ดวงใจระบายสี บทที่ 26 : เผชิญหน้า

ดวงใจระบายสี บทที่ 26 : เผชิญหน้า

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-26-

 

ความรักและเป็นห่วงเพื่อนของอริศราทำให้หญิงสาวพยายามเปลี่ยนใจใจสกาว พยายามให้เลิกล้มความคิด…ทว่า สุดท้ายก็กลายเป็นเบญจ์ที่ดูเหมือนจะเข้าใจ ชายหนุ่มบอกอย่างอ่อนโยน

“อลิส อย่าห้ามน้องหนูเลย น้องหนูก็มีเหตุผลของตัวเอง และผมว่าความกล้าหาญจริงใจของน้องหนูจะทำให้น้องหนูปลอดภัยจากคมหอกคมดาบนะ”

อริศราจุปากจิ๊จ๊ะ แล้วก็ต้องยอมแพ้สองเสียง ยอมรับเหตุผลของอีกฝ่ายด้วยการพนมมือแต้บอกว่า

“เจ้าค่ะ หลวงพ่อ!”

ทั้งสามคนออกจากโรงพยาบาลไปด้วยกัน แล้วอริศราในฐานะที่เคยเรียนหนังสือที่ปารีสมาหนึ่งปีเต็มๆ ก็เลือกพาทั้งสองคนไปนั่งเล่นที่ร้านกาแฟ ‘เก๋ ๆ’ ตามที่เบญจ์พูดกึ่งประชดประชันกับตัวเองมาตลอดวัน หญิงสาวบอกขันๆ ว่า “อุตส่าห์มาถึงแล้ว จะได้ไม่เสียเที่ยวไงคะ”

เธอเลือกพาชายหนุ่มและเพื่อนสาวขึ้นไปนั่งจิบกาแฟร้อนๆ ด้วยกันท่ามกลางสายลมเย็นชื่นบนชั้นดาดฟ้าของห้างสรรพสินค้ากลางกรุง มีหลังคาตึกแสนงามรวมทั้งหลังคาของปาเลต์ การ์นิเยต์ (1) โรงโอเปราแห่งปารีส ทอดตัวเป็นฉากอยู่เบื้องหน้า

หญิงสาวใช้เวลาช่วงนั้นโทรศัพท์ไปจองโต๊ะในภัตตาคารเก่าแก่ที่เปิดทำการมายาวนานสามร้อยกว่าปี ซ้ำยังเป็นภัตตาคารที่อ้างว่าตนเองคือภัตตาคารอาหารฝรั่งเศสแห่งแรกในปารีสและเป็นที่ที่มีหอยเอสคาโกอบเนยอร่อยที่สุดในเมือง

โชคดีที่มีลูกค้าโต๊ะหนึ่งยกเลิกพอดี อริศราจึงได้ที่นั่งในร้านอาหารที่ตามปกติต้องจองล่วงหน้าอย่างน้อยสามสัปดาห์ และอาหารมื้อเย็นวันนี้ก็เอร็ดอร่อยรื่นรมย์สมดังที่ตั้งใจ หากจะมองข้ามอาการครุ่นคิดเลื่อนลอยเป็นระยะๆ ของใจสกาวไปได้

หญิงสาวคิดว่าเพื่อนของเธอคงสลัดความเป็นห่วง สลัดความรู้สึกผิดต่อคริสยังไม่ได้…หากเธอก็ควรเชื่อมั่นในตัวใจสกาว ควรเชื่อมั่นว่าฝ่ายนั้นต้องรู้ขอบเขตความรับผิดชอบของตัวเอง และยืนยันยึดมั่นในความต้องการอย่างแท้จริงของตัวเองได้

การที่คริสหลงรักถึงขั้นหลงใหลในตัวใจสกาวอย่างลึกล้ำ…มากมาย…ถึงขนาดมีชื่อของ ‘จัย’ ติดอยู่ที่ริมฝีปากทั้งยามหลับและยามตื่นนั้น ไม่ใช่เหตุผลที่พอเพียงเลยที่จะทำให้เพื่อนของเธอโอนอ่อนตามใจ ทุ่มตัวรับผิดชอบแล้วเปลี่ยนแปลงชีวิต ยอมละทิ้งความต้องการอย่างแท้จริงของตนเอง

เบญจ์ส่งสองสาวที่หน้าตึกที่พัก วันรุ่งขึ้นคือวันที่เขาและอริศราจะเดินทางกลับประเทศไทยด้วยเครื่องบินสายการบินเดียวกันเที่ยวบินเดียวกัน เมื่อต่างคนต่างเปิดตั๋วของตัวเองออกมาดูก็ถึงกับหัวเราะออกมาทั้งคู่ เมื่อพบว่าที่นั่งที่สำรองไว้คือที่นั่งหมายเลขติดกัน

ฝ่ายชายอยากบอก ‘นี่ถ้าไม่เรียกว่าบุพเพสันนิวาสแล้วจะให้เรียกว่าอะไร’…ติดอยู่แค่ที่มีใจสกาวนั่งร่วมวงอยู่ด้วยจึงได้แต่เก็บคำพูดของตัวเองไว้ แต่ก็ตั้งใจว่าทันทีที่ขึ้นไปนั่งเคียงกันอยู่บนเครื่อง จะไม่มีวันพลาดที่จะพูด…

เขาเริ่มติดใจการได้เห็นตาวาวๆ และแก้มแดงจัด อันเกิดจากทั้งความอาย ความโมโห และอาการจนมุมหาทางออกไม่ได้ของอริศราเสียแล้ว

ทั้งสามคนนัดหมายกันว่าจะไปเยี่ยมคริสในวันรุ่งขึ้น โดยใจสกาวจะออกจากอพาร์ตเมนต์เพื่อไปรับประกาศนียบัตรหลักสูตรของคริสที่วิทยาลัยก่อน เมื่อได้รับแล้วเธอก็จะรีบตรงไปที่โรงพยาบาล ส่วนอริศรานั้นจะอยู่เก็บของ ร่ำลาเรอเน่ แล้วหิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กของตนเองตรงไปรอพบกันที่โรงพยาบาล

เบญจ์เองก็เช่นกัน นี่คือโอกาสสุดท้ายแล้วที่เขาจะได้พบกับคริส ได้บอกกับฝ่ายนั้นว่าเขามิใช่โรเบิร์ตหากคือเบนจามิน พี่ชายร่วมพ่อคนที่คริสอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวตนอยู่ในโลกใบนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น…ท่าทีของวิคตอเรีย แมคมิลแลนทำให้ทั้งสามคนตัดสินใจกันว่าจะรอกันอยู่ที่บริเวณห้องโถง เมื่อพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งสามคนแล้วจึงจะพากันขึ้นไปที่ห้องพักของคริส และจะพยายามเลือกเวลาที่ปลอดคนที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทว่าเมื่อถึงเวลาจริงเข้าทุกอย่างก็ไม่เป็นดังที่คิดกันไว้ เบญจ์คือคนที่มาถึงก่อนคนอื่น เพียงแค่เดินเข้ามายังไม่ทันจะถึงลานหญ้าข้างอาคารตรงจุดที่เขานั่งคุยอยู่กับอริศราเมื่อวันวาน ชายร่างใหญ่สองคนก็เดินเข้ามาประกบ บอกเรียบๆ ว่า

“ท่านขอให้คุณไปพบที่ห้องประชุมชั้นสอง”

ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ถามขันๆ ว่า “ขอหรือสั่ง” หากเขาก็เดินตามไปแต่โดยดี รู้ดีว่าเวลาแห่งการเผชิญหน้ามาถึงแล้ว และเขาไม่ต้องถามแม้แต่คำเดียวว่า ‘ท่าน’ ที่ว่านั้นคือใคร

อริศรามาทันได้เห็นเบญจ์เดินเข้าไปในตัวอาคารพร้อมด้วยชายสองคนที่ได้เห็นหน้ากันเมื่อวันวาน หญิงสาววิ่งแจ้นตามเข้าไปแบบไม่คิดลังเล เธอปล่อยให้เขาเข้าไปตามลำพังไม่ได้!

เมื่อมาทันกันที่หน้าห้องประชุมแพทย์บนชั้นสอง ห้องที่ทางโรงพยาบาลคงอนุญาตให้มิสเตอร์คริสโตเฟอร์ แมคมิลแลน ซีเนียร์ได้ใช้เป็นกรณีพิเศษ ชายสองคนที่ประกบเบญจ์อยู่หันมามองหน้ากันอย่างงงๆ อย่างจะถามกันเองว่าจะทำอย่างไรดีกับหญิงสาวที่มายืนหอบอยู่ตรงหน้า แล้วยังจับมือชายหนุ่มคนที่พวกเขามีหน้าที่พาเข้าไปพบ ‘นาย’ ไว้แน่น

กลายเป็นเบญจ์ที่พูดกึ่งสั่งเป็นคำขาด

“อลิสต้องเข้าไปกับผมด้วย ไม่อย่างนั้นผมก็จะขอตัวกลับ…”

ในที่สุดทั้งสองคนก็เข้ามายืนอยู่ตรงหน้า ชายผู้นั่งหมิ่นๆ อยู่กับขอบโต๊ะประชุม เมื่อมองในระยะใกล้ หญิงสาวก็ยิ่งเห็นความคล้ายคลึง ปาก ตา คิ้ว คาง…กระนี้แล้วโรเบิร์ตและเบนจามินจะไม่เหมือนกันแทบเป็นพิมพ์เดียวได้อย่างไร ต่างคนต่างมีเลือดของชายผู้นี้ และเลือดเอเชียจากทางแม่อีกครึ่งหนึ่งเหมือนๆ กัน

ผู้ที่นั่งอยู่ก่อนขยับตัวเลื่อนเก้าอี้สองตัวที่หน้าโต๊ะประชุมให้นั่ง เบญจ์กล่าวคำปฏิเสธ “ไม่ต้องครับ ขอบคุณ” เขารู้ดีว่าตนเองคงไม่ต้องอยู่ที่นี่นานนัก ที่สำคัญเขาต้องการมองตรงเข้าไปในดวงตาของฝ่ายตรงข้ามด้วยความสูงในระดับเดียวกัน

กลายเป็นอริศราที่บีบมือชายหนุ่มเบาๆ แล้วถอยออกไปนั่งคุมเชิงที่เก้าอี้ตรงมุมห้อง เธอต้องการเปิดโอกาสเปิดพื้นที่ส่วนตัวให้สองพ่อลูก หากก็ต้องการให้เขารู้ด้วยว่าเธอรออยู่ไม่ไกล รออยู่ด้วยความเข้าใจและเป็นกำลังใจให้เสมอ

“ขอบใจที่ช่วยติดต่อไปหาทันทีที่เกิดเรื่อง ขอบใจที่ช่วยดูแลน้อง” มิสเตอร์แมคมิลแลนบอก เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็มีทิฐิหรือมิฉะนั้นก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องพูด…ขอโทษ…ที่ละเลยสองแม่ลูกมานานกว่ายี่สิบปี

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าได้พบ…ไม่ว่ากับใคร ผมก็ทำแบบนี้ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ที่สำคัญผมไม่ได้ดูแลเขา แค่บังเอิญอยู่ใกล้ๆ ตอนที่เกิดเรื่องเท่านั้น”

แม้จะเป็นคำพูดสุภาพและเป็นงานเป็นการ หากใจความเกือบตัดรอนนั้นก็ทำให้อีกฝ่ายอึ้งไปนานทีเดียว สุดท้ายเขาก็พูด เห็นได้ชัดว่ายังคงระลึกถึงลูกชายคนโตไม่คลาย

“เสียดายที่ไม่ได้พบกับร็อบ…”

เบญจ์นิ่ง…ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยล้วนคือการเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายก้าวเข้ามาในชีวิต ชายหนุ่มจึงนิ่ง นิ่งและมองดูชายผู้เป็น ‘บิดาทางชีววิทยา’ ของเขานิ่งอยู่เช่นนั้น จนอีกฝ่ายต้องวางไพ่ในมืออีกใบหนึ่งลง

“ร็อบเรียนเศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การเมือง ที่บอสตัน เขาสนใจเรื่องพวกนี้…น่าเสียดายที่เริ่มงานไปได้ไม่เท่าไหร่ก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน”

ผู้ฟังยังคงนิ่ง แม้มีเพียงรอยยิ้มน้อยๆ ที่อ่านไม่ออกในดวงตา หากในใจของเขากลับกำลังคิดอย่างขบขัน…แน่หรือที่ว่าโรเบิร์ตสนใจเรื่องพวกนี้ เขาอาจแค่กำลังพยายามเอาใจผู้เป็นบิดา พยายามยึดตำแหน่งทายาทและลูกคนโปรดไว้ด้วยวิธีเลือกทำเลือกเรียนในสิ่งที่ผู้เป็นบิดาชอบก็ได้

“มันคงเป็นสายเลือดในตระกูลของเรา ลูกเองช่วงที่อยู่ที่อังกฤษก็ดูเหมือนจะไปสมัครเรียนเรื่องเศรษฐศาสตร์ เรื่องการเมืองอยู่สองสามวิชานี่นา”

ถ้อยคำนั้นบอกชัดว่าเวลาเพียงแค่คืนเดียวที่ได้รู้เรื่อง มิสเตอร์แมคมิลแลนก็สืบหาเรื่องราวและรายละเอียดเกี่ยวกับเบญจ์ได้มากมายทีเดียว…รู้แม้กระทั่งชื่อวิชาที่ชายหนุ่มเพียงแค่เข้าไปเรียนเล่นๆ ด้วยความอยากรู้ครบทั้งสามวิชา

เบญจ์ยิ้มรับ เขาไม่แก้ไขความเข้าใจของอีกฝ่าย ไม่บอกว่าตนเองชอบหรือไม่ชอบอะไร ชายหนุ่มรอจนกระทั่งผู้แก่วัยกว่าเป็นฝ่ายวางไพ่ใบที่คิดว่าสำคัญที่สุดในมือของเขาลงบนโต๊ะก่อน

“ลูกเป็นอเมริกันนะ เบน เป็นพลเมืองของประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนโลกใบนี้ ที่สำคัญที่สุดครอบครัวเรามีพื้นฐาน มีเครือข่ายเส้นสายเรื่องการเมือง ถ้ากลับบ้านเราเมื่อไหร่ ลูกก็สานงานต่อจากพ่อ ช่วยพ่อทำงานได้เลย”

เหมือนถูกผลักออกมายืนตรงจุดเริ่มต้นของถนนสายหนึ่ง สายที่ยืดยาวและรุ่งเรืองที่ครอบครัวแมคมิลแลนถากถางไว้สามชั่วอายุคน มีเงินทอง มีอำนาจรออยู่ที่ปลายทาง ในฐานะที่สืบสายเลือดเดียวกัน เขามีสิทธิ์จะหยิบฉวย เช่นเดียวกับสิทธิ์ความเป็นพลเมืองที่ได้รับมาตั้งแต่เกิด

“ผมรู้สิทธิ์ของตัวเอง รู้ว่าผมกับคุณ และผมกับแมคมิลแลนเกี่ยวข้องกันอย่างไร” เบญจ์พยายามที่จะไม่แสดงความดูหมิ่นและรู้เท่าทัน เขาพยายามเก็บและกดมันไว้แต่เพียงภายใน

“เพียงแต่ผมมีงานของผมแล้ว มีแม่ มีครอบครัว…ที่สำคัญกว่าคือผมมีพ่อแล้ว และถึงแม้จะเกิดที่โน่น ผมก็เลือกเป็นคนไทย” ชายหนุ่มเน้นคำว่า ‘สำคัญกว่า’ เพื่อให้รู้ว่าความสำคัญที่อีกฝ่ายพูดถึงนั้น มิได้สำคัญเท่าผู้คนที่เขามีในชีวิตเลย…

เมื่อพูดออกไปแล้ว…ได้พูดต่อหน้ามิสเตอร์คริสโตเฟอร์ แมคมิลแลน ซีเนียร์…ก็เหมือนสลักที่ติดขัดค้างคาอยู่คลายออก เสี้ยนอันหนึ่งที่ตำใจอยู่หลุดไป มันโปร่งโล่งและปราศจากความเจ็บปวดอย่างแท้จริง

เบญจ์รู้ดีว่าเขาได้สลัดเงาจางๆ ที่กลางใจออกไปได้แล้ว เขากำลังก้าวเข้าสู่เส้นทางใหม่อย่างแท้จริง และดีใจเหลือเกินที่เขาไม่ได้ก้าวข้ามผ่านมันไปโดยลำพัง มีผู้หญิงคนหนึ่งอยู่เคียงข้างเขาอยู่ตลอดเวลา…ตลอดขั้นตอนแห่งการเปลี่ยนผ่านนั้น

เมื่อชายหนุ่มก้าวออกจากห้อง เขามีมือเล็กๆ หากอบอุ่นและมั่นคงของอริศราอยู่ในมือ…

ใจสกาวรอทั้งสองคนอยู่ที่มุมห้องโถงชั้นล่าง เมื่อพบหน้าเธอก็รายงานและบอกแผนการของตัวเองยืดยาว

“ถามพยาบาลแล้วละ คริสอยู่คนเดียว พ่อเขาไปไหนไม่รู้ แต่แม่มีรถมารับออกไปข้างนอกตั้งแต่สายๆ น้องหนูว่าตอนนี้เหมาะ เราขึ้นไปหาคริสกันเถอะ และรอสักพักถ้าพ่อกับแม่เขากลับมาทันเวลาก่อนที่เราจะไปสนามบินกัน น้องหนูก็จะได้ขอโทษเขาเสียให้เรียบร้อยในวันนี้เลย…”

หญิงสาวถอนหายใจยาว ยังยึดมั่นกับคำว่า ‘น้องหนูอยากจะขอโทษพ่อกับแม่เขาด้วยตัวเอง’ ไม่คลาย

“…แต่ถ้าเขากลับมาไม่ทันเวลาที่เราจะไปสนามบิน น้องหนูก็จะกลับมาใหม่พรุ่งนี้…”

“อึ๋ย…ยังคิดจะกลับมาพรุ่งนี้อีก” อริศราอุทานด้วยเสียงประหลาด “เอาเหอะ ขึ้นไปที่ห้องพักคริสกัน สาธุขอให้น้องหนูได้เจอสองคนผัวเมียเสียที จะได้จบๆ เรื่อง!”

ภายในห้องพักคนไข้ คริสอยู่ตามลำพังจริงดังที่คาด ชายหนุ่มดูคืนสติและสดใสขึ้นมากกว่าที่เห็นเมื่อวานราวกับเป็นคนละคน ทันทีที่เห็นใจสกาว เขาก็ไม่เหลือดวงตาไว้เหลือบแลใครอีก

หนุ่มน้อยกางแขนออกทั้งสองข้างด้วยความหวังว่าอีกฝ่ายจะโผเข้ามากอด หากหญิงสาวที่เขาปักใจกลับเดินมารวบมือของเขาไว้ทั้งสองข้าง น้ำหนักของมือเล็กๆ นั้นมั่นคงแข็งแกร่งกว่าที่เขาคาด

“ขอบใจที่สุดที่เสี่ยงอันตรายเพื่อฉัน ถ้าเธอเป็นอะไรไป ฉันคงไม่ให้อภัยตัวเอง”

“ฉันตายแทนเธอได้ รู้ใช่ไหม จัย”

“เธอเป็นเพื่อนที่ดี…ใจดีกับเพื่อนเสมอนะคริส” ใจสกาวบอก ขืนมือตัวเองไว้เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะดึงมือเธอเข้าไปจูบ…เธอไม่อยากจะเป็นคนใจร้าย หากก็รู้ว่าถ้าปล่อยให้เขาทำเช่นนั้นเรื่องก็จะยิ่งจบยากเข้าไปอีก

หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องเปลี่ยนความสนใจด้วยการส่งแฟ้มใบประเมินผลงานและประกาศนียบัตรของวิทยาลัยให้

“นี่ของเธอ ครูฝากมา…ครูและเพื่อนๆ ฝากอวยพรให้เธอหายดี”

หนุ่มน้อยรับมาอย่างไม่ใส่ใจนักเมื่อเอี้ยวตัววางมันไว้ที่โต๊ะข้างเตียง นั่นเองที่ทำให้เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่านอกจากใจสกาวและอริศราแล้วยังมีใครอีกคนหนึ่งอยู่ในห้อง แวบแรกเขาตกใจ หากเมื่อมองอีกครั้งก็พบแค่ความเหมือนอย่างน่าประหลาดใจ

วินาทีนี้คริสมีสติพอที่จะรู้แล้วว่าไม่ใช่…

“ผมชื่อเบญจ์ เป็นลูกชายอีกคนของคุณพ่อของคุณ แต่ผมแยกไปอยู่กับแม่ เราเลือกที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง” คำพูดเรียบๆ นั้นทำให้คนพูดเองก็ออกแปลกใจ…เมื่อได้พูดมันออกไปดังๆ ชายหนุ่มก็พบว่าที่แท้เรื่องที่ค้างคาอยู่ลึกๆ ในใจของเขามานานมันเป็นแค่เรื่องเล็กๆ ง่ายๆ แค่นี้เอง

“ผมกับร็อบเลยเหมือนกันจนคุณตกใจไง คริส” เบญจ์สำทับยิ้มๆ และในวินาทีนั้นเองที่เขามองเห็นจากปลายตาว่าวิคตอเรียก้าวเข้ามาในห้องตามหลังด้วยบอดี้การ์ดร่างใหญ่หนึ่งคน

และวินาทีนั้นคือวินาทีที่เขาคิดว่าควรช่วยอริศรา…ช่วยแสดงให้ใจสกาวได้เห็นชัดๆ ว่า ครอบครัวนี้…ครอบครัวแมคมิลแลน ‘เป็นพิษ’ แค่ไหน ไม่สมควรเลยที่ใครจะเข้าใกล้

ชายหนุ่มจึงทำเป็นไม่เห็น พูดต่อยิ้มๆ ว่า

“คุณอาจเคยได้ยินคุณแม่ของคุณพูดถึงแม่ของผมโดยใช้คำว่า สาวใช้ชาวจีน…แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่หรอก แม่ของผมไม่ใช่สาวใช้แต่เป็นพยาบาล เราไม่ใช่คนจีน เราเป็นคนไทย” ชายหนุ่มเน้นคำ

“ที่สำคัญท่านมีชื่อ…แม่ของผมชื่อบุษบา คุณไทโกะแม่ของร็อบรักท่านเหมือนน้องสาวแท้ๆ และมักจะเรียกท่านล้อๆ ว่า บีบี๋…”

 

 

เชิงอรรถ :

(1) Palais Garnier

Don`t copy text!