ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 2 : คนในความทรงจำ

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 2 : คนในความทรงจำ

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

………………………………………………….

-2-

 

ชายหนุ่มผู้บอกว่าตนชื่อศิรัชเดินนำพราวพัชร์กับแอรอนเข้าไปในห้องชุดหรูของโรงแรม ออกปากขอโทษที่ไม่ได้แจ้งเรื่องเดวิดล่วงหน้าจนอาจทำให้ทั้งสองเสียเที่ยว ก่อนจะเชิญให้ผู้มาเยือนนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่หน้าเตาผิงในห้องนั่งเล่น ท่าทางเขายังคงเยือกเย็น นิ่ง การควบคุมตัวเองเป็นไปโดยสมบูรณ์ ทว่าหญิงสาวยังลืมสายตาของเขาเมื่อครู่ไม่ได้ สายตาที่ทำให้เธอคิดว่าความสงบของเขาตอนนี้คือความนิ่งก่อนเกิดพายุใหญ่

เขาอ้างว่าเขาเป็นพี่ชายของริชาร์ด หยาง แต่เห็นได้ชัดว่าศิรัช นาครีย์ไม่ใช่ชื่อของชาวฮ่องกง และแม้หน้าตาเขาจะดูเป็นชาวเอเชีย แต่ก็ไม่เหมือนว่ามีเชื้อสายจีนอยู่แม้แต่น้อย มันดูปะปนหลายเชื้อชาติ ทว่าคมเข้มไปในเชิงแขกขาวหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เสียมากกว่า และชื่อของเขาก็ไปทางเดียวกันนั้น

อย่างไรก็ตาม พราวพัชร์ยอมรับว่าหน้าตาเขามีส่วนคล้ายคลึงกับภาพถ่ายของริชาร์ด หยางที่เธอเคยเห็น และเมื่อมาคิดอีกที ริชาร์ดก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของเดวิด หยาง แต่เป็นลูกติดภรรยาที่ล่วงลับไปแล้วของเขา เป็นไปได้ไหมว่าภรรยาของเดวิดเป็นชาวต่างชาติ? ถ้าให้เดาจากชื่อ…อินเดีย หรือไทย?

หญิงสาวเหลือบมองไปทางแอรอน สังเกตเห็นว่าเขาดูตึงเครียดกว่าก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มขมวดคิ้วเข้านิดๆ ยามผู้เป็นเจ้าของห้องเดินตรงไปยังมุมเคาน์เตอร์แพนทรี่และกดกาแฟให้ตัวเองจากเครื่อง แต่เขาก็คลายสีหน้าออกโดยเร็วเมื่อฝ่ายนั้นหมุนตัวกลับมา ตั้งคำถามอย่างมีมารยาทกับผู้มาเยือนทั้งคู่

“จะดื่มอะไรหน่อยไหมครับ”

“ไม่ละครับ ขอบคุณ”

“ไม่รบกวนละค่ะ”

ศิรัชพยักหน้ารับ ถือถ้วยกาแฟเดินกลับมาและนั่งลงบนเก้าอี้นวมซึ่งตั้งอยู่เยื้องกันกับโซฟาที่ทั้งสองนั่งอยู่ วางถ้วยไว้บนโต๊ะข้างกาย พราวพัชร์มองตามการเคลื่อนไหวของมือเขาไปอย่างอดไม่ได้ และสายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับแหวนโลหะรมดำบนนิ้วชี้เรียวยาวเหมือนศิลปินของเจ้าตัว มันหนาหนักอย่างแหวนผู้ชายและดูโบราณอยู่บ้าง สลักเป็นรูปงูเลื้อยกระหวัดพัน ส่วนที่เป็นดวงตาฝังพลอยสีเขียวอมเหลืองแวววาวราวกับมีชีวิต

งู…อีกแล้ว?

“สนใจแหวนนี่หรือครับ”

เสียงทุ้มของชายหนุ่มเอ่ยขึ้น เนิบพลิ้วคล้ายเจือแรงสะกด และมันก็ดึงเธอให้เงยหน้าขึ้นไปสบตาเขา…ดวงตาสีน้ำตาลแปลกซึ่งทอประกายยากจะอ่านนั่น เขาดึงมือกลับมา เคาะเบาๆ ที่แหวนพลางเลิกคิ้วกึ่งตั้งคำถาม และหญิงสาวก็รู้สึกว่าตนหน้าร้อนขึ้นนิดขณะเสหัวเราะกลบเกลื่อน ตอบคำ

“อ๋อ เห็นว่าแปลกดีน่ะค่ะ พอดีน้าดิฉันมีร้านเครื่องประดับ ดิฉันก็เลยสนใจอะไรพวกนี้อยู่นิดหน่อย”

“แหวนเก่าครับ ตกทอดมาในครอบครัว อันที่จริงศรุตก็มีวงหนึ่งคล้ายกัน เขาสวมติดนิ้วอยู่ประจำ แต่ผมไม่แน่ใจว่าคุณเจอมันอยู่กับตัวเขาหรือเปล่า…?”

“ศรุตหรือคะ”

“อ้อ ผมไม่ทันนึกว่าคุณอาจไม่ทราบ” ริมฝีปากหยักสวยนั้นขยับเป็นรอยยิ้ม “ชื่อไทยของริชาร์ดน่ะครับ มีใครบอกคุณหรือเปล่าครับว่าที่จริงเขาเป็นคนไทย”

…คนไทยจริงเสียด้วย และโลกก็ช่างกลม…

ผมเป็นพี่ชายแท้ๆ ของศรุต คุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่พวกเรายังเล็กมาก แล้วคุณแม่ก็แต่งงานใหม่กับคุณเดวิดหลังจากผมเรียนจบ ศรุตตามคุณแม่ไปอยู่ฮ่องกงด้วย เลือกใช้นามสกุลตามคุณเดวิด ส่วนผมไม่ได้ตามไป เราเลยใช้กันคนละนามสกุล อยู่กันคนละประเทศ…” เขานิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะพูดต่อ รอยยิ้มบนหน้าคมคายเลือนลง “ก่อนหน้านี้ไม่เท่าไรเขายังบอกผมว่าจะกลับไปหาผมที่ไทย ไม่นึกว่าผมจะต้องเป็นคนมารับเขาที่นี่”

“เสียใจด้วยนะคะ”

ชายหนุ่มผงกศีรษะรับ ไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ พราวพัชร์จึงเป็นฝ่ายพูดต่อไป

“ที่คุณถามเรื่องแหวน ดิฉันคิดว่าไม่เห็น อันที่จริงก็แน่ใจอะไรมากไม่ได้หรอกค่ะ” หญิงสาวส่ายหน้า “มันอาจไม่ใช่ของที่ดิฉันสังเกตเห็นตอนนั้นก็ได้ ถ้าจะให้แน่ใจคงต้องถามทีมพิสูจน์หลักฐานหรือดูภาพถ่าย”

“ไม่มีครับ ไม่มีแหวนอยู่กับศพ” แอรอนพูดแทรกขึ้นมา “และถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ก็ไม่มีแหวนที่คุณว่ารวมอยู่ในข้าวของส่วนตัวของเขาที่เราพบด้วย คุณบอกว่าเขาสวมมันประจำหรือครับ คุณเดวิดไม่ได้พูดเรื่องนี้เลยตอนติดต่อกับเรา”

“หรือครับ ผมไม่ทราบว่าทำไมเขาไม่พูดถึง ทุกครั้งที่ผมเจอศรุต เขาใส่แหวนวงนี้อยู่ตลอด มันเป็นของดูต่างหน้าพ่อของเรา”

แอรอนกับพราวพัชร์มองหน้ากัน ไม่ต้องมีบทสนทนา แต่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจว่าถ้าศิรัชพูดถูก หากริชาร์ดสวมแหวนวงนั้นอยู่แล้วแหวนหายไปจริง นี่อาจเป็นเบาะแสทางหนึ่งที่จะช่วยไขคดีนี้ได้

“ผมขอดูแหวนคุณหน่อยได้ไหมครับ คุณบอกว่าของน้องชายคุณคล้ายกับวงนี้ใช่ไหมครับ”

“ครับ แบบต่างกันนิดหน่อย แต่ก็คล้ายกันมาก”

ชายหนุ่มถอดแหวนออกจากนิ้ว ส่งให้แอรอน และฝ่ายนั้นก็พลิกมันไปมาในมือ พินิจดูอยู่ชั่วครู่ เป็นการเคลื่อนไหวที่ดึงสายตาของพราวพัชร์ให้มองตามไปเช่นกัน

และน่าแปลก…ที่ยิ่งมอง แหวนวงนั้นยิ่งดึงดูดเธอ เหมือนเธอเคยเห็นมันมาก่อน…นานมาแล้ว

…ไม่ใช่ตอนเจอศพริชาร์ด แต่นานกว่านั้นมาก…

“งั้นขอผมถ่ายรูปไว้หน่อยนะครับ มันอาจเป็นประโยชน์ในการสืบคดี”

“เชิญเลยครับ”

เจ้าหน้าที่หนุ่มวางแหวนลง หยิบโทรศัพท์มือถือออกมาถ่ายภาพมันในมุมต่างๆ และขณะที่ความสนใจของฝ่ายนั้นจดจ่ออยู่กับแหวนนั่นเอง สายตาของศิรัชก็เบนมา สบตาเธอนิ่ง…นาน…เป็นครั้งแรกนับจากเธอเข้ามาในห้อง

มันราวกับชายหนุ่มกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง สิ่งที่เขาคาดหวัง…แต่ก็ไม่กล้าหวังว่าจะได้พบในขณะเดียวกัน ในดวงตาคู่นั้นเจือทั้งความโหยหาจนเกือบเป็นสิ้นหวัง ประกายวาบคมปลาบ…รุนแรงเหมือนสายฟ้า ความรู้สึกอันเข้มข้นราวกับกลั่นออกมาด้วยหยาดเลือดทั้งร่างและทุกจังหวะการเต้นของหัวใจ

เธอควรจะกลัวสายตาคู่นั้น มันไร้เหตุผลที่เขาจะมองเธอแบบนี้…ในเมื่อเธอกับเขาเพิ่งพบกันเป็นครั้งแรก แต่เธอกลับไม่กลัว ในเบื้องลึกของช่องอกเธอ…เปลวไฟดวงเล็กๆ จุดประกายขึ้น อารมณ์อันปราศจากชื่อเรียก ภาพรางเลือนอันเหมือนจะเป็นเงาสะท้อนของภาพผืนใหญ่กว่า บางสิ่งที่เธอยังไม่เข้าใจ

“นี่ครับ”

เสียงของแอรอนกระชากเธอกลับออกมาจากห้วงอารมณ์นั้น ทำให้พราวพัชร์เกือบสะดุ้ง และศิรัชก็หันไปหาเจ้าของเสียง เอื้อมมือไปรับแหวนที่ฝ่ายนั้นยื่นคืนมาให้ หญิงสาวรู้สึกว่าหัวใจของตนเต้นแรงกว่าเดิมและลมหายใจก็ถี่รัวขึ้นมาด้วยความหวั่นเกรงเมื่อสติหวนคืน เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกับเธอ?

เธอเห็นแอรอนหรี่ตาลงนิดหนึ่งขณะเขาหันมามองเธอและเบือนหน้ากลับไปมองศิรัชผู้พาตัวเองกลับไปอยู่เบื้องหลังกำแพงน้ำแข็งดังเดิม สีหน้าฝ่ายนั้นสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้นยามเจ้าตัวสวมแหวนกลับเข้าที่ ยกถ้วยกาแฟขึ้นจิบและถามเสียงเรียบ

“ไหนๆ พวกคุณก็มาที่นี่แล้ว ผมไม่แน่ใจว่าคุณจะบอกอะไรผมได้บ้าง แต่คุณพอจะสรุปได้หรือยังครับว่าศรุตเสียชีวิตเพราะอะไร”

แอรอนผินหน้ามามองเธออีกครั้ง และหลังจากเงียบไปชั่วครู่ หญิงสาวก็เอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง “เรายังระบุอะไรแน่ชัดไม่ได้หรอกค่ะ แต่ผลการชันสูตรเบื้องต้นบอกว่าเขาจมน้ำตาย”

“พวกคุณไม่แน่ใจหรือครับว่ามันเป็นการฆาตกรรมหรือว่าไม่”

“ถ้าเป็นตามที่คุณบอกคือแหวนของเขาหายไป ก็เป็นไปได้มากครับว่านี่ไม่ใช่อุบัติเหตุหรือการฆ่าตัวตาย แต่ถ้ายังไม่รู้แน่ชัดกว่านี้ เราก็ยังตัดอะไรทิ้งไปไม่ได้ทั้งนั้น” แอรอนตอบ “เท่าที่เราบอกได้ตอนนี้คือไม่มีบาดแผลภายนอกครับ ไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย…อย่างน้อยก็เท่าที่เห็น เพราะสภาพศพไม่ได้สมบูรณ์มากนัก”

ริมฝีปากบางเฉียบของคนฟังเม้มแน่นเข้ากับประโยคนั้น แต่เขาไม่ได้พูดอะไรจนกระทั่งอีกฝ่ายกล่าวต่อไป

“เรายังรอผลตรวจพิสูจน์เพิ่มเติมจากแล็บอยู่หลายอย่าง แล้วคุณก็อาจช่วยให้ความกระจ่างกับเราได้บ้าง คุณริชาร์ดว่ายน้ำแข็งหรือเปล่าครับ เท่าที่คุณทราบ”

“แข็งมากครับ เขาเคยเป็นนักว่ายน้ำของมหาลัย ถ้าเป็นอุบัติเหตุแล้วเขาพลัดตกลงไปในน้ำ เขาก็น่าจะช่วยตัวเองได้ ยกเว้นเขาจะป่วย หมดสติ หรืออะไรอย่างนั้น”

“เขาไม่มีโรคประจำตัวอะไรใช่ไหมครับ”

“เท่าที่ผมรู้ ศรุตก็แข็งแรงดี”

“แปลว่าคุณไม่คิดว่าเป็นอุบัติเหตุ?”

“ผมไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะคิดหรือไม่คิดอะไรหรอกครับ” ความตึงเครียดฉายขึ้นมาบนหน้าศิรัชก่อนเขาจะพูดต่อ “แต่ใช่ ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อยที่เรื่องที่เกิดกับศรุตจะเป็นอุบัติเหตุ”

“เขามีเรื่องขัดแย้งกับใครบ้างหรือเปล่าครับ”

“ผมไม่ได้รู้ลึกขนาดนั้น ก็อย่างที่บอกแหละครับว่าเราอยู่กันคนละประเทศ” เขาวางถ้วยกาแฟกลับลงบนโต๊ะ…แรงกว่าที่ควร กังวานเสียงของเนื้อกระเบื้องซึ่งกระทบกระจกนั้นสะท้อนในความเงียบ แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่แสดงถึงความว้าวุ่นในอารมณ์ของเจ้าตัว “ถ้าถามผม คนทำธุรกิจอย่างเราๆ จะมีเรื่องขัดแย้งกับคนอื่นบ้างก็ไม่แปลก แต่ไม่น่าร้ายแรงถึงกับต้องฆ่ากัน ศรุตเป็นคนอัธยาศัยดี ผมไม่อยากเชื่อว่าใครจะเกลียดเขาได้ขนาดนั้น”

“บางทีคนเราก็ไม่ได้ฆ่ากันเพราะความเกลียดอย่างเดียว”

“คุณหมายความว่ายังไงครับ”

“ไม่รู้สิครับ” เสียงของแอรอนเนิบคล้ายหยั่งเชิง สายตาจ้องคนตรงหน้าเขม็ง “บางครั้งผลประโยชน์ก็ไม่เข้าใครออกใคร”

ความสงัดงันแผ่เข้าครอบคลุมห้องนั้นโดยสิ้นเชิง เงียบจนหากมีเข็มตกสักเล่มก็คงได้ยิน และพราวพัชร์ก็แทบจะสูดลมหายใจไม่เข้าปอดเมื่อผู้เป็นเจ้าของห้องคลี่ยิ้มเย็นเยียบ เสียงย้อนถามสุภาพ…ทว่าก็เหมือนจะเยือกแข็งได้

“คุณพยายามพูดอะไรอยู่หรือครับ เอเจนต์แมคเครย์”

คนที่ถูกมองด้วยสายตาอันเหมือนพายุหิมะนั้นดูไม่สะทกสะท้านใดๆ ทั้งสิ้น เขายังคงตีหน้าตาย ไม่แสดงความหวั่นไหวใดๆ ออกมายามตอบกลับ

“ผมแค่พูดถึงความเป็นไปได้ทั่วๆ ไป ว่าแต่คุณคิดว่าผมพูดอะไรอยู่หรือครับ มิสเตอร์นาครีย์”

ศิรัชไม่เอ่ยอะไร เขาเพียงยิ้มมากขึ้น…ละมุนกว่าเดิม ทว่าสายตาคู่นั้นยิ่งเย็นขึ้นไปอีกจนพราวพัชร์เกือบตัวสั่นเทา ลางสังหรณ์บอกว่าถ้าเธอยังปล่อยสถานการณ์ให้เดินหน้าไปแบบนี้ต่อ เหตุหายนะอาจมาถึง

แอรอนไม่ใช่คนโง่หรือชอบทำอะไรหุนหันพลันแล่น หญิงสาวจึงเชื่อว่าเขาจงใจยั่วอารมณ์ศิรัชด้วยเหตุผลใดบางอย่าง เพียงแต่เธอยังไม่รู้ว่าเพราะอะไร สิ่งที่เธอรู้…แม้จะไม่รู้ว่ารู้ได้อย่างไรคือเขากำลังประเมินคนตรงหน้าพลาด ผู้ชายคนนี้ไม่ได้เป็นแค่นักธุรกิจชาวเอเชียธรรมดาอย่างภาพที่เห็นภายนอก และการยั่วโทสะเขาก็อันตรายกว่าการยื่นมือเข้าไปในปากเสือ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวไม่ได้อยู่ในอารมณ์ปกติ

และอารมณ์เขาก็คงไม่ใกล้เคียงกับคำว่าปกติ หลังจากเสียน้องชายไปอย่างกะทันหัน

“ขอโทษนะคะ น้องคุณได้พูดอะไรกับคุณบ้างหรือเปล่าคะก่อนเกิดเรื่อง เขามีเรื่องกังวลหรือเปล่าคะ มีปัญหาส่วนตัวอะไรไหม”

คำพูดที่เธอเอ่ยแทรกขึ้นอย่างพยายามเบี่ยงประเด็นและคลายสถานการณ์ลงเรียกสายตาของชายหนุ่มทั้งสองให้เบนมามองเธอเป็นตาเดียวกัน แอรอนขมวดคิ้วเข้าน้อยๆ ก่อนจะคลายออก ส่วนศิรัชสบตาเธอชั่วแวบ แววขบขันแทรกเข้ามา…ราวกับเจ้าตัวนึกรู้ว่าเธอพยายามทำอะไรอยู่ แต่ชั่วอึดใจเดียวมันก็จางหายยามเขาตอบคำถามด้วยเสียงสงบกว่าเดิม

“ถ้าคุณกำลังถามว่าเขามีเหตุผลที่จะฆ่าตัวตายไหม ผมมองว่าไม่ ครั้งสุดท้ายที่เราคุยกัน ศรุตกำลังมีความสุข เขาคิดถึงแต่อนาคต”

“คุณแน่ใจหรือเปล่าคะ บางคนก็ไม่ได้แสดงออกเวลาเครียด”

“ผมไม่คิดว่าคนที่กำลังวางแผนแต่งงานจะฆ่าตัวตาย อย่างน้อยก็ถ้าไม่ได้เกิดเหตุอะไรขึ้น”

ทั้งห้องเงียบกริบไปทันที ราวกับสิ่งที่ศิรัชเอ่ยออกมาเป็นระเบิดที่โยนลงกลางวง ครู่ใหญ่…กว่าแอรอนจะออกปากอย่างระมัดระวัง

“ผมไม่ได้ยินมาก่อนเลยว่าคุณริชาร์ดมีคู่หมั้นหรือกำลังจะแต่งงาน คุณเดวิดไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น คุณแน่ใจหรือครับ”

“ผมคิดว่าคุณเดวิดพยายามปกป้องเฟยลี่” น้ำเสียงของศิรัชเหมือนจะปนรอยขัน หยัน หรือระอา อย่างใดอย่างหนึ่ง พราวพัชร์จับอารมณ์เขาได้ไม่ชัดนัก “ศรุตหมั้นกับเธอเงียบๆ เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัว เฟยลี่เป็นลูกสาวหุ้นส่วนชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เสียไปแล้วของคุณเดวิด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนหนึ่งของดี.อี. แล้วก็ไม่มีใครอยากให้พวกปากหอยปากปูเอาไปพูดว่านี่เป็นเรื่องเรือล่มในหนอง สองคนนั้นรักกันจริงๆ ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์หรืออะไรอื่น”

ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายตกอยู่ในห้วงความคิด นาน…กว่าเขาจะเอ่ยต่อ “พอมาเกิดเรื่องแบบนี้ คุณเดวิดอาจคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงเรื่องเฟยลี่ เธอเสียใจมากพอแล้วโดยไม่ต้องมีสื่อไปรุมทึ้งหรือต้องมายุ่งกับทางการ ศรุตเองก็ตายไปแล้ว และถ้าเลือกได้เขาก็คงอยากปกป้องคู่หมั้นของเขา ไม่จำเป็นต้องมีใครรู้เรื่องอะไร”

“แต่คุณไม่เห็นด้วย?”

คำคาดเดากึ่งถามของพราวพัชร์ดึงสายตาของชายหนุ่มให้มองมา

“ผมรู้จักเฟยลี่ เธอไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางแบบนั้น แล้วเธอก็คงไม่พอใจจะนั่งอยู่เฉยๆ ถ้าพอจะทำอะไรเพื่อหาคำตอบเรื่องศรุตได้”

“แปลว่าคุณคิดว่าเธออาจจะรู้อะไรหรือช่วยอะไรเราได้หรือคะ”

“ผมไม่ทราบหรอกครับ แต่มันก็เป็นไปได้ เพราะยังไงช่วงหลังเธอก็ใกล้ชิดกับศรุตที่สุด และเขาอาจจะบอกอะไรเธอมากกว่าผมหรือคุณเดวิด” มุมปากเขากระตุกขึ้นนิดหนึ่ง “ผู้หญิงกำความลับของผู้ชายไว้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แล้วบางทีสำหรับผู้ชายเรา การวิ่งโร่ไปหาพ่อหรือพี่ชายเวลามีเรื่องอะไรขึ้นมามันก็…เสียศักดิ์ศรี”

“ถ้าอย่างนั้น เราจะติดต่อกับคู่หมั้นน้องชายคุณได้ยังไงครับ” แอรอนถาม “คุณบอกว่าเธอชื่อเฟยลี่ใช่ไหม”

“หลงเฟยลี่ครับ” ศิรัชตอบเรียบๆ “ผมจะติดต่อเธอให้ ถามว่าเธอคิดยังไงและอยากติดต่อกับพวกคุณไหม ถ้าได้เรื่องยังไงผมจะโทรแจ้งคุณ”

“คุณสนิทกับเธอหรือครับ”

คำถามนั้นฟังเผินๆ เหมือนซื่อ แต่อะไรบางอย่างในน้ำเสียงของแอรอนทำให้พราวพัชร์ต้องเหลือบไปมองแวบหนึ่ง และศิรัชก็เหมือนจะรู้สึกได้เช่นกัน เพราะเสียงที่เจ้าตัวตอบกลับเย็นชาขึ้นอีกครั้ง

“แปลกหรือครับ ในเมื่อเธอเป็นว่าที่น้องสะใภ้ผม”

“แต่คุณกับน้องอยู่กันคนละประเทศ”

“ไม่ได้แปลว่าเราจะห่างเหินกันนี่ครับ”

แอรอนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะพยักหน้ารับและออกปากขอบคุณเรื่องความช่วยเหลือนั้นอย่างที่ทำให้พราวพัชร์อยากถอนใจโล่งอก มาถึงตอนนี้…เธอแน่ใจเกือบร้อยละร้อยว่าแอรอนระแวงสงสัยศิรัช แต่เพื่อนร่วมงานของเธอก็คงสัมผัสได้เช่นกันว่าการยั่วหรือหยั่งเชิงอีกฝ่ายต่อไปไม่เป็นผลดี รวมถึงอาจปิดโอกาสที่ตนจะได้เบาะแสเพิ่ม เขาจึงตีหน้าซื่อและกลบเกลื่อนด้วยการหันไปสอบถามประเด็นทั่วๆ ไปแทน

และในที่สุดเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่เหลือเรื่องให้พูดคุย…หรืออย่างน้อยก็ไม่เหลือสิ่งที่เต็มใจบอกเล่า แอรอนก็หันมามองเธอเป็นการส่งสัญญาณ ก่อนจะออกปาก

“งั้นผมกับด็อกเตอร์สรากรขอตัวก่อนนะครับ วันนี้คงรบกวนคุณแค่นี้ ถ้ามีความคืบหน้ายังไงเราจะติดต่อมา คุณจะอยู่ชิคาโกอีกนานไหมครับ”

“นานเท่าที่จำเป็นนั่นแหละครับ” ศิรัชเอ่ยพลางลุกขึ้นยืน เดินไปส่งทั้งสองที่หน้าประตู และเมื่อแอรอนมองเขาคล้ายจะขอคำขยายความเพิ่ม เขาก็เอ่ยเสียงหนัก

“จนกว่าเรื่องนี้จะกระจ่างขึ้นมาบ้าง ผมคงไม่สบายใจแน่ถ้าต้องพาศรุตกลับบ้านทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา”

“เราทุ่มเทกำลังคนเต็มที่แล้วนะครับ แต่คุณทราบหรือเปล่าครับว่าการคลี่คลายคดีหนึ่งๆ ต้องใช้เวลามากแค่ไหน มันไม่ใช่แค่วันสองวันหรือแค่สัปดาห์ แต่อาจเป็นเดือน เป็นปี หรือบางทีอาจคลี่คลายไม่ออกเลยก็ได้”

“ผมเข้าใจ ผมบอกคุณแค่ว่า กระจ่างขึ้นมาบ้าง ผมไม่ได้พูดว่าผมจะรอจนกว่าคุณจะคลี่คลายคดีได้” รอยยิ้มขรึมอันเกือบเป็นปริศนาปรากฏขึ้นบนหน้าคมคายของชายหนุ่ม และถ้อยถัดจากนั้นก็ยากจะหยั่งความรู้สึกว่าเจ้าตัวกำลังคิดอะไร “อีกอย่าง…เวลาไม่ใช่ของสำคัญสำหรับผมเท่าไรนักหรอก”

สายตาของศิรัชเลื่อนมายังพราวพัชร์เมื่อเขาพูดจบประโยค และชายหนุ่มก็ไม่รอให้แอรอนตั้งคำถามเพิ่มอีก มือใหญ่ของเขาเอื้อมออกไปจับมือแอรอน ก่อนจะยื่นมาจับมือเธอตามมารยาท ความร้อนจากมือนั้นเหมือนจะแล่นปราดเข้ากุมหัวใจเธอ และมันก็กระตุกเต้นผิดจังหวะเมื่อปลายนิ้วยาวเหมือนศิลปินนั้นขยับไล้อ้อยอิ่งอยู่นานกว่าที่ควรเป็นชั่วครู่

ตาต่อตาที่สบกันทำให้ลมหายใจของเธอขาดห้วงไปชั่ววูบ และในเมฆหมอกแห่งความทรงจำ…เธอก็เห็นเค้ารูปเลือนรางบางอย่างอยู่ในนั้น ใครบางคนโอบอุ้มเธอไว้ในอ้อมกอดชิดเชื้อ ไออุ่นของผิวกายท่ามกลางความหนาวจนหนึบชา

เงาน้ำตาที่ร่วงรินลงสู่หัวใจเธอ

…มีบางสิ่งที่เธอควรเอ่ยออกไป บางสิ่งที่เธออยากบอกเป็นคำสุดท้าย…

ริมฝีปากหญิงสาวขยับเผยอ แต่ก่อนที่คำพูดใดจะกลั่นตัวออกมา ชายหนุ่มก็ปล่อยมือเธอลงโดยไม่เอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว ความรู้สึกว่างเปล่าเข้าครอบงำเธออย่างห้ามไม่อยู่ และห้วงภวังค์พร่าเลือนนั้นก็ขาดลงราวกับปิดสวิตช์ ทิ้งให้พราวพัชร์ยืนกะพริบตาถี่อยู่ตรงนั้นยามศีรษะทุยสวยของศิรัชค้อมลงนิดๆ แทนคำอำลาและมือหนาดันประตูตรงหน้าปิดลงตามหลังเธอกับแอรอน ทิ้งไว้เพียงสัมผัสผ่าวร้อนซึ่งยังไม่จาง

หญิงสาวต้องห้ามตัวเอง บังคับไม่ให้ดึงมือเจ้ากรรมเข้ามากุมไว้หรือทำอะไรมากกว่านั้น แต่เธอไม่รู้ว่าเธอยั้งปฏิกิริยาอื่นไว้ให้ปกติได้แค่ไหนเมื่อได้ยินเสียงแอรอนดังขึ้นข้างตัวด้วยเนื้อความที่ทำให้หน้าเธอร้อนวาบขึ้น

“เขาเหมือนจะสนใจคุณอยู่นิดๆ นะ ทริช่า”

Don`t copy text!