ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 22 : ในเสี้ยวใจ

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 22 : ในเสี้ยวใจ

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

…………………………………………………

-22-

 

ศิรัชลงลิฟต์กลับไปยังห้องชุดพร้อมหลงเฟยลี่อย่างเงียบๆ หลังจากแมคเครย์ขอตัวกลับ และทั้งสองก็ลงนั่งบนโซฟาในบริเวณห้องนั่งเล่นโดยต่างฝ่ายต่างไม่เอ่ยอะไร สีหน้าของหญิงสาวยังนิ่ง ทว่าเขามองแววไหวเจือจางในดวงตาเรียวงามสีดำขลับคู่นั้นครู่เดียวก็ดูออกว่าเธอมีเรื่องค้างคาอยู่ในใจ

“คุณกังวลเรื่องแมคเครย์หรือว่าคุณเจออะไรวันนี้ ไปตามเบาะแสเป็นยังไงบ้างครับ”

‘เจ้าหญิงมังกร’ แห่งดี.อี.อินเวสต์เมนต์ถอนใจยาว ซึ่งอาจเป็นครั้งแรกที่เธอแสดงความรู้สึกแท้จริงในช่วงชั่วโมงที่ผ่านมา

“คว้าน้ำเหลวค่ะ เจ้าของห้องให้เช่าแถวนั้นคนหนึ่งบอกฉันเรื่องคนเข้าพักที่รูปพรรณสันฐานเหมือนภาสุระ แต่บอกว่าเขาเพิ่งย้ายออกไป”

“น่าเสียดาย…”

“นี่ถ้าฉันเร็วกว่านั้นอีกนิด” หญิงสาวเม้มปาก ดวงตาสวยวาบรอยหงุดหงิดขึ้นมา “เราอาจจะได้ตัวเขาแล้วจบเรื่องนี้ได้”

“หรือคุณอาจตกอยู่ในอันตราย ถ้าเขาเป็นต้นเหตุของเรื่องนี้จริง เขาอาจเป็นคนลงมือกับศรุตเอง แล้วยังเผิงอี้เหว่ยอีก”

“ฉันห่วงอี้เหว่ย ไม่รู้เขาจะเป็นตายร้ายดียังไง”

แม้หลงเฟยลี่จะไม่ได้แสดงท่าทีใดออกนอกหน้ามากกว่าเดิม แต่ศิรัชมองออกถึงความกังวลในท่าทีของอีกฝ่าย หญิงสาวเป็นคนเข้มแข็ง แต่จะอย่างไรเสียเผิงอี้เหว่ยก็เป็นคนสนิทที่ติดตามเธอมานับร้อยปี การหายตัวไปของเขาหลังจากศรุตเสียชีวิตไปไม่นานเช่นนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเธอไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อศรุตเองก็หายตัวไปเช่นกันก่อนจะถูกพบเป็นศพ

“เขาคงเป็นคนแรกที่จะบอกว่าคุณไม่ควรทำอะไรบุ่มบ่ามเพื่อเขา”

“อี้เหว่ยไม่เคยห่วงตัวเองอยู่แล้ว” หญิงสาวถอนใจ “ฉันถึงต้องห่วงแทนเขา แต่คุณก็พูดถูก ร้อนใจมากไปก็ยิ่งพลาดง่าย มองข้ามอะไรไปง่ายๆ”

“ยังไม่นับว่านี่อาจเป็นกับดักที่ล่อคุณให้กระโดดลงไป” ศิรัชเอ่ยเสียงเรียบ “คนร้ายเหมือนจะเล็งคนรอบตัวผมมากกว่าตัวผมเอง”

…เหมือนจะต้องการให้เขาเจ็บปวดที่สุดกับการสูญเสีย เหมือนจะบอกว่าความตายง่ายดายเกินไปสำหรับเขา…

ครั้งหนึ่งเขาเองก็เคยคิดเช่นนั้นไม่ใช่หรือ ความตายง่ายดายเกินไปสำหรับคนที่ร่วมกันสังหารปาลวีย์ มันจะต้องสูญเสียเช่นเดียวกับที่เขาสูญเสีย เป็นเขาเองในวันอันคลั่งแค้น…ที่เคยลั่นปากจะเอาเลือดทั้งตระกูลของทุกคนที่เกี่ยวข้องมาสังเวยให้เธอ และเขาก็ทำตามคำสาบานนั้นจนสุดความสามารถ

หากมีใครบอกเขาเมื่อสี่ร้อยปีก่อนว่าจะมีใครรอดมาล้างแค้น เอาคืนในสิ่งที่เขาทำ เขาคงแค่นหัวเราะหยันและบอกว่ามันรนหาที่ตาย และหากมีใครบอกเขาว่าภาสุระจะมีลูก เขาคงคิดเพียงว่าเด็กคนนั้นไม่ควรได้ถือกำเนิดมาแต่แรก ยิ่งไม่ควรเก็บไว้เป็นเสี้ยนหนาม

แต่วันนี้ เมื่อสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นจริง ทุกสิ่งกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก และในบางขณะของความคิด เขาก็นึกเสียใจกับวังวนแห่งความแค้นที่ผ่านมา เขาอยากยิ้มให้พราวพัชร์ได้เหมือนที่ศิรัชญะเคยยิ้มให้ปาลวีย์ในอดีต…ยามพบกันครั้งแรก ไร้ซึ่งทะเลเลือดมาคั่นกลาง

…แต่ความจริงคือมือของเขาโชกโลหิต และมือของเธอก็คงไม่ขาวสะอาด…

ลมหายใจที่เขาสูดเข้าปอดให้ความรู้สึกเหมือนคมเข็ม…เสียดแทงแปลบลึก

“คุณล่ะคะ” เสียงถามของหลงเฟยลี่ดึงเขาขึ้นมาจากภวังค์ความคิด “คุณไปที่โรงแรมของทาร่า ได้ร่องรอยอะไรไหมคะ”

“ผมเจอเธอตอนกลับมาที่ห้องพัก เธออ้างว่าภาสุระติดต่อมาให้เธอไปพบ พยายามกล่อมให้เธอร่วมมือกับเขาเล่นงานผม” ชายหนุ่มบอก “เธอเสนอตัวว่าจะเป็นสายให้เรา อ้างว่าเพื่อแก้แค้นให้ศรุตที่มีบุญคุณกับเธอ”

คู่สนทนาของเขาเม้มปากแน่นเข้าอีกรอบ

“คุณว่ายังไงคะ”

“ผมไม่ได้รับปากอะไร” ศิรัชพูดเสียงเรียบ “คุณคิดยังไงกับธารา ผมไม่ได้เจอเธอมานานแล้วก่อนจะเกิดเรื่องคราวนี้ มีแต่คุณกับศรุตที่ได้พบเธอบ้าง”

“ฉันก็รู้จักเธอแค่ผิวๆ เท่าที่ศรุตบอก แล้วคุณก็รู้ว่าเขาไม่ได้บอกอะไรฉันทุกอย่าง เขาบอกว่าเธอเป็นญาติห่างๆ ของเขา ฉันเพิ่งมารู้จากคุณนี่เองว่าที่จริงเธอเป็นใคร”

ชายหนุ่มคิดว่าเขาอาจพอรู้ว่าทำไมศรุตเลี่ยงความจริงเช่นนั้น แต่มันเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วในอดีต และเขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะฟื้นฝอยหาตะเข็บ ทำให้หลงเฟยลี่ต้องวุ่นวายใจเพิ่ม เขาจึงเพียงนิ่ง ปล่อยให้เธอเป็นฝ่ายเอ่ยต่อไป

“แต่พูดกันตรงๆ ว่าตอนนี้ฉันไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น เธอพูดจริงหรือเท็จ ใครจะไปรู้ ที่จริงเธออาจร่วมมือกับทางนั้นอยู่แต่แรก แล้วมาหลอกทำร้ายเราหรือทำให้เราไขว้เขวก็เป็นไปได้”

“แสดงว่าคุณก็คิดว่าเรื่องทั้งหมดนี่เป็นฝีมือภาสุระ?”

“มันเป็นไปได้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นจะอธิบายการปรากฏตัวของเขาว่ายังไงล่ะคะ มีใครเอาคนหน้าเหมือนมาจัดฉากหลอกงั้นหรือ” หญิงสาวส่ายหน้า “ทาร่าพูดอะไรอีกหรือเปล่าคะ”

“เธอพูดเรื่องพราวพัชร์”

หลงเฟยลี่เลิกคิ้วขึ้น เงียบไปเหมือนรอฟังเขาขยายความ แต่เมื่อเขายังไม่เอ่ยอะไรมากกว่านั้น เธอก็เอื้อมมือออกมา จับมือเขาไว้คล้ายจะให้กำลังใจ

มันเป็นเพียงสัมผัสของมิตรภาพ ไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่เขากลับดึงมือกลับ ความชิดเชื้อนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังทรยศ…ใครบางคน และหากคนคนนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา เขาก็ไม่ต้องการความเห็นใจ

“มีอะไรหรือเปล่าคะ คุณดู…ลำบากใจ”

ศิรัชยกมือขึ้นลูบหน้า กดข้อนิ้วลงกับริมฝีปากชั่วครู่ พักใหญ่…กว่าเขาจะเอ่ยออกมาได้

“ธาราบอกว่าพราวพัชร์เป็นส่วนหนึ่งในแผนการของภาสุระ”

“คุณเชื่อเธอหรือคะ”

“ผมไม่รู้จะคิดยังไง”

ชายหนุ่มมองตรงไปข้างหน้า แต่ภาพที่เขาเห็นในสมองคือภาพสีหน้าของพราวพัชร์ตอนเขาคุยกับเธอเรื่องภาสุระ เธอบอกว่าเธอไม่รู้เรื่อง ทว่าการปักใจเชื่อเธออย่างงมงายดูเป็นเรื่องของคนเขลา และอาจเป็นการผิดต่อศรุต ผิดต่อคำสัญญาที่เขาให้ไว้กับน้องชายว่าจะไม่ปล่อยให้คนร้ายที่ลงมือลอยนวลไป

“เธอเป็นลูกสาวของภาสุระ เธอบอกว่าเธอไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น ไม่รู้แม้แต่ว่าพ่อเธอเป็นนาค แต่ผมจะเชื่อเธอได้แค่ไหน”

เสียงที่หลุดออกจากปากเขานั้นฟังดูชืดชาไร้อารมณ์ และยิ่งพูด เลือดเนื้อที่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อเขาได้พบพราวพัชร์ก็ดูจะยิ่งเยือกแข็งลงช้าๆ ห่อหุ้มจิตวิญญาณเขาไว้ในความหนาวเหน็บ เช่นเดียวกับเมื่อยี่สิบปีก่อนหรือราวนั้น ตอนที่ศรุตมาบอกเขาว่าตนอาจพบร่องรอยของภาสุระแล้ว

ในยามนั้นไฟแห่งความแค้นที่โหมอยู่ในวิญญาณเขามอดดับไปนานแล้ว ทิ้งไว้เพียงยาพิษอันซาบซึมไปทุกอณูของความทรงจำ เขายังคงต้องการสังหารภาสุระ แต่อาจเพียงเพราะชื่อนั้นยึดโยงกับความขมขื่นที่เขาไม่มีวันลืมตลอดชีวิต เขาได้รู้…ตลอดเวลาหลายร้อยปี…ว่าการแก้แค้นไม่ทำให้เขาได้สิ่งที่เสียไปคืนมา ความเจ็บยังคงเท่าเดิม บางครั้งเขายังคงตื่นขึ้นกลางดึกเมื่อรู้สึกเหมือนได้กลิ่นดอกไม้หวานละมุนที่ติดผิวกายปาลวีย์อยู่เสมอ ในคืนเหล่านั้น เขาเอื้อมมือออกไปอย่างสะลึมสะลือ ตั้งใจจะรั้งร่างอ่อนนุ่มเข้ามาในอ้อมแขน แต่พบเพียงผ้าปูที่นอนเย็นเฉียบ…ว่างเปล่า

เขาทำอะไรไปบ้างเมื่อได้ยินคำบอกเล่าจากศรุตว่าคนที่หลุดมือเขาไปอาจหวนคืนมาอยู่ในกำมือเขาในที่สุด? เขาจำไม่ได้ คลับคล้ายคลับคลาว่าตนเพียงเงยหน้าขึ้นจากงาน เลิกคิ้วและถามเสียงเรียบเย็นว่า ‘งั้นหรือ’

หลังจาก ‘จบเรื่อง’ คราวนั้นไม่นานนัก หลังจากบอกเขาว่าภาสุระไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว ศรุตก็ย้ายไปฮ่องกง เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นภาสุระจึงรอดมาได้ ทำไมศรุตต้องโกหกเขา บางทีฝ่ายนั้นอาจเข้าใจผิด หรืออาจคิดว่าความจริงไม่สำคัญอะไร คิดว่าขอเพียงเขาเชื่อว่าเรื่องราวในอดีตปิดฉากลงแล้ว เขาจะสงบใจได้ ทว่าหากน้องชายเขาคิดเช่นนั้นจริง มันก็เป็นความคิดที่ผิดมหันต์

หลงเฟยลี่เงียบไปครู่ใหญ่ ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงอาการนิ่งเกร็งคล้ายลังเลของเจ้าตัวก่อนเธอจะถาม

“‘เธอ’ ที่คุณพูดถึงคือด็อกเตอร์สรากรใช่ไหมคะ เธอเป็นลูกสาวของภาสุระงั้นหรือ คุณแน่ใจหรือคะ”

“ครับ” ริมฝีปากเขาบิดเป็นรอยยิ้มกึ่งหยัน เขายังคงไม่มองหน้าคู่สนทนา เพียงแค่เอ่ยต่อไป “คุณคิดว่าผมโง่หรือเปล่า เฟยลี่ โง่มากไหมที่เคยหวังแม้แต่อึดใจเดียวว่าเธอจะเป็นปาลวีย์ที่กลับมาหาผมจริงๆ?”

 

 

สายลมหอบเอากลิ่นดอกไม้อวลจางลอยมาท่ามกลางความมืดยามราตรี หอมกรุ่นจนหญิงสาวผู้นั่งหวีผมอยู่บนตั่งริมหน้าต่างในเรือนเล็ก…ห่างออกมาจากเขตเรือนใหญ่ของตระกูลชลันตราอดไม่ได้ที่จะหลับตาลงชั่วครู่ สูดหายใจลึก ชะโงกกายอิงกับขอบหน้าต่างมากกว่าเดิม

กลิ่นหวานละมุนละไมของดอกไม้ในสวนด้านนอกหน้าต่างนั้นเกือบจะชวนฝัน นำพาเธอไปไกลจากที่นี่ จากชีวิตอัน…เกือบจะเงียบเหงา

ปาลวีย์เคยคิดว่าเธอไม่ขาดแคลนอะไร เธอโชคดีเท่าที่จะดีได้กับการที่ตระกูลชลันตรารับเธอมาชุบเลี้ยงแต่เล็ก ทั้งที่จะว่าไปเธอก็ไม่ใช่คนในตระกูลโดยตรง เป็นเพียงญาติเกี่ยวดองห่างๆ กับมารดาของผู้เป็นประมุขตระกูล ทว่าฝ่ายนั้นนึกเวทนาเด็กที่มารดาเสียชีวิตแต่เล็กและฐานะลำบากยากจนเช่นเธอ ประจวบกับต้องการเพื่อนเล่นใกล้ชิดหลานสาวทั้งสองที่ไว้ใจได้กว่าบ่าวไพร่ โดยที่ในขณะเดียวกันก็ไว้ใจได้ว่าจะไม่ตีตนเสมอ เธอตอบโจทย์ข้อนั้นของ ‘แม่นาย’

นั่นคือชีวิตของเธอในบ้านนี้มาตลอด ไม่ใช่นายทว่าก็ไม่ใช่บ่าว แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา ธิดาทั้งสองของทีฆรัชต์ไม่เคยรังคัดรังแคเธอ และแม้ทิพวลัญช์จะค่อนข้างไว้ตัว แต่ธัญธาราซึ่งอายุไล่เลี่ยกับเธอนั้นดีกับเธอมาก เธอไม่มีเหตุผลที่จะไม่พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่

…จนกระทั่งเธอพบเขา…

เจ้าชายรัชทายาทแห่งปาตรา คู่หมายของทิพวลัญช์ สายตาคมปลาบพราวระยับที่เขามองมายังคงติดตาเธอ ฝังลึกในความฝัน แม้เธอจะรู้ว่ามันผิด เมื่อเธอหลับตาลง เธอยังเห็นรอยยิ้มพรายมุมปากเขายามเจ้าตัวเอ่ยคำว่า ‘ข้ายังไม่ได้ปลงใจกับผู้ใด’

ปาลวีย์กดมือทั้งสองลงกับหน้าท้อง พยายามระงับอาการวูบไหวราวกับมีผีเสื้อนับร้อยกระพือปีกบินอยู่ในนั้นไว้ เธอบอกตัวเองว่าคำพูดของเขาเป็นเพียงคำหวานเลื่อนลอยของบุรุษเพศ สุดท้ายการเลือกคู่ครองของว่าที่เจ้าผู้ครองปาตราย่อมขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และจะมีผู้ใดอีกที่เหมาะสมยิ่งกว่าทิพวลัญช์ โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงฐานะของทีฆรัชต์ คิดถึงสายเลือดอันเข้มข้น และคำนึงถึงเรื่องที่ตระกูลนาครีย์และชลันตราเคยมีประวัติผูกพันเกี่ยวดองกันมาก่อนหน้านี้แล้ว

เธอมีแต่จะสร้างปัญหาให้ตนเองหากหลงลมเขา เผลอนึกฝันไปเกินตัว เธออยากลงเอยด้วยการเป็นดอกไม้ริมทางที่เขาเด็ดดอมเล่นแล้วโยนทิ้งอย่างไม่ไยดีกระนั้นหรือ ยังไม่นับว่าตระกูลชลันตราคงไม่ยอมชุบเลี้ยงเธอไว้ต่อไปอีก แล้วจากนั้นเธอจะไปอยู่ที่ไหน

แต่…เธอห้ามความหวั่นไหวในหัวใจตัวเองไม่ได้

“ปาลวีย์”

เสียงทุ้มซึ่งขานนามเธอนั้นเหมือนกังวานมาจากห้วงปรารถนาส่วนลึก แต่ก็ชัดเจนจนเกินที่เธอจะคิดว่าตนนึกไปเอง หญิงสาวสะดุ้ง เหลียวขวับไปทางที่มาของเสียงนอกหน้าต่างห้อง กวาดตาสำรวจไปตามแนวไม้ในสวนเบื้องล่าง ทว่าไม่เห็นใครทั้งสิ้น

เธอวางหวีลง เอื้อมมือไปจับขอบหน้าต่าง ชะโงกหน้าออกไปเล็กน้อย ก่อนจะต้องผงะ หวีดเสียงร้องออกมาสั้นๆ เมื่อศีรษะรูปสามเหลี่ยมของงูใหญ่ตัวหนึ่งโผล่พรวดขึ้นมา เลื้อยปราดพันแขนเธอไว้ แล้วจึงทิ้งตัวลงบนตั่ง เกล็ดสีเหลือบทองวาบสะท้อนกับแสงโคมรำไรในห้อง ดวงตาสีทองมีขีดเรียวรีจับจ้องเธอไม่วางตา

ปาลวีย์ถอยกรูดไปชิดผนัง ยกมือขึ้นทาบอก หัวใจที่เต้นระรัวอยู่เมื่อครู่ยิ่งรัวแรงขึ้นไปอีกเมื่อร่างงูนั้นละลายหาย…เปลี่ยนรูปเป็นร่างมนุษย์

…คนที่เธอคิดถึงอยู่เมื่อครู่…

“ท่าน…”

ศิรัชญะโน้มกายเข้ามาหาเธอ มือแข็งแรงยกขึ้น ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปากเธอราวกับจะห้ามไม่ให้เธอเอ่ยสิ่งใดเกินไปกว่านั้น พอดีกับที่เสียงเคาะประตูห้องเธอดังขึ้น ตามด้วยเสียงเรียกของบ่าวผู้หนึ่งในบ้าน

“ข้าผ่านมาด้านล่าง ได้ยินเสียงร้อง มีเหตุอันใดหรือไม่เจ้าคะ”

“ไม่… ไม่มีอะไรจ้ะ” หญิงสาวตอบกลับเสียงสั่นนิดๆ ก่อนจะฝืนหัวเราะ “ข้าทำของหลุดมือหล่นใส่เท้าตัวเองน่ะ ซุ่มซ่ามเสียจริงเทียว”

เสียงดัง “อ้อ” คล้ายโล่งใจดังมาจากภายนอก ตามด้วยเสียงฝีเท้าซึ่งย่ำออกห่างไป ปาลวีย์รออยู่ชั่วอึดใจใหญ่จนแน่ใจว่าอีกฝ่ายลับตัวไปแล้ว แล้วจึงหันขวับกลับมาหา ‘ผู้บุกรุก’ ซึ่งยังคงทำท่าเหมือนทองไม่รู้ร้อนอยู่ข้างกายเธอ ซ้ำยังขยับยิ้มพรายขึ้นที่มุมปาก

“ข้าดีใจที่เจ้าไม่เรียกคนเข้ามาลากข้าออกไป”

“ท่าน!” หญิงสาวกระซิบดุ ใจเต้นไม่เป็นส่ำ โดยเฉพาะเมื่อเขาเอื้อมมือออกมาอีกครั้ง ทำท่าจะคว้าแขนเธอไว้ แต่เธอผุดลุกหนีเสียทัน ก้าวถอยไปยังผนังอีกฝั่ง “ข้าปกปิดให้เพียงเพราะไม่อยากให้พี่วลัญช์เสียใจว่าท่านทำอะไรไม่ให้เกียรตินาง ไม่ได้แปลว่าเห็นดีด้วยให้ท่านทำเช่นนี้ ท่านกลับไปเสียเถิดเจ้าค่ะ”

“วลัญช์?” ชายหนุ่มทวนคำนั้นแล้วถอนใจยาวจนเกือบเหมือนละคร ดวงตาสีน้ำตาลอำพันแลสบตาเธอนิ่ง และเสียงเอ่ยประโยคถัดไปก็เจือรอยขันแกมระอา “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าไม่เคยปลงใจกับทิพวลัญช์ เหตุใดเจ้าต้องดึงนางเข้ามาเกี่ยวพันกับเรื่องของเราอีก”

“แต่ท่านเป็นคู่หมายของนาง…”

“ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่าเรื่องนั้นเป็นคนลือไปก่อนเองทั้งนั้น”

“หรือท่านจะบอกว่าไม่มีมูล หรือท่านจะบอกว่าทุกคนไม่ได้คาดหมายไว้อย่างนั้น”

“ทุกคนคิดแล้วอย่างไร ในเมื่อทุกคนนั่นไม่ใช่ข้า” หางเสียงของเขาปนเค้ายโส ทะนงตัวอย่างยิ่ง “สุดท้ายแล้วคนที่เป็นฝ่ายเลือกคือข้าไม่ใช่หรือ หรือเจ้าจะบอกว่าข้าต้องทำตามที่ ‘ทุกคน’ สั่ง”

ปาลวีย์ส่ายหน้าอย่างจนวาจา สมองตื้อตันสับสนไปหมด แล้วเธอก็ต้องสำลักลมเมื่อร่างสูงของเขาผุดลุกขึ้นจากตั่ง สาวเท้าเพียงไม่กี่ก้าวก็เข้ามาประชิดร่างเธอ ยกแขนกักเธอไว้กับผนังจนหมดทางหนี ก่อนเจ้าตัวจะก้มศีรษะลงกระซิบริมหู ชิดเชื้อจนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจผ่าวร้อน

“หยุดพูดถึงทิพวลัญช์เสียที หากข้าต้องการนาง ข้าคงไม่มาอยู่ที่นี่…”

เขาเว้นคำอ้อยอิ่งไปครู่ใหญ่ และแม้จะอยู่ท่ามกลางความมืด หญิงสาวก็ยังสัมผัสได้ถึงแววตาจับจ้องเขม็งของอีกฝ่าย มันเหมือนเปลวไฟอันแผดเผาลามไปทั้งกายเธอ ทำให้หัวใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำ

“…ข้าไม่สนใจนาง ในสายตาข้ามีเพียงเจ้าเท่านั้น”

ศีรษะทุยสวยของเขาก้มต่ำลงมาอีก ปลายจมูกโด่งระผ่านนวลแก้ม ทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว เบือนหน้าหนี แก้มทั้งสองร้อนซู่ขณะเธอบีบตัวติดผนังจนถ้าละลายเข้าไปในนั้นได้คงทำไปแล้ว

แวบหนึ่งที่เธอคิดเรื่องการเปลี่ยนร่างเป็นงู แต่มันจะช่วยอะไรเมื่อคนตรงหน้าเธอคือศิรัชญะ อำนาจเธอมีน้อยนิดอย่างยิ่ง…หากเทียบกับผู้อยู่ในตระกูลนาคราชอย่างเขา

“ปาลวีย์”

เสียงทุ้มซึ่งเรียกขานนามเธอนุ่มนวลราวกับแพรไหม มือใหญ่ของชายหนุ่มยกขึ้น สอดเข้าในเรือนผมดำขลับสยายยาวของเธอ ประคองให้เธอหันกลับไปสบตาอีกครั้ง…ดวงตางดงามสีแกมทองซึ่งอ่อนประกายลง ละมุนกว่าที่เธอคิด “กลัวข้าหรือ”

หญิงสาวเผยอปากขึ้น ทว่าไม่มีคำพูดหลุดจากปากเธอไปแม้เพียงครึ่งคำ หากเธอบอกว่ากลัว…มันคงไม่ใช่คำโป้ปด คงมีแต่คนโง่ที่จะไม่รู้ว่าเขา ‘อันตราย’ อย่างยิ่ง แต่สิ่งที่เธอรู้สึกนั้นไม่ได้มีเพียงความกลัว มันยังเจือความปรารถนาลึกล้ำ รุนแรงจนเธอเกรงว่าตนจะพ่ายให้กับมัน

เธอไม่อยากพูดความจริงเพียงครึ่งเดียว แต่ก็ไม่อยากให้เขาได้ใจยิ่งขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน

ศิรัชญะคล้ายจะตีความหมายความเงียบของเธอไปอีกทาง เพราะเขาถอนใจออกมาแผ่วเบา ปลายนิ้วของเขายังสอดพันอยู่กับเรือนผมเธอ ดวงตาคมกริบคู่นั้นมองลึกเข้ามาในตาเธอยามเจ้าตัวเอ่ย

“ข้าไม่เคยคิดร้ายต่อเจ้า”

“ข้าไม่ได้เกรงท่าน ‘คิดร้าย’ แต่ท่าน…”

“แต่ข้า…?”

ชายหนุ่มทวนคำกลับ เลิกคิ้วขึ้นสูง และปาลวีย์ก็ต้องรวบรวมแรงใจอย่างหนักกว่าจะสวนคำกลับได้รัวเร็ว

“ท่านก็รู้ว่าข้าหมายความว่ากระไร”

รอยยิ้มพรายผุดขึ้นน้อยๆ ที่มุมปากหยักได้รูปของเขาคล้ายเจ้าตัวอดไม่อยู่ ทำให้คนมองรู้สึกฉุนกึกขึ้นมา เธอยกแขนทั้งสองขึ้น พยายามรุนเขาออกห่าง

เขาเห็นเธอเป็นอย่างไร เป็นคนที่เขาจะมาลวนลามเล่นได้ตามชอบใจแล้วยังเห็นเป็นเรื่องขัน?

“ปล่อยข้า!”

สัมผัสที่เธอผลักแผ่นอกเปลือยของเขาราวกับผลักกำแพงศิลา ชายหนุ่มไม่ขยับเขยื้อนไปสักนิ้วเดียว และอึดใจถัดมา เขาก็รวบมือเธอไว้ทั้งสองข้าง เรียกชื่อเธอด้วยเสียงหวานดุจกำลังล่อมดด้วยน้ำผึ้ง

“ปาลวีย์…”

“ข้าไม่ใช่ของเล่นของท่าน”

หางเสียงเธอสั่นนิดๆ อย่างที่ทำให้อีกฝ่ายชะงักไปนิดหนึ่ง มือที่กุมมือเธอไว้คลายออกเล็กน้อย แล้วเจ้าตัวจึงเอ่ยเสียงจริงจังขึ้น

“ข้าไม่ได้เห็นเจ้าเป็นของเล่น”

“คารมบุรุษ พูดอย่างไรก็พูดได้ทั้งนั้น” หญิงสาวตวัดตามองเขา ความน้อยใจแล่นปราดขึ้นมาเป็นริ้วเมื่อคิดว่าเขาทำเช่นนี้กับเธอทั้งที่พันธะกับทิพวลัญช์ยังค้างคาอยู่ และใช่…เธอไม่เชื่อคำพูดปากเปล่าของเขาที่ว่าเขาไม่คิดจะเลือกสตรีผู้เหมาะสมกันอย่างยิ่งผู้นั้น “หากท่านยังคิดให้เกียรติข้าอยู่บ้าง…ก็ปล่อยข้า”

ความรู้สึกหลากหลายผุดขึ้น ผสมผสานกันในอกเมื่อเขาสบตาเธอแน่วอยู่ครู่หนึ่งราวกับจะพินิจลงไปให้ถึงส่วนลึกของหัวใจ ก่อนมือใหญ่นั้นจะคลายออกจากการเกาะกุมเธอไว้โดยสิ้นเชิง และร่างสูงจะถอยออกห่าง อารมณ์นั้นสับสน ว้าวุ่น เหมือนเธอกำลังสูญเสียอะไรบางอย่าง ทว่าหญิงสาวก็บังคับตัวเองให้ขยับตัวออกจากที่ หมุนกายสาวเท้าเร็วๆ ตรงไปริมประตู

“ถ้าท่านไม่คิดจะกลับไปก็สุดแต่ท่าน ข้าจะไปที่เรือนใหญ่”

“เดี๋ยว ปาลวีย์”

ศิรัชญะไม่ได้ขึ้นเสียงเลยแม้แต่นิด แต่เสียงเรียกทุ้มต่ำนั้นหนักและทรงอำนาจพอจะหยุดเธอไว้ไม่ให้ดึงดาลประตูเปิดออก เขาเงียบไปอีกครู่ใหญ่ ทว่าหญิงสาวสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากด้านหลังเธอ แผดเผาราวกับเปลวไฟ…หรือพิษนาค

“เจ้าคิดว่าข้าป่าเถื่อนนักหรือ ข้าไม่มีเจตนาจะข่มเหงรังแกเจ้า”

หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดฝืน แล้วความร้อนวูบก็แล่นขึ้นมาบนหน้าเธออีกครั้งยามเขาต่อคำ

“…เว้นเสียแต่เจ้าจะเต็มใจ”

“ข้าไม่ใช่สตรีเช่นนั้น”

ปาลวีย์เน้นเสียงหนักอย่างที่เรียกเสียงหัวเราะเบาจากคอเขาได้อีกรอบ เสียงฝีเท้าซึ่งดังมาจากข้างหลัง ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เธอตัวแข็งขึ้น อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง เพื่อจะพบว่ารอยยิ้มละมุนยังแต้มอยู่บนใบหน้าคมคายขณะศิรัชญะทาบมือลงกับดาลประตูเสียเอง

“ข้าก็ไม่คิดว่าเจ้าจะใช่”

เจ้าชายหนุ่มแห่งปาตราขยับยิ้มมุมปากสูงกว่าเดิมขณะปลดดาลประตูเลื่อนออก และก่อนเธอจะรู้ตัว เขาก็ดึงมือเธอไป สอดบางสิ่งบางอย่างลงในนั้น

“เจ้าไม่ต้องออกไปหรอก ข้าไปเอง”

ประตูเปิดออก และร่างสูงของเขาก็ลับออกไปก่อนเธอจะทันพูดอะไรแม้เพียงคำเดียว หญิงสาวยืนนิ่งงันอยู่ตรงนั้น มองร่างชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นร่างงูใหญ่สีทองที่เลื้อยลับลงไปจากเรือน อึดใจใหญ่…กว่าเธอจะสูดหายใจเข้าปอดได้ ก้มลงมองสิ่งที่อยู่ในมือ มันเป็นกระดาษเนื้อหนาพับห่อวัตถุแข็งๆ บางอย่างไว้

ปาลวีย์ปิดประตูกลับเข้าที่ ลงดาลอีกครั้ง หันหลังคลี่มันออก ภายในเป็นปิ่นเงินเรียบๆ อันหนึ่ง หัวปิ่นเป็นรูปดอกไม้…ดอกไม้ขาวที่เรียกกันในปาตราว่า ‘หทัยนาคราช’ ส่วนกระดาษที่ห่อนั้นคือจดหมาย

หัวใจเธอเต้นถี่ขึ้นขณะวางปิ่นลงบนโต๊ะตัวเตี้ยในห้อง ลูบกระดาษให้คลี่ออกเต็มที่ อ่านเนื้อความภายใน…

“พราว ตื่นได้แล้ว พราว”

เสียงเรียกที่แทรกเข้ามาในประสาทรับรู้ทำให้ภาพความทรงจำจากอดีตชาติของเธอกระตุกหายวับไปก่อนพราวพัชร์จะทันรับรู้เนื้อหาของจดหมาย หญิงสาวเบิกตาขึ้นมา ตื่นจากฝันคืนสู่ปัจจุบัน และชั่วขณะหนึ่ง…ที่เธอสับสนว่าตนเองอยู่ที่ไหน ก่อนจะรับรู้ถึงแสงแดดอ่อนที่ส่องลอดผ่านบานหน้าต่างเข้ามา เธออยู่ในโรงพยาบาล ในห้องพักที่กิรณารักษาตัวอยู่ และนี่คือยามเช้าหลังจากเธอนอนเฝ้าน้องสาวมาทั้งคืน

แต่ทั้งหมดนั้นไม่สำคัญอะไรเลยเมื่อเทียบกับภาพที่ตาเธอเห็นเมื่อลืมขึ้น ภาพซึ่งทำให้พราวพัชร์ยันตัวพรวดขึ้นนั่ง ยกมือขึ้นปิดปาก อารมณ์ไม่อยากเชื่อทำให้เธอได้แต่นั่งตัวแข็งทื่อไปหลายอึดใจ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าขยับ แต่ละลมหายใจเข้าออกทำให้เธอเกรงว่าภาพตรงหน้าจะหายไป

ร่างเล็กบางที่นั่งหมิ่นๆ อยู่ปลายโซฟาที่เธอนั่งอยู่ ใบหน้าหวานละมุนอันคุ้นเคยอย่างยิ่ง ดวงตาคู่ที่เธอไม่เคยคิดว่าจะมีวันได้เห็นอีกในชีวิตนี้

และหลังผ่านไปนานเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ ปากเธอก็หลุดคำที่ไม่คิดว่าจะมีวันได้เอ่ยอีกแล้วออกไปด้วยเสียงแหบพร่า

“แม่? แม่หรือคะ”

Don`t copy text!