ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 17 : ปาตรา

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 17 : ปาตรา

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

…………………………………………………

-17-

 

พราวพัชร์ไขกุญแจ เปิดประตูเข้าไปในบ้านของกัลยาซึ่งเธอกลับมาอาศัยอยู่ด้วยชั่วคราวหลังจากเกิดเหตุ เธอถอดรองเท้าใส่ไว้ในตู้ข้างประตู เดินผ่านโถงทางเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน และเปิดประตูเข้าไปในห้องที่กัลยายังคงเก็บไว้ให้เธอมาพัก บ้านทั้งหลังเงียบจนเธอได้ยินเสียงฝีเท้าตัวเอง ผิดกับทุกครั้งที่มาเยือนในระยะหลัง และความเงียบนั้นก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเคว้งคว้างวังเวงกว่าเดิม

นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เธอออกไปศูนย์นิติวิทยาศาสตร์วันนี้ เธอไม่อยากอยู่บ้านและจมอยู่กับความคิดของตัวเองคนเดียว อันที่จริงเธออาสาน้าสาวด้วยซ้ำว่าจะไปเฝ้ากิรณาให้ในช่วงกลางวัน แต่กัลยาดุเธอและบอกว่า ‘สภาพแบบนี้จะเอาอะไรมาดูแลน้อง ทรุดลงไปอีกคนจะยิ่งยุ่งกันใหญ่ น้าอยู่ได้ ค่ำๆ ค่อยมาผลัดเวรก็แล้วกัน’

หญิงสาวทิ้งตัวลงนอนหงายบนเตียง ถอนใจยาวออกมา เธอมีเวลาอีกหลายชั่วโมงก่อนจะไปโรงพยาบาล และกัลยาก็พูดถูก เธอต้องพยายามพักผ่อน

แต่เมื่อเธอหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้ก็ผุดขึ้นมาในสมองเธออีกครั้ง

เธอยังไม่รู้จนแล้วจนรอดว่าบุรุษปริศนาในชุดคลุมดำผู้นั้นเป็นใคร ต้องการอะไรจากเธอ ไม่ได้รับคำตอบว่าเขาใช้พลังอำนาจใดไปปรากฏตัวในห้องแล็บนั่นได้โดยไม่มีใครรู้ ก่อนจะกลับออกไปอย่างไร้ร่องรอยพอกัน เธอรู้เพียงว่าหลังจากคำสุดท้ายที่เขาพูดกับเธอ ริมฝีปากของเขาก็ขยับเป็นรอยยิ้มละมุน เกือบปรานี ความมืดที่ห่อหุ้มตัวเขาหนาแน่นขึ้น และหญิงสาวก็รู้สึกว่าภาพตรงหน้าของเธอกระตุกวูบ เหมือนฟิล์มที่ถูกตัดข้ามฉากจนช่วงเวลาหนึ่งหายไป ทิ้งไว้เพียงรอยต่อสีดำคั่นกลาง…ชั่วเสี้ยวของเสี้ยววินาทีจนแทบสังเกตไม่เห็น

อึดใจหนึ่ง เขายังนั่งอยู่ตรงนั้น และอีกอึดใจ เบื้องหน้าเธอก็ว่างเปล่า พราวพัชร์เหลียวขวับกลับไปด้านหลัง และเห็นคาร์ลง่วนอยู่กับหลอดทดลองราวกับไม่เคยมีเรื่องผิดปกติใดๆ เกิดขึ้น

เขาไม่รู้ตัวแม้แต่นิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาก่อนหน้านั้น เหมือนกับเวลาในห้องแล็บถูกหยุดไปสำหรับเขา หรือไม่ก็เป็นเธอเอง…ที่ถูกดึงออกไปพ้นห้วงเวลาปกติ ไปสู่โลกที่เธอไม่เข้าใจและภาพอดีตที่เธอเคยลืมไปแล้ว ซ้ำอาจไม่อยากจดจำได้

แต่ชายชุดดำผู้นั้นบอกว่าเธอต้องจำให้ได้ บอกว่ามันเป็นบททดสอบ…ราวกับสิ่งที่เธอเผชิญอยู่ตอนนี้ยังยุ่งยากและท้าทายไม่พอ

เขาบอกว่าอีกส่วนในตัวเธอใกล้ตื่นขึ้นมา เธอไม่รู้ว่าเขาหมายถึงอะไร แต่สังหรณ์ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องดี

ความคิดและความทรงจำที่ถูกปลุกขึ้นมาปั่นป่วนอยู่ในสมองเธอ แม้กระทั่งยามที่ร่างกายเธอปิดสวิตช์ตัวเองลงด้วยความอ่อนเพลีย มันลามลึกเข้าไปในความฝัน คละเคล้าปะปนกันยุ่งเหยิง ทั้งน้ำเสียงสิ้นหวังของบิดามารดา ความเหน็บหนาวของผืนน้ำที่เธอจมดิ่งลงไป เลือดสีแดงฉานอันสาดนองไปทั่ว งูมากมายที่ขู่ฟ่อ…แผ่พังพานใส่เธอ

ทว่าท่ามกลางความทรงจำขมปร่าเจ็บร้าวเหล่านั้นยังมีความหวานปานน้ำผึ้งแทรกอยู่ ใบหน้างดงามคมคายซึ่งมองเธอด้วยความเสน่หา น้ำเสียงอ่อนหวานจับจิตอย่างไม่น่าเชื่อที่ขานชื่อปาลวีย์ ไออุ่นของเรือนร่างที่กระหวัดเกี่ยวแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว เธอสัมผัสได้ถึงรอยจุมพิตร้อนแรง…ลึกล้ำ ผิวกายเปลือยเปล่าใต้ฝ่ามือ คำสัญญาที่พร่ำกระซิบบอกริมหู…ชัดเจนราวกับเขาอยู่ที่นี่กับเธอตอนนี้

‘ข้ารักเจ้า ข้าจะรักเจ้าตลอดไป…’

พราวพัชร์มารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อตนเองสะดุ้งพรวด ถลันกายขึ้นนั่งบนเตียงอันว่างเปล่า มีเพียงเธอตามลำพัง สิ่งที่ปลุกเธอคือเสียงกริ่งประตูดังซ้ำๆ เหมือนคนกดกำลังร้อนใจอย่างยิ่ง

…ใคร?

หญิงสาวผุดลุกขึ้นยืน เดินแกมวิ่งลงบันไดไปยังห้องหน้าบ้าน มองลอดผ่านลูกฟักกระจกบนบานประตูออกไปภายนอก และคนในฝันเธอเมื่อครู่ก็ขมวดคิ้วกลับมาจากจุดที่เขายืนอยู่ตรงชานหน้าประตู สีหน้าของเขาบอกทั้งความขุ่นเคืองและโล่งใจไปพร้อมกันเมื่อดวงตาสีน้ำตาลแกมทองคมปลาบคู่นั้นสบตาเธอ

มือเรียวบางเอื้อมออกไปยังลูกบิด หมุนเปิดประตูออกให้เจ้าของร่างสูงสง่าก้าวเข้ามาภายใน ต้นแขนของเขาปัดเฉียดร่างเธอยามเขาเดินผ่าน ลมหายใจเธอสูดได้กลิ่นกายชายที่คุ้นเคย มันทำให้แก้มเธอร้อนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหวนนึกถึงความฝันก่อนหน้านี้

พราวพัชร์กลั้นใจ บังคับสีหน้าให้เป็นปกติยามปิดประตูกลับเข้าที่ตามหลังเขา และหมุนตัวหันกลับไปหาคนที่ยืนรอ จ้องเธอด้วยสายตาพินิจราวกับจะมองให้ทะลุถึงก้นบึ้งของใจ

“ทำไมคุณไม่รับสายผม”

“คะ?”

“ผมโทรหาคุณไม่รู้กี่หนแล้ว คุณไม่รับสายเลย” ริมฝีปากหยักได้รูปคู่นั้นเม้มเข้าเป็นเส้นตรงชั่วครู่ “โทรไปหาคุณที่ทำงาน เขาบอกว่าคุณออกมานานแล้ว ผมเลยโทรหาคุณแก้ว คุณน้าคุณก็ติดต่อคุณไม่ได้ เลยบอกให้ผมมาเช็กดูที่นี่”

“เอ๊ะ?” หญิงสาวยกมือขึ้นปิดปากอย่างตกใจปนประหลาดใจ “เมื่อกี้ฉันหลับไป แต่ก็น่าจะได้ยินโทรศัพท์นะคะ หรือว่าฉันปิดเสียงไว้แล้วลืมเปิดเสียงกลับก็ไม่แน่ใจ”

…ปกติเธอจะปิดเสียงโทรศัพท์มือถือไว้ตอนทำงาน และเมื่อคิดย้อนไป ก็เป็นไปได้ที่เธอจะลืมเปิดเสียงกลับขึ้นมาหลังจาก ‘เหตุเหนือจริง’ ที่เกิดขึ้นนั่น…

“ขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้ใครเป็นห่วง ขอตัวเดี๋ยวนะคะ ฉันคงต้องโทรหาน้าแก้ว…”

เธอหมุนตัวไปทางบันไดโดยเร็วเท่าความคิด ตั้งใจจะเดินกลับขึ้นไปหยิบโทรศัพท์ ทว่ามือใหญ่ของศิรัชเอื้อมมาคว้าไหล่เธอไว้ก่อน รั้งให้หันกลับไปหา

ตาสบตา และโลกของเธอก็เหมือนจะหมุนช้าลงในอึดใจนั้น ถูกกลืนหายไปในดวงตาสีแปลกที่จารึกอยู่ในจิตวิญญาณเธอมาเนิ่นนานข้ามภพชาติ ประกายสีทองซึ่งลุกโรจน์อยู่ภายในนั้นแลคล้ายเปลวเพลิง…เร่าร้อน แผดเผา เปลี่ยนแปรทุกสิ่งรวมถึงเหตุผลสารพัดที่เธอไม่ควรข้องเกี่ยวกับเขาให้กลายเป็นภัสมธุลี

“เดี๋ยวผมโทรบอกคุณแก้วเองว่าคุณไม่เป็นไร”

ในที่สุดชายหนุ่มก็ทำลายความเงียบลง มือข้างที่ว่างยกขึ้น แตะไล้แก้มเธอแผ่วเบา อากัปกิริยาอันคล้ายจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เธอสะท้านไหวไปอีกรอบเมื่อเสี้ยวความจำแวบผ่านเข้ามา

เมื่อก่อน…ในคราวที่เธอยังเป็นปาลวีย์ เขาก็เคยทำแบบนี้บ่อยครั้ง

เธออยากก้าวเท้าก้าวสุดท้ายเข้าไปหาเขา ลบระยะห่างทั้งหมดลงและซบหน้าแนบอกกว้าง กอดเขา ถามเขาว่าเขายังรู้สึกกับเธอเหมือนที่เคยรู้สึกกับปาลวีย์หรือเปล่า จดจำเธอได้หรือไม่

แต่ก่อนเธอจะทันได้ทำอะไร มือเขาก็ปล่อยลงจากแขนเธอ ปลายนิ้วอุ่นที่แตะบนแก้มชักกลับพร้อมกับที่เขาถอยไปก้าวหนึ่ง สูดหายใจลึกยาว เอ่ยถ้อยคำซึ่งทำให้เธอชะงักกึก ความคิดทั้งหมดเมื่อครู่ลบหายไปทันควัน

“ผมอยากคุยกับคุณเรื่องพ่อคุณ”

“อะไรนะคะ”

“เราต้องคุยกันเรื่องพ่อคุณ” ทั้งน้ำเสียงและแววตาของเขาบ่งบอกความเจ็บปวดลึกล้ำที่เธอไม่เข้าใจ “คุณก็รู้ว่าผมหมายถึงอะไร”

“รู้อะไรคะ คุณพูดถึงอะไรอยู่” หญิงสาวมองหน้าเขาอย่างมึนงง ก่อนจะเบิกตาขึ้นเล็กน้อย มือบางคว้าแขนเขา บีบแน่นเข้าเมื่อความคิดหนึ่งแล่นปราดผ่านสมอง ถ้อยถามรัวเร็วหลุดจากปาก “หรือคุณรู้อะไรเรื่องที่เกิดตอนฉันยังเด็ก มันเกี่ยวกับนาคหรือเปล่าคะ คุณรู้หรือเปล่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อแม่ฉัน”

ศิรัชมองเธอนิ่งด้วยสีหน้าที่เธออ่านไม่ออก ริมฝีปากหยักได้รูปเม้มเข้านิดๆ ก่อนเสียงทุ้มหนักจะถามย้อนกลับมา

“คุณเคยบอกว่าพ่อแม่คุณเสียไปนานแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมตอนนี้คุณถึงมาถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น”

“เพราะ…” พราวพัชร์เงียบไปอึดใจ พยายามเรียบเรียงเรื่องราวในหัว “เรื่องมันซับซ้อน พ่อกับแม่ฉันหายตัวไปตอนฉันยังเด็ก ในสถานการณ์ที่…ดูแย่ ทุกคนเชื่อว่าท่านตายไปแล้ว”

“แต่คุณไม่เชื่อ?”

“ฉันเชื่อค่ะ แต่…” เธอยกมือขึ้นลูบหน้า “ฉันไม่รู้ว่าที่จริงแล้วเกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมคุณถึงมาซักฉันแบบนี้คะ คุณบอกว่าคุณอยากคุยกับฉันเรื่องพ่อ เพราะอะไร”

“ทำไมคุณถึงคิดว่ามันเกี่ยวกับนาค”

คำถามของเขายิงกลับมาอีก ฟังดูเคลือบแคลง กึ่งเอาเรื่องในลักษณะที่ทำให้เธอสับสน ทว่าหญิงสาวก็ยังตอบออกไปตามตรง

“เพราะตอนนั้นฉันเห็นอะไรบางอย่าง”

“ตอนนั้น? ตอนไหน คุณเห็นอะไร”

“คุณตอบมาก่อนสิคะว่าคุณอยากคุยอะไรเรื่องพ่อฉัน แล้วคุณมาคาดคั้นฉันทำไม”

คราวนี้ศิรัชเป็นฝ่ายเงียบไปครู่หนึ่ง เขายืนนิ่ง ดวงตาเจือสีอำพันมองตรงมาราวจะเจาะทะลุลงไปให้ถึงก้นบึ้งความคิดเธอ และแม้อยู่ห่างกันเพียงก้าวเดียว พราวพัชร์ก็เกือบสัมผัสได้ถึงกำแพงน้ำแข็งซึ่งก่อตัวขึ้นระหว่างเธอและเขาเมื่อเจ้าตัวเอ่ยประโยคสั้น หนัก

“ผมคิดว่าผมรู้จักพ่อคุณ”

“คุณรู้จักพ่อฉัน…?” หญิงสาวทวนคำเนิบช้า “ฉันไม่เคยบอกชื่อพ่อฉันให้คุณฟังด้วยซ้ำ”

“คุณไม่จำเป็นต้องบอก”

“แปลว่าคุณเคยสืบประวัติฉัน”

“แล้วถ้าใช่?”

พราวพัชร์นิ่งไปชั่วครู่ขณะพินิจดูคนตรงหน้า มองท่าทีซึ่งเหมือนกำลังจับสังเกตอะไรบางอย่าง ก่อนจะถอนใจออกมา

“ก็สมเหตุสมผลดี ฉันแปลกใจตัวเองมากกว่าที่ไม่เคยคิดว่าคุณอาจทำแบบนั้น”

คำตอบของเธอเหมือนจะไม่ใช่คำตอบที่เขาคาดคิด เพราะชายหนุ่มชะงักไปนิดหนึ่ง แววประหลาดใจแวบผ่านดวงตา และหญิงสาวก็ถามต่อกึ่งฉงน

“แต่ถ้าคุณรู้จักพ่อฉัน ทำไมคุณไม่เคยพูดอะไรเลยคะ”

“เพราะผมรู้จักเขาในชื่ออื่น” ริมฝีปากเขาหยักมุมเป็นรอยยิ้มเกือบหยัน ประกายสีทองวาบขึ้นในตา “แล้วก็เพิ่งเห็นรูปเขาจากข่าวเหตุการณ์คราวนั้น…รูปเดียว ผมไม่อยากฟันธงว่าใช่”

ความเงียบเข้าครอบคลุมห้องนั้นอยู่ครู่ใหญ่ เธออยากถาม…ว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่ และท่าทีเยาะหยันเย็นชาของเขาแปลว่าอะไร แต่เป็นครั้งแรกที่เธอกลัวคำตอบที่จะได้รับ เมื่อสบตาเขา ในอกเธออัดแน่นไปด้วยสังหรณ์ร้าย

ทว่าเธอก็ยังอยากฟังว่าศิรัชมีอะไรจะพูดเกี่ยวกับบิดาเธอ มันอาจเป็นโอกาสเดียวที่เธอจะได้รับคำตอบเกี่ยวกับเหตุการณ์ในวัยเยาว์ซึ่งยังคงตามหลอกหลอนเธอจนวันนี้ คำตอบที่เธอเฝ้าตามหามาตลอดชีวิตโดยไม่เคยมีหวังว่าจะได้พบมัน

“ถ้าฉันให้คุณดูรูปพ่อ คุณจะยืนยันกับฉันได้ไหมคะว่าใช่คนที่คุณเคยรู้จักไหม”

“คุณมี?”

“ใช่ค่ะ ถ้าคุณตอบได้ ฉันจะไปเอาอัลบั้มรูปมาให้คุณดู แล้วเราค่อยคุยกัน”

 

 

พราวพัชร์หายขึ้นชั้นบนไปครู่ใหญ่ ปล่อยให้เขานั่งรออยู่บนเก้าอี้นวมในห้องนั่งเล่น ความตึงเครียดแล่นไปทั่วร่างของศิรัช ความหวัง ความหวาดเกรง และความระแวงสลับฉากเวียนเข้ามาในก้นบึ้งของใจ หลายครั้งที่เขาอยากสาวเท้าตามขึ้นบันไดไป คว้าแขนเธอไว้ก่อนจะนำอัลบั้มภาพนั้นมาให้ บอกเธอว่าเขาไม่ต้องการดูมัน ไม่อยากรับรู้

เขาเกรงสิ่งที่ตัวเองจะได้เห็น

เสี้ยวหนึ่งของใจเขาอยากให้ภาพในอัลบั้มนั้นไม่ใช่ภาพของภาสุระ แม้จะรู้ว่ามันไม่ใช่ข้อพิสูจน์ใดๆ ทั้งสิ้น เธออาจจงใจลวงให้เขาไขว้เขว อาจเอารูปใครอื่นที่ไม่ใช่บิดาเธอมาให้เขาดูก็ได้

…แต่ถ้ามันเป็นภาพภาสุระจริง…

ชายหนุ่มขบกรามเข้าหากัน หลับตาลงชั่วครู่

สิ่งที่เขาต้องทำยากยิ่งกว่าที่เขาคิดไว้…มาก

เขาใช้เวลาระหว่างที่หญิงสาวยังไม่กลับลงมาโทรหากัลยา บอกเธอว่าหลานสาวเธออยู่บ้านและปลอดภัยดี ฝ่ายนั้นบ่นมาตามสายเมื่อได้ยินว่าพราวพัชร์ลืมเปิดเสียงโทรศัพท์ แต่ในคำบ่นนั้นเขาได้ยินความโล่งใจเจืออยู่ ความโล่งใจซึ่งทำให้เขาเกือบเหยียดยิ้มหยัน เพราะในแง่หนึ่ง คนที่อันตรายต่อหลานเธอมากที่สุดคือเขา

บางครั้ง…ศิรัชก็เหนื่อยหน่ายกับการอยู่กับมือเปื้อนเลือด เขาอยากเป็นมนุษย์ธรรมดา ใช้ชีวิตสั้นๆ อย่างสงบสุขโดยไม่ต้องติดขังอยู่ในวังวนความเคียดแค้นนานหลายร้อยปีอย่างที่เป็นอยู่ แต่ทางเลือกเป็นเพียงภาพลวงตา เขาเคยคิดเมื่อศรุตบอกเขาว่าจะแต่งงานกับหลงเฟยลี่ว่าอย่างน้อยน้องชายเขาคงมีความสุขนับจากนี้ ทว่าผ่านไปไม่นาน…เขากลับได้เห็นเพียงภาพศพอันเกือบไม่เหลือเค้าเดิม

การให้อภัย…เป็นไปไม่ได้

“นี่ค่ะ”

เสียงพราวพัชร์ดังมาจากช่องทางเดินก่อนเธอจะก้าวเข้ามาในห้อง อัลบั้มรูปเล่มหนายื่นมาตรงหน้าเขา และเมื่อศิรัชไม่ได้เอื้อมมือออกไปรับทันที เธอก็ขมวดคิ้ว วางมันลงบนโต๊ะรับแขกและพลิกไปยังหน้ากลางๆ ของเล่ม

ภาพแรกซึ่งสอดอยู่ในหน้านั้นเป็นภาพเก่าจนสีเปลี่ยน ภาพวันแต่งงานของชายหญิงคู่หนึ่ง เขามองเห็นเค้าหน้าของกัลยาอยู่ในดวงหน้าของเจ้าสาว และหญิงสาวผู้อุ้มลูกยืนอยู่ข้างเธอก็มีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน

“รูปวันแต่งงานน้าแก้วค่ะ” เสียงพราวพัชร์พูดดังเข้ามาในหูเขา “ข้างๆ นั่นแม่กับฉัน แล้ว…”

“นี่พ่อคุณ”

ศิรัชต่อคำให้พลางแตะนิ้วลงไปยังภาพชายหนุ่มผู้ยืนอยู่ติดกับหญิงสาวอุ้มลูกในรูป น้ำเสียงของเขาเยือกเย็นจนตัวเองยังรู้สึก เช่นเดียวกับความเย็นเยียบอันแล่นลงไปยังหัวใจ เขาสัมผัสได้ถึงสายตาของพราวพัชร์ที่เหลือบขึ้น มองตรงมา

“คุณรู้จักพ่อฉัน” ประโยคนั้นเป็นข้อสรุป ไม่ใช่คำถาม ดวงตาสีดำขลับหลุบมองกลับลงไปที่ภาพบิดาซึ่งอยู่ใต้ปลายนิ้วของเขา มองมือเขาซึ่งรวบเข้าเป็นกำปั้นในอึดใจถัดจากนั้น และคิ้วเรียวของเธอก็ขมวดหนักขึ้นอีก “ตั้งแต่เมื่อไร ยังไงคะ”

“นานแล้ว ในปาตรา”

“ปาตรา?”

“เมืองที่ผมเคยอยู่” ชายหนุ่มตอบเรียบๆ ก่อนจะเพ่งมองเธอ ตวัดหางเสียงขึ้นนิดหนึ่งเกือบเป็นเยาะหยัน “คุณแน่ใจหรือว่าคุณไม่รู้จักมันจริงๆ คุณพราว”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

…เขาทำเสียงเหมือนกล่าวหาเธออีกแล้ว…

ความคิดนั้นแล่นผ่านเข้ามาในสมองพราวพัชร์เมื่อเธอขมวดคิ้ว…คราวนี้ด้วยความไม่พอใจ…และจ้องกลับไป แม้เธอจะยังไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นเขาจึงเปลี่ยนท่าทีเป็นมิตรต่อเธอมาเป็นเช่นนี้

“ถ้าฉันรู้ ฉันก็คงบอกไปแล้ว ฉันจะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไปทำไมคะ”

“อืม…” ศิรัชลากเสียงยาว หญิงสาวสัมผัสได้ว่าเขายังคงไม่เชื่อเธอ ดวงตาคมกริบซึ่งมองตรงมา…สบตาเธออย่างไม่เลี่ยงหลบจรัสประกายกล้าขึ้น “ผมแค่คิดว่ามันเชื่อยาก…ที่พ่อคุณจะไม่เคยเล่าเรื่องอะไรให้คุณฟังบ้างเลย”

“เรื่องอะไรคะ ปาตราน่ะหรือ ฉันไม่เคยได้ยินชื่อด้วยซ้ำ มันเป็นเมืองอะไรที่ประเทศไหนกันคะ”

แต่กระทั่งตอนที่เธอกล่าวออกไปเช่นนั้น ความทรงจำบางส่วนที่เธอไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ก็แวบผ่านเข้ามา วูบไหวเป็นฉาก…แม้ภาพรวมจะยังเลือนรางไม่ชัดเจน หมู่อาคารกับแนวระเบียงเสา สวนดอกไม้หอม ท้องทะเลกว้างไกลไม่สิ้นสุด และฟากฟ้าประดับดาวพราวพร่าง

นั่นใช่ไหม ปาตราที่เขาพูดถึง เมืองที่เธอเคยอยู่…เมื่อครั้งยังเป็นปาลวีย์

และคำพูดถัดมาของเขาก็ยืนยันความสงสัยของเธอ

“ปาตราเป็นเมืองของนาค มนุษย์อาจเรียกมันว่าเมืองบาดาล”

“แต่คุณเคยพูดเองนี่คะว่าเมืองบาดาลไม่มีอยู่จริง”

“เพราะเมืองบาดาลตามจินตนาการมนุษย์ไม่มีอยู่จริง ถึงแม้ว่าปาตราอาจเป็นที่มาของเรื่องเล่าพวกนั้น” ชายหนุ่มเอานิ้วเคาะลงบนโต๊ะ อารมณ์บางอย่างแวบผ่านเข้ามาในตายามเขาเอ่ย “ตำนานมักจะเล่ากันว่าบาดาลเป็นเมืองวิเศษซึ่งอยู่ใต้พื้นโลกหรือใต้ลำน้ำใหญ่ เป็นเมืองทิพย์ที่เกิดขึ้นมาจากการเสกสร้างด้วยอำนาจบุญบารมี สว่างไสวด้วยแก้วแหวนเงินทองประดับประดา แต่อันที่จริง ปาตราเป็นเมืองหนึ่งที่ไม่ต่างจากเมืองในโลกนี้เท่าไรนัก มันแค่อยู่ในโลกคู่ขนานกับโลกนี้ มีปากประตูเชื่อมกับโลกนี้ และปากประตูที่ว่าก็มักจะอยู่ใต้น้ำ”

หญิงสาวคิดว่าเธอจดจำเรื่องนั้นได้ เวิ้งพลังอันต่อเชื่อมกับโลกมนุษย์ แต่อยู่ใต้น้ำลึก…เงื่อนไขอันตัดโลกทั้งสองออกจากกัน และทำให้มีเพียงนาคเท่านั้นที่ผ่านเข้าออกได้โดยอิสระ มีแค่นานครั้งที่นาคจะผูกมิตรกับมนุษย์ซึ่งตนเชื่อใจและยินยอมให้คนผู้นั้นผ่านเข้าสู่ปาตรา เธอนึกถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับพระภิกษุผู้ทรงศีลซึ่งออกธุดงค์ไปถึงริมลำน้ำ ได้พบกับนาคผู้เปิดทางนำท่านลงสู่เมืองบาดาล การบังคับผืนน้ำให้แหวกเป็นอุโมงค์ เปิดช่องทางสู่ประตูเชื่อมระหว่างโลกย่อมเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับนาคผู้ควบคุมน้ำได้ จะว่าไป…มันก็ไม่ต่างจากตำนานโมเสสแหวกทะเลแดงมากนัก

พราวพัชร์นึกสงสัยขึ้นมาวูบหนึ่งว่านั่นอาจเป็นฝีมือของผู้มีพลังแบบเดียวกันหรือไม่ ศิรัชเคยบอกว่าเผ่าพันธุ์แบบเขามีอยู่ทั่วโลกไม่ใช่หรือ

“คุณบอกว่าคุณรู้จักพ่อฉันในปาตรา คุณจะบอกว่าพ่อฉันเคยไปเมืองนาคหรือคะ เราอยู่บ้านในกรุงเทพนะ จะทะลุไปเมืองนาคได้จากไหน ยกเว้นคุณจะบอกว่าประตูเชื่อมนั่นอยู่ใต้คลองหรือแม่น้ำเจ้าพระยา”

คำพูดของเธอเรียกรอยยิ้มขึ้นมาบนริมฝีปากชายหนุ่มได้นิดหนึ่ง แม้มันจะเป็นรอยยิ้มที่ดูไม่เต็มใจนัก

“ผมบอกว่านานแล้ว ไม่ใช่แค่ยี่สิบหรือสามสิบปี ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปาตราเป็นยังไงในช่วงหลัง”

หางเสียงเขาแปร่งพร่าไปเล็กน้อย และแม้จะเป็นเพียงครู่เดียว หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะถาม

“เกิดอะไรขึ้นหรือคะ”

“โลกเปลี่ยน” ศิรัชตอบสั้นๆ ก่อนจะขยายความ “เมื่อก่อนโลกของมนุษย์กับนาคเคยแยกออกจากกันเด็ดขาด ใต้น้ำเป็นสถานที่ลึกลับที่มนุษย์เข้าไม่ถึง แต่ทุกวันนี้จะใต้ดิน ใต้น้ำ หรือบนฟ้าก็ไม่ได้ไกลเกินเอื้อม มันเหมือนเรากำลังนับถอยหลังจนถึงเวลาที่ปากทางเชื่อมจะไม่ใช่ความลับ”

พราวพัชร์เงียบไป ขณะที่ชายหนุ่มเอ่ยต่อ

“โลกเราก็เหมือนโลกของมนุษย์ ปาตราเป็นแค่แคว้นหนึ่งในหลายแคว้นบนแผ่นดินที่เชื่อมต่อกันหมด เรามีปากประตูที่เชื่อมออกไปที่จีน อินเดีย ยุโรป อเมริกา ทุกซอกทุกมุมของโลกที่มีน้ำ คุณคิดว่ามีความเสี่ยงแค่ไหนที่ประเทศมหาอำนาจประเทศใดประเทศหนึ่งจะค้นพบโลกของเรา พบว่าเราไม่ใช่แค่ตำนาน แล้วคุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น”

…ความแตกตื่นโกลาหลเป็นอย่างแรก แล้วจากนั้น…

“คุณคิดว่ามนุษย์จะไม่เข้าไปอย่างสันติ?”

“พวกเราคือสิ่งที่อยู่ในตำนาน เป็นปีศาจ เป็นเทพเจ้าของมนุษย์ เรามีพลังที่มนุษย์ไม่เข้าใจ”

เขาดีดนิ้ว และน้ำในแก้วบนโต๊ะที่เธอยกมาเสิร์ฟให้เขาก่อนหน้านี้ก็ดีดตัวพุ่งขึ้นมาเหมือนเข็มเล่มจิ๋วนับร้อยเล่ม หมุนคว้างในอากาศ ทำให้หญิงสาวสะดุ้ง ผงะ และทำให้เขาขยับยิ้มอ่อน

“มันไม่ใช่ข้อดี ในเมื่อมนุษย์มักมีปฏิกิริยาแค่สองอย่างกับสิ่งที่ตัวเองหวาดกลัวและไม่เข้าใจ เคารพบูชา หรือไม่ก็ทำลายล้าง ผมไม่คิดว่ามนุษย์จะบูชาพวกเราต่อไปอีกถ้ารู้ว่าเรามีเลือดเนื้อและเจ็บตายได้เหมือนกัน”

ชายหนุ่มดีดนิ้วอีกครั้ง และเข็มน้ำเหล่านั้นก็ค่อยๆ ทิ้งตัวกลับลงในแก้วเหมือนหยาดฝนพร่างพรู ไม่มีแม้น้ำกระฉอกล้นสักหยดเดียว

“เรามีจำนวนน้อยกว่ามาก ส่วนมนุษย์มียุทโธปกรณ์ร้ายแรงที่พัฒนามายาวนาน และยังพัฒนาอยู่เรื่อยๆ มนุษย์มีประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยการฆ่าฟันกันเอง กดขี่ทำลายชนกลุ่มน้อย เราไม่อยากรอเวลาดับสูญของเผ่าพันธุ์เรา”

“คุณทิ้งบ้านเกิดของคุณมา”

“เพื่อลดการสูญเสีย การแฝงตัวอยู่กลมกลืนกับมนุษย์ปลอดภัยกว่า และต่อให้เกิดอะไรขึ้นจริงในอนาคต เราก็หวังว่าถึงวันนั้นเราจะมีเงิน มีอิทธิพล มีพันธมิตรพอจะปกป้องตัวเองได้”

“อย่างรัทเธอร์ฟอร์ดกรุ๊ป หรือดี.อี.อินเวสต์เมนต์น่ะหรือคะ”

ชายหนุ่มยิ้มเคร่ง ไม่ปฏิเสธ เพียงเอ่ยต่อไป

“ไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยกับผม มีบางส่วนติดตามผมมา อีกบางส่วนปักหลักอยู่ที่นั่น บอกว่าผมขี้ขลาด ตีตนไปก่อนไข้ บอกว่านาคเป็นเผ่าพันธุ์ยิ่งใหญ่ที่จะไม่มีวันพ่าย บอกว่าการอยู่อย่างที่ผมเลือกคือการทิ้งศักดิ์ศรี ถ้าถึงที่สุดแล้ว เราควรยอมตายไปกับแผ่นดิน” ศิรัชนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขบกรามเข้าเล็กน้อย กดเสียงหนัก “แต่แผ่นดินก็แค่แผ่นดิน เมืองและแว่นแคว้นคือสิ่งที่สร้างขึ้นมา ถึงล่มสลายลงไปก็สร้างใหม่ได้ ชีวิตชาวปาตราคือความรับผิดชอบของผม ชีวิตต่างหากที่สำคัญ”

พราวพัชร์มองเสี้ยวหน้าคมคายนั้นแน่วอยู่ครู่หนึ่ง บางสิ่งในคำพูดเมื่อครู่ของเขาประมวลผลในสมอง คละเคล้ากับความทรงจำเลือนรางที่ถูกสะกิดขึ้น…ความทรงจำอันบ่งบอกว่าชายตรงหน้าไม่ใช่สามัญชน

“คุณเป็นผู้นำของปาตรา”

วาจาของเธอคล้ายจะดึงเขาขึ้นจากห้วงอารมณ์ และดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคมปลาบก็มองมาอีกครั้ง อีกคราวแล้ว…ที่เธอแลเห็นกำแพงน้ำแข็งอยู่ในนั้น

“เจ้าผู้ครองแคว้น แต่นั่นก็เป็นอดีตไปพร้อมกับปาตราที่ผมเคยรู้จักนั่นแหละ ผมไม่ได้เป็นอะไรตอนนี้…นอกจากคนธรรมดา” ชายหนุ่มเว้นคำไปชั่วครู่ เสียงเอ่ยประโยคถัดมากดต่ำลง “คุณจะให้ผมเชื่อหรือว่าคุณไม่รู้เรื่องทั้งหมดนี่มาก่อนเลย”

“อีกแล้วนะคะ ทำไมคุณพูดแบบนั้น ทำไมคุณคิดว่าฉันควรรู้เรื่องของคุณหรือเรื่องปาตรา”

…โดยเฉพาะเมื่อเขาไม่รู้ว่าเธอเคยเป็นใครในอดีตชาติ…

ทว่าคำตอบของเขาคือคำตอบที่เธอไม่คาดคิด

“เพราะพ่อคุณรู้ เพราะพ่อคุณอยู่ที่นั่นเมื่อสี่ร้อยปีก่อน”

“สี่ร้อยปีก่อน? คุณพูดเหลวไหลอะไรคะ พ่อฉัน…”

“เขาเป็นนาค อยู่มานานกว่าผมเสียอีก” เสียงทุ้มของเขาเรียบเรื่อย ฟังคล้ายกำลังพูดเรื่องไม่สลักสำคัญใด ทว่าประกายเหลือบทองอันวาบขึ้นในดวงตาคมกริบที่จ้องตรงมานั้นบ่งชี้ไปอีกทาง มันดูคล้ายส่วนเสี้ยวในตัวเขาที่เป็นพญาอสรพิษกำลังตื่นขึ้นจากหลับใหลและเตรียมออกล่า “ผมรู้จักเขาในชื่อภาสุระ”

“แต่ว่า…”

พราวพัชร์เอ่ยออกไปได้เพียงต้นประโยค ก่อนจะพบว่าเธอพูดอะไรต่อไม่ออก…ภาสุระ…นั่นเป็นชื่อที่เธอได้ยินตอนเด็กในวันเกิดเหตุ วันที่เธอเสียทั้งบิดาและมารดาไปพร้อมกัน ใครก็ตามที่พูดกับพ่อเธอในวันนั้นเรียกเขาว่าภาสุระ และเขาก็ไม่ได้ปฏิเสธ

…แต่…พ่อเธอเป็นนาค? อยู่มานานหลายร้อยปี?

…พ่อแท้ๆ ของเธอน่ะหรือ…

“ภาสุระเคยเป็นแพทย์หลวงแห่งปาตรา เขาวางยาฆ่าชายาผม แล้วก็หนีหายไปสี่ร้อยปีแล้ว”

ศิรัชเลิกคิ้วขึ้น ริมฝีปากเหยียดเป็นเส้นตรงบางเฉียบ…กึ่งชัง กึ่งหยัน ก่อนเขาจะถามด้วยน้ำเสียงใจเย็นยิ่ง แต่เป็นความใจเย็นอันชวนให้คนฟังขนลุกซู่ขึ้นมา

“คุณคงไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อนเหมือนกันใช่ไหมครับ คุณพราว”

Don`t copy text!