ดุจฟ้าบาดาล บทนำ : การพรากจากอันไร้คำลา

ดุจฟ้าบาดาล บทนำ : การพรากจากอันไร้คำลา

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

………………………………………………….

-บทนำ-

 

…ท้องฟ้าช่างกว้างนัก…

ดวงดาวระยิบระยับปักตรึงบนฟากนภาเบื้องบนเหมือนเกล็ดเพชร พร่างพราวจนนับไม่ถ้วนท่ามกลางความเวิ้งว้างสุดสายตา บางดวงพริบพรายวูบวับ ราวกับมันกำลังจะหยาดน้ำตาแสงลงสู่ห้วงสมุทรอันเสมือนไร้จุดสิ้นสุด…หรือเอื้อมมือลงมารับผู้ที่อยู่เบื้องล่าง

หญิงสาวในชุดผ้านุ่งห่มปักลายงดงามผู้นอนฟุบคู้กายอยู่ริมหาดสำลักทั้งเลือดและน้ำเค็มออกมาอีกรอบเมื่อคลื่นทะเลซัดแรงขึ้นมา…เย็นเฉียบและหนาวเหน็บ ร่างเปียกโชกสั่นเทา เรือนผมสีดำยาวรุ่ยร่ายพันกันยุ่งเหยิง เธอเกร็งมือ พยายามจะเอื้อมออกยึดโขดหินใกล้ตัว ยันร่างขึ้น แต่มือเธอไม่อาจขยับเขยื้อน มันหนักอึ้ง ชาดิกเหมือนกลายเป็นหิน เช่นเดียวกับทั้งเรือนร่างของเธอซึ่งปราศจากเรี่ยวแรงทั้งมวลจะเคลื่อนขยับไปไกลกว่านี้

…แต่เธอต้องกลับไป…ไปพบเขา…

หญิงสาวกลั้นใจ รวบรวมพลังที่อาจเหลือเร้นอยู่ในกาย พยายามยันตัวขึ้น กำไลทองคำบนข้อมือและข้อเท้ากระทบกันดังกังวาน ลมหายใจหอบแรงขึ้นตามความพยายาม มันสะดุดขัด และหญิงสาวก็ทรุดฮวบลงอีกรอบ ไอโขลกออกมาอีก โลหิตสีแดงจางหยดลงบนพื้นทราย ก่อนเกลียวคลื่นจะกวาดมันลงสู่ห้วงน้ำกว้างใหญ่อีกครา ความขมปร่าแล่นลึกลงในช่องอก

…เธอคง…ทำได้เพียงเท่านี้…

ดวงตาสีนิลหลับลงแน่น ปล่อยให้ความรวดร้าวที่ฝืนสะกดไว้ทั้งหมดแผ่ลามไปทั่วร่าง อาจถึงคราวที่เธอจะเลิกพยายาม ในเมื่อความพยายามนั้นเปล่าประโยชน์ ถ้าเธอไม่ต่อต้าน ปล่อยให้สายป่านแห่งชีวิตอันเปื่อยยุ่ยนั้นขาดลอยหลุดไป…ทุกสิ่งอาจง่ายกว่า

…แต่ยังมีสิ่งเดียว…ที่ฉุดรั้งเธอไว้ ทำให้เธอลังเลอยู่ ณ ปากประตูนั้น…

…เขา…

ห้วงเวลาเลอะเลือน คละเคล้าปะปนเข้าหากัน การรับรู้ต่างๆ แตกพร่ากระจัดกระจาย มีเพียงภาพเขาที่ยังตรึงอยู่ในมโนสำนึกเธอ ทั้งดวงตาคมกริบซึ่งผันแปรสีเข้มอ่อนไปได้ตามอารมณ์ของเจ้าตัว โครงคิ้วเข้ม สันจมูกตรง รูปหน้าคมคายและเรือนร่างแกร่งอย่างบุรุษเพศ ผมยาวหยักศกสีดำเงาสะบัดปลายนิดๆ ซึ่งรวบเกล้าบิดขึ้นเป็นมวยสูง แลราวกับภาพจำหลัก รอยยิ้มเนิบช้าอ่อนหวานที่น้อยครั้งนักผู้ใดจะได้เห็น มือที่อ่อนโยนนักยามเอื้อมสัมผัสมือเธอ ปลายนิ้วที่ช้อนประคอง เชยปลายคางมนให้สบตาเขา…มอบสัญญามั่นหมาย เสียงหัวเราะในคอทุ้มน่าฟังเมื่อเธอดึงมือกลับ เบือนหน้าหลบ ตามด้วยคำถามนุ่มนวลว่า ‘เจ้าจักอายไปไย’

แทบไม่น่าเชื่อ…ว่าเป็นมือเดียวกันนั้น เสียงเดียวกันนั้น ที่สามารถออกคำสั่งบัญชา มอบความตายให้ผู้อื่นได้อย่างเหี้ยมเกรียม

อาจเป็นหนึ่งในผู้สูญเสียจากความตายเหล่านั้นที่ย้อนกลับมาตีพญางูที่ขนดหาง คนเหล่านั้นไม่อาจเข้าถึงตัวเขาได้ แต่ ‘หัวใจ’ ของเขาเป็นอีกเรื่อง

เธอไม่สงสัย…ความเจ็บปวดจะทบเท่าพันทวีอีกเพียงใดสำหรับเขา…เมื่อเขาได้รู้เรื่องนี้

ผ่านไปนานเท่าไร เธอไม่รู้ รู้เพียงเธอถูกดึงกลับขึ้นมาสู่โลกใบเดิมอันแสนเจ็บปวดทรมานอีกครั้งเมื่อมืออุ่นจัดแข็งแรงของใครบางคนช้อนประคองศีรษะเธอขึ้น พร่ำเรียกชื่อเธอซ้ำๆ

…เจ็บ… หนาว…

หญิงสาวฝืนเลิกเปลือกตาหนักอึ้งของตนขึ้นอย่างยากเย็น ภาพพร่ามัวเลอะเลือนด้วยหยาดน้ำที่เกาะค้างอยู่บนขนตายาว รินเข้าในดวงตา เธอกะพริบตาถี่ไล่มันออก และรูปเงาเบื้องหน้าก็รวมตัวกันเข้าเป็นดวงตาสีน้ำตาลคู่ที่เธอคุ้นใจ รอบกายเธอมืด…ในราตรีไร้จันทร์เช่นนี้ และเธอก็เหมือนจะเสียความสามารถที่จะแลเห็นในความมืดไปพร้อมกับความสามารถอื่นๆ ที่เคยมี… แต่อย่างไรเธอก็จะจดจำเขาได้ ไม่ว่าที่ไหน…ในสภาพใด

…เขา…หาเธอพบจนได้…

แม้เธอจะรู้ดีเต็มอก มันคือการพบ…เพื่อจะได้ลาจากเป็นครั้งสุดท้าย

“เกิดเหตุใดขึ้น…”

เสียงทุ้มถามมาเมื่อตาสบตา พร่าจัดด้วยอารมณ์สับสนกว่าที่เธอเคยได้ยิน มือเขาเอื้อมออก ลูบศีรษะเธอ “เหตุใดเจ้าจึง…”

เธอขยับปากเผยอออก แต่ไม่มีเสียงใดหลุดลอดจากปากนอกจากเสียงไอปนสำลักแรงจนทั้งร่างไหวโยน ชายหนุ่มโอบเธอกระชับแน่นขึ้น และเธอก็สัมผัสได้ถึงแรงสะท้อนจากการหายใจลึกบนแผ่นอกกว้างของเจ้าตัว เขาเหลียวขวับไปด้านหลัง ตะโกนเรียกใครบางคน

“หมออยู่ที่ใด ชักช้าจริง!”

เสียงใครพึมพำตอบเบาๆ อย่างที่เธอฟังไม่ได้ยิน อาจเป็นผู้ติดตามของเขา แต่เห็นได้ชัดว่าคำตอบนั้นไม่เป็นที่พอใจของชายหนุ่ม เพราะเขาคำรามลอดไรฟัน ฟังเหมือนเสียงขู่เตือนของอสรพิษ และเมื่อดวงหน้าคมคายราวกับรูปสลักนั้นเหลียวกลับมา อารมณ์บนสีหน้าซึ่งถูกส่องด้วยแสงจากโคมในมือใครบางคนก็เคร่งเขม็งดุดัน ดวงตาสีน้ำตาลแปรสีอ่อนลงจนกลายเป็นเหลืองอำพัน เช่นเดียวกับจุดสีเข้มใจกลางม่านตาซึ่งคล้ายจะเรียวรีลงเป็นขีดตั้งยาว…

“อย่าจากข้าไป อย่าได้กล้าดีจากข้าไป ได้ยินข้าสั่งหรือไม่!”

คำพูดนั้นกราดเกรี้ยว โอหังจนหญิงสาวอยากยิ้ม นั่นคือเขา เจ้าแห่งปาตรา…หยิ่งยโส เยือกเย็น หากเมื่อคายโทสะร้าย…ร้อนแรงเฉกเช่นไฟ

ทว่ากระทั่งเขาผู้บัญชาได้แทบทุกสิ่ง…ก็ไม่อาจหยุดหัตถ์แห่งมรณะไม่ให้เอื้อมออกมาคว้าผู้ใดได้ และเธอรู้ว่าเขาเองก็รู้…แม้จะดื้อดึง ไม่อยากยอมรับมัน เพราะประกายในดวงตาสีอำพันคู่นั้นไหวระริก แลคล้ายจะฉ่ำชื้นด้วยหยาดน้ำ

ทว่าผู้นำตระกูลนาครีย์แห่งปาตราไม่เคยหลั่งน้ำตาให้ใครเห็น เขากะพริบตา…และหยาดน้ำเหล่านั้นก็แห้งหายไป เหลือเพียงความเกรี้ยวโกรธ ชิงชัง เจ็บปวด มือใหญ่ข้างที่ไม่ได้ประคองเธอไว้เอื้อมมากุมมือเธอ อ่อนโยนยิ่ง…แต่ในตาคู่นั้นคือเพลิงพิษลุกร้อนเคืองแค้น และนาทีนั้น…หญิงสาวรู้ ผู้ใดก็ตามที่ก่อเหตุคราวนี้…มันผู้นั้นจะต้องชดใช้

มันน่าจะทำให้เธอเบาใจ ที่ได้รู้ว่าความยุติธรรมจะมาถึงในที่สุด แม้หลังจากเธอจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ไม่เลย หากมันจะยิ่งจุดไฟแผดเผาอกเขายิ่งขึ้น ยามนี้…ความปรารถนาทุกสิ่งของเธอลบเลือนหาย เหลือเพียงประการเดียว

…เธออยากให้เขายิ้มได้อีกครั้ง…

แต่กระทั่งความปรารถนานั้นก็ลอยไกลออกไปทุกที และหญิงสาวก็ล้าจนไม่อาจฝืนลืมตาอยู่ได้อีก เธอไม่มีแรงจะปริปากปลอบโยนเขา หรือแม้แต่กุมมือเขาตอบ ดวงตางามหรี่ปรือลง ลมหายใจระบายแผ่วยาวเป็นครั้งสุดท้าย หูแว่วเสียงห้าวตะโกนเรียกชื่อเธอ…ร้อนรน

…แล้วทุกสิ่งก็ดับมืดลง…

 

Don`t copy text!