ดวงใจระบายสี บทที่ 28 : เมื่อหัวใจนำทาง

ดวงใจระบายสี บทที่ 28 : เมื่อหัวใจนำทาง

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-28-

 

อีกครู่ใหญ่กว่าใจสกาวจะพบมุมที่เหมาะสม หญิงสาวไม่เลือกไปที่อาคารที่อยู่อีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ หรือสวนสาธารณะด้านที่ไกลออกไปเนื่องจากสถานที่เหล่านั้นคือสถานที่ที่เป็น ‘มุมมหาชน’…ทั้งช่างภาพ ศิลปิน และนักท่องเที่ยวล้วนเก็บรูปหอไอเฟลสัญลักษณ์แห่งปารีส ทั้งภาพถ่ายและภาพวาดกันไว้จากบริเวณเหล่านั้นมากมายเป็นล้านภาพแล้ว

เธอได้มุมหนึ่งในสวนไม่ห่างจากตัวหอไอเฟลนั่นเอง เป็นมุมมองที่คงมีคนคิดถึงไม่มากนัก ใจสกาวเก็บภาพมุมมองแบบที่เรียกกันว่า ‘ตาหนอน’ นั่นคือการมองจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูง…หญิงสาวเลือกฉากหลังเป็นมุมและยอดของหอทาบอยู่บนท้องฟ้าสีฟ้าเข้ม มีกิ่งของไม้ใหญ่ที่เหนือศีรษะตนเองอยู่ในระยะใกล้สุด…แล้วลงมือวาดภาพ…

หญิงสาวหยุดมือเมื่อรู้สึกว่าตัวเองเมื่อย มองผลงานที่ยังไม่เสร็จเรียบร้อยในสมุดแล้วเงยหน้ามองภาพตรงหน้าอย่างจะบันทึกไว้ในความทรงจำก่อนกดชัตเตอร์เก็บมันไว้เป็นภาพถ่ายควบคู่กันไป เธอจะค่อยๆ วาดมันต่อให้สำเร็จที่ไหนก็ได้

การทำงานที่รักทำให้ความรู้สึกของหญิงสาวสุขสงบและราบรื่นขึ้นมากมาย…นี่เป็นวิธีการทำงานเฉพาะตัวที่ยอดศิลปินอย่างโคล้ด โมเนต์ ผู้ชอบวาดภาพจากสถานที่จริงเสมอคงไม่ชอบใจนัก…แต่…ไม่เป็นไรหรอกนะ ทางใครก็ทางมัน!

ใจสกาวเคยอ่านพบว่าศิลปินชาวไทยระดับศิลปินแห่งชาติท่านหนึ่ง ยามที่ยังอยู่ในวัยศึกษาก็ไม่ชอบวาดภาพในสถานที่จริงเหมือนกัน เขาจะใช้วิธีเดินดูไปรอบๆ เก็บความรู้สึก บันทึกทุกสิ่งที่เห็นด้วยสายตาและดวงใจแล้วกลับไปวาดที่บ้าน…เธอไม่เก่ง ไม่มีความทรงจำละเอียดลออเฉียบคมเหมือนเขา จึงต้องใช้การถ่ายภาพช่วยผ่อนแรง

ขณะที่กำลังเดินอมยิ้มเมื่อนึกขึ้นมาได้ว่ากำลังเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับยอดศิลปินทั้งไทยและต่างชาตินั่นเองก็มีเสียงเรียก “น้องหนู! น้องหนู!…”

ใจสกาวเหลียวมองแล้วพบว่าเพิ่งเดินผ่านแถวนักท่องเที่ยวที่กำลังรอขึ้นไปชมวิวบนหอไอเฟล สาวใหญ่ที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีตะโกนเรียกแล้ววิ่งออกจากแถวนั้นตรงมาหาเธอ

“พี่เพลิน…” หญิงสาวอุทานแล้วยกมือไหว้ ยามเป็นเด็กเมื่อเธอกับคุณธีราไปนั่งรอธีรชัยที่ที่ทำงาน เพลินพิศจะคอยเข้ามาดูแลสองคนย่าหลานอยู่เสมอ

“โอ๊ย! น้องหนู ไม่ได้เห็นเสียนาน…คิดถึงมาก” ผู้พูดกอดร่างบางเอาไว้เต็มอ้อม ก่อนหันไปร้องบอกเพื่อนร่วมคณะ “ขึ้นไปก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันตามไป”

“พี่พบคุณพ่อ เมื่อไม่กี่วันก่อนออกเดินทางมานี้เอง…พบด้วยความบังเอิญนะ เดี๋ยวนี้คุณพ่อน้องหนูงานยุ่งมาก…” เธอลากเสียงยาวแล้วหัวเราะอย่างขบขัน “คิดถึงน้องหนู คิดถึงคุณย่า ถ้าจะคิดให้ลึกไปกว่านั้นก็คิดถึงคุณจิตใส คุณแม่ของน้องหนูด้วย…”

ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้นั่งลงที่ม้านั่งในสวนสาธารณะนั่นเอง หลังการทักทายไต่ถามความเป็นไป เพลินพิศก็พยักหน้าอย่างชอบอกชอบใจ แล้วสนับสนุนการตัดสินใจของเธอ

“พี่เพลินดีใจที่น้องหนูได้กลับมาเรียนสิ่งที่รัก หลังจากหลงทางไปเรียนเรื่องอื่นเสียสี่ปี…เอาเถอะ! อะไรที่เกิดขึ้นแล้วดีทั้งนั้น ปริญญาที่เรียนมาอาจทำให้น้องหนูเป็นศิลปินที่รวยและรู้จักบริหารสินทรัพย์กับผลงานของตัวเองเก่งกว่าใครก็ได้นะ”

ทั้งสองมองหน้ากันแล้วหัวเราะ ใจสกาวสัมผัสได้ถึงความจริงใจและความปรารถนาดี เธอซักถามเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวของอีกฝ่ายแล้วได้ความว่าเพลินพิศซื้อทัวร์มากับกลุ่มญาติ เพิ่งข้ามจากเบลเยียมมาฝรั่งเศสได้แค่สองวัน วันแรกก็ท่องเที่ยวอยู่ตามปราสาทแถบลุ่มแม่น้ำลัวร์ เมื่อวานเข้าเยี่ยมชมแวร์ซายส์ และวันนี้คือวันแรกในปารีส หญิงสาวจึงตั้งข้อสังเกต

“รายการของบริษัททัวร์นี่คล้าย ๆ กันนะคะ เมื่อสี่ห้าปีก่อนที่น้องหนูมาเที่ยวกับพ่อและพี่นัทก็เส้นทางแบบนี้…เป็นรางวัลที่น้องหนูเข้ามหาวิทยาลัยได้น่ะค่ะ”

“ใช่หรือน้องหนู” อีกฝ่ายนิ่วหน้าแล้วเบ้ปาก “อย่าลืมว่าคุณพ่อกับคุณณัฐพรเพิ่งแต่งงานกันนะ…ฮันนีมูนหรือเปล่า” เพลินพิศชะงัก มองหน้าคู่สนทนาแล้วออกตัว

“ขอโทษทีนะคะ นานๆ ได้เจอกันที แถมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีโอกาสได้เจอกันอีก พี่เพลินขอพูดเรื่องเก่าหน่อยนะ ถึงเรื่องมันจะผ่านมานานแล้วก็เถอะ คนเรา…แค่รู้เราไม่พอ ต้องรู้เขาด้วยนะน้องหนู รู้ให้ทันเขา ถึงขั้นนี้เราไม่ต้องเอาชนะคะคานแล้ว แต่แค่รักษาตัวเองไม่ให้แพ้เขาอย่างหมดรูปและอยู่ได้อย่างมีความสุขกันทุกคนแค่นั้นแหละจ้ะ”

“น้องหนูทราบค่ะ กำลังพยายามรู้เขาอยู่ แต่ก็รู้แค่พอรักษาตัวรักษาใจให้มีความสุขแค่นั้น…ที่สำคัญ รักษาพ่อรักษาน้อง และ…แม่ของน้องด้วยค่ะ” หญิงสาวตอบเรียบ ๆ รอยยิ้มของเธอสงบและมั่นคงดีจนอีกฝ่ายตัดสินใจพูด

“น้องหนูจำเขาไม่ได้จริงๆ ใช่ไหม…คุณนัทน่ะ” ความงุนงงในดวงตาของใจสกาวทำให้เพลินพิศถอนใจ “พี่นึกแล้วว่าน้องหนูคงจำเขาไม่ได้…ไม่งั้นก็คงไม่ยอมให้เขาเข้าใกล้ชิดและไว้ใจมากขนาดนี้”

เรื่องที่เพลินพิศเล่า แม้บางช่วงบางตอนเจ้าตัวจะเลี่ยง…บอกกล่าวอ้อมๆ เพื่อเป็นการถนอมน้ำใจ เพื่อไม่ให้เป็นการกล่าวร้ายบุคคลที่สามมากจนเกินไป หากใจสกาวผู้รู้จักโลก รู้จักและรู้ใจผู้คนขึ้นมากมายก็สามารถปะติดปะต่อเรื่องได้ไม่ยาก

กลายเป็นว่าการได้พบณัฐพรผู้แสนเอื้อเฟื้อที่ซูเปอร์มาร์เกตใกล้บ้านในวันนั้นไม่ใช่ครั้งแรก…ก่อนหน้านั้นทั้งคู่เคยได้พบกันแล้วที่ศูนย์อาหารเล็กๆ ชั้นใต้ดินตึกที่ทำการบริษัทนั่นเอง วันนั้นร้านโดนัตชื่อดังมาเปิดขายเป็นวันแรก ผู้คนจึงเข้าคิวรอซื้อเป็นแถวยาว

ใจสกาวจำได้ว่าเธอก็ไปเข้าแถวกับเขาด้วยนึกสนุก จำได้ว่ามีเสียงคนบ่นดังมาจากด้านหลังว่า “อะไรนี่ ไม่กินได้ไหม” ต่อด้วย “โอย จะเป็นลม หน้ามืดแล้วนะ” แล้วจู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีคนมาตบต้นแขนเบาๆ พร้อมกับเสียงพูดว่า “ขอโทษนะ” ก่อนที่เจ้าของมือจะแทรกตัวเดินตัดหน้าเธอไปที่เคาเตอร์ กรีดนิ้วชี้ขนมชิ้นที่ต้องการราวกับตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด

หญิงสาวจำได้ว่าใครสักคนที่รออยู่ในแถวอุทานออกมาว่า “เอ๊ะ! อีนี่!” แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น

“ตอนนั้นไม่ค่อยมีใครถือสาแก เพราะแกหน้ามืดเป็นลมทั้งวัน เหมือนจะสติไม่ค่อยดีทำอะไรขาดๆ เกินๆ บ่อยๆ ด้วย…แต่วันนั้นมีคนไปต่อว่าแก และพูดถึงน้องหนูขึ้นมาว่า ทำมารยาททรามแบบนี้ ถ้าน้องหนูไปฟ้องพ่อขึ้นมาแกจะยิ่งดวงตก เพราะคุณธีรชัยรักน้องหนูมาก…”

เพียงแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ทำให้สองพ่อลูกกลายเป็นเป้า…

ณัฐพรผู้เพิ่งพลาดหวังอย่างรุนแรงเพราะเสียทั้งตัวเสียทั้งใจ…เสียหน้าจนแทบหาที่ยืนไม่ได้…ได้พบที่หมายที่ดีกว่าเดิมนับร้อยนับพันเท่า ยิ่งเมื่อได้พบหน้าใจสกาวอีกครั้ง ทำให้ได้รู้ว่าอีกฝ่ายไม่เคยใส่ใจกับผู้คน ไม่เคยเก็บใบหน้าและเรื่องราวใดๆ มาไว้ให้รกสมองยิ่งเหมือนประตูบานใหม่เปิดกว้าง

“ความจริง คนเราก็มีสิทธิ์…และถูกต้องด้วยที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง เพียงแต่อย่าเสแสร้ง อย่าใช้เล่ห์กล และควรเมตตากับคนเดิมๆ ที่แวดล้อมอยู่ในชีวิตของเขาด้วยถึงจะถูกต้อง ถึงจะเป็นคนดีจริง…จริงไหมคะ”

ถ้อยความที่เพลินพิศบอกกับเธอก่อนแยกจากกัน ทำให้ใจสกาวคิดไปตลอดทางที่นั่งรถเมล์กลับที่พัก

…ดีหรือไม่ดี ถูกหรือผิด จริงหรือปลอม จะเป็นเรื่องที่เธอขอเพียงแค่ ‘รู้ไว้’ เท่านั้น เธอจะไม่โกรธ ไม่ตำหนิ และไม่แม้แต่จะแสดงท่าว่ารู้ทัน เพื่อไม่ให้ทั้งพ่อและหนูนิดต้องระคายใจ…

รถโดยสารวิ่งไม่เร็วนัก หากก็ใช้เวลาไม่นานเช่นกัน มันวิ่งผ่านถนนแยกสายน้อยที่ตัดผ่านหน้าอพาร์ตเมนต์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของเธอ ก่อนจะจอดเทียบที่หน้าป้ายรถเมล์ซึ่งอยู่ห่างมุมถนนออกมาไม่กี่หลา

ใจสกาวมองผ่านๆ ไปอย่างไม่มีจุดหมาย หากแวบเดียวที่ได้เห็นเธอก็ใจหายวาบ ความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันจนแยกไม่ออก ความโศกเศร้า ความหวั่นใจ ความกังวล…

นพัชยืนอยู่ตรงมุมตึกไม่ไกลจากแผงขายเครปและผลไม้ที่เธอแวะซื้อเป็นประจำทุกวัน เขาคงรู้เลขที่อพาร์ทเมนต์ รู้ถนนและย่าน หากไม่สามารถผ่านประตูเข้าไปในตึกได้ถ้าไม่มีผู้อยู่อาศัยพาเข้าไป

เขารู้มาจากไหนว่าเธออาศัยอยู่ที่นี่ ในเมื่อผู้เป็นบิดาเพิ่งบอกเมื่อสักครู่ ‘พ่อยังไม่บอกจนกว่าจะได้ถามน้องหนูก่อน’…และเธอก็เชื่อธีรชัย! ท่านจะไม่มีวันบอก…ยิ่งเมื่อเธอยืนยัน ‘ไม่โกรธ แต่ไม่รักและยังไม่อยากพบ’ ท่านยิ่งไม่มีวันบอก

…เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะอย่างไร ณัฐพรก็มีวิธีของเธอเสมอ และพ่อก็ตามเล่ห์กลเขาไม่ทัน…

หญิงสาวตัดสินใจไม่ลงจากรถ รู้ดีว่านพัชคงยืนเกะกะอยู่ตรงนั้นได้ไม่นาน พอแดดเริ่มลบ อากาศก็จะเย็นลงและเขาก็ต้องยอมแพ้แล้วกลับมาใหม่ในตอนสายวันรุ่งขึ้น…เธอเป็นที่หมายของเขาก็จริง หากใจสกาวรู้ดี นิสัยของนพัชไม่ใช่คนที่จะยอมลำบากลำบนอดทนเพื่อคนอื่น

…โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อคนที่เขาไม่ได้รักมากไปกว่าความสุขสนุกสบายของตัวเองอย่างเธอ!

รถเมล์คันที่นั่งอยู่พาเธอมาถึงสวนสาธารณะตุยเลอรี ใจสกาวลงจากรถที่ตรงนั้นแล้วเดินตัดเข้าไปในสวน ให้สีเขียวของพรรณไม้และมวลหมู่ผกาหลากสีสันช่วยปลอบประโลมใจ เธอเดินลึกเข้าไปจนเกือบสุดอาณาเขต

อาคารหินอ่อนหลังกะทัดรัดแอบอยู่หลังหมู่ไม้ ด้านหน้าของตัวอาคารเป็นหลังคาหน้าจั่วประดับด้วยเสาไอออนิกแบบคลาสสิกกรีกดูเงียบสงบเสงี่ยมงาม…สถานที่นี้แม้จะมีผู้มาเยี่ยมเยียนนับล้านคนต่อปี หากมันกลับให้ความรู้สึกศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งได้อย่างน่าประหลาดใจ สมกับที่ยอดศิลปินโมเนต์ มุ่งหมายให้มันเป็นที่ยกระดับและเยียวยาจิตใจ

หญิงสาวก้าวเข้าไปในตัวอาคารของดิออแรงเจอรี และทันทีที่ผ่านลึกเข้าไปในห้องรูปไข่ทั้งสองห้องก็ราวกับเธอถูกโอบอุ้มด้วยสายน้ำในบึงใหญ่ สุขสงบและฉ่ำเย็น รอบตัวมีเพียงสายลมกับแสงแดดอ่อนอุ่นแตะยอดคลื่น มีใบบัวและดอกบัวทั้งสีขาว ทั้งสีชมพูที่มีเกสรเป็นสีเหลืองทอง บนฝั่งมีต้นหลิวที่ทิ้งกิ่งก้านอ่อนโค้งสัมผัสผิวน้ำ รายล้อมรอบตัว

ใจสกาวนั่งลงตรงม้ายาวกลางห้อง เต็มพื้นที่ฝาผนังโค้งทั้งสี่ด้านคือภาพวาดบึงบัวของโมเนต์ ภาพด้านหน้ามีชื่อว่ายามอรุณ ภาพด้านหลังมีชื่อว่าเมฆา ด้านขวาคืออาทิตย์ลับฟ้า ขณะที่ด้านซ้ายคือภาพชื่อแสงสะท้อนสีมรกต…เธอรู้สึกราวกับนั่งอยู่ในห้องสวดมนต์อันแสนศักดิ์สิทธิ์ ผู้คนรอบข้างเลือนหาย และเวลาผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่ทราบ

หญิงสาวมารู้สึกตัวเมื่อมีเสียงเจ้าหน้าที่จุปากใส่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่พูดคุยกันเสียงดังเกินจำเป็น อันที่จริงเธอแปลกใจด้วยซ้ำที่พวกเขาพูดคุยกัน เพราะเมื่อเข้ามาอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูดกันสักคำ สิ่งที่ควรทำคือการดื่มกินความงามละลานตาของแสงสีและบรรยากาศรอบๆ ตัวให้มากที่สุดต่างหาก

วินาทีนั้นเองที่ใจสกาวพบว่ามีใครคนหนึ่งนั่งอยู่เงียบๆ ข้างๆ เธอ…หัวใจของหญิงสาวเต้นโลดจนแทบทะลุออกมานอกทรวงอก เขาจับข้อศอกเธอไว้เมื่อกระซิบ “ออกไปข้างนอกกันเถอะ”

อีกไม่กี่อึดใจเธอก็พบตัวเองเดินช้าๆ เคียงข้างร่างสูงตรงล่ำสันอยู่ภายในสวนสาธารณะตุยเลอรี ใจสกาวไม่ได้เงยหน้ามองเขา หากภาพดวงหน้าคมสัน ริมฝีปากอิ่มเต็ม และดวงตาสีน้ำตาลใสที่เต็มไปด้วยความรู้สึกอันลึกล้ำยากคาดเดาก็ชัดเจนอยู่ในใจ

หญิงสาวเป็นฝ่ายเล่าโดยไม่ต้องถาม…เล่าถึงการเรียนวิชาใหม่อีกสองวิชาที่จะเริ่มต้นขึ้นในเดือนหน้า แล้วพูดถึงความพยายามจะหลบเลี่ยงออกจากความวุ่นวายในมหานครปารีส การอยากอยู่เงียบๆ เพื่อทำงานที่รักก่อนจะเริ่มเรียน

“ไปอยู่โอแวร์ไหม สกาย ห่างจากปารีสราวๆ ชั่วโมงนึง” จู่ๆ ไทเลอร์ก็พูด แล้วต่างฝ่ายต่างก็หยุดเดิน  

ละอองของน้ำพุกลางสระรูปกลมหมุนตามแรงลมอยู่ตรงหน้า มันหมุนวนแล้วหายไปราวกับถูกอากาศกลืนกิน…ขณะที่ความรู้สึกที่อยู่ในใจของคนทั้งคู่กลับไม่อาจถ่ายถอนและไม่เคยจางหาย

“คุณจะได้อยู่เงียบๆ ทำงานที่คุณรัก และมีงานที่จะได้เงินอีกนิดหน่อย แต่ก็เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณรักเหมือนกัน”

ในที่สุดไทเลอร์ก็ยอมสยบให้กับความต้องการของตัวเอง…ความต้องการที่จะมีสายลมสดชื่น สายน้ำฉ่ำเย็น และท้องฟ้าโปร่งโล่งสดใสอยู่ในชีวิต แม้จะมีอยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ยังดี

“ไปค่ะ” ใจสกาวรับคำง่ายๆ และวินาทีนั้นเองที่เขาพบว่าเธอกล้าทำกล้าเลือกมากกว่าที่คิดไว้

“จะไม่ถามสักคำหรือว่างานอะไร”

“ไม่ค่ะ ฉันไว้ใจคุณ”

ชายหนุ่มหัวเราะ เขาประคองดวงหน้าอ่อนละมุนนั้นไว้ในอุ้งมือ ไล้ริมฝีปากของเธอด้วยนิ้วโป้ง แล้วแวบหนึ่งในดวงตาของไทเลอร์ก็เต็มไปด้วยความปวดร้าว มันปรากฏขึ้นและจางลงอย่างรวดเร็วจนใจสกาวแน่ใจว่าตัวเองตาฝาด

“พรุ่งนี้หกโมงเช้า ผมจะไปรับ แล้วเราไปโอแวร์ด้วยกัน…”

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในอุโมงค์รถไฟใต้ดินในวันนั้นทำให้ชายหนุ่มสั่งตนเองอย่างเข้มงวดให้หันหลังกลับ กลับไปฝังตัวเองไว้กับงานและการเดินทางอย่างที่ทำมาตลอดเวลา

การมาที่นี่ของเขาในวันนี้ก็ด้วยเรื่องงาน ไทเลอร์มาตรวจสอบตารางการจัดนิทรรศการทั้งปีของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กับห้องแสดงภาพในปารีส ชายหนุ่มไม่คาดคิดเลยว่าเพียงแค่พริบตาเดียวที่ได้เห็นใจสกาวอีกครั้งในห้องรูปไข่ ห้องที่มีฝาผนังเป็นผลงานจิตรกรรมของยอดศิลปินโคล้ด โมเนต์

ความตั้งใจกับคำสั่งที่สั่งตัวเองไว้อย่างเข้มงวดนั้นจะละลายหายไปง่ายดายยิ่งกว่าละอองน้ำจากน้ำพุตรงหน้า

ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความเหมาะสมถูกต้องทั้งหลายทั้งปวง เขาควรปลีกตัวออกมาให้ห่าง ไม่ควรปล่อยให้หัวใจนำทาง จนพาเธอเข้ามาอยู่ในชีวิต…ชิดใกล้เช่นนี้…

Don`t copy text!