ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 16 : จุดเริ่มต้น

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 16 : จุดเริ่มต้น

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-16-

 

ถาดใส่ชุดน้ำชากับคุกกี้ถูกแม่บ้านยกมาและวางเสิร์ฟลงบนโต๊ะกระจกกลางห้องนั่งเล่นสีเบจขลิบคิ้วขาว ปูพื้นไม้เป็นลวดลายโดยมีพรมสีขาวหนานุ่มปูทับอีกชั้น โคมระย้าห้อยลงมาจากเพดานซึ่งยกสูงขึ้นไปเป็นหลืบ เปล่งประกายยามกระทบกับแสงสว่าง ทางด้านหนึ่งของห้องเป็นประตูกระจกแบบเฟรนช์ดอร์สูงจากพื้นจรดเพดาน เปิดสู่เฉลียงกว้างด้านหลัง ถัดออกไปอีกคือสระว่ายน้ำสีฟ้าเข้มและแนวไม้สีเขียวสูงทึบที่ปลูกเป็นฉาก กั้นคฤหาสน์อันอยู่ในเขตนอร์ทชอร์ ถัดมาทางเหนือของตัวเมืองชิคาโกหลังนี้ไว้จากสายตาคนภายนอก

เซธ รัทเธอร์ฟอร์ดหยิบถ้วยกระเบื้องเนื้อดีที่มีชาร้อนขึ้นควันกรุ่นขึ้น โน้มตัวยื่นส่งให้หลงเฟยลี่ผู้นั่งอยู่บนโซฟาเยื้องกันพลางบอกเสียงเรียบ

“ชาคาโมมายล์ คุณดูเครียดเต็มทีแล้ว”

“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวถอนใจ มือหนึ่งยกขึ้นคลึงขมับขณะอีกมือรับถ้วยชาจากเจ้าของบ้าน ดวงตาสวยคมเผยรอยเหนื่อยล้าขึ้นมาแวบหนึ่งยามเธอยกถ้วยขึ้นจิบ ปล่อยให้เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ก่อนจะตั้งคำถาม

“คุณคิดยังไงคะกับเรื่องที่เราเล่าให้ฟัง”

เซธเหลือบมองมาทางศิรัชแวบหนึ่ง ดวงตาสีเข้มยังเหลือบประกายแดงเรื่อ แม้จะอ่อนลงกว่าครั้งสุดท้ายที่เขาไปปรากฏตัวที่โรงพยาบาล สีหน้าของเจ้าตัวสงบนิ่ง ดูไม่อนาทรร้อนใจ แต่ศิรัชรู้จักเซธดีพอที่จะรู้ว่าภาพที่เห็นภายนอกอาจไม่ได้สะท้อนสิ่งที่เจ้าตัวคิดหรือรู้สึกอยู่จริงภายใน

“เรื่องเผิงอี้เหว่ย? หรือเรื่องที่มีคนปลอมแหวนของศรุตล่ะครับ”

“ทั้งสองเรื่องค่ะ”

“เอาเป็นเรื่องเผิงอี้เหว่ยก่อนดีกว่า เพราะผมอยากรู้ว่าคุณรู้อะไรบ้าง” ศิรัชขัดขึ้น เขาเอื้อมมือไปหยิบชาอีกถ้วยที่วางบนโต๊ะมาจิบบ้าง สายตามองเซธนิ่ง “คนของคุณที่คอยตามเราน่าจะเห็นเหตุการณ์ เขารายงานคุณว่ายังไงครับ”

ริมฝีปากบางของเซธหยักมุมโค้งขึ้น ทว่ามันเป็นรอยยิ้มตึงเครียด เกือบปนหยัน และเจ้าตัวก็เอ่ยเสียงหนัก

“มันน่าสนใจก็ตรงนั้นแหละ ผมติดต่อเขาไม่ได้”

“อะไรนะคะ”

“หลังจากพวกคุณโทรมาบอกว่าจะมาพบผม ผมก็โทรไปหาเขา แต่ติดต่อไม่ได้ เหมือนเครื่องปิด” เซธเอนหลังพิงพนักโซฟา ดวงตาฉายประกายเคร่งขึ้นกว่าเดิม “ผมเกรงว่าจะเกิดเหตุร้ายอะไรกับเขา เราลองเช็กอุปกรณ์ตามรอยที่อยู่กับตัวเขาแล้ว สัญญาณนิ่งอยู่ที่เดิมในละแวกนั้น ผมกำลังให้คนออกไปดู”

ทั้งศิรัชและหลงเฟยลี่เงียบไปทั้งคู่เมื่อได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ครู่ใหญ่ กว่านาคหนุ่มจะเอ่ยออกมาได้

“คุณคิดว่าเขาตายแล้ว?”

“ก็อาจใช่” เซธเคาะนิ้วลงกับที่เท้าแขนของโซฟา “แต่ไม่ว่าเขาจะตายหรือหมดสติ หรือถูกขังไว้ไม่ให้ทำอะไรได้ นี่ก็เลยเถิดมาเป็นการประกาศตัวเป็นศัตรูกับผมโดยตรงแล้ว ผมไม่เข้าใจ ทำไมถึงมีคนคิดจะเปิดศึกรอบด้านขนาดนั้น แค่คุณกับเฟยลี่สองคนก็หนักหนาสาหัสละ ผมเองยังไม่อยากปะทะกับพวกคุณตรงๆ ถ้าไม่จำเป็น”

“บางทีคนร้ายอาจไม่ตั้งใจ คนของคุณอาจเห็นเหตุการณ์ที่เกิดกับเผิงอี้เหว่ยแล้วถูกปิดปาก หรือไม่ก็เข้าไปขัดขวางเลยเกิดการต่อสู้”

“หรือไม่ผมก็อาจเป็นเป้าตั้งแต่ทางนั้นเริ่มมาก่อเรื่องในชิคาโกแล้ว” ผู้เป็นเจ้าถิ่นยิ้มเย็นขึ้นมาอีกรอบ “ผมก็มีศัตรูของผมเอง มีคนที่พยายามกำจัดผมไปจากที่นี่ จะมีอะไรที่ทำให้ผมดูไร้ความสามารถมากกว่าการที่มีคนมาทำร้ายพันธมิตรกับคนของผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าในถิ่นผมโดยที่ผมทำอะไรไม่ได้”

“ฉันไม่คิดว่าคุณไร้ความสามารถ การลงมือง่ายกว่าการตั้งรับเสมออยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าเราไม่รู้ว่าคนลงมือเป็นใคร” หลงเฟยลี่ออกความเห็น ก่อนจะพ่นลมออกจมูกมานิดหนึ่ง

“ฉันว่าที่คนร้ายมาลงมือที่นี่เพราะรู้ว่าฉันกับศิรัชจะขยับตัวทำอะไรลำบากในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศของเรามากกว่า แล้วเขาก็ไม่คิดว่าคุณจะสนใจเรื่องนี้นัก ฉันเห็นด้วยกับศิรัชนะคะ ว่าที่ทางนั้นลงมือกับคนของคุณน่าจะเป็นแค่สถานการณ์พาไป”

“ใครจะเป็นเป้าหมายหลักก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญอะไรนัก” ศิรัชขัดขึ้น “ยังไงตอนนี้เราก็ลงเรือลำเดียวกันหมด เรื่องร้ายอาจเกิดกับใครก็ได้  เซธ ผมไม่รู้ว่าคุณจะลองเช็กดูกล้องวงจรปิดในละแวกนั้นได้ไหม…”

“ผมสั่งไปแล้ว” เซธบอกเรียบๆ “แต่สำหรับย่านนั้น เราอาจไม่ควรหวังอะไรให้มาก ถ้าร้านค้ามีกล้องก็คงถ่ายเข้าในร้านมากกว่า ส่วนกล้องของทางการผมก็ไม่แน่ใจว่าอยู่จุดไหน สภาพไหน แถวนั้นมีปัญหาเรื่องการทำลายทรัพย์สินสาธารณะอยู่บ้าง”

“ยังไงก็ต้องลองดู แล้วถ้ามีกล้องถ่ายติดอะไร ทำสำเนามาได้ก็จะดี ผมอยากเห็นหน้าคนที่ผมคิดว่าเป็นภาสุระชัดๆ”  ศิรัชยกมือขึ้นลูบหน้า “ผมไม่อยากเชื่อว่าเขายังไม่ตายจริงๆ แบบที่ธาราบอกผม ในเมื่อศรุตเป็นคนยืนยันกับผมเองว่าเขาตายไปแล้ว”

“คุณพูดเองนี่คะว่าเขาอาจเข้าใจผิด”

“หรือไม่เขาก็อาจโกหกคุณ”

คำพูดของเซธทำให้ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองเขาทันควัน และแวมไพร์ผู้นั้นก็ยกมือขึ้นทั้งสองข้างพลางยิ้มอ่อน

“อย่าเพิ่งเคืองผมล่ะที่พูดแบบนี้ แต่คุณเชื่อเรื่องที่น้องชายคุณพูดทุกคำเลยหรือ”

“ศรุตเป็นคนดี ดีกว่าพวกเราหลายเท่า”

“หรือคุณอาจตาบอดแค่เพราะคุณเป็นพี่ชาย”

หลงเฟยลี่หน้าตึงขึ้นเช่นกันกับถ้อยคำนั้น เซธเหลือบมองเธอ และสีหน้าไม่อนาทรร้อนใจของเขาก็เปลี่ยนไป หม่นลงเล็กน้อยเมื่อเขาเอ่ย

“พวกคุณก็รู้ว่าศรุตเป็นเพื่อนรักของผม ผมเสียใจที่เขาตาย แล้วโดยทั่วไปเขาก็เป็นคนดี ใช่ แต่เขาไม่ได้สมบูรณ์แบบ คุณอาจคิดว่าคุณรู้จักเขาดี แต่คุณลืมไปเรื่องหนึ่ง” ผู้พูดถอนใจแผ่วเบา “คุณคนหนึ่งเป็นพี่ชายที่เขานับถือ อีกคนเป็นคนรักของเขา เป็นสองคนที่เขาอยากให้มองเขาในแง่ดีที่สุด ถ้าเขาทำเรื่องผิดพลาดอะไรลงไป คนที่จะรู้เป็นลำดับสุดท้ายก็คือคุณสองคน”

ศิรัชขมวดคิ้วมุ่นเข้า แต่คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเคือง

…น้ำเสียงของเซธฟังเหมือนกับว่า ‘เรื่องผิดพลาด’ ที่เขาพูดถึงเป็นเหตุการณ์อันเฉพาะเจาะจงบางเรื่องมากกว่าจะเป็นการกล่าวถึงภาพรวม…

“คุณรู้อะไรมาหรือ”

“ผมเคยสัญญากับศรุตว่าจะไม่พูด แล้วในเมื่อเรื่องมันไม่เกี่ยวกับภาสุระโดยตรง ผมก็ไม่มีเหตุผลที่จะผิดสัญญานั่น ยกเว้นจะมีหลักฐานที่ทำให้ผมเชื่อว่าความลับเรื่องนั้นเกี่ยวพันกับการตายของเขา” เซธบอก “แต่ถ้าศรุตหลอกคุณเรื่องภาสุระด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ผมก็ไม่แปลกใจ มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาหลอกคุณ และอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย”

“ที่คุณพูดมานี่แทบไม่ได้ช่วยอะไรเราเลยนะคะ” หลงเฟยลี่เอ่ยเสียงนุ่ม…อ่อนหวานเช่นเคย ทว่าดวงตาสวยวาบวับด้วยประกายขื่น “การได้รู้ว่าศรุตเคยโกหกเรามันจะมีประโยชน์ยังไง”

“อย่างน้อยคุณก็จะได้รู้ว่าคุณต้องเปิดหูเปิดตาไว้ ผมเชื่อว่าศรุตมีศัตรูของเขาเองอยู่ ผมมีผู้ต้องสงสัยอยู่ในใจด้วยซ้ำ”

“ใครคะ”

ผู้เป็นเจ้าของสถานที่นั่งเงียบ ไม่ยอมตอบคำถามของเธอ และศิรัชกับหลงเฟยลี่ก็ได้แต่สบตากันอย่างรู้ว่าไม่มีทางง้างปากอีกฝ่ายได้ แม้ศิรัชจะอดไม่อยู่ที่จะเปรยออกมา

“การปกปิดข้อมูลตอนนี้อาจไม่ฉลาดนะ เซธ”

“มันเกี่ยวกับเรื่องที่ศรุตขอไม่ให้ผมบอกใคร” แวมไพร์หนุ่มขยับตัว ทำท่าจะพูดอะไรมากกว่านั้น แต่แล้วเสียงโทรศัพท์มือถือของเจ้าตัวก็ดังขึ้น และเมื่อเซธเห็นชื่อหน้าจอ เขาก็กดสายรับ สีหน้าเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นอีกรอบ

“ว่าไง?”

ศิรัชไม่รู้ว่าคนอีกปลายสายพูดอะไรมา ทว่ามันคงไม่ใข่เรื่องดีนัก เพราะความเยือกเย็นบนใบหน้าเซธยามนี้ยิ่งยะเยือกหนักราวกับฉาบทับด้วยละอองน้ำแข็ง เวลาผ่านไปชั่วครู่ และเขาก็จบบทสนทนาด้วยคำว่า “เข้าใจละ ทำดีแล้ว” ก่อนจะตัดสาย

“คนของคุณ?”

“ที่ผมสั่งให้ไปดูที่เกิดเหตุ” เซธขยายความ ก่อนจะเอ่ยสั้นๆ “เขาเจอศพคนที่ผมให้ตามคุณ ถูกซ่อนอยู่ในตึกร้านที่ปิดกิจการไปแถวนั้น บนคอมีรอยเขี้ยว”

“เขี้ยว? แวมไพร์? หรือว่า…”

เซธพ่นลมออกจมูก บอกสิ่งที่ศิรัชสงสัยอยู่แต่แรกแล้วออกมา

“เขี้ยวงู”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

พราวพัชร์หายใจแทบจะไม่ออก ทุกสิ่งทุกอย่างมืดไปหมด จมูกเธอได้กลิ่นอับๆ ของผ้าที่เก็บไว้ในตู้เป็นเวลานาน หูเธอได้ยินเสียงสะอื้นที่หลุดออกจากปากตัวเอง และเธอก็รีบยกมือป้อมๆ ทั้งสองข้างขึ้นอุดปากไว้แน่น ขดตัวกลมเป็นลูกบอลอยู่หลังราวแขวนเสื้อตัวโตและผ้าที่พับไว้เป็นฉาก

เด็กหญิงไม่เข้าใจอะไรเลย อึดใจหนึ่งทุกสิ่งยังเป็นปกติ ทว่าอึดใจถัดมา…งูมากมายเหล่านั้นกลับปรากฏตัวขึ้น แล้วโลกของเธอก็พลิกคว่ำ พ่อเธอหน้าเผือดซีดเหมือนกระดาษเมื่อกึ่งลากกึ่งจูงเธอวิ่งขึ้นมายังห้องนอนชั้นบน ผลักเธอเข้ามากองที่ก้นตู้เสื้อผ้า จัดข้าวของให้บังเธออย่างรีบร้อนและปิดประตูใส่หน้าเธอ

เธอหวีดร้อง ผลักประตูตู้สุดแรง พยายามตะเกียกตะกายกลับออกไปอีกครั้ง แต่แม่เธอวิ่งตามเข้ามาในห้องก่อน หน้าสวยขาวซีดไม่แพ้กันยามดันประตูตู้กลับเข้ามา บอกเธอเสียงสั่น “พราว เงียบไว้ลูก นิ่งไว้ เป็นเด็กดี อยู่ในนั้นก่อนนะ”

“แต่พราว…”

“ข้างนอกไม่ปลอดภัย ซ่อนตัวไว้ก่อน”

มีความกังวลและความตระหนกอันปิดไม่มิดซ่อนอยู่ในน้ำเสียงนั้น และมันก็ยิ่งทำให้เธอหวาดกลัวมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมือสั่นเทาของผู้ให้กำเนิดเธอเอื้อมลอดมาแตะแก้มเธอ ดวงตาซึ่งปกติเจือรอยหัวเราะเสมอดูหม่นเศร้ายามมองเธอเต็มตาราวกับจะจดจำไว้เป็นครั้งสุดท้าย

“อย่าออกมาจนกว่าพ่อกับแม่จะเรียก อย่าแง้มตู้ไม่ว่าจะได้ยินอะไร ระวังงู ระวัง…”

“แต่พราวกลัว!”

“เข้มแข็งไว้ คนเก่ง แม่เชื่อว่าพราวทำได้”

แสงสว่างดับหายไปพร้อมกับบานประตูตู้ที่ปิดลง ทิ้งเธอไว้ตามลำพัง เด็กหญิงคู้กายกอดเข่าไว้แน่น น้ำตาไหลพรากลงมาอย่างเสียขวัญ ได้ยินเสียงฝีเท้าของบิดากับมารดาเดินแกมวิ่งลงบันไดไป รวมถึงเสียงพูดของทั้งสองดังแว่วมา

“นี่ถ้าผมไม่ได้ให้ยานั่นกับพราว ถ้าแกรู้ว่าตัวเองเป็นใคร…”

“เราจำเป็นต้องทำนี่คะ ถ้าเราไม่อยู่กับแกแล้ว การมีพลังแบบนั้นก็มีแต่อันตราย…”

…พลังอะไร ทำไมแม่ถึงพูดว่าจะไม่อยู่ แม่กับพ่อจะไปไหน…

ความเงียบเข้าครอบคลุมชั่วครู่ก่อนจะมีเสียงประตูกระแทกดังตึงถี่รัวที่ชั้นล่าง หัวใจของเด็กหญิงแทบจะหลุดออกมานอกอกเมื่อเสียงกระแทกนั้นดังขึ้นอีกรอบตามด้วยเสียงเหมือนไม้ฉีก และเสียงห้าวของใครบางคนพูดขึ้น

“ภาสุระ เจอตัวจนได้”

…ใคร? ใครคือภาสุระ?

ความเงียบเข้าครอบคลุมอีกชั่วครู่ และเสียงหัวเราะในคอของชายคนเดิมก็ดังขึ้น ฟังดูโหดเหี้ยม เยาะเย้ย

“ไม่มีอะไรจะพูด? ไม่มีอะไรจะแก้ตัว? ไม่คิดร้องขอชีวิตเลยงั้นสิ”

“ขอแล้วจะต่างอะไรกัน ขอแล้วจะได้ตามที่ของั้นหรือ” เสียงบิดาเธอย้อนถาม กึ่งปลง กึ่งหยัน ถ้อยถัดมาปนรอยขม…หนักขึ้นกว่าเดิม “ไม่มีใครให้อะไรคนทรยศหรอก”

“อ้อ รู้ตัวเหมือนกันหรือ”

“ผมรู้ว่าเงาหัวตัวเองไม่มีมานานแล้ว ยืดเวลามาได้ขนาดนี้ก็ออกจะเหลือเชื่อ จะฆ่ากันก็ฆ่า ไม่ต้องพูดพล่ามมากมายอะไร”

“คิดว่าจะมีใครให้คุณตายง่ายๆ ขนาดนั้นเลยหรือ ภาสุระ” เสียงที่โต้มาเย็นเยียบ แฝงรอยชิงชัง “คนตายไปแล้วก็จบ ที่เจ็บปวดที่สุดคือคนที่ยังอยู่ คุณพรากของรักไปจากคนอื่น ลองลิ้มรสการเสียของรักของคุณดูบ้างเป็นยังไง”

เพียงเสี้ยววินาทีถัดจากนั้น เธอก็ได้ยินเสียงกรี๊ดของมารดา เสียงร้องแหลมอย่างเจ็บปวดสุดขีดซ้ำแล้วซ้ำเล่าซึ่งกระแทกทะลวงเข้าสู่อกเธอ ที่ดังขึ้นแทบจะพร้อมกันคือเสียงตะโกนกึ่งคลุ้มคลั่งของบิดาเธอ เสียงของคนหัวใจสลาย

“จะฆ่าเราก็ฆ่า! ทำไมต้องทรมานเธอ! ฆ่าผมสิ! ฆ่าผมเดี๋ยวนี้! อย่าทำเธอ!”

เสียงเหล่านั้นกรีดเข้ามาในประสาทของเด็กหญิง บาดเป็นแผลลึก เธออยากผลักประตูตู้ กระโจนออกไปและวิ่งลงไปชั้นล่าง โดดเข้าขวางและห้ามใครก็ตามที่อยู่ตรงนั้นว่าอย่าทำร้ายพ่อแม่เธอ อย่า…

…แต่แม่สั่งให้เธอเงียบ ไม่ให้ออกไปไหน…

พราวพัชร์กัดฟันแน่น ยกมือขึ้นอุดหู น้ำตาอุ่นไหลพรากลงมาสองข้างแก้ม ร่างทั้งร่างสั่นเทา ไม่อยากได้ยิน เธอไม่อยากได้ยินอะไรอีกแล้ว ไม่อยากจำ ไม่อยากรับรู้อะไรอีก

ไม่อยากจำ

เธอไม่อยากจำอะไรทั้งนั้น!

“สุดท้ายคุณก็ต้องจำให้ได้ ทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของวงจร เป็นส่วนหนึ่งของบททดสอบ”

เสียงเปรยเรียบๆ กระชากพราวพัชร์กลับมาสู่ปัจจุบัน…ในห้องแล็บที่เธอทำงานอยู่ และหญิงสาวก็เงยหน้าขึ้น เหลียวไปตามเสียงทันควัน เจ้าของเสียงคือบุรุษปริศนาในชุดคลุมดำผู้ย้ายมานั่งอยู่หมิ่นๆ บนขอบโต๊ะทำงานของเธอ ใบหน้าด้านข้างเสี้ยวที่เธอมองเห็นปราศจากอารมณ์ แลประดุจหุ่นปั้น งดงาม…แต่ก็น่าหวาดหวั่นในขณะเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อความมืดยังคงห่อหุ้มเขาอยู่ แทรกสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับอาภรณ์ที่คลุมร่างราวกับมันตามติดเขาไปทุกหนทุกแห่ง

อีกฟากของห้อง คาร์ลยังคงนิ่งค้างอยู่ที่เดิมในท่าเดิม ราวกับห้วงเวลาถูกหยุดลง

…มันอาจถูกหยุดลงจริงๆ ก็ได้…

“วงจรอะไร บททดสอบอะไรคะ คุณเป็นใคร”

เสียงที่หลุดจากปากพราวพัชร์สั่นเล็กน้อย เช่นเดียวกับร่างกายที่ยังไหวสะท้านจนเธอต้องยกแขนขึ้นกอดอก สูดหายใจเข้าลึก มันอาจเป็นเพราะแรงสะเทือนใจจากภาพอดีตที่เธอเห็นเมื่อครู่ หรือความหวาดหวั่นอันแล่นเข้าจับหัวใจจากการเผชิญหน้ากับพลังอำนาจที่เธอไม่รู้จัก

อีกฝ่ายดูจะสัมผัสอารมณ์นั้นได้ เพราะมุมปากเรียวสวยของเขาคล้ายจะกระตุกขึ้นนิดหนึ่ง เสียงทุ้มที่เอ่ยยังคงเรียบ ทว่าบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้ในน้ำเสียงนั้นกลับทำให้ความกลัวของเธอลดลง

“นั่นก็เป็นอีกเรื่องที่คุณลืม เหมือนที่คุณลืมตัวตน ลืมเรื่องวัยเด็กของตัวเอง” ใบหน้าใต้ผ้าคลุมนั้นเบือนมานิดหนึ่ง “คุณจำไม่ได้ว่าตัวเองเคยขออะไรไว้”

…ขอ?…

…เขาพูดถึงอะไร…

ภาพหนึ่งแวบผ่านเข้ามาในสมองพราวพัชร์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ชัดเจนราวกับกำลังเห็นอยู่ตรงหน้า ภาพศิรัชนั่งอยู่ริมหาดหินปนทรายท่ามกลางความมืดในคืนไร้จันทร์ ถัดออกไปอีกคือผืนสมุทรกว้างสีเข้ม ดูขุ่นมัวราวกับเทพเจ้าแห่งท้องทะเลกำลังพิโรธ ชายหนุ่มไม่ได้อยู่ในคราบหนุ่มนักธุรกิจซึ่งเธอรู้จักในปัจจุบัน ทว่าอยู่ในรูปลักษณ์ที่เธอเคยฝันเห็นมาก่อนหน้านี้ ผมยาวหยักศกมุ่นเป็นมวยสูงขับเน้นคิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็นสันและขากรรไกรเหลี่ยมได้รูป…คมคายงดงามไปทุกส่วน ท่อนบนเปลือยเปล่าแลเห็นกล้ามเนื้อแน่นตึงต้องแสงจากคบไฟ ดูราวกับรูปสลักเทพเจ้าที่ช่างฝีมือเอกบรรจงสลักเสลาขึ้นจากก้อนศิลา

แต่สิ่งที่กระทบใจหญิงสาวไม่ใช่ความงดงามของบุรุษตรงหน้า ทว่าเป็นบรรยากาศแห่งความโศกกำสรด ใต้แสงไฟวูบไหวนั้น ไหล่กว้างของชายหนุ่มสะท้านเยือก เธอคิดว่าเพราะแรงอารมณ์มากกว่าอุณหภูมิ โดยเฉพาะเมื่อดูจากสีหน้าเกรี้ยวกราดระคนสิ้นหวัง ดวงตาสีทองวับวาวลุกร้อนเหมือนเปลวเพลิง และร่างเล็กบอบบางของใครบางคนที่เจ้าตัวกอดรัดไว้แนบอก โยนกายไปมาคล้ายคุมตัวเองไม่อยู่

เสียงคลื่นซัดเข้ามาบนหาด เกลียวน้ำบางส่วนกระทบโขดหินเป็นฟองขาว ม้วนขึ้นมาถึงบริเวณที่เขานั่งอยู่บนพื้นทราย ทว่าชายหนุ่มเหมือนจะไม่รู้สึกตัว ความสนใจทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่แต่กับร่างในอ้อมแขนนั้น

เธอมองไม่เห็นใบหน้าของผู้หญิงที่เขากอดไว้ เห็นเพียงเรือนผมสีดำเปียกโชกยาวสยายซึ่งพาดอยู่กับท่อนแขนแข็งแรงของชายหนุ่ม เครื่องนุ่งห่มแบบสตรีโบราณและเท้าขาวซีดซึ่งโผล่พ้นชายผ้านุ่งออกมา กำไลที่ข้อเท้าแลเห็นเป็นสีทองแวววามยามต้องแสงจากคบไฟ หูเธอแว่วเสียงห้าว…กึ่งคำรามกึ่งสะอื้นไห้ซึ่งฟังราวกับสัตว์บาดเจ็บ และพราวพัชร์ก็รับรู้โดยไม่ต้องมีใครอธิบายว่าสตรีผู้ที่เธอเห็นได้ล่วงลับไปแล้ว

“ใครมันกล้าทำกับเจ้าเช่นนี้ ใคร! บอกข้ามาสิ ใคร!”

ความปวดร้าวในเสียงที่เขาพร่ำถามคนตายเหมือนเสียสตินั้นปักทะลวงลงในหัวใจเธอ บีบรัดจนเธอหายใจไม่ออก มันเหมือนสายป่านอันมองไม่เห็นที่ฉุดให้เธอสืบเท้าไปข้างหน้าอย่างห้ามตนเองไม่อยู่…ก้าวแล้วก้าวเล่า

…เธอทิ้งเขาไว้ตามลำพังแบบนี้ไม่ได้…

พราวพัชร์ทรุดกาย คุกเข่าลงบนผืนทรายตรงหน้าเขา เอื้อมมือออกไปหมายจะแตะปลอบ และตอนนั้นเองที่ศิรัชขยับตัว เผยใบหน้าของสตรีในอ้อมแขนเขาให้เห็น

…ใบหน้าที่เหมือนเธอราวกับพิมพ์เดียว…

และมือของเธอ…มือโปร่งใสซึ่งสวมกำไลทองแบบเดียวกับร่างไร้วิญญาณที่เขากอดอยู่ก็ทะลุผ่านร่างเขาไป!

หญิงสาวกระชากมือกลับมา ยกขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อความเข้าใจค่อยๆ ซึมซาบเข้ามาในสมอง

นี่คือภาพจำของดวงวิญญาณเธอ เธอคือปาลวีย์ หรือจะพูดให้ถูก…เคยเป็นผู้หญิงคนนั้นมาในอดีตชาติ

และพร้อมกับความเข้าใจนั้น ฉากความทรงจำอย่างน้อยบางส่วนก็หวนกลับมาหาเธอ ชีวิตคู่ที่เธอใช้ร่วมกับเขา ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตเมื่อเธอลากตัวเองขึ้นมาจากน้ำ ความปรารถนาครั้งสุดท้ายของเธอก่อนสิ้นใจ

“บอกข้าสิ ปาลวีย์ ใครทำเจ้า! ข้าจะเด็ดหัวมัน ข้าจะกรีดหัวใจมันมาเซ่นสังเวยเจ้า…”

“ไม่…”

เสียงเอ่ยของเธอแผ่วพร่า น้ำตาหยดหนึ่งร่วงรินลง กระทบบนหลังมือที่เธอวางพาดไว้บนตักเมื่อภาพอดีตค่อยๆ เลือนจาง ดึงเธอหวนคืนสู่การรับรู้ในปัจจุบัน

…ไม่ เธอไม่เคยต้องการให้เขาฆ่าฟันใครเพื่อเธอ ไม่ต้องการให้เขาจมอยู่กับความแค้นและความเจ็บปวดเนิ่นนาน เธอแค่อยากให้เขามีชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข…เท่านั้น…

“นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่าง จริงไหม” คำถามอันไม่ต้องการคำตอบนั้นมาจากปากชายในชุดคลุมดำผู้ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมในท่าเดิม “เขาเป็นคนสำคัญที่สุดของคุณมาตลอด สำคัญจนคุณลืมไม่ลงตลอดเวลาที่ผ่านมา แล้วถ้าคุณเลือกได้ คุณก็คงเลือกให้เขาลืมคุณเสีย ให้เขาอยู่อย่างมีความสุขโดยที่ไม่มีคุณ”

พราวพัชร์ได้แต่เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไร้วาจา สมองยังหนึบชา ปั่นป่วนจนแทบไม่อาจประมวลผลสิ่งใดได้

“แต่คนเราต้องเลือกทางของตัวเอง ไม่มีใครเลือกแทนใครได้ ทั้งคุณ ทั้งเขา ทุกทางเลือกของพวกคุณส่งผลเป็นลูกโซ่ที่พาเรามาอยู่ที่นี่ตอนนี้ มาถึงจุดที่พวกคุณต้องเลือกอีกรอบ”

“ฉันไม่เข้าใจ…”

“อีกส่วนในตัวคุณใกล้ตื่นขึ้นมาแล้ว มันถูกกดไว้แทบจะตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคุณ แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอย่างนั้นตลอดไป” ใบหน้างดงามที่เธอมองเห็นเพียงครึ่งเดียวนั้นเบือนมา ก่อนเขาจะลงท้าย “ผมไม่รู้ว่าเขาจะมีปฏิกิริยายังไง แต่หวังว่าคุณจะมองเขาไม่ผิดก็แล้วกัน”

***

 

สั่งซื้อ Remember Wrinks

เซรั่มบำรุงผิวที่เป็นมาสก์ได้ในหนึ่งเดียว

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : ) 

 

Don`t copy text!