ดวงใจระบายสี บทที่ 27 : กลับบ้านเถอะ

ดวงใจระบายสี บทที่ 27 : กลับบ้านเถอะ

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-27-

 

นามภรรยาคนแรกของคริสโตเฟอร์ แมคมิลแลน ซีเนียร์ เป็นประดุจหนามที่ตำใจวิคตอเรียมานานแสนนาน เป็นหนามที่ไม่มีใครสามารถถอดถอนออกได้ ทันทีที่ได้ยิน หญิงอเมริกันวัยกลางคนจึงโกรธจนขาดสติเมื่อก้าวปราด ๆ เข้าไปผลักใจสกาวผู้ที่คริสจับมือเอาไว้มั่นให้ออกห่างจากลูกชายของเธอ

หญิงสาวผู้ถูกผลักไม่ได้ถือโกรธเลยสักนิด ทั้งๆ ที่การแตะเนื้อต้องตัวในเชิงคุกคามเช่นนี้เป็นเรื่องร้ายแรงในสังคมตะวันตก กลับเป็นฝ่ายถอยออกมายืนเคียงข้างเพื่อนสาวตรงปลายเตียง ขณะที่แม่ของเพื่อนหนุ่มมองสองสาวที่ยืนอยู่เคียงข้างกันแล้วอุทาน

“เอ้า! งอกขึ้นมาอีกคน นางพวกแม่มดตะวันออก นี่มันอะไร! มาทำไมกันนัก”

“ฉันเอาประกาศนียบัตรของคริสมาให้ค่ะ” ใจสกาวบอก เธอรีบบอกก่อนที่เพื่อนสาวจะตอบโต้ด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อน หญิงสาวจับมือเพื่อนไว้ บีบแน่นเพื่อเตือนสติ “มาขอบคุณเขาที่พยายามช่วยฉัน และมาขอโทษคุณด้วยนะคะ หากจะเป็นต้นเหตุให้เขาต้องบาดเจ็บ”

ในที่สุดเธอก็ทำได้อย่างที่ตั้งใจ ความนิ่ง ความมั่นคง ความสุภาพและอ่อนโยนของใจสกาวทำให้อีกฝ่ายพลอยชะงักไปด้วย สติและความละอายใจกำลังจะกลับมาถ้าวิคตอเรียจะไม่เห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงมุมห้องเต็มตา

รูปร่างหน้าตาของเบญจ์คือค้อนที่ปีศาจถือไว้ในมือแล้วตอกซ้ำๆ ลงกลางดวงใจของเธอ ตอกลงตรงจุดที่มีหนามอันใหญ่ปักคา ตลอดชีวิตการแต่งงาน เธอไม่เคยเอาชนะผู้หญิงชาวตะวันออกที่ชื่อไทโกะได้ หลังจากนั้นก็ไม่เคยเอาชนะเด็กชายที่ดีพร้อม ทั้งเก่งทั้งฉลาดและรูปงาม…เหมือนกับชายหนุ่มคนนี้แทบเป็นพิมพ์เดียวกัน…ได้เช่นเดียวกัน

“นี่มันวันอะไรกัน” เสียงอุทานของเธอเหมือนเสียงครางจากส่วนที่ลึกในอกทีเดียว วินาทีนี้ไม่มีมารยาทสังคม ไม่มีภาพลักษณ์ใดๆ ให้ต้องรักษาอีกแล้ว “วันนรกแตกใช่ไหม ผีตบเท้ามาพร้อมกันทีเดียวสามตัว”

วินาทีนั้นเองที่คริสผู้ติดกับอยู่บนเตียงร้องอุทานออกมา

“แม่! แม่พูดอย่างนี้กับเพื่อน…กับผู้หญิงที่ผมรักไม่ได้นะ”

ใจสกาวอาศัยจังหวะที่สองแม่ลูกจ้องหน้ากันอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ เลี่ยงเดินไปอีกข้างของเตียงคนไข้ เธอโน้มตัวลงโอบกอดคริสไว้อย่างอ่อนโยนเมื่อกระซิบ “ลาก่อนนะ คริส ตั้งใจรักษาตัวด้วย”

ไม่ต้องรีรออะไรอีกแล้ว เธอได้ขอบใจเพื่อนหนุ่มและได้ขอโทษแม่ของเขา…ทำอย่างที่ตั้งใจได้ครบถ้วนแล้วจึงดึงทั้งเบญจ์และอริศราออกจากห้อง ไม่สนใจกับเสียงเรียกของคริส

ก้าวเท้าออกจากห้องยังไม่ทันจะพ้นประตู เสียงแผดร้องอย่างเกรี้ยวกราดของคริสก็ดังขึ้น ตามด้วยเสียงตวาดแหลมสูงของผู้เป็นแม่ แล้วต่อจากนั้นคือเสียงข้าวของในห้องตกกระจาย ตามด้วยเสียงกรีดร้อง

ใจสกาวหันไปมองแล้วสะดุ้ง ชะงักเท้าหมุนตัวเหมือนจะเดินย้อนกลับไป หากอริศรายึดตัวไว้แน่น ภาพเพียงแวบเดียวที่ทุกคนเห็นคือภาพถ้วยแก้ว คนโท เครื่องมือทางการแพทย์ตกแตกกระจายอยู่บนพื้นไม่ต้องพูดถึงภาชนะสแตนเลสที่ปลิวว่อน

หนุ่มน้อยลงมายืนอยู่ข้างเตียง เขาคงเหยียบแก้วแตกเข้าเต็มเปาเลือดจึงไหลออกมานองเต็มพื้น ไม่ใช่สิ! เลือดนั้นไหลเปียกเขาไปครึ่งตัว มันคงออกมาจากท่อ จากสายยางที่เขากระชากออกจากร่างกายด้วยความโกรธนั่นเอง

อริศราลากตัวเพื่อนเดินหลุนๆ ไปตามทางเดินหน้าห้องสวนทางกับพยาบาลที่วิ่งกันหน้าเริด เสียงตะโกนเอะอะกับเสียงกรีดร้องของวิคตอเรียดังลั่นไปทั้งปีกตึก และตรงทางแยกระหว่างห้องโถงกับทางเดินหน้าห้องนั่นเองที่บิดาของคริสพร้อมด้วยบอดี้การ์ดสองคนเดินแกมวิ่งมาด้วยกัน เขาหยุดชะงักเมื่อเห็นสามหนุ่มสาว

“คุณแมคมิลแลน ฉันขอโทษนะคะ ฉันเป็นต้นเหตุที่ทำให้คริสเจ็บขนาดนี้” ใจสกาวพูดอีกครั้ง ครั้งนี้กับพ่อของเขา เธอเป็นต้นเหตุให้เขาเจ็บทั้งทางกายและทางใจจริง ๆ…ขอเพียงได้พูด เพื่อให้เงื่อนปมในใจคลายออกสักนิดหญิงสาวก็พอใจแล้ว

“ฉันอยากชดใช้ให้ได้มากกว่านี้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากคำว่าขอโทษ”

หญิงสาวเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองสั่นไปทั้งตัว ภาพของคริสที่เห็นเมื่อครู่ติดตา ความสงสารและความรู้สึกผิดกำลังจะระเบิดออกมาเป็นน้ำตา

“พอแล้วน้องหนู” อริศรากระซิบ เธอดึงตัวเพื่อนแยกจากมา ขณะที่เบญจ์ยิ้มที่มุมปากก้มศีรษะให้ ‘บิดาทางชีววิทยา’ ของเขานิดหนึ่งเป็นเชิงอำลาแล้วก้าวยาว ๆ ตามหลังสองสาวไป

อีกหลายอึดใจถัดมา ทั้งสามคนก็พบตัวเองนั่งอยู่บนรถไฟมุ่งหน้าไปยังสนามบิน อริศรานั่งกลาง มือหนึ่งจับมือเบญจ์ อีกมือหนึ่งก็จับมือเพื่อนสาวไว้มั่น

“กลับบ้านเถอะ น้องหนู กลับด้วยกันเดี๋ยวนี้แหละ ข้าวของช่างมัน! ฝากเรอเน่ไว้ ให้จ้างคนมาแพ็กส่งให้ก็ได้” ในที่สุดอริศราก็พูด เธอหมายความอย่างที่พูดจริงๆ

“คิดอยู่จ้ะ อลิส น้องหนูกำลังคิดอยู่” มือของเธอหายสั่นแล้ว ความวุ่นวายเมื่อสักครู่ทำให้หญิงสาวคิดอยากกลับบ้าน อยากไปหาพ่อ…หากวินาทีนั้นเองที่ใจสกาวก็คิดขึ้นมาว่า…บ้าน…ที่เคยอยู่มาตลอดชีวิต ยังอยู่เหมือนเดิมหรือไม่?

“แต่น้องหนูเพิ่งไปสมัครเรียนอีกสองวิชา หลักสูตรหกเดือนจ้ะ เริ่มเรียนเดือนหน้า” ในที่สุดเธอก็ตัดใจตอบอย่างมั่นคง

“แล้วจะเอายังไงกันดี” จากที่จับมืออยู่กลายเป็นโอบกอดเพื่อนรักไว้แน่น “อลิสไม่อยากปล่อยน้องหนูไว้คนเดียวที่ปารีส กลัวไอ้ครอบครัวอลเวงนั่นมันจะมาทำให้น้องหนูต้องเดือดร้อน…อย่าไปยุ่งอะไรกับมันอีกนะ ขอบคุณแล้วขอโทษแล้วก็ต้องจบ สัญญากันก่อน”

สีหน้าของใจสกาวเมื่อยามเหลียวกลับไปมองเพื่อนหนุ่มที่ยืนอยู่ริมเตียงร่างกายซีกหนึ่งเปื้อนโลหิตแดงฉานทำให้อริศรากลัวเหลือเกินว่า ความสงสาร ความรู้สึกผิด และความเป็นคนดีของเพื่อนสาวจะทำให้เจ้าตัวก้าวข้ามครอบครัวแมคมิลแลนไม่พ้น

แม้เมื่อยามที่อีกฝ่ายพยักหน้ารับ “สัญญาจ้ะ น้องหนูเห็นแล้วว่าพวกเขาเป็นพิษแค่ไหน” อริศราก็ยังไม่วางใจ กะการณ์ต่อเป็นฉากๆ

“ปรึกษากับเรอเน่นะน้องหนู หางานทำในช่วงวันหยุดนี้ จะได้ไม่ว่าง จะได้บอกปัดได้ทันทีเวลามีใครมากวน…เออ จริงสิ! ไปอยู่กับลูกสาวเรอเน่ที่ลียงสักพักก็ได้ พอโรงเรียนเปิดค่อยกลับมาปารีส”

“แล้วฉันจะปรึกษาเรอเน่จ้ะ อลิสอย่าห่วงเลย” ใจสกาวรับคำ…ไม่มีใครในที่นั้นรู้ว่าในหัวใจของเธอราวกับมีเมฆหมอกมืดมนครอบคลุมมาทั้งวันทั้งคืนแล้ว เธออยากปรึกษา…โหยหา…ใครอีกคน คนที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย มั่นคง และเป็นสุขจนท่วมท้นล้นใจทุกครั้งที่ได้พบกัน

เมื่อวันก่อนเธอได้เปิดเผยหัวใจต่อเขา และเขาก็ได้เปิดเผยหัวใจต่อเธอ…ทว่า มันก็ขาดหายไป คล้ายไม่เคยเกิดขึ้น ราวกับแสงสว่างแวบเดียวที่ปลายฟ้า หรือนี่คือคำตอบของความรู้สึกที่เธอรู้สึกในวินาทีที่รู้ใจตัวเองและแน่ใจว่าตนเองรู้ใจเขา

…ความรู้สึกของคนที่กำลังจะก้าวออกจากบ้านแล้วพบเมฆหมอกทะมึนอยู่บนแผ่นฟ้าที่ครอบโค้งเหนือศีรษะ…

ความเลื่อนลอยเป็นพักๆ และความโศกเศร้าลึกล้ำในดวงตาของใจสกาวคือสิ่งที่ทำให้อริศรายิ่งคิดเป็นห่วง หญิงสาวมั่นใจว่าเรื่องวุ่นวายเมื่อครู่ กับความรู้สึกผิดที่มีต่อคริสเป็นต้นเหตุให้เพื่อนสาวของเธอเป็นเช่นนี้ ดังนั้นเมื่อไปถึงสนามบินแล้วจึงกลับเป็นฝ่ายยืนยันที่จะส่งใจสกาวกลับที่พัก

“เรียกอูเบอร์เถอะ น้องหนู ทั้งหนักใจทั้งใจลอยอย่างนี้ อลิสไม่อยากให้น้องหนูไปรถไฟ เดี๋ยวใจลอยนั่งเลยไปไหน”

สุดท้ายเธอก็ยืนยันไม่ยอมเดินเข้าไปในตัวอาคารผู้โดยสารขาออกจนกว่าจะได้เห็นเพื่อนสาวขึ้นไปนั่งบนรถรับจ้างอย่างเรียบร้อย รอจนกระทั่งไฟท้ายรถแดงวาบพ้นโค้งถนนไปแล้วนั่นแหละอริศราจึงถอนใจ เงยหน้ามองเบญจ์ผู้อยู่กับเธอทุกขั้นตอน

“ผมเข้าใจแล้วว่าเพราะอะไร อลิสถึงได้เป็นห่วงน้องหนูนัก” ชายหนุ่มผู้ยืนเคียงพูดอย่างอ่อนโยน “เพราะน้องหนูเป็นเด็กดี เป็นคนใจดี ซึ่งจะทำให้ถูกเอาเปรียบง่ายเหลือเกิน”

“นี่ดีขึ้น เข้มแข็งขึ้นตั้งเยอะแล้วนะคะ อืม…ไม่หรอก น้องหนูเห็นนิ่มๆ อย่างนั้น จริงๆ เป็นคนเข้มแข็งมาแต่ไหนแต่ไร เพียงแต่แต่ก่อนมองโลกมองคนในแง่ดีไปหมด แล้วก็ชอบตามใจคนโดยไม่นึกถึงความต้องการของตัวเอง ทุกวันนี้รู้จักระวังตัว รู้จักมองโลกมองคน แบบรอบด้านมากขึ้นตั้งเยอะแล้ว…” หญิงสาวจาระไน

“อลิสต้องไว้ใจเพื่อนด้วย น้องหนูจะได้รู้จักโลกรู้จักผู้คนได้ด้วยตัวเอง ถ้าเราไม่เชื่อมั่นไม่ไว้ใจในตัวเขา เขาก็จะยิ่งไม่มีวันโตนะ” ชายหนุ่มผู้ยืนเคียงบอก “คนเราต้องเติบโต และการเติบโตนั้นต้องการสเปซ อลิสนึกออกไหม…ต้นไม้ต้นไหนจะแผ่กิ่งก้านได้ ถ้าเราเป็นต้นไม้ใหญ่อีกต้นไปยืนเบียดเขาอยู่ตลอดเวลา”

ถ้อยคำของเบญจ์ทำให้อริศรานิ่งไปนาน แล้วเธอก็ทบทวน…ช่วงเวลาหลายเดือนที่ห่างกัน…ช่วงเวลาที่ใจสกาวอยู่ตามลำพังในปารีสและเธอวุ่นวายอยู่กับการเรียนช่วงสุดท้ายที่นิวยอร์ก คือช่วงเวลาที่เพื่อนสาวเติบโตขึ้นมากทั้งทางใจและทางอารมณ์ เติบโต รอบรู้และแข็งแกร่งขึ้นมากมาย

“จริงของคุณ ขอบคุณค่ะ”

หากวินาทีนั้นเอง ภาพที่เห็นตรงสุดอาคารสนามบินอีกด้านก็ทำให้อริศราสะดุ้ง ภาพรถบัสเล็กที่มารับผู้โดยสารจากสนามบินเข้าไปในเมือง ชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ในแถวคุ้นตา…นพัชนั่นเอง!

หญิงสาวอยากหันหลังกลับ อยากยึดเอาตัวเบญจ์ไว้ในปารีสเพื่อช่วยกันอีกสักพัก หากก็ต้องตัดใจในที่สุด จริงของเขา เธอควรเว้นระยะห่างเพื่อให้ใจสกาวได้เติบโตโดยอิสระ ได้เหยียดก้าน แผ่กิ่งในแบบของตัวเอง

อริศราตัดใจ ลากกระเป๋าค้างคืนใบเล็กของตนเองเดินเคียงคู่ไปกับเบญจ์เข้าไปในตัวอาคารผู้โดยสารสนามบินแห่งกรุงปารีส

 

ใจสกาวใช้เวลาที่นั่งอยู่บนรถรับจ้างต่อโทรศัพท์ถึงบิดา…คำว่า ‘กลับบ้านเถอะ’ ของอริศราคล้ายเสียดแทงใจ มนุษย์ทุกคนล้วนมีบ้านให้พักพิง ให้เป็นดั่งหลุมหลบภัย เธอเองก็มีบ้านที่อบอุ่นมั่นคงและปลอดภัยมาตลอดชีวิต จนกระทั่งไม่นานมานี้ที่ดูเหมือนมันจะเปลี่ยนแปลงไป

เสียงของคุณธีรชัยที่ดังมาตามสายคล้ายสายน้ำอันอบอุ่นที่โอบอุ้มห่อประคองเธอไว้ ความโศกเศร้าคลางแคลงลึกล้ำค่อยๆ จางหายไปจากหัวใจ

หญิงสาวรายงานผลการเรียน เล่าถึงชีวิตแสนสุขที่ปารีส เล่าถึงการวาดภาพที่เพิ่งค้นพบว่านี่คือสิ่งที่ชอบเหลือเกิน แล้วก็เล่าถึงเรอเน่ เล่าต่อด้วยการบอกกล่าวว่าได้ลงเรียนเพิ่มเติมไว้อีกสองวิชาในเดือนหน้า แล้วหลังจากนั้นหกเดือนก็น่าจะเป็นเวลาที่เธอจะได้กลับบ้านเสียที

“เราอาจจะได้พบกันก่อนหน้านั้น เดือนหน้าพ่อจะไปประชุมที่โคโลญ…”

“โคโลญ…เยอรมนีหรือคะ น้องหนูจะนั่งรถไฟไปหา” ใจสกาวตอบสนองอย่างกระตือรือร้น “เมืองที่มีโบสถ์ใหญ่ๆ ใช่ไหมคะ”

“นั่นแหละ”

“น้องหนูจะไปวาดรูปโบสถ์…จริงสิ มาอยู่ปารีสตั้งหลายเดือน ยังไม่ได้วาดรูปหอไอเฟลเลย แต่สถานที่สำคัญอื่นๆ วาดไปหมดแล้วนะคะ ทำไมถึงได้เว้นที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของปารีสไปก็ไม่รู้…”

ใจสกาวมีสมุดวาดภาพหลายเล่ม นอกจากกระเป๋าใบน้อยที่เป็นต้นเหตุของเรื่องวุ่นวายแล้ว หญิงสาวก็จะมีสมุดวาดภาพและเครื่องเขียนอยู่ในกระเป๋าอีกใบติดตัวไปไหนมาไหนอยู่เสมอ

เธอค่อยๆ วาดภาพผู้คน สิ่งของ และสถานที่ที่ต้องใจเอาไว้ทีละหน้า ทีละหน้า…ใช้วิธีเขียนลายเส้น ผสมกับสีน้ำ ถ้าเวลาไม่พอก็จะถ่ายรูปเก็บไว้แล้วค่อยมาเติมรายละเอียดทีหลัง

หากค่อยๆ ดูจากสมุดเล่มแรกถึงเล่มสุดท้ายจะเห็นได้ว่าฝีมือของเธอพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

ผู้เป็นบิดาหัวเราะล้อเลียนว่า “อยู่ใกล้เกินไปอย่างไรล่ะ”…สองพ่อลูกพูดคุยกันอีกครู่ ก่อนวางสายนั่นเองที่ธีรชัยถาม

“น้องหนูหายโกรธพัชหรือยัง…คนเราก็อาจมีห้วงเวลาหนึ่งที่คิดผิดทำพลาดกันได้นะ ถ้าเมื่อไหร่ที่น้องหนูหายโกรธ แล้วพบว่าน้องหนูยังรักพัชอยู่ พ่อก็จะไม่ว่าอะไร พ่อจะรักคนที่น้องหนูรักและทำตามที่น้องหนูต้องการเสมอ…”

“น้องหนูเคยคิดว่าตัวเองรักพี่พัช แต่ไม่ใช่หรอกค่ะ ที่น้องหนูรู้สึกกับพี่พัชไม่ใช่ความรักแบบนั้น…” เธอรู้จักความรักเสียแล้ว มันไม่เหมือนกับความรู้สึกที่เธอเคยมีต่อนพัชเลยแม้แต่นิดเดียว “และที่สำคัญน้องหนูไม่ได้โกรธพี่พัชมากเท่าเสียใจและเสียดาย…”

“ดีแล้ว ถ้าอย่างนั้นพ่อก็จะได้บอกคุณนัท…”

นี่น่ะเอง! คือที่มาของคำซักถาม ใจสกาวเงี่ยหูฟังผู้เป็นบิดาเล่าถึงภรรยาสาว ณัฐพรเดือดเนื้อร้อนใจ ยืนยันขอโอกาสให้น้องชายอีกครั้ง

“…คุณนัทถามที่อยู่ของน้องหนูมาหลายครั้งแล้ว บอกว่าพัชอยากมาขอโทษและจะแวะมาเยี่ยมก่อนกลับเมืองไทย พ่อยังไม่บอกจนกว่าจะได้ถามน้องหนูก่อน”

“น้องหนูไม่โกรธ แต่ไม่รัก และยังไม่อยากพบค่ะ รอเอาไว้ไปเจอกันที่เมืองไทยก็แล้วกัน” เธอตอบนุ่มนวล หากเด็ดขาดและมั่นคง

เมื่อวางสายจากผู้เป็นบิดา ใจสกาวก็เปลี่ยนเป้าหมาย บอกให้คนขับพาเธอไปยัง ‘ลา ตู ไอเฟล’ คนขับผู้แม้จะฟังภาษาไทยไม่ออก หากก็รู้ด้วยสัญชาตญาณว่านี่เป็นการสนทนาข้ามประเทศ

เมื่อมองจากกระจกหลังเขาเห็นหญิงสาวยิ้ม หัวเราะ บางครั้งก็น้ำตาคลอขณะสนทนา และยังเดินทางกลับมาจากสนามบินตามลำพัง ชายผู้เป็นคนขับจึงไม่ค่อยไว้ใจนัก ก็สุภาพสตรีเหล็กแห่งกรุงปารีสนี้ คือสถานที่ที่มีผู้เลือกใช้ปลิดชีวิตตนเองแทบทุกปี

วิธีการเหลือบมองผ่านกระจกส่องหลัง และแววตาที่ไม่ปิดบังความห่วงกังวลของเขาทำให้ใจสกาวหัวเราะ บอกว่า

“ขอบคุณที่เป็นห่วง แต่ฉันไม่เป็นไรค่ะ แค่จะไปหามุมวาดรูป ไม่ขึ้นไปข้างบนหรอก…”

 

Don`t copy text!