ดวงใจระบายสี บทที่ 32 : ความจริง

ดวงใจระบายสี บทที่ 32 : ความจริง

โดย : ปิยะพร  ศักดิ์เกษม

ดวงใจระบายสี โดย ปิยะพร ศักดิ์เกษม เรื่องราวของใจสกาว หญิงสาวที่เปรียบเสมือนผ้าขาวสะอาด เมื่อเธอตัดสินใจไปเมืองหลวงโลกอย่างนิวยอร์ก สีสันต่างๆ ก็เริ่มแต่งแต้มชีวิตของเธอ สีสันที่มาพร้อมชายหนุ่มสามคนที่กลายเป็นสีสามสีที่ปาดป้ายระบายลงในดวงใจของเธอ… นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์

———————————–

-32-

 

แม้ว่าวันรุ่งขึ้นเหตุการณ์ทุกอย่างจะเป็นเหมือนเดิม คือใจสกาวตื่นขึ้นมาด้วยเสียงกรวดก้อนเล็กๆ กระทบหน้าต่าง ได้ออกวิ่งไปท่ามกลางสายหมอกและป่าโปร่ง ได้ลงมารับประทานอาหารเช้า ‘เต็มชุด’ อย่างที่ไทเลอร์บอกไว้ตั้งแต่วันวาน ได้มีคนขับรถให้นั่งไปทำงาน

…หากทั้งคู่ก็รู้ดีว่า วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวันวาน…วันนี้หัวใจของเขาและเธอเปลี่ยนแปรไป บางสิ่งบางอย่างที่ก่อตัวมานานบัดนี้ฝังแนบแน่น ก้าวลึกจนไม่อาจถอนคืน

ความรัก ความสัมพันธ์ ความปรารถนาอันรุนแรงน่าพิศวง ก้าวเข้าครอบครองสองดวงใจ มันหวานล้ำ น่าหลงใหล และน่ากลัวไปพร้อมกัน รู้สึกราวกับได้จูงมือกันเดินมาจนถึงริมทะเลสาบ ผืนน้ำไหลเย็นใสแจ๋วจนสะท้อนทั้งก้อนกรวดและเม็ดทรายที่ก้นบึ้งทั้งยังสะท้อนท้องฟ้าโปร่งโล่งด้านบน…

ทั้งคู่อยากจมดิ่งลงใต้ผิวน้ำอาบวักดื่มกินให้สาแก่ใจ แม้หญิงสาวและชายหนุ่มจะยังยั้งไว้ด้วยเหตุผลที่ต่างกัน หากการสัมผัสเพียงแผ่วและผิวเผินที่เคยเป็นเรื่องธรรมดาวันนี้ก็กลับกลายเป็นดั่งการร่วมรัก…แค่ปลายนิ้วสัมผัสปลายนิ้ว กลับส่งกระแสรุนแรงยิ่งกว่าสายฟ้าฟาด

มันทำให้ใจสกาวก้าวเข้าห้องทำงานด้วยดวงหน้าเป็นสีชมพูเปล่งปลั่ง รอยยิ้มเต็มแก้มเต็มริมฝีปาก มันทำให้ดวงใจของเธอครวญออกมาเป็นเสียงเพลงอัดแน่นอยู่ในอก

ทว่า เรื่องที่ไม่คาดหมายก็นัดกันเดินเข้ามาเป็นพรวนพร้อมๆ กันในวันนี้…เริ่มจากการที่มาเกอริตโผล่หน้าเข้ามาหลังจากที่เธอมาถึงไม่กี่นาที

“ฉันจะมาช่วยงานละ เลี้ยงลูกไม่ยากอย่างที่คิด ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปคงมาได้ตั้งแต่หลังเที่ยงจนเลิกงาน แล้วเราค่อยปรับเวลากันอีกทีนะ”

“อีกไม่กี่วันฉันก็จะกลับไปเรียนคอร์สใหม่ที่ปารีส แต่เมื่อสองสามวันก่อนมีอาสาสมัครในหมู่บ้านกับเด็กนักเรียนที่วิทยาลัย มาบอกว่าอยากจะมาช่วย” ใจสกาวรีบบอก “ฉันเก็บชื่อและเบอร์โทร.ไว้ให้ในลิ้นชัก”

“โอเค เดี๋ยวฉันจัดการติดต่อและจัดเวลาเอง…ขอบใจมากนะสกายที่มาช่วย”

หญิงสาวโบกมือ ให้คำอธิบายอย่างที่ให้ไปกับเจนเมื่อครั้งเริ่มงาน เธอไม่ได้เสียสละอะไรเลย การมาทำงานที่นี่ ‘ให้’ เธอมากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

ใจสกาวทำงานอย่างแจ่มใส ร่าเริง มีดวงดาวอยู่ในดวงตา มีรอยยิ้มที่ริมฝีปาก มีเสียงเพลงรักหวานแว่วอยู่ในโสต และมีดวงใจที่กลายเป็นสีชมพูสดใส

วันนี้ผู้มาเยี่ยมชมไม่หนาแน่นเหมือนทุกวัน หากเมื่อยามที่เธอลงไปนั่งรับประทานอาหารกลางวันในสวน พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานนั่นเอง พนักงานที่ประจำอยู่ด้านหน้าก็มาตาม

“มีคนมาหาเธอ สกาย เขารออยู่ในรถที่ถนนด้านหน้า”

หญิงสาวเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจหากก็เดินออกไปแต่โดยดี แม้จะรู้สึกว่าใครก็ตามคนนั้นทำไม่เหมาะเลยที่จะมาจอดรถรอตรงที่ห้ามจอด บดบังสถานที่อันเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์และเรื่องราวเช่นนี้

รอยยิ้มและประกายวับวาวที่ดวงตายังไม่จางหายเมื่อเธอเดินไปจนถึงรถคันงาม และเมื่อยามที่กระจกด้านหลังถูกเลื่อนลง

“คริส”

ขณะที่คนขับรถลงมาเปิดประตูหลังให้ หนุ่มน้อยผู้ถูกเรียกก็เลื่อนตัวไปอีกด้าน เขาพูด “ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ จัย”

ใจสกาวชะงัก บอกว่า

“ฉันต้องกลับขึ้นไปทำงานในอีกสี่สิบนาทีข้างหน้า ถ้าอยากจะคุยกัน ลงมานั่งคุยที่นี่ดีกว่า”

“เรื่องสำคัญแต่ไม่นาน เชื่อผม ขึ้นมาเถอะ”

หญิงสาวมองชายร่างใหญ่ผู้เป็นคนขับ…หนึ่งในสามองครักษ์ของครอบครัวแมคมิลแลนนั่นเอง…เขายืนขวางและใจสกาวก็ไม่อยากเสี่ยงทั้งการโดนยื้อยุดเพราะดูออกว่าฝ่ายนั้นคงทุ่มเททำทุกอย่างตามความประสงค์ของ ‘นายน้อย’ อย่างแน่นอน

ที่สำคัญเธอต้องการให้รถคันงามคันนี้เลื่อนออกไปจากที่นี่เสียที ใจสกาวจึงตัดสินใจก้าวเข้าไปนั่งในที่นั่งตอนหลังตามคำเชิญ

เมื่อนั่งลงและหันไปเผชิญหน้า หญิงสาวจึงเห็นว่าอีกฝ่ายผ่ายผอมลงไปมากมาย สีชมพูสดด้วยโลหิตระเรื่อที่โหนกแก้มและริมฝีปากที่เคยมีอย่างคนสุขภาพดีก็จางหายไป ซ้ำผมสีทองบลอนด์หยักเป็นลอนก็ยาวจนแทบรุงรัง

“เธอผอมลงมาก หายดีแล้วหรือคริส” เธอถามเสียงอ่อน ความเวทนาและความรู้สึกผิดแล่นขึ้นมาเกาะกุมใจ

“ผมต้องผ่าตัดซ้ำอีกรอบ” หนุ่มน้อยตอบเรียบๆ และถ้อยคำของเขาก็พาเอาภาพโลหิตไหลเปียกไปครึ่งตัวเมื่อยามที่เขากระชากท่อทุกท่อ สายยางทุกเส้นออกจากร่างกายแล้วอาละวาดหนักหน่วงต่อการกระทำของมารดาในวันนั้นกลับคืนมา

“วันที่จัยมากอดผมแล้วบอกว่าลาก่อนนั่นแหละ”

“เป็นความผิดของฉัน ฉันขอโทษ…”

“แม่เองก็พูดอย่างนี้ บอกว่าขอโทษ” หนุ่มน้อยบอก หากไม่บอกรายละเอียดว่าคำขอโทษและคำยินยอมที่ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นเพียงแค่คำพูดหรือไม่นั้น ออกมาจากปากของวิกตอเรียหลังจากที่เขาฟื้นคืนสติแล้วมีท่าจะดิ้นรน ฉีกกระชากร่างกายของตัวเองออกเป็นส่วนๆ อีกครั้ง

และไม่บอกว่านั่นคือหลังจากที่มารดาของเขาตีอกชกหัวร่ำร้อง ‘พ่อกับลูกเหมือนกัน หลงเลือดสกปรก ขอให้แปลกเถอะ เอาทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็น เลือดเอเชีย เลือดละติน…’

“แม่เป็นคนบอกผมว่าจัยอยู่ที่นี่…เรามาเริ่มต้นกันใหม่นะ…”

ใจสกาวถอนหายใจยาว เธอไม่ต้องซักถามแล้วว่าคริสตามหาเธอเจอได้อย่างไร คนอย่างมิสซิสแมคมิลแลนมีทั้งอำนาจและทรัพย์ที่จะดลบันดาลให้ได้ในสิ่งที่ต้องการเสมอ หากหญิงสาวก็คาดไม่ถึงว่าฝ่ายนั้นไม่ใช่แค่สืบหาตัวและที่อยู่ที่ทำงานของเธอเท่านั้น ทว่า สืบหารายละเอียดลึกล้ำลงไปกว่านั้น

“เราไม่ต้องเริ่มต้นอะไร เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่เสมอคริส” หญิงสาวพูดมองเห็นได้ว่ารถกำลังเคลื่อนห่างออกไปเรื่อยๆ “ฉันมองเธอเป็นเพื่อนไม่เคยเปลี่ยนแปร และจะไม่มีวันเปลี่ยนแปร”

ถ้อยคำของเธอคงทำให้อีกฝ่ายโกรธขึ้นมา เขามองเขม็งเมื่อถาม

“นี่จัยยังไม่รู้ใช่ไหม…แน่ละ! เขาคงไม่มีวันบอกคุณ…นี่ยิ่งถูกต้องแล้วที่ผมมาที่นี่วันนี้ มาพาคุณไปพบกับความจริง จัยจะได้มองผมในมุมอื่นที่มากกว่าเพื่อน…” หนุ่มน้อยพูดตามคำแนะนำของมารดาที่ยืนยันว่า ‘ความจริง’ จะทำให้ใจสกาวเปลี่ยนใจ เปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเขา

“มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นแหละที่จริงใจกับคุณ…จัย…ส่วนไอ้คนลวงโลกคนนั้นน่ะหรือ อย่าให้พูดเลย ให้คุณได้รู้ได้เห็นด้วยตัวเองดีกว่า”

ทั้งผู้พูดและผู้ฟังไม่รู้ว่าคนอย่างวิกตอเรีย แมคมิลแลนไม่มีวันหลุดปากหรอกว่าถ้าจะเกิดการเปลี่ยนมุมมองจนใจสกาวยอมรับแล้วยอมเดินเข้าสู่อ้อมแขนลูกชายของเธอในฐานะใหม่หรือไม่ ก็ไม่มีความสำคัญกับเธอเลยแม้แต่น้อย

ในฐานะแม่ของคริส เธอมีวิธีการทำให้ทั้งคู่แยกจากกันได้อย่างแนบเนียนในภายหลัง…สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วันนี้เธอจะได้โอกาสเฆี่ยนตีทำร้ายสาวน้อยที่กุมหัวใจลูกของเธอแล้ว!

‘ความจริง’ ของคริสคือการที่เขาพาใจสกาวนั่งรถมานานเกือบชั่วโมง ‘ความจริง’ คือบ้านหลังงามสีขาวกลางสวนสวย บ้านที่ประตูรั้วด้านหน้าเลื่อนเปิดออกทันทีราวกับรออยู่แล้ว

หากนั่นยังไม่เท่ากับ ‘ความจริง’ ที่ได้พบภายในตัวบ้าน คริสพาเธอลงจากรถแล้วก้าวเข้าไปในห้อง หน้าต่างกระจกใสยาวจรดพื้นอีกด้านเผยให้เห็นสระว่ายน้ำขนาดกะทัดรัดสีฟ้าจัดจ้า สนามหญ้าเขียวขจีและกอไม้ดอกที่ด้านหลัง

ใจสกาวยังไม่ทันจะได้สังเกตอะไรมากไปกว่านั้นก็มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากห้องด้านใน เธอสูงโปร่งผมสีทองแกมแดง ดวงหน้าเฉยชาที่จะว่าสวยก็ไม่เชิง ไม่สวยก็ไม่ใช่ หากสิ่งที่เห็นโดดเด่นกว่าดวงหน้าคือเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบรนด์เนมที่ประกาศความหรูหราราคาแพงระยับไม่แพ้มารดาของคริส

แล้วใครคนหนึ่งก็ตามหลังมาช้าๆ …บนเก้าอี้ล้อเลื่อนที่บังคับด้วยไฟฟ้า…คงเป็นสัญชาตญาณกระมังที่ทำให้ใจสกาวหนาวเยือกไปทั้งกายเมื่อสบดวงตาโตแสนงามสีเขียวดั่งมรกต ดวงตาที่โดดเด่นอยู่บนใบหน้าสวยจัดทั้งหวานทั้งคมด้วยจมูกโด่งเรียว คิ้วเรียบเข้ม และริมฝีปากอิ่มหยักงามเคลือบสีชมพูใส

ทว่า ใบหน้านั้นก็อยู่บนร่างกายที่ผิดรูปบอกชัดว่าผ่านการผ่าตัดตกแต่งมาเป็นสิบๆ ครั้ง หลังของเธอคดโค้ง เช่นเดียวกับขาและเท้าทั้งสองข้าง…แล้วริมฝีปากงามก็เอ่ยคำ

“นี่น่ะหรือ แม่สาวนักศึกษาที่เย่อสามีของฉัน”

คริสปราดเข้ามายืนเคียง เขาวางมือตัวเองไว้บนบ่าของใจสกาว ท่าทีนั้นทำให้หญิงวัยกลางคนที่ยืนเคียงข้างรถเข็นไฟฟ้าดุ แม้ว่าที่มุมปากจะมีรอยยิ้มขันๆ กึ่งสาแก่ใจที่แสนประหลาด

“มิเชล…หลานลืมไปแล้วหรือว่าควรทำตัวอย่างไร คุณคริสกับคุณแม่บอกแล้วนะ ว่าพูดอะไรก็ได้แต่อย่าก้าวร้าวจัย”

แล้วความหนาวเยือกจนรู้สึกราวเส้นผมทุกเส้นบนศีรษะตั้งชันก็เกิดขึ้นกับใจสกาวอีกครั้งเมื่อหญิงสาวสัมผัสได้ถึงความวิปริตในดวงตา ได้เห็นใบหน้าที่กล้ามเนื้อเริ่มบิดเบี้ยว…มันเป็นความวิปริตจากความโกรธเกรี้ยวที่ไม่สามารถทำได้ตามใจ ไม่สามารถมุ่งมั่นป่ายปีนไปยังทิศที่ตนเองต้องการได้อีกต่อไป

“ป้ามาเจอรี่” อีกฝ่ายพูด อารมณ์รุนแรงสร้างพลังที่ทำให้ผู้พูดสามารถเค้นเสียงและประโยคยืดยาวออกมาได้ มันคงยากลำบากและเจ็บปวด…ริ้วรอยของอาการเกร็งกล้ามเนื้อบนใบหน้าของมิเชลบอกเช่นนั้น

“จะไม่ให้หลานโกรธหรือคะ ผู้หญิงคนนี้กำลังจะแย่งไทเลอร์ไป นั่นน่ะคือทุ่นทุ่นเดียวนะ ถ้าไม่มีเขา หลานก็ไปไหนไม่รอด…ต้องจมน้ำตาย!” น้ำตาพรั่งพรูออกมา ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นน้ำตาของความเสียใจหรือความแค้นใจ หรือทั้งสองอย่าง

“หรือเขาควรปล่อยให้หลานตาย…ให้จมน้ำตายไปเสียตั้งแต่วันนั้น…วันที่…”

มือแข็งๆ ของผู้เป็นป้าจับไหล่แล้วบีบไว้แน่น มันคงเรียกสติของเธอกลับคืนมามิเชลจึงหยุดพูด ทว่าความโกรธเกรี้ยวนั้นก็ยังไม่จางหาย สุดท้ายมันกลับแปรเป็นความคั่งแค้น คั่งแค้นในโชคชะตา ที่ไม่มีความยุติธรรมเลย

เพราะเหตุใดเธอจึงถูกต้อนเข้ามุมไร้หนทางไป เพราะเหตุใดเส้นทางที่รุ่งโรจน์ของเธอจึงจบลงง่ายๆ ในเวลาแค่เสี้ยววินาที เพราะเหตุใดความรักความฝันที่เธอกำลังจะเอื้อมคว้ามาถือไว้ได้ในมือจึงหลุดลอยไป และเพราะเหตุใดเธอจึงต้องมาติดกับอยู่ที่นี่…ในร่างนี้…

นั่นเป็นเพราะไทเลอร์…เพราะเขาคนเดียว เขาคือคนเดียวที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ คือคนเดียวที่ต้องชดใช้ให้เธอ…

เมื่อมองเห็นหญิงสาวผู้มาเยือนมองเหม่อไปยังภาพถ่ายบนผนัง มิเชลก็หัวเราะเสียงแหลม ก่อนพูดอย่างประชดประชัน

“นั่นแหละ ฉันเอง และนั่นฉันกับเขา”

ภาพที่ติดอยู่บนผนังคือภาพถ่ายขนาดใหญ่สามภาพแขวนเรียงกัน เป็นภาพถ่ายจากช่างภาพและผู้กำกับภาพมืออาชีพ

ภาพที่แขวนไว้ตรงกลางเป็นภาพจากภาพชุดแฟชั่นในแมกกาซีน มิเชลในชุดราตรีสีงาช้างยืนอยู่ที่ขั้นบนสุดของบันไดโค้งกว้าง ผมสีทองเป็นประกายสว่างรับกับแสงมลังเมลืองที่ด้านหลัง กลางศีรษะคาดเทียร่าเพชรเป็นประกายระยับ เธอดูราวกับเจ้าหญิงจากเทพนิยาย

ส่วนอีกสองภาพที่ขนาบข้างคือภาพถ่ายที่เจ้าตัวยืนพิงกรอบประตูใช้เป็นภาพโฆษณาน้ำหอม และอีกภาพเป็นภาพที่เธอกำลังโน้มตัวลงแตะเข่า อวดช่วงขาเรียวงาม เป็นภาพที่ใช้ในการโฆษณาถุงน่อง

หากภาพที่เห็นทั้งสามภาพและภาพตัวจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าวินาทีนี้ยังไม่กระแทกเข้าไปจุกอยู่กลางอกของใจสกาวมากเท่ากับภาพที่ใส่กรอบเงินตั้งไว้ที่โต๊ะเล็กตรงมุมห้อง…ภาพสองหนุ่มสาวคล้องแขนเดินผ่านซุ้มกลีบดอกไม้โปรยปรายมาด้วยกัน ฝ่ายชายใส่สูทเรียบกริบ ฝ่ายหญิงอยู่ในชุดบางเบาสวมมงกุฎดอกไม้แสนหวาน

ฝ่ายหญิงคือมิเชลและฝ่ายชายคือ ‘เขา’! ทั้งสองดวงหน้าเบ่งบานไปด้วยรอยยิ้ม…

“แล้วเธอดูฉันตอนนี้ ฉันจะทำอะไรได้ ไปไหนไม่ได้ รักไม่ได้…” ผู้หญิงบนรถเข็นพูดอย่างคลุ้มคลั่ง ดวงตาเกือบขุ่นขวางจ้องมองเมื่อยามที่คริสกอดประคองร่างของใจสกาวไว้ “แต่เธอยังทำได้ เธอยังเลือก ยังรักผู้ชายคนไหนก็ได้ แต่ฉันไม่มีทางได้รัก ไม่มีทางถูกรักอีกแล้ว…”

สองหญิงสองวัยพูดจาสอดคล้องกันราวกับเตรียมตัวซักซ้อมกันมาเป็นอย่างดี เมื่อสิ้นคำของหลานสาว มาเจอรี่พูดกึ่งสรุปกึ่งตัดบทด้วยเสียงเรียบ…เรียบเหมือนดวงหน้า หากแววตาลึกล้ำเช่นเคย

“ถึงเธอจะทำได้ เกี่ยวเขาติดนิ้วไปได้ง่ายๆ ก็อย่าทำเลยนะจัย…ความสุข ความอยู่รอดของมิเชลอยู่ที่การตัดสินใจของเธอ”

 

เมื่อมองย้อนกลับไปยังห้วงเวลานั้น ใจสกาวก็อดแปลกใจไม่ได้ที่ตนเองสามารถหยัดยืนตัวตรงอยู่ได้…อยู่ได้อย่างนิ่งและมั่นคง อ้อมแขนของคริสไม่ได้เป็นที่พึ่งพิงของเธอแม้สักน้อย

เธอสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองแม้ว่าในยามนั้นโลกของเธอกำลังหกคว่ำคะมำหงาย เป็นยิ่งกว่าการพลิกฟ้าคว่ำดิน…หญิงสาวสามารถยืนอยู่ได้ทั้งๆ ที่รู้สึกว่าร่างกายของเธอไม่มีอยู่อีกแล้ว อย่าว่าแต่ขาทั้งสองข้างเลย ทั้งร่างกาย หัวสมอง ความรู้สึกและดวงวิญญาณมันแหลกป่นเป็นภัสม์ธุลีไปแล้ว และใจสกาวก็ชาหน่วงไปทั้งกาย

ไม่มีอีกแล้วความสุข ความรัก ความสมหวัง ความปรารถนา หรือความฝัน…แต่ที่น่าขนลุกยิ่งไปกว่านั้นก็คือ เธอไม่รู้สึก…ไม่มี…แม้กระทั่ง ความทุกข์ ความโกรธ ความเกลียด ความเสียใจ หรือความผิดหวัง

ภายในร่างที่หยัดยืนอย่างมั่นคง สงบนิ่ง มีสติ ภายใต้รอยยิ้มละมุนละไม เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและเข้าใจ…บัดนี้มีแต่ความว่างเปล่าเท่านั้น…

Don`t copy text!