ดวงใจระบายสี บทที่ 25 : โรเบิร์ต เบนจามิน คริสโตเฟอร์

ดวงใจระบายสี บทที่ 25 : โรเบิร์ต เบนจามิน คริสโตเฟอร์

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-25-

 

คำตอบและท่าทีของเบญจ์ทำให้ความเงียบแล่นเข้าครอบครอง หากความเงียบนั้นก็เป็นแค่ความราบเรียบและเยือกเย็นของผิวน้ำที่ฉาบหน้า ภายใต้กลับมีกระแสที่หลั่งไหล รุนแรงและลึกล้ำ…เป็นคลื่นใต้น้ำ ท่วมท้นหัวใจของคนทั้งคู่

อริศรารู้สึกถึงคลื่นแห่งความเข้าใจ ‘รู้’ โดยไม่ต้องมีถ้อยคำบรรยาย เธอสัมผัสได้ถึงความรักและความชัง ความอ้างว้างที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ชีวิตพร้อมพรั่ง ความอยากรู้อยากเห็นทั้งๆ ที่ไม่ต้องการรู้ ไม่ต้องการเห็นของเขา…

เธอรู้ซึ้งถึงความในใจของเบญจ์ เท่าๆ กับที่เบญจ์เองก็รู้ชัดว่า อริศราเข้าใจและรู้ใจเขา!

อึดใจถัดมาชายหนุ่มจึงพูด…พูดและเล่าอย่างเปิดเผยกับหญิงสาวผู้ที่ได้รู้จัก ได้เห็นหน้ากันแค่สี่สิบแปดชั่วโมง

“ผมเองก็เหมือนเขา…เหมือน…” เบญจ์นิ่งไปนานทีเดียวเพื่อเลือกหาถ้อยคำ เห็นได้ชัดว่าเขามิได้มองชายผู้นั้นเป็นพ่อ สุดท้ายชายหนุ่มก็เลือกใช้ภาษาอังกฤษว่า ‘ไบโอโลจิคัล ฟาเธอร์  (Biological father)’ อันมีความหมายถึงบิดาในทางชีววิทยา

“จริงๆ ผมก็มีชีวิตของตัวเองแล้ว สุขสบายดีและไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองขาด แต่คงเป็นสันดานมนุษย์ที่อยากรู้อยากเห็น…แม่เพิ่งบอกรายละเอียดกับผมปีที่ผมอายุครบยี่สิบห้า…ก็สามสี่ปีมาแล้วแหละ ผมก็เลยเข้าไปเซิร์ชอ่านเรื่องและตามดูพวกเขามาตั้งแต่วันนั้น ปีนั้นร็อบเพิ่งตาย”

นั่นจึงเป็นเหตุให้เขารู้รายละเอียดว่ามรณกรรมของโรเบิร์ตที่ผู้เป็นพ่อตั้งใจ…หมายมั่นปั้นมือ…ให้เป็นตัวแทนทั้งในด้านการงานและการเมือง สร้างความเสียใจให้กับผู้เป็นบิดามากแค่ไหน

เขาตามดูจนรู้กระทั่งเรื่องราวความบาดหมางระหว่างวิคตอเรียกับคริสลูกชาย เหตุการณ์ที่ฝ่ายผู้เป็นมารดากีดกันความรักครั้งแรกของบุตรชาย พาให้หนุ่มน้อยโกรธจัดถึงขั้นพักการเรียนที่บอสตันแล้วเตลิดมาท่องเที่ยวใช้ชีวิตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

น่าเสียดายที่ช่วงที่คริสอยู่ในประเทศไทย เบญจ์ยังวุ่นวายอยู่กับการเรียนในระดับปริญญาเอกที่อังกฤษ จนกระทั่งได้เห็นว่าฝ่ายนั้นข้ามมาเรียนกึ่งเล่นที่วิทยาลัยศิลปะในปารีส พร้อมๆ กับที่เขาเองก็จบการศึกษาเตรียมตัวกลับบ้าน ชายหนุ่มจึงมองเห็นว่าเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่เขาจะได้เห็น ‘ตัวเป็นๆ’ ของเด็กหนุ่มที่แชร์ดีเอ็นเอกับเขาครึ่งหนึ่ง

ความคิดที่ว่าควรได้เห็นเมื่อมีโอกาสผ่านมา ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้เห็นกันไปอย่างน่าเสียดาย…อย่างที่พลาดไปกับร็อบ…จึงทำให้เบญจ์ตัดสินใจเก็บของส่งกลับทางเรือ แล้วตนเองก็หิ้วกระเป๋าค้างคืนใบเดียวเดินทางจากออกซ์ฟอร์ดมายังปารีส

การแอบ ‘ส่อง’ ตัวเป็น ๆ ของหนุ่มน้อยที่เขาเคยแอบมองผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์มาสามสี่ปีบานปลายไปกลายเป็นการต้องพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องเป็นผู้ติดต่อหาบิดามารดาของคริส ซึ่งเบญจ์ไม่เต็มใจเลยแม้ว่าจะจำเป็นต้องทำ และได้ทำไปแล้วโดยไม่ได้เปิดเผยชื่อและตัวตน

หากเขาก็รู้ดีเช่นกันว่า ถึงจะไม่เปิดเผยอย่างไร คนอย่างมิสเตอร์แมคมิลแลน เมื่อรู้ว่าลูกชายของตนฟื้นคืนสติขึ้นมาเจอหน้า ‘ร็อบ’…เขาก็ต้องสงสัยและปะติดปะต่อเรื่องได้ไม่ยาก

“แผนดักดูตัว…” อริศราพูดแล้วหัวเราะคำพูดของตัวเอง อดบ่นไม่ได้ว่า ‘ใช้คำว่าดักดูตัว ยังกับพวกแม่สื่อ!’ หญิงสาวสามารถเล่นตลกกับตนเองได้เสมอ และมันคือคุณสมบัติที่จับใจคู่สนทนาได้โดยไม่รู้ตัว เธอพูดต่อไปอีกว่า

“…แผนดักดูตัวน้องชายของคุณน่าจะราบรื่น ได้เห็นกันสำเร็จ และถ้าคุณได้เห็นแล้ว พอแล้ว แยกตัวไปนั่งดื่มกาแฟเก๋ๆ ตามร้านกาแฟในปารีสเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ สำหรับคุณเรื่องก็คงจบแค่นั้น…แต่นี่คุณกลับตามดูเขาใกล้ชิด ซ้ำน้องหนูก็เป็นคนช่างสังเกต จำหน้าคน จำรูปร่าง จำขนาดสิ่งของได้แม่น ตามประสาคนชอบงานศิลปะ…”

“ถ้าผมแยกตัวออกมาก่อน ตอนเกิดเรื่อง…ตอนนายคริสอยากแสดงบทเป็นพระเอกแล้วพลาดท่าเมื่อวาน คุณกับน้องหนูคงวุ่น คงตกใจ คงไม่รู้จะติดต่อหาใคร แจ้งครอบครัวของคริสได้อย่างไร…เป็นแบบนี้ดีแล้วอลิส มันคงถึงเวลาที่ผมจะพบหน้าเขา…”

พบ…เพื่อจะได้ถอดสลักอันหนึ่งในชีวิตออกเสียที…ชายหนุ่มไม่พูดประโยคนี้ออกไป เขาเลือกพูดเรื่องที่สำคัญกับหัวใจของเขามากกว่าในเวลานี้

“ที่สำคัญที่สุดก็คือทำให้ผมได้เจอคุณ รู้ไหม การได้พบคุณทำให้ผมหายโมโหที่แผนแตก หายโกรธที่ต้องเปิดเผยตัวเองกับครอบครัวนี้”

“ถึงอย่างไรเราอาจได้พบกันพรุ่งนี้บนเครื่องบินก็ได้นะ” อริศราพูดขันๆ “ฉันเองก็มาจากนิวยอร์ก ตั้งใจจะแวะเยี่ยมน้องหนู ค้างด้วยสองสามคืน แล้วก็กลับบ้าน”

จู่ๆ หญิงสาวก็พบว่ามือของเธออยู่ในมือของเขา…เบญจ์กุมมันไว้อย่างนุ่มนวลเหมือนกับเสียงพูด “ได้พบกันเร็วขึ้นสามวัน สำหรับผม คิดว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม…”

เธอควรดึงมือออก…อริศราบอกกับตัวเอง…หากสิ่งที่หญิงสาวสัมผัสในวินาทีนั้นคือความเป็นมิตร ความสนิทชิดเชื้อ ความไว้วางใจ และการขอกำลังใจ

อริศรายินดีจะฟัง ยินดีให้เขาระบายความในใจ และรู้ว่าเขาจะบอกเล่ากับเธอจนหมดเปลือก เปิดชีวิตและทุกมุมในหัวใจ ทุกซอกในความคิดของตนเองเพื่อเธอ

“คุณโกรธเขาไหมคะ เบญจ์ โกรธมิสเตอร์คริสโตเฟอร์ แมคมิลแลน ซีเนียร์ คนนั้น”

เบญจ์นิ่งไปนานก่อนตอบ

“โกรธ…แต่ไม่ได้โกรธเพื่อตัวเอง แค่โกรธแทนแม่ โกรธที่เขาไม่เห็นค่าของท่าน ทั้งๆ ที่ท่านยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา…ผู้ชายคนนี้รักงานการเมืองของตัวเองเป็นอันดับหนึ่ง รักคุณไทโกะภรรยาคนแรกของเขาเป็นลำดับสอง ลำดับต่อไปก็ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ที่จะได้ใช้งานในช่วงเวลานั้นๆ และถึงวันนี้แม่ของผมน่าจะเป็นลำดับสุดท้าย…”

แล้วหลังจากนั้นเขาก็นิ่งไปอีกอึดใจใหญ่ก่อนเล่า เล่าโดยมีมือของอริศราอยู่ในมือของเขา

ชายหนุ่มเล่าถึงมารดาในวัยสาวน้อย วัยที่ร้อน ปราศจากความยั้งคิดและเชื่อมั่นในตัวเอง…เชื่อมั่นจนมองตนเองเป็นพยัคฆ์ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเป็นแค่สมันน้อย เมื่อสิ้นพ่อแม่แต่มีวิชาชีพติดตัวก็กล้าหาญถึงขั้นเดินทางไปเพื่อเรียนต่อและ ‘แสวงโชค’ ถึงประเทศใหญ่ในอีกซีกโลกอย่างสหรัฐอเมริกา

แม้เหตุการณ์จะไม่ราบรื่นง่ายดายตามที่คิด สาวน้อยก็ยังคงต่อสู้ดิ้นรนจนสุดกำลัง เงินทองที่มีติดตัวมาใกล้หมด เอกสารที่ได้ใกล้หมดอายุ สถาบันการศึกษาที่ติดต่อไว้จะเข้าเรียนก็ยังไม่เปิดรับ จนสุดท้ายได้พบตนเองจนมุมอยู่ในฐานะบริกรในร้านอาหารเล็กๆ

ช่วงนั้นเองที่แม่ของเบญจ์ได้พบกับไทโกะ ภรรยาคนแรกของมิสเตอร์แมคมิลแลน แม้ฝ่ายนั้นจะอยู่ที่ประเทศนี้มาตั้งแต่เกิด บิดามารดาเป็นเจ้าของร้านขายแผ่นเสียงที่มีสาขาทั่วทั้งรัฐ หากความเป็นผิวเหลืองด้วยกันก็ดึงดูด

จนกระทั่งท่านได้เข้าไปอยู่ในบ้านหลังใหญ่บนเนินเขา อาศัยความรู้จากวิชาชีพที่มีติดตัวดูแลไทโกะผู้เริ่มตั้งท้อง นอกจากนี้ยังถูกวางตัวไว้เพื่อเตรียมดูแลลูกที่กำลังจะเกิดของฝ่ายนั้น พร้อมๆ กับการได้เข้าเรียนต่อในหลักสูตรที่จะสะดวกกับการทำงานด้วย

ช่วงนั้นคือช่วงเวลาที่แม่ของเขาในวัยสาวน้อยมีความสุขที่สุด ปัญหาที่มีอยู่ถูกขจัดปัดเป่า มองเห็นอนาคตอันมั่นคงปลอดภัยทอดอยู่ตรงหน้า ที่สำคัญที่สุดคือท่านกำลังมีความรัก…รัก…ทั้งสามีและภรรยา รักโดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทน รักด้วยศรัทธาและรู้คุณโดยเฉพาะต่อเจ้าของบ้านฝ่ายหญิง

ทว่าความสุขและความมั่นคงนั้นก็ยืนยาวอยู่ได้เพียงหกเดือน การตั้งครรภ์เกิดภาวะแทรกซ้อนจนโรเบิร์ตน้อยเกิดก่อนกำหนด ผู้เป็นมารดามีเลือดออกในกะโหลกศีรษะและแพทย์ไม่สามารถยื้อชีวิตของไทโกะไว้ได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในคืนวันนั้นคือความโศกเศร้าสูญเสียร่วมกัน แล้วหลังจากนั้นมันก็กลายเป็นความรัก ความทุ่มเท ความเสียสละและความหวังของฝ่ายหญิง…เบนจามินเกิดหลังจากวันนั้นเก้าเดือน…

หากท้ายที่สุดความหวังของสาวน้อยก็ไม่เป็นไปอย่างที่หวัง เธอไม่สามารถก้าวเข้ามาแทนที่ไทโกะได้ ในวันที่เบนจามินอายุครบสามขวบ ฝ่ายชายก็เลือกแต่งงานกับหญิงสาวผู้มีบิดาเป็นสมาชิกคนสำคัญของพรรค

การตัดสินใจนั้นทำให้รู้แน่ชัด ไม่มีใครที่เขาจะรักอย่างที่รักภรรยาคนแรก และเขาวางงาน…งานการเมืองของเขาไว้เป็นลำดับแรกในชีวิตเสมอ

ฝ่ายหญิงหอบลูกชายออกจากบ้าน เดินทางไกลอีกค่อนโลก แล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่…ฝ่ายชายไม่เคยติดตามเสาะหาสองแม่ลูก เพราะมันจะทำลายอาชีพและเส้นทางที่เขากำลังมุ่งมั่นก้าวเข้าไป

อริศราถอนหายใจยาว เรื่องที่เบญจ์เล่าคล้ายบีบคั้นอารมณ์ หากบุคลิก ฐานะและความรู้ของอีกฝ่ายก็ทำให้รู้ว่า ‘ชีวิตใหม่’ ที่มารดาของเขาได้กลับมาเริ่มต้นใหม่บนแผ่นดินเกิดนั้น ดีงามและมั่นคงขนาดไหน

“คุณพ่อกับแม่ของผมไม่ได้มีลูกด้วยกัน คุณพ่อมีพี่สาวสามคน โสดทั้งสามคน ทั้งสามท่านรักแม่ของผมเลยรักผมด้วย…เอ…ดูเหมือนว่าพวกคุณป้าจะรักผมก่อน แล้วค่อยรักแม่ของผมนะ”

จู่ๆ ชายหน่มก็หักมุม ทำเอาผู้ฟังที่กำลังฟังเพลินค้อน…หมั่นไส้ในความมั่นใจในตัวเองของเขาเต็มที เธอดึงมือออกจากมือของเขา แล้วทุบพลั่กเพราะเพิ่งรู้ว่าตนเองหลงกลเข้าไปเต็มเปา…คนที่มีความมั่นใจในตัวเองจนสูงลิ่วอย่างนี้ มิได้ต้องการกำลังใจจากใครหรอก

เบญจ์พูดต่อด้วยเสียงหัวเราะ

“ตอนเด็กๆ ก็แปลกใจนิดหน่อยที่เราหน้าตาไม่เหมือนใครในบ้าน แต่ก็มีคำอธิบายว่าพ่อกับแม่พบกับตอนที่ไปเรียนต่อ แต่แม่ตัดสินใจไม่อยู่ที่นั่น แค่นั้นก็พอแล้วสำหรับเด็กคนหนึ่ง…ยิ่งพอโตแล้วมีแต่คนชมว่าหล่อ ก็ยิ่งสบายใจและไม่รู้สึกอะไรเลย”

ถ้อยคำของเขาทำให้อริศราต้องค้อนอีกวงโต หากเธอก็หัวเราะไปด้วย จริงสิ เบญจ์ได้ส่วนผสมที่พอเหมาะ ซ้ำยังแปลกที่ราวกับเปลี่ยนตนเองได้ เมื่อแรกพบหญิงสาวมองว่ารูปร่างหน้าตาของเขาก็คือ ‘ฝรั่ง’ แท้ๆ หากเมื่อใกล้ชิด เมื่อรู้เรื่องราว ความเป็นตะวันออกจากมารดาก็ปรากฏให้เห็นชัดมากขึ้นเรื่อยๆ

วินาทีนั้นเองที่เธอเห็นใจสกาวเดินดุ่มๆ มาจากทิศทางที่เป็นป้ายรถเมล์มุ่งหน้าตรงไปยังอาคารโรงพยาบาล อริศรากระโดดลุกขึ้นวิ่งจี๋ตรงไปหาเพื่อน ยุดตัวไว้ทันที

“ไม่ต้องเข้าไปหรอกน้องหนู นายคริสหลับไม่ได้สติ พยาบาลบอกว่ากว่าจะตื่นรู้ตัวเต็มที่ก็น่าจะพรุ่งนี้”

“น่าจะเข้าไปดูเขาสักนิดไม่ดีหรือ น้องหนูเป็นห่วง…” อีกฝ่ายถามงงๆ สำหรับใจสกาว คนไข้จะรู้สึกตัวหรือไม่ไม่สำคัญ สำคัญเพียงแค่เธอเป็นห่วงและอยากแสดงความเป็นห่วงของตัวด้วยการนั่งอยู่ใกล้ๆ สักครู่เพื่อพูดคุยกับเขา แม้จะเป็นการพูดคุยเพียงฝ่ายเดียว

“เขาเจ็บตัวเพราะเรา เข้าไปดูเขาสักนิดน่าจะดีกว่านะ…”

“ไม่ดี!” อริศราบอกเสียงเขียว เธอไม่มีวันยอมให้เพื่อนรักเข้าไปพบท่าทีดูหมิ่น ความเย่อหยิ่ง และวาจาเจือพิษร้ายของวิคตอเรียเป็นอันขาด เบญจ์ผู้เดินตามมายืนอยู่ข้างหลังยิ้มอย่างขบขัน เขาตามความคิดของเธอทันเช่นเคย หากก็เลือกบอกอย่างอ่อนโยนเพียงว่า

“อลิสหมายความว่าน้องหนูเข้าไปตอนนี้จะวุ่นวายเปล่าๆ ครับ ในห้องมีทั้งพ่อทั้งแม่ของเขา นายตำรวจ หมอ พยาบาล แล้วก็บอดี้การ์ดอีกสามคนที่ติดตามมาจากอเมริกาด้วย ถึงจะเข้าไปตอนนี้ก็ไม่ได้เยี่ยม ไม่ได้พูดคุยกับคริส อย่างที่คิดหรอกครับ”

“คงจะไม่ได้นั่งด้วยซ้ำไปน้องหนู” อริศราย้ำ และชายหนุ่มก็เล่าต่อ

“เราสองคนเพิ่งกระเด็นออกมาจากห้อง…มานั่งจ๋องกันอยู่ที่นี่” ผู้ฟังอีกคนเหล่มองด้วยหางตา ในใจคิดว่า ‘ช่างกล้าพูด! คนอย่างนายมีหรือจะจ๋อง?’

“ถ้างั้นก็…ดีเหมือนกันค่ะ” ใจสกาวรับคำ ว่าง่ายเช่นเคย “เพราะจริงๆ วันนี้ก็ยังไม่ได้ประกาศนียบัตรของคริสมา แค่ไปบอกครู แล้วครูก็บอกว่าจะเตรียมไว้ให้เขา ให้ฉันเอามาให้เขาในวันพรุ่งนี้ ครูฝากเยี่ยมและอวยพรให้เขาหายดี…”

“ทั้งหมอทั้งพยาบาลทั้งตำรวจวิ่งกันตีนขวิด เขาหายดีแน่ๆ น้องหนู ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ความจริงอลิสว่าน้องหนูไม่ต้องเอาไอ้ประกาศนียบัตรนั่นมาให้เขาด้วยตัวเองก็ได้นะ แค่ฝากพยาบาลหน้าห้องไว้ก็พอ”

หากเป็นเมื่อก่อน ใจสกาวอาจรับคำอย่างง่ายๆ ไม่ต้องถามไถ่หาเหตุผล ทว่า ครั้งนี้เธอกลับถาม

“มีอะไรหรือ อลิส”

เพียงเท่านั้นเรื่องราวก็พรั่งพรู อริศราเล่าถึงพ่อกับแม่ของคริส เล่าถึงท่าทีและถ้อยคำของมารดาของเขา เล่าถึงเรื่องที่ฝ่ายนั้นกล่าวโทษว่าใจสกาวคือต้นเหตุแห่งการบาดเจ็บของลูกชาย เล่าอย่างละเอียดทุกถ้อยคำทุกท่าทีของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

“น้องหนูอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับคนพวกนี้เลย เลี่ยงออกมาให้ไกลที่สุดเท่าที่จะไกลได้ดีกว่า จริงๆ นะ มันเป็นพิษกับชีวิต…กับจิตใจ…ของเรา และน้องหนูก็ไม่ต้องคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองด้วยที่คริสบาดเจ็บ เราไม่ได้ผลักเขาไปโดนปืน”

“ผมเห็นด้วยกับอลิส” ชายหนุ่มผู้ยืนอยู่เคียงข้างอริศราเสริม “อะไรที่ดูแล้วว่าจะเป็นพิษกับเรา อยู่ห่างๆ ดีกว่า ผมเองเกี่ยวข้องกับพวกเขายังทำเท่าที่จำเป็น ถ้าไม่ใช่สถานการณ์คับขันอย่างวันนั้นก็คงไม่มีทางที่จะเป็นฝ่ายติดต่อไปหาพวกเขาหรอกครับ”

“น้องหนูเข้าใจและขอบคุณคุณเบญจ์ ขอบใจอลิสที่เป็นห่วงจริงๆ นะคะ” ใจสกาวกลับยืนหยัดมั่นคง เธอไม่ใช่ผืนผ้าใบสีขาวเหมือนเมื่ออย่างเริ่มเดินทางอีกต่อไปแล้ว หลายประสบการณ์ หลายความรู้สึกที่ได้พบกลายเป็นสีหลายสีที่สาดเข้าใส่ และเธอตั้งใจจะเกลี่ยให้มันกลายเป็นภาพจิตรกรรมแสนงามด้วยมือของตัวเองให้ได้

“ถึงอย่างไรน้องหนูก็อยากพบอยากคุยกับคริส อยากขอบคุณเขา และไม่ว่าจะเป็นความผิดของเราหรือไม่ ก็ยังอยากขอโทษพ่อกับแม่ของเขาด้วยตัวเอง”

Don`t copy text!