไฟใต้ดิน คริสก็เรียกคุณว่าร็อบ ตอนไม่มีเครา…เมื่อกี้นี้…เขาก็ยังเรียกคุณว่าร็อบ คิดว่าคุณเป็นพี่ชายของเขาที่ชื่อร็อบอยู่ดี”

“ครั้งหลังนี่เขาถึงกับดิ้นรน นึกว่าผมเป็นผีนายร็อบจะเอาตัวเขาไปอยู่ด้วย” เสียงหัวเราะของอริศราเหมือนมีพลังพิเศษ มันทำให้ควาามโศกเศร้าขมขื่นลึกๆ ในใจของเขาจางหาย เบญจ์เล่าด้วยน้ำเสียงปกติ

“ร็อบหรือโรเบิร์ต แมคมิลแลนเป็นลูกชายคนแรกของมิสเตอร์แมคมิลแลนกับภรรยาชาวญี่ปุ่น…เขาน่าจะเป็นทายาท…สืบทอดทุกตำแหน่งของพ่อได้…เพราะพร้อมทุกอย่าง ทั้งหน้าตา ความรู้ คุณสมบัติอื่นๆ น่าเสียดายที่เครื่องบินเล็กตกจนเสียชีวิตไปพร้อมกับคู่หมั้นเมื่อหลายปีก่อน” ชายหนุ่มยกกระติกกาแฟขึ้นดื่มอีกอึกโต

“ข่าวว่าพ่อเขาผิดหวังมาก เสียใจมาก เหมือนกับว่าโรเบิร์ตเป็นสายโยงใยสุดท้ายของเขากับภรรยาชาวญี่ปุ่นที่เสียไปแล้ว พอเสียลูกชายคนนี้ไปอีกคน ก็คือถึงขั้นป่วยหนักต้องเข้าโรงพยาบาลแล้วงดออกงานไปเกือบปี”

“นี่คือข่าวที่คุณได้อ่านเมื่อเซิร์ชหาชื่อ โรเบิร์ต แมคมิลแลนหรือคะ” หญิงสาวถามและเมื่ออีกฝ่ายพยักหน้า เธอก็เสริมด้วยสุ้มเสียงที่ปรับแต่งให้มีแต่ความเข้าอกเข้าใจ “มิน่าล่ะ ยาย เอ๊ย! มิสซิสวิคตอเรีย แมคมิลแลนถึงได้ตั้งแง่กับผู้หญิงต่างชาติ ผู้หญิงเอเชีย เพราะผัวไม่ยอมลืมเมียเก่าชาวเอเชีย…ก็น่าเห็นใจอยู่เนอะ”

คู่สนทนาหัวเราะลั่น แล้วทำในสิ่งที่อยากทำมานานตั้งแต่แรกพบ ก็คือเอื้อมมือไปยีผมสั้นปัดเป๋ของอริศราจนยุ่งเหยิงไปทั้งศีรษะ ยีจนเจ้าของผมแทบหัวสั่นหัวคลอนก่อนสำทับว่า

“นี่! บทพูดบทนี้ก็ไม่เหมาะกับคุณเหมือนกัน มันฟัง…ไม่จริง!…เก็บเอาไว้ให้น้องหนูพูดเถอะ”

อริศรารอให้เบญจ์หยุดมืออย่างใจเย็น เธอค่อยๆ ใช้นิ้วมือสางผมตัวเองให้เข้าทรงก่อนถามเรียบๆ ว่า

“ร็อบคงหน้าเหมือนพ่อของเขา…แล้วคุณล่ะ หน้าเหมือนร็อบได้อย่างไร”

ท่ายักไหล่และคำตอบของเบญจ์ เหมือนกับที่ยอดศิลปินโมเนต์ทำและตอบเมื่อมีคนถามว่าเพราะอะไรลูกชายของเขากับภรรยาที่ชื่อคามิลจึงหน้าตาเหมือนกับลูกชายของเพื่อนรักเออเนสต์ อาเชนเด้กับภรรยา

“ก็แล้วผมจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ!”

Don`t copy text!