ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 3 : หัวใจที่สูญหาย

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 3 : หัวใจที่สูญหาย

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

………………………………………………….

-3-

 

“คุณว่าอะไรนะคะ”

พราวพัชร์ฝืนหัวเราะ กลืนความสับสนและอารมณ์ปั่นป่วนลงไปในอกเมื่อหมุนกายกลับไปหาเพื่อนร่วมงาน ตอนนี้เขามองมาด้วยสายตาหยั่งประเมินที่เธอคุ้นชิน เสียงเอ่ยเรียบ ทว่าคล้ายจะปนรอยเหนื่อยอยู่เล็กน้อย

“ผมว่าเขาสนใจคุณ ผู้ชายด้วยกัน ดูกันออก”

“คุณคิดมากไปแล้วละค่ะ แต่ต่อให้จริง ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะสำคัญอะไร”

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มพ่นลมออกจมูก ไม่ออกความเห็นอะไรเกินนั้น เขาเพียงหมุนตัว เดินไปตามทางเดินและลงลิฟต์ไปชั้นล่างโดยที่หญิงสาวเดินตามไปติดๆ จนกระทั่งเมื่อถึงรถและเขากลับเข้าไปนั่งหลังพวงมาลัยแล้วนั่นแหละ ชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อ

“มีบางเรื่องที่คุณควรรู้ไว้ ศิรัช นาครีย์อาจเป็นผู้ต้องสงสัยคนหนึ่งของเรา”

พราวพัชร์เงียบไปครู่หนึ่ง มือที่ประสานกันอยู่บนตักบีบแน่นเข้าอัตโนมัติราวกับร่างกายเธอต่อต้านความคิดนั้นโดยสัญชาตญาณ ก่อนเธอจะพยักหน้า ตั้งคำถาม

“เรื่องผลประโยชน์ที่คุณพูดถึงใช่ไหมคะ ในเมื่อเขาเป็นพี่น้องกับคุณริชาร์ด ก็เป็นไปได้ว่าเขาจะได้รับผลประโยชน์เมื่อน้องชายตาย ฉันคิดอยู่เหมือนกันว่าคุณจงใจยั่วเพื่อดูปฏิกิริยาเขา”

“อ้อ งั้นคุณก็ดูออกสินะ ผมก็นึกสงสัยอยู่”

“ฉันแค่คิดว่าคุณคงไม่อยากให้เขาไล่เรากลับ” หญิงสาวขยับยิ้ม “อีกอย่าง…ฉันคิดว่าเขาซับซ้อนเกินกว่าจะหลุดอะไรมาง่ายๆ แบบนั้น”

“ผมก็เห็นอยู่เหมือนกัน” แอรอนเอ่ยพลางบังคับรถออกจากที่จอด “ผมว่าเขาไม่ธรรมดา แล้วก็เหมือนจะมีอะไรซ่อนไว้ เพียงแต่ผมไม่แน่ใจว่าอะไร มันก็แค่…สัญชาตญาณตำรวจละมัง”

“แล้วสรุปว่าคุณคิดยังไงคะ” พราวพัชร์หันไปมองเพื่อนร่วมงาน “คุณคิดว่าเขามีส่วนกับการตายของน้องชายเขาไหม”

“ผมยังตัดสินใจไม่ได้ แต่ดูเหมือนเขาจะรู้อะไรมากกว่าที่บอกเรา” ชายหนุ่มถอนใจ ท่าทีดูกึ่งอัดอั้น “บอกตรงๆ ว่าผมไม่คิดว่าจะได้เจอเขา ก็อย่างที่เขาพูดว่าเขาแยกกันอยู่คนละประเทศกับน้องตั้งแต่แม่แต่งงานใหม่ แล้วจากข่าวต่างๆ ของผู้ตายก็ดูเหมือนพี่ชายแทบจะไม่มีตัวตน ไม่ได้มีส่วนร่วมในชีวิตเขาเลย ผมยังคิดว่าเขาอาจไม่ถูกกันนักหรือตัดขาดกันไปแล้วด้วยซ้ำ”

“แต่ดูจากที่คุณศิรัชสนิทกับเดวิด หยางขนาดมารับหน้าเราแทนได้เฉยๆ มันคงไม่เป็นแบบนั้น”

“ใช่ แล้วนั่นก็แปลว่าเราต้องไปตั้งต้นสำรวจความสัมพันธ์ในครอบครัวนี้ใหม่แต่แรก”

“ลำบาก แต่ไม่เกินความสามารถคุณหรอกค่ะ”

“ก็ไม่ใช่ครั้งแรกละนะที่เราเจอความคลุมเครือแบบนี้ แต่ผมก็ไม่ชอบความรู้สึกว่าตัวเองต้องถอยหลังกลับไปนับหนึ่งใหม่อยู่ดี” แอรอนระบายลมหายใจเฮือกใหญ่ สายตายังคงจับจ้องไปยังถนนเบื้องหน้า ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเธอยามเอ่ยต่อไปคล้ายไม่พอใจนัก “แล้วยังเรื่องที่คุณศิรัชเพิ่งบอกเราอีก คู่หมั้น? ทำไมไม่มีใครบอกเรามาก่อน คุณเดวิดควรรู้ว่ามันเป็นเรื่องสำคัญ จะว่าเปิดแง่มุมการสืบสวนขึ้นมาใหม่อีกแง่เลยก็ได้”

“เขาอาจอยากปกป้องว่าที่ลูกสะใภ้อย่างที่คุณศิรัชบอกจริงๆ ก็ได้ค่ะ”

“ปกป้องในแง่ไหนล่ะ มันทำให้ผมคิดว่า…หรือเขาคิดว่าเธอรู้เห็นอะไร” ชายหนุ่มเหยียดยิ้มไร้รอยขันออกมาแวบหนึ่ง “แล้วก็ยังมีเรื่องแหวนนั่นอีกที่เขาไม่ได้บอกเรา ถ้าเป็นจริงแบบที่คุณศิรัชบอก เขาจะไม่สังเกตเห็นแหวนที่ลูกชายใส่ประจำเลยเชียวหรือ”

“ก็ยังมีความเป็นไปได้อีกอย่างนี่คะ ว่าคุณริชาร์ดสวมมันเฉพาะตอนรู้ว่าเขาจะเจอพี่ชาย ยังไงนั่นก็เป็นแหวนที่ตกทอดมาทางพ่อเขา”

“ก็เป็นไปได้ แต่ผมว่ามันก็น่าสงสัยอยู่ดี”

“คุณคิดว่าคุณเดวิดจงใจปิดหูปิดตาเรางั้นหรือคะ เขาจะทำแบบนั้นไปทำไม”

“ถ้าเขามีส่วนพัวพันกับเรื่องที่ลูกชายตาย หรือพยายามปกปิดอะไรให้ใครอยู่ล่ะ”

“ยังไงนั่นก็ลูกชายเขานะคะ แอรอน”

“ลูกเลี้ยง” เพื่อนร่วมงานของเธอสวน “แล้วผมก็เห็นมามากแล้วว่ามนุษย์ทำอะไรได้”

“คุณพูดเหมือนคุณไม่ใช่คน” พราวพัชร์แสร้งเหน็บเบาๆ และเจ้าหน้าที่เอฟบีไอหนุ่มก็หัวเราะในคอนิดหนึ่ง ทว่าไม่ตอบโต้อะไร แม้หลังจากเธอเอ่ยต่อไปอีก “เรื่องมองโลกในแง่ร้ายไม่มีใครเกินเลยนะคะ สงสัยคุณจะอยู่กับเรื่องแย่ๆ มากเกินไป”

“ก็อย่างที่บอก ผมเห็นอะไรมามาก” ชายหนุ่มเว้นคำไปครู่หนึ่งก่อนจะหยอด “แล้วก็ยังไม่มีใครเต็มใจพาผมออกมาจากเรื่องแย่ๆ พวกนั้นนี่”

คราวนี้พราวพัชร์หัวเราะออกมาดังๆ ส่ายหน้าเหมือนอดไม่อยู่

“ไม่เอาค่ะ อย่ามาพูดจาน่าสงสารแบบนั้น ไม่เหมาะกับคุณเลยสักนิด”

“ผมพูดจริงนะ” รอยยิ้มของแอรอนหมองลงนิดหนึ่ง แม้เธอจะมองไม่ออกว่าเขาเสียใจจริงจังหรือเพียงแสร้งเล่นไปตามบท ‘คนน่าสงสาร’ ที่ตนสวมอยู่ “คุณก็เคยปฏิเสธผม หรือคุณลืมไป”

“เราแค่ลองเดตกันไม่กี่ครั้ง แล้วก็ตกลงกันได้ว่าเราไม่เหมาะกัน คุณใช้คำว่าปฏิเสธได้ยังไงคะ”

“คุณพูดของคุณเองต่างหากว่าเราไม่เหมาะกัน ทริช่า ผมจะไปยื้อคุณไว้ได้ยังไงในเมื่อคุณปักใจไปแล้วว่าผมไม่ใช่คนที่ ‘ใช่’ ของคุณ”

…แต่ถ้าเขาชอบเธอจริง เขาก็คงจะยื้อไม่ใช่หรือ?

หรืออย่างน้อย…เธอก็คิดว่าคนคนนั้นของเธอคงจะยื้อ…

ถ้าหลับตาลง เธอก็แทบจะเห็นภาพนั้นได้ ใครสักคนที่จะกอดเธอไว้โดยไม่ปล่อยให้หลุดมือไป คนที่พร้อมจะทำทุกทางเพื่อให้แน่ใจว่าเธอจะอยู่เคียงข้างเขาไปชั่วชีวิตเมื่อหาเธอพบ และหากทำได้…แม้ความตายก็จะไม่มีวันพรากเธอกับเขาให้จากกันได้สำเร็จ

น่าแปลก…ที่คนในภาพจินตนาการนั้นดูคล้ายกับ…ศิรัช

หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก ความหวั่นไหวม้วนตัวเป็นระลอกอยู่ในอก และราวกับแอรอนอ่านความคิดเธอได้เมื่อเขาเอ่ยขึ้นมาปุบปับ

“ทริช่า เรื่องคุณกับคุณศิรัชน่ะ”

“ฉันกับเขาทำไมคะ”

“ผมไม่คิดว่ามันจะจบแค่นี้ และถ้าคุณจะข้องเกี่ยวกับเขาต่อไปอีก ผมก็อยากให้คุณระวังตัวไว้”

“นี่คุณคิดมากจริงๆ นะคะ แอรอน ถ้าฉันไม่มากับคุณวันนี้ ฉันก็คงไม่เจอเขาด้วยซ้ำ ต่อให้เขาสนใจฉันจริงๆ เขาก็ไม่มีช่องทางจะติดต่อฉัน ฉันมองไม่เห็นเลยว่าเราจะมาข้องเกี่ยวกันอีกได้ยังไง

“ผมว่าคุณประเมินเขาต่ำเกินไป” ชายหนุ่มเหยียดริมฝีปากออก กึ่งยอมรับนับถือ กึ่งขัดใจ “เอาเป็นว่าผมไม่คิดว่าเขาจะจบเรื่องกับคุณง่ายๆ และทริช่า…ผมคงเข้าใจไม่ผิดใช่ไหมถ้าจะพูดว่าเขาไม่ได้สนใจคุณฝ่ายเดียว”

 

นักนิติพิษวิทยาสาวกับเพื่อนร่วมงานของเธอกลับไปนานแล้ว และศิรัชก็รู้ว่าเขาไม่ควรหยุดอยู่ตรงนี้ ยังมีเรื่องอีกมากให้เขาทำ มีคำตอบที่เขาต้องค้นหา มีคนที่เขาต้องติดต่อ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งเดียวที่เขาทำได้หลังจากประตูห้องปิดลงกลับเป็นการยืนนิ่งขึงอยู่ที่เดิม ทั้งร่างเหมือนถูกสาปให้เป็นหิน เท้าของเขาไม่ยอมขยับเขยื้อน ความรู้สึกหน่วงหนักในช่องอกไม่ยอมจางหายไป…

มันเหมือนลมหายใจเขาหลุดตามคนนอกประตูไปด้วย เขาทาบมือกับประตูบานนั้น บังคับตัวเองไม่ให้เลื่อนมันลงจับก้านบิดและสาวเท้าตามเธอออกไปเหมือนคนเสียสติ เท่าที่เป็นมา เขาก็แสดงออกมากเกินไปแล้ว มากจนเจ้าหน้าที่เอฟบีไอคนนั้นสังเกตเห็น และถ้าฝ่ายนั้นระแวงสงสัยหนักกว่านี้ เขาจะเคลื่อนไหวได้ยาก

นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งใจไว้ตอนเขาบอกเดวิดให้กลับไปฮ่องกง บอกว่าเขาจะจัดการทุกอย่างเอง เขาเพียงแค่ไม่รู้…และคาดไม่ถึงมาก่อนว่ามันจะปวดร้าวเท่านี้ กับการได้เห็นเจ้าของร่างแบบบางราวกับตุ๊กตาและดวงหน้างามซึ้งดวงหน้านั้นที่เขาไม่ได้เห็นมาเนิ่นนานแล้ว และเคยคิดว่าจะไม่มีวันได้เห็นอีกในชั่วชีวิต แม้เขาจะเตรียมตัวเตรียมใจไว้ล่วงหน้ามากแค่ไหน

แต่ชั่วอึดใจที่เห็นเธอยืนอยู่ตรงนั้น…เห็นดวงตาสีดำเหมือนเกล็ดนิลที่เขาไม่เคยลบลืมคู่นั้น หัวใจเขาก็ยังกระตุกวาบเหมือนถูกช็อต หัวใจที่ใครหลายคนบอกว่าเขาไม่มีมันอยู่

ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนเวลาหมุนย้อนได้…กลับไปยังห้วงเวลาครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นดวงตาคู่นั้น มันเบิกเลื่อนลอยคล้ายกับไม่อาจจับภาพ เขายังจดจำได้ชัดถึงสัมผัสของเรือนผมเปียกชื้นบนตักเขา มือเย็นเฉียบที่ไม่มีแรงแม้จะกุมมือเขาตอบ

คำลาที่ไม่มีให้…

ความเจ็บปวดเหมือนถูกกรีดคว้านนั้นไม่เคยถอนไปจากอก และทุกครั้งที่หญิงสาวสบตากับแมคเครย์อย่างรู้ใจกัน เขาก็รู้สึกเหมือนอยากทุบทำลายอะไรบางอย่าง

แต่มันเป็นความรู้สึกที่ไร้เหตุผล เธอไม่ใช่คู่ชีวิตที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมากับเขา…แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะเหมือนกันราวกับพิมพ์อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาสูญเสียไปแล้วไม่มีทางหวนคืนมาสู่มือเขาอีก

ใครคนหนึ่งเคยเย้ยเขาไว้เช่นนั้นก่อนจะหมดลมหายใจ ความจริงอันเหมือนคำสาปแช่ง…ชั่วนิรันดร์กาล

มือใหญ่ที่ทาบอยู่กับบานประตูกดแน่นลงอย่างไม่รู้ตัว ปลายนิ้วจิกลงกับเนื้อไม้ ความเจ็บแปลบแล่นวูบไปทั่วร่าง และเบื้องหลังเขา เสียงดังเปรื่องเหมือนเนื้อกระเบื้องกระแทกกับอะไรโดยแรงก็ดึงความคิดของเขาจากอดีตกลับคืนสู่ปัจจุบัน

ชายหนุ่มหันขวับกลับไปมอง เพื่อจะได้เห็นกาแฟที่เย็นชืดไปแล้วไหลนองบนพื้นโต๊ะตัวเล็กข้างเก้าอี้นวม หยดลงบนพื้นพรมนุ่มหนา ถ้วยเซรามิกซึ่งบรรจุกาแฟอยู่เมื่อครู่ล้มคว่ำอยู่บนโต๊ะราวกับถูกใครปัด แต่เขารู้ดีว่ามันเกิดจากอะไร

เขาไม่เคยปล่อยให้ พลัง ของตัวเองหลุดจากการควบคุมแบบนี้มานานแค่ไหนแล้ว?

ครั้งสุดท้าย…อาจเป็นวันนั้น วันที่โลกของเขาล่มสลายไปพร้อมกับ เธอ

ศิรัชลดมือลงจากประตู ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าอย่างห้ามไม่อยู่ยามเขาบังคับตัวเองให้ก้าวเท้าออกจากที่ หยิบถ้วยใบนั้นกลับตั้งขึ้น ก่อนจะก้าวเลยไปอีกทาง เปิดประตูเข้าไปในห้องนอน ทรุดตัวลงนั่งบนเตียง เนื้อผ้าปูที่นอนลื่นเย็นเมื่อสัมผัสผิว แต่มันไม่ทำให้ใจเขาเย็นลง และภาพท้องฟ้าโปร่งกับทิวทัศน์ชิคาโกนอกกระจกก็แทบไม่ผ่านเข้ามาในสมองเขา ความหรูหราน่าสบายทั้งหมดที่เงินและสายสัมพันธ์ซื้อหาได้นี้ล้วนให้ความรู้สึกว่างเปล่า

เขารู้มานานแล้ว…ว่ามันไม่มีความหมาย ไม่อาจช่วยอะไรได้เมื่อเขาอยู่ตามลำพังกับตัวเอง กับฝันร้ายที่หลอกหลอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า

มันอาจเป็นการลงโทษในสิ่งที่เขาทำลงไปทั้งหมด มือของเขาใช่จะสะอาดเอี่ยมไร้รอยเลือด และเขาก็อยู่มาได้ทุกวันนี้บนชีวิตที่เสียไปของหลายต่อหลายคน ซึ่งรายล่าสุดอาจเป็นศรุต

…ทว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาจมดิ่งอยู่กับความเสียใจ…

ชายหนุ่มยกมือขึ้นลูบหน้าเร็วๆ ครั้งหนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์มือถือซึ่งเขาวางทิ้งไว้บนโต๊ะหัวเตียง โทรไปถึงคนที่เขาตั้งใจโทรหา…หลงเฟยลี่

“ศิรัช” เสียงเธอตอบรับมาแทบจะทันทีที่สายนั้นต่อติด “ฉันว่าจะโทรหาคุณอยู่พอดีเลยค่ะ”

“ทางโน้นน่าจะเที่ยงคืนแล้ว คุณยังไม่นอนอีกหรือ”

“คุณก็รู้ว่าฉันยังไม่นอน ไม่งั้นคุณคงไม่โทรมาหรอก จริงไหมคะ” หญิงสาวตอบกลับมาอย่างยอกย้อน ก่อนจะเอ่ยต่อ “วันนี้ญาติคุณมาที่นี่ค่ะ ถามหาคุณ”

“ญาติผม ใครครับ”

“ผู้หญิงคนนั้นที่เคยมาช่วยศรุตทำงานที่นี่น่ะค่ะ ชื่ออะไรนะคะ ทาร่า?”

“ธาราไม่ใช่ญาติผม”

“ฉันจำผิดหรือคะ แต่เหมือนศรุตจะเคยบอกว่าพวกคุณเป็นญาติห่างๆ กัน”

“ครอบครัวเราเคยเกี่ยวดองกันอยู่” ศิรัชยอมรับอย่างไม่เต็มใจนัก “แต่นั่นก็นานแล้ว เรามีปัญหากันหลายอย่างหลังจากนั้น ศรุตยังโอเคกับทางนั้นมากกว่าผม ธาราถามหาผมทำไมครับ”

“เธอไม่ยอมบอกค่ะ ฉันนึกว่าคุณอาจพอรู้บ้าง”

“ไม่เลยครับ แต่แสดงว่าเธอรู้ว่าก่อนนี้ผมไปฮ่องกง?”

“ค่ะ คุณพูดแบบนี้แปลว่าเธอไม่ควรรู้สินะคะ”

“ผมกับเธอไม่ได้ติดต่อกันมานานมากแล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยเนิบช้ากึ่งครุ่นคิด นึกสงสัยขึ้นมาว่าจู่ๆ หญิงสาวผู้นั้นมีธุระอะไรกับเขา โดยเฉพาะหลังจากศรุตเพิ่งเสียชีวิตไปแบบนี้ “ผมเดาว่าเธอไม่ได้ให้ช่องทางติดต่อเธอไว้”

“ไม่ค่ะ แต่ถ้าคุณอยากติดต่อเธอจริงๆ ฉันว่าฉันหาตัวเธอให้คุณได้ ฮ่องกงไม่ได้กว้างใหญ่อะไรมากมาย”

“ถ้าเธอยังอยู่ที่นั่น” ศิรัชต่อคำให้ “ไม่เป็นไรครับ ถ้าธารามีเรื่องอะไรเธอคงหาทางติดต่อผมได้เอง”

“โอเคค่ะ ทางคุณเป็นยังไงบ้างคะ คุณเจอผู้หญิงคนนั้นแล้วใช่ไหม”

กับคำพาดพิงถึง ‘ผู้หญิงคนนั้น’ สายตาของชายหนุ่มก็เลื่อนไปยังภาพที่ยังคงวางอยู่บนโต๊ะอย่างอดไม่อยู่ ภาพที่เมื่อครู่เขาเอาโทรศัพท์วางทับไว้

ภาพของ ดร. แพทริเชีย สรากร หรือพราวพัชร์ ตามข้อมูลที่เขาได้รู้มา

หญิงสาวผิวสีน้ำผึ้งในภาพสวมชุดกระโปรงพอดีตัว ผมสีดำยาวปล่อยสยายลงมาถึงกลางหลัง เธอยืนหันข้างให้กล้อง ก้มลงมองโทรศัพท์เคลื่อนที่ในมือคล้ายไม่รู้ตัวว่าถูกแอบถ่าย ดวงหน้างดงามดวงหน้าเดียวกับในความทรงจำยังคงสะกดเขาได้ราวกับมีมนตร์ ตรึงให้เขาไม่อยากละสายตาจากไป

สิ่งที่อยู่เบื้องหลังเธอในรูปคือประติมากรรมคลาวด์เกตที่มิลเลนเนียมพาร์ค หรือที่คนท้องถิ่นเรียกสั้นๆ ว่าเดอะบีน ฉากหลังอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ซึ่งทำให้บอกได้ทันทีว่าภาพนี้ถ่ายในชิคาโก และเขาก็คงไม่ใช่คนเดียวที่บอกเรื่องนั้นได้เมื่อเห็นมัน

เดวิดพบภาพภาพนี้กับอีกสามภาพซึ่งเห็นได้ชัดว่าถ่ายในเวลาไล่เลี่ยกันในห้องพักของศรุตหลังจากฝ่ายนั้นหายตัวไป ศิรัชไม่รู้ว่าน้องชายได้มันมาจากไหน แต่ความหมายของสิ่งที่เขาเห็นชัดเจนเกินพอ

ศรุตอาจมาชิคาโกเพราะเหตุนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ มีคนใช้ภาพเหล่านี้เป็นเหยื่อล่อให้น้องชายเขาก้าวไปติดกับ และนั่นก็แปลว่าตัวการรู้เรื่องในอดีตของเขา รวมถึงอาจมีเขาเป็นเป้าหมายที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ศรุต

คำถามคือคนในภาพมีส่วนรู้เห็นอะไรด้วยหรือไม่

“ครับ ผมเจอเธอแล้ว”

“แล้วคุณคิดว่ายังไงคะ เธอรู้เรื่องอะไรไหม”

“ผมยังไม่แน่ใจ” ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก กำมือข้างที่ว่างแน่นเกร็งเข้าเป็นกำปั้นขณะที่สายตาจับไปยังภาพบนโต๊ะแน่วนิ่ง “เราคงต้องดูกันต่อไป”

“ถ้าเธอรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้จริงๆ คุณจะทำยังไงคะ ศิรัช”

…นั่นสินะ เขาจะทำยังไง…

สมองเขาว่างเปล่าไปอึดใจหนึ่ง ไม่มีคำตอบใดๆ ผ่านเข้ามายามเขานั่งเงียบอยู่เช่นนั้น มือของเขาคลายออก ยกขึ้นโดยที่เขาไม่รู้ตัว และก่อนที่ชายหนุ่มจะทันควบคุมตัวเอง มันก็แตะลงบนเสี้ยวหน้าสวยของคนในรูป ไล้ลงมาอย่างนุ่มนวล…เชื่องช้า

…เขาไม่อยากให้เธอเกี่ยวข้อง…

เขาเหนื่อยหน่ายกับการทำลายล้าง เรียนรู้ในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าการแก้แค้นไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้น ‘ชีวิตแลกชีวิต’ ไม่ช่วยให้เขาได้สิ่งที่เสียไปคืนมา และเขาก็ยังคงเจ็บปวด

แต่ถ้าพราวพัชร์มีส่วนกับการเสียชีวิตของศรุต เขาย่อมปล่อยเธอไปไม่ได้

“คุณก็รู้นี่ เฟยลี่ ว่าเราไม่มีทางเลือกมากนัก”

ในที่สุดเขาก็กรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์…เยือกเย็นกว่าเดิม เป็นศิรัชที่ทุกคนรู้จัก คนที่ไม่ลังเลกับการ ลงดาบ เมื่อสถานการณ์บีบคั้น คนที่ไม่เคยก้มหัวนบน้อมหรือยอมให้ใครท้าทายได้ง่ายๆ

“คนอย่างเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะให้ใครมองว่าอ่อนแอได้”

“แต่เธอเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนะคะ” หลงเฟยลี่เตือนมา “ถ้าคุณจะทำอะไรก็ระวังด้วย เกิดอะไรขึ้นมาจะเป็นเรื่องใหญ่”

“ผมรู้ดี เฟยลี่” ชายหนุ่มเหยียดริมฝีปากยิ้ม “ผมหวังว่าเรื่องจะไม่ไปถึงขั้นนั้น ยังไงก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่ว่าเธอเป็นแค่เหยื่อล่อที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย”

“แล้ว…” หญิงสาวอีกปลายสายลากเสียงท้ายคำนั้นอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยรัวเร็วออกมา “คุณคิดว่าเป็นไปได้ไหมคะว่าเธอจะเป็น…คนในอดีตของคุณจริงๆ”

ศิรัชนิ่งอึ้ง เงียบงันไปอึดใจใหญ่ เขาค่อยๆ หลับตาลง เนิ่นนานกว่าเจ้าตัวจะออกปากมาได้ แผ่วเบากว่าเดิม

“มันเป็นไปได้ยาก ผมไม่อยากหวังอะไรให้มากไปนัก”

…เพราะบางครั้งความหวังที่ไม่รู้ว่าเป็นไปได้หรือไม่ก็ปวดร้าวยิ่งกว่าความสิ้นหวัง…

“แต่ฉันหวังว่าเธอจะใช่” ‘เจ้าหญิงมังกร’ ตอบเขามา เสียงแผ่วละมุนลงเช่นกัน “เราสองคนควรจะมีใครได้สมหวังบ้าง ไม่อย่างนั้นโลกคงจะโหดร้ายเกินไป”

แต่นั่นก็คือสิ่งที่เขาพบมาตลอดไม่ใช่หรือ? โลกนี้เป็นโลกที่โหดร้าย

ศิรัชกลบกลืนความคิดนั้นไว้เพียงลำพังตัวเอง เขาฝืนยิ้มแม้จะรู้ว่าคนอีกปลายสายไม่เห็น เอ่ยปาก “ขอบคุณครับ เฟยลี่” และพูดต่อเนื่องกันไป “ผมโทรมานี่มีเรื่องอยากขอร้องคุณด้วย ผมบอกเจ้าหน้าที่เอฟบีไอที่ดูแลคดีศรุตไปเรื่องคุณ…”

Don`t copy text!