ดวงใจระบายสี บทที่ 29 : สุขสงบและแสนหวาน

ดวงใจระบายสี บทที่ 29 : สุขสงบและแสนหวาน

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

สีน้ำเงิน

โอแวร์ซูรัวซ์

Auvers-Sur-Oise

-29-

 

ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มสางเมื่อใจสกาวลุกขึ้นจากเตียง หญิงสาวรูดม่านหน้าต่างออกกว้าง ทอดสายตามองออกไปภายนอก ตรงมุมรั้วมีไม้ใหญ่ต้นหนึ่งขึ้นตระหง่าน ใบสีเขียวขจีแตกออกจากปุ่มปมบนกิ่งก้าน และวันนี้เมื่อมองผ่านหลังคาลาดเอียงของอาคารจอดรถใต้หน้าต่างบานนี้เธอก็ได้เห็นบางยอดบางก้านเริ่มมีดอกตูมสีขาวโผล่พ้นกลีบเลี้ยง

หญิงสาวมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ได้หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ แล้ว เป็นสัปดาห์ที่สงบและเป็นสุขที่สุด ซ้ำยังทำงานได้มากมาย ภาพที่เขียนค้างๆ ไว้ในสมุดเสร็จสมบูรณ์เกือบหมด และเธอยังได้เริ่มงานใหม่อีกหลายภาพ…

ภาพที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ในสมุดของเธอนอกจากภาพทิวทัศน์รอบๆ ตัว อย่างป่าโปร่งและบึงน้ำด้านหลังบ้าน ภาพถนนสายน้อยทอดยาวกับแปลงดอกไม้ริมรั้วที่ได้รับการดูแลอย่างดีแล้ว ยังมีภาพอาคารที่ทำการเมือง ภาพโบสถ์ประจำหมู่บ้าน และภาพโรงแรมราวูซ์ซึ่งเป็นที่อยู่สุดท้ายของศิลปินผู้อาภัพ วินเซนต์ แวนโกะ

หญิงสาวอาจหาญวาดภาพมุมเดียวกับที่เขาวาดไว้ หากก็ตั้งใจวาดมันในแนวทางของตัวเอง

เช้าตรู่วันที่เธอเก็บของใส่กระเป๋าใบเล็ก แล้วก้าวขึ้นรถของไทเลอร์ ใจสกาวไม่ได้คิดอะไรทั้งสิ้นมีแต่เพียงความไว้วางใจ และความต้องการที่จะหลีกหนีไปให้พ้นจากทั้งคริสและนพัช หากเธอกลับได้มากกว่าที่คิดต้องการ

ในรถคันงามมีกาแฟหอมฉุยสองถ้วยวางอยู่ที่ที่พักแขนกับถุงใส่มัฟฟินสองชิ้น ไทเลอร์ไม่แวะพักที่ไหน ทั้งคู่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงรถก็มาจอดอยู่หน้าบ้านหลังนี้

เจนโผล่หน้าออกมา ทักทายอย่างดีอกดีใจ ตรงเข้ามาสวมกอด…แล้วแทนที่ใจสกาวจะเป็นผู้พูด ก็กลายเป็นผู้แก่วัยกว่าที่พูดว่า

‘ขอบใจที่สุด เธอมาช่วยฉันไว้แท้ๆ สกาย…’ เจนเล่าต่อเมื่อทุกคนเข้ามานั่งอยู่ในห้องครัวอบอุ่นแสนสบาย ‘ไทโทร.มาบอกเมื่อคืน ฉันดีใจเสียแทบแย่’

ราวกับฟ้าดินช่วยจัดสรร ขณะที่ใจสกาวต้องการจะหนีจากปารีส มารดาของไทเลอร์ก็ต้องการคนมาช่วยทำงานอาสาสมัครต่อจากเธอพอดี เนื่องจากพนักงานคนหนึ่งที่พิพิธภัณฑ์ราวูซ์ในเมืองลาพักคลอดหนึ่งเดือน และเจนก็รับอาสาเข้าไปทำหน้าที่แทน

ทว่า ประจวบเหมาะที่ปิแอร์สามีของเธอได้รับคำสั่งด่วนให้ไปรับงานที่แอฟริกาใต้ และเจนก็ไม่สบายใจเลยที่จะต้องทิ้งงานทางนี้หรือมิฉะนั้นก็ต้องทิ้งสามี ปล่อยให้เขาไปจัดการทั้งเรื่องงานและเรื่องความเป็นอยู่ด้วยตัวเองตามลำพัง

‘อีกแค่ไม่ถึงสี่สัปดาห์ มาเกอริตก็จะกลับมาทำงานได้ พิพิธภัณฑ์เล็กนิดเดียว งานไม่ยากหรอกจ้ะ อิ่มมื้อเช้าแล้วฉันจะพาไปดู’

ผู้เป็นเจ้าของบ้านเปิดห้องพักชั้นบนของโรงรถให้เป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราวของเธอ บอกว่า ‘ห้องนี้ไทเคยอยู่สมัยเขาเป็นวัยรุ่น ก่อนจะย้ายไปเรียนหนังสือและไปอยู่กับคุณปู่คุณย่าที่อเมริกา’

เพียงแค่นี้ใจสกาวก็รู้สึกอบอุ่นและเป็นสุข เชื่อว่าเธอจะหลับและฝันดีอยู่บนเตียงที่เขาเคยนอนอย่างแน่นอน

เจนทำอาหารเช้าแบบอังกฤษเต็มชุดอันประกอบด้วย ไข่ดาว ไส้กรอก แบล็กเบคอน มันฝรั่งบดหยาบทอดเป็นแผ่น เห็ดกับมะเขือเทศย่าง และถั่วอบในซอสมะเขือเทศ…ไว้ต้อนรับลูกชายกับ ‘เพื่อน’ ของเขา

เพียงแค่เห็นอาหารที่เรียงรายอยู่บนโต๊ะ ไม่นับขนมปังเนย กาแฟ นมและซีเรียลที่วางอยู่อีกมุม ใจสกาวก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดไทเลอร์จึงไม่ยอมหยุดพักเพื่อรับประทานอาหารเช้าที่ไหน และยังอนุญาตให้เธอรับประทานแค่กาแฟกับมัฟฟินชิ้นเดียว

เมื่อรวบรวมจานชามใส่เครื่องล้างเสร็จเรียบร้อย ไทเลอร์สมัครใจอยู่ช่วยพ่อเลี้ยงของเขาเก็บของหนักๆ ใส่ลัง เจนก็พาเธอขึ้นรถคันเล็กไปยังที่ที่เธอต้องไปทำงานแทน

เนื่องจากเป็นงานอาสาสมัครค่าตอบแทนจึงน้อยนิดจนเป็นเรื่องที่ไม่ต้องพูดถึง และนั่นก็เป็นเหตุให้ผู้แก่วัยกว่าบอกขอบใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

‘ฉันไม่ได้เสียสละอะไรเลยค่ะ เจน…ฉันเองก็กำลังอยากออกจากปารีสสักพัก และฉันควรเป็นคนที่ขอบคุณคุณมากกว่า ที่หาที่พักเงียบสงบแสนสบายอย่างนี้ให้’

พิพิธภัณฑ์เล็กๆ ที่เจนบอกนั้นที่แท้คือสถานที่สุดท้ายซึ่งเป็นที่อยู่ของวินเซนต์ แวนโกะ ศิลปินผู้อาภัพนั่นเอง แต่เดิมมันคือโรงแรมเล็กๆ ติดริมถนน (1) …หากเป็นภาพยนตร์จีนกำลังภายในก็ควรเรียกว่า ‘โรงเตี๊ยม’

ชั้นล่างของอาคารยังคงจัดเป็นร้านอาหารและบาร์แบบที่เคยเป็นเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อเดินอ้อมไปด้านหลังก็จะเป็นสวนเล็กๆ มีซุ้มขายเครื่องดื่มและอาหารง่ายๆ โดยมีพนักงานชายนั่งประจำอยู่

ด้านหลังตัวอาคารมีบันไดเหล็กแบบที่ทำให้เห็นชัดๆ ว่าคือสิ่งที่สร้างขึ้นใหม่ทอดตรงไปยังชั้นสอง ชั้นสองทั้งชั้นคือร้านขายหนังสือกับของที่ระลึกที่เกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้และศิลปิน

งานของเธออยู่ที่ตรงนี้…เก็บเงิน ทำบัญชี ตรวจสต๊อกทุกวัน และมีหน้าที่นำชมสถานที่ด้วย โดยในช่วงที่เธอต้องนำนักท่องเที่ยวผู้มาเยี่ยมชมชมสถานที่ คนสวนที่ทำงานอยู่ด้านล่างก็จะเป็นผู้ขึ้นมาทำหน้าที่ขายของที่ระลึกและหนังสือแทน

อีกฟากหนึ่งไม่ไกลกันนักคือศาลาว่าการเมือง ที่วินเซนต์ แวนโกะ วาดภาพเอาไว้ในเดือนกรกฎาคม ปีคริสต์ศักราช 1890 วาดด้วยเส้นสายและสีสันอันสดใสเริงร่าของฤดูร้อน ผู้แก่วัยกว่าพาเธอไปยืนที่ด้านหน้าอาคารซึ่งมีภาพวาดจำลองของแวนโกะติดไว้ให้ดูเป็นการเปรียบเทียบ

หลังจากนั้นเจนก็ขับรถพาเธอไปในถนนเล็กๆ อ้อมไปดูบ้านของหมอกาเชต์ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ดูแลวินเซนต์ แล้วพาไปดูภายในตัวเมืองอันประกอบด้วยตรอกซอกซอยที่ทอดขึ้นและลง แล้วหญิงสาวก็พบว่าเมืองทั้งเมืองเป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ เขียวขจีไปด้วยหมู่ไม้ไพรพฤกษ์ทุกตารางเมตร…เป็นจริงตามที่ศิลปินผู้อาภัพบรรยายความสวยสงบของสถานที่แห่งนี้ไว้ในจดหมายที่เขียนถึงถึงธีโอน้องชาย

ใจสกาวอาสาเริ่มงานในวันรุ่งขึ้น และเมื่อหญิงสาวขับรถคันเล็กของเจนออกจากบ้าน…เจน ปิแอร์ และไทเลอร์ก็ออกมายืนโบกมือส่งเธอไปทำงานราวกับส่งเด็กนักเรียนไปโรงเรียนในวันแรก

ขณะนี้เจนกับปิแอร์ออกเดินทางไปแอฟริกาใต้ได้สองวันแล้วโดยมีลูกชายขับรถไปส่งที่สนามบิน และไทเลอร์ก็ไม่ได้กลับมาตั้งแต่วันนั้น ซึ่งก็เท่ากับเธอได้อยู่ตามลำพังท่ามกลางธรรมชาติแสนงามมาสองวันแล้วเช่นกัน

…เป็นเวลาสองวันตามลำพังที่ไม่เหงา ไม่เปล่าเปลี่ยวและไม่กลัวแม้สักนิดหนึ่ง หญิงสาวแน่ใจว่าเขาจะมา ไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้…อะไรบางอย่างในหัวใจของเธอบอกว่า ชายหนุ่มอยู่ใกล้ๆ อาจอยู่ที่ปารีส หรือติดงานอยู่ที่ใดที่หนึ่งในละแวกนี้

ความคิดที่ว่าเขาอาจกลับไปยังตึกสูงบ้านของเขาในนิวยอร์กแล้ว ไม่มีอยู่ในดวงใจของใจสกาว

หญิงสาวเสียบปลั๊กไฟฟ้าต้มกาแฟ แล้วเปิดสมุดหยิบเครื่องมือวาดเขียนออกมาวางเรียงบนโต๊ะทำงานริมหน้าต่าง แล้วเริ่มวาดภาพไปพลางจิบเครื่องดื่มร้อนๆ ไปพลาง ในใจก็คิดว่าดินแดนแถบนี้มีมนตร์ขลังอะไรหนอ เมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วที่ศิลปินผู้อาภัพ วินเซนต์ แวนโกะมาอยู่ที่นี่เขาก็ทำงานได้มากมาย…ทำได้ถึงแปดสิบภาพในเจ็ดสิบวัน ขณะที่เธอเองก็สามารถทำงานที่คั่งค้างอยู่ในสมุดได้เกือบหมด

ใจสกาวทำงานอยู่จนได้เวลาก็จัดแจงแต่งตัว เก็บอุปกรณ์และสมุดใส่กระเป๋า คว้ากุญแจรถแล้ววิ่งลงบันได ตั้งใจจะไปรับประทานอาหารเช้าง่ายๆ ที่ในเมืองแล้วตรงไปยังพิพิธภัณฑ์ เธอจะไปถึงก่อนเวลาทำงานประมาณสิบห้านาทีทุกวัน

หากเมื่อพ้นมุมบังของชายคาบ้าน หญิงสาวก็แทบเต้นเมื่อเห็นว่ารถของไทเลอร์จอดอยู่ข้างๆ รถสีแดงคันเล็กของเจน หน้าหม้อรถของเขาเย็นเฉียบแสดงว่ากลับมาตั้งแต่เมื่อคืนยามดึก คงจะเป็นเวลาที่เธอหลับสนิทจนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย

เท้าของเธอวิ่งแล่นเข้าไปในบ้านก่อนที่สมองจะสั่งการ ความยินดี ความสุขหลั่งรินขึ้นมาจนรู้สึกราวกับมันท่วมท้นอยู่ในอกเมื่อเธอได้เห็นชายหนุ่มร่างสูงยืนอยู่หน้าเตา เขาคาดผ้ากันเปื้อนของเจน มันจึงลอยเต่อสั้นขึ้นมาอย่างน่าขัน

ไทเลอร์หันกลับมายิ้ม รอยยิ้มของเขาสว่างจ้ายิ่งกว่าแสงตะวัน ดวงตาคมปลาบเป็นประกายกล้าหรี่แสงนุ่มนวลอ่อนโยนเสมอเมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพัง

…เป็นความรู้สึก เป็นรสชาติที่หวานหอม…หวาน หอม และชวนหลงใหลยิ่งนัก…เป็นรสชาติที่สัมผัสได้ด้วยใจถึงใจโดยไม่ต้องมีคำพูดแม้สักคำ!

ชายหนุ่มพยักหน้าให้เธอนั่งลงที่โต๊ะอาหารในครัวแล้วยกจานมาวาง ไข่ดาวสองใบวางคู่กัน เบคอนสามสี่ชิ้นวางเรียงซ้อนกันเป็นรูปโค้งอยู่ด้านล่าง…มันคือดวงตาและปาก…เป็นการ์ตูนหน้ายิ้มแบบที่บรรดาพ่อแม่จะทำเพื่อหลอกล่อลูกเล็กๆ ให้รับประทานอาหารนั่นเอง

ใจสกาวมองแล้วอุทธรณ์

“เยอะมาก ฉันทานไม่หมดหรอกค่ะ แค่ครึ่งเดียวของจานนี้ได้ไหม”

“ไม่ได้” ผู้ตอบวางนมหนึ่งแก้ว และน้ำส้มเย็นจัดอีกหนึ่งแก้วลงบนโต๊ะ ก่อนที่ตะกร้าใส่ขนมปังจะถูกวางตามลงมา เขาดึงส้อมออกจากมือเธอ จับมือแล้วเลื่อนขึ้นมาลูบแขนแผ่วเบาราวกับมันทำด้วยแก้วเจียระไนแสนบาง เมื่อบ่น

“ผอมไปแล้วเห็นไหม อาหารสดที่แม่เตรียมไว้ในตู้แช่ไม่ยุบลงไปสักนิดเดียว”

“ผอมอะไรคะแค่สองวัน…” หญิงสาวติงด้วยเสียงหัวเราะ ใช้เสียงหัวเราะผ่อนคลายนั้นกลบเกลื่อนเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามอยู่ในอก หากก็รู้ดีว่าตัวเองกำลังหน้าแดง มันร้อนผ่าวมาจากแขนตามปลายนิ้วแข็งแกร่งที่ลูบไล้แผ่วเบา แล้วร้อนจัดมาจนถึงพวงแก้ม

ไม่มีใครสามารถซุกซ่อนกลบเกลื่อนผิวหน้าที่ซับสีโลหิตระเรื่ออย่างนี้ได้ แต่ถ้ามันจะทำให้เขามองเธอแบบนี้…มองด้วยความรักใคร่ เอ็นดู และโหยหาแบบนี้ตลอดไป…ใจสกาวก็ไม่คิดจะซุกซ่อนกลบเกลื่อนหรอก

หากในที่สุดชายหนุ่มก็หยุด เขาส่งส้อมใส่มือเธอเช่นเดิม แล้วบอก

“วันนี้จะไปส่งนะ สกาย ไม่ต้องขับรถไป” คำถามในดวงตาของเธอทำให้เขาพูดต่อ “แล้วจะไปรอรับหลังเลิกงาน”

อีกไม่นานสองหนุ่มสาวก็ถึงตัวเมือง ไทเลอร์ไม่จอดรถส่งเธอที่หน้าอาคารพิพิธภัณฑ์ตามที่คิดไว้ เขานำรถไปจอดที่ลานจอด แล้วเดินย้อนกลับมาด้วยกัน ชายหนุ่มปล่อยให้ใจสกาวได้ทำงานของตัวเอง เลี่ยงไปนั่งอยู่ที่ม้ายาวในสวนจนกระทั่งนักท่องเที่ยวกลุ่มแรกมาถึง จึงเดินตามขึ้นมาในห้องจำหน่ายหนังสือและสินค้าที่ระลึก

นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีทั้งสเปน สิงคโปร์ และอังกฤษ หญิงสาวจึงใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางในการนำชมโดยมีไทเลอร์เดินติดกลุ่มเข้าไปด้วย

จุดแรกก็คือห้องฉายภาพยนตร์เล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังร้านขายของที่ระลึกนี้เอง เรื่องที่ฉายใช้เวลาเพียงไม่นาน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและภาพเขียนของวินเซนต์ แวนโกะ บรรยายถึงชีวิตที่แสนอาภัพของเขา

วินเซนต์เป็นชาวดัตช์ เขาเกิดเมื่อวันที่ 30 เดือนมีนาคม ปีคริสต์ศักราช 1853 มีบิดาเป็นนักสอนศาสนา เริ่มต้นชีวิตการทำงานตั้งแต่อายุสิบหกปีด้วยการเป็นตัวแทนซื้อขายภาพเขียน แล้วเบนเข็มมาพยายามเป็นนักบวชแต่ไม่สำเร็จ สุดท้ายก็มาเป็นจิตรกร

ความยากจนข้นแค้น ความขมขื่น ความรู้สึกแปลกแยกเข้ากับใครไม่ได้ ซ้ำยังมีวิธีการทำงานและมุมมองที่ล้ำสมัยจนผู้คนในยุคเดียวกันไม่เข้าใจ การเป็นคนอารมณ์แรงจนทำงานร่วมกับใครไม่ได้และก่อเหตุทะเลาะวิวาทอยู่เนืองๆ ทำให้เขายิ่งอ้างว้างจนถึงขั้นมีปัญหาทางจิต วินเซนต์ตัดหูตัวเองแล้วเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลโรคจิต

ตลอดชีวิตเขาไม่เคยขายภาพได้เลยสักภาพ มีอยู่ภาพหนึ่งที่ผู้ซื้อซื้อไปด้วยความสงสาร ไม่มีใครคาดคิดว่าอีกไม่กี่สิบปีหลังจากเขาเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ภาพของเขาจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ จนงานชิ้นเอกๆ มีราคาหลายสิบล้านดอลลาร์สหรัฐต่อภาพ…

เมื่อภาพยนตร์ในจอฉายจบลง ใจสกาวก็เปิดไฟขึ้นอีกครั้ง แล้วเชื้อเชิญทุกคนก้าวผ่านประตูเล็กๆ อีกบานเข้าไป บอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เชิญชวนทุกคนเดินทางย้อนผ่านกาลเวลา

“เราเก็บอาคารนี้และสภาพภายในไว้ให้เหมือนเมื่อฤดูร้อนปีคริสต์ศักราชหนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบ…ช่วงที่วินเซนต์ แวนโกะมาใช้ชีวิตเจ็ดสิบวันสุดท้ายของเขาที่นี่”

เมื่อพ้นจากประตูบานนั้นก็เป็นโถงเล็กๆ ขนาดไม่กี่ตารางเมตร มีหน้าต่างกระจกมัวมนเป็นช่องแสงอยู่เหนือฝาผนังสีหม่นเก่ากะเทาะให้ความรู้สึกหดหู่…ราวกับวิญญาณอันขมขื่นของศิลปินยังล่องลอยอยู่ในอณูของอากาศรอบๆ ตัว…

หญิงสาวชี้ให้ทุกคนดูบันไดไม้แคบๆ เก่ากร่อน มันส่งเสียงดังทุกครั้งที่มีคนเหยียบ เมื่อชะโงกมองลงหรือเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นช่องบันไดเป็นเหมือนปล่องทำให้เกิดเสียงสะท้อนอยู่เสมอ

“ทุกเช้าหลังจากรับประทานอาหารเช้าที่ห้องอาหารข้างล่าง วินเซนต์ก็จะหอบอุปกรณ์วาดภาพไปทำงานของเขาทั่วเมือง…วันสุดท้ายที่เขานั่งทำงานคือที่กลางทุ่งข้าวสาลี วันนั้นเขาไม่แวะรับประทานอาหารเย็นที่ห้องอาหารด้านล่างเหมือนทุกวัน กลับเข้าที่พักดึกกว่าทุกคืน และเดินซมซานขึ้นมาตามช่องบันไดนี้ เพื่อกลับสู่ห้องพัก…”

หญิงสาวเดินนำขึ้นบันได เปิดประตูห้องกว้างห้องหนึ่งให้ทุกคนเข้าไปชมก่อน ภายในนั้นมีภาพถ่ายเก่าๆ และบางตอนของจดหมายที่วินเซนต์เขียนถึงธีโอน้องชายใส่กรอบแขวนประดับอยู่บนฝาผนัง

“แขก…ผู้ที่เช่าห้องพักห้องนี้ ได้ยินเสียงครวญครางจากห้องข้างๆ ซึ่งเป็นห้องพักของวินเซนต์ เขาจึงเรียกตำรวจและหมอ…” เธอเปิดประตูห้องถัดไป…ห้องที่เป็นห้องพักสุดท้ายของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคศิลปะที่เรียกกันว่า ‘ลัทธิความประทับใจยุคหลัง (2)

ห้องนั้นเป็นห้องเล็กๆ…แทบจะเล็กเท่ากับชานพักบันได มันสร้างความรู้สึกโศกเศร้า…เปล่าเปลี่ยวและสิ้นไร้จนเหลือจะพรรณนา…ผู้เข้าเยี่ยมชมทุกคนรู้สึกตรงกัน และยิ่งรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบเมื่อหญิงสาวผู้เป็นผู้นำชมอธิบายต่อ

“วินเซนต์นอนซมอยู่บนเตียงมีบาดแผลฉกรรจ์จากอาวุธปืนที่ซี่โครง เขาให้การว่าเขายิงตัวเอง และทรมานอยู่กับบาดแผลนั้นสองวันเต็มๆ กว่าจะสิ้นใจโดยมีธีโอน้องชายอยู่ข้างเตียง…”

 

………………………………….

เชิงอรรถ :

(1) Auberge Ravoux สถานที่ประวัติศาสตร์ใจกลาง หมู่บ้าน Auvers-sur-Oise เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะที่พำนักช่วงสุดท้ายในชีวิตของแวนโกะ

(2) Post Impressionism

Don`t copy text!