ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 4 : ในเงาฝัน

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 4 : ในเงาฝัน

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

………………………………………………….

-4-

 

ดอกไม้สีขาวกลีบบางคล้ายดอกแก้วส่งกลิ่นหอมอวลปลิดปลิวจากต้น หล่นวูบผ่านเข้ามาทางบานหน้าต่างไม้ที่เปิดกว้างคล้องขอเกี่ยวไว้ แลเหมือนพิรุณโปรยสายยามต้องลมแรง หญิงสาวในชุดผ้าแถบปักทองและผ้านุ่งจับจีบยาวกรอมเท้าผู้นั่งร้อยดอกไม้อยู่บนตั่งเงยหน้ามองเมฆที่ตั้งเค้ามาไกลๆ ละงานในมือลง ก่อนจะขยับลุกขึ้นยืน หมุนตัวสืบเท้าตรงไปยังประตู ยกมือจะดึงเปิดออกดูภายนอกห้อง พอดีกับที่ใครบางคนภายนอกผลักบานประตูนั้นเข้ามา ทำให้เธอต้องชะงัก ผงะถอยไปก้าวหนึ่ง

มีเหตุอันใดฤๅ ปาลวีย์”

เสียงทุ้มเอ่ยถาม พร้อมกับที่มือแข็งแรงของบุรุษเพศคว้าตัวเธอไว้ก่อนจะเสียหลักล้ม ประคองร่างบางเข้าไปเกือบจะชิดอกเปลือย ไออุ่นของเรือนกายที่คลายความหนาวเหน็บจากกระแสลม และเรียกความร้อนซู่ขึ้นมาบนแก้มหญิงสาวยามเธอยกมือขึ้นยันอกเขา พยายามผละออกห่าง ทว่าชายหนุ่มยังคงยึดท่อนแขนกลมกลึงนั้นไว้ไม่ปล่อย

แล้วนี่คิดจะหนีไปเสียที่ใด”

เสียงกระซิบห้าวทุ้มอ้อยอิ่งอยู่ริมหูยามหน้าคมคายก้มลงต่ำ ลมหายใจผ่าวร้อนเป่ารดริมแก้มนวล ทำให้หัวใจเธอเต้นไม่เป็นส่ำ หญิงสาวก้มหน้างุด และเมื่อไม่อาจเบี่ยงตัวออกเป็นอิสระ…ซุกหน้าลงกับแผ่นอกกว้างนั้นหนีอาย กิริยาที่เรียกเสียงหัวเราะต่ำๆ สะท้อนขึ้นมาจากในอกอีกฝ่าย เธอแทบจะได้ยินรอยยิ้มพรายในน้ำเสียงเขายามเจ้าตัวเอ่ย…นุ่มนวลอ่อนหวาน

อยู่กันมานานเพียงนี้แล้ว เจ้ายังอายอยู่อีกหรือ ชื่นใจ…”

ท่าน…” เสียงหญิงสาวขาดห้วงอยู่ในลำคอแค่นั้นเมื่อชายหนุ่มก้มหน้าเคล้าคลอลงมาอีก อ้อมแขนแข็งแกร่งโอบกระหวัดรัดแน่นขึ้นราวจะตีตราความเป็นเจ้าของ เนิ่นนาน…กว่าเขาจะเอ่ยแกมกระซิบขึ้นอีกครั้ง

เป็นใบ้ไปเสียแล้ว…”

ริมฝีปากอุ่นจรดจุมพิตลงกลางกระหม่อม ก่อนเจ้าตัวจะคลายอ้อมแขนออก จับจูงเธอเดินกลับไปยังตั่ง ทำท่าจะดึงร่างเล็กลงนั่งซ้อนตัก แต่เมื่อหญิงสาวเบี่ยงกายหนีอีกครั้ง ชายหนุ่มก็หัวเราะ ยอมปล่อยให้เธอถดตัวนั่งลงข้างเขา เพียงเอาแขนข้างหนึ่งคล้องโอบเอวบางไว้หลวมๆ ราวกับเกรงเธอจะลี้หาย

วันนี้เจรจาความกับทูต เป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ”

นั่นคือคำแรกที่ออกจากปากหญิงสาวเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมอง และหน้าคมคายของชายหนุ่มก็เคร่งขึ้นเล็กน้อย หัวคิ้วเข้มตรงขมวดเข้าหากัน

มันกล้าดี อาจหาญเรียกร้องโน่นนี่นั่น”

ซึ่งท่านไม่คิดจะให้”

ชายหนุ่มทำเสียงหึในคอ นิ่งไปนิดก่อนจะเอ่ยลอดไรฟัน

พวกเราชาวปาตรามิใช่ข้าทาสผู้ใด”

หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะซบหน้าลงกับไหล่เขา มือข้างหนึ่งยกขึ้นวางทาบบนอกกว้างเหนือหัวใจคนที่เธอรัก ทว่าคราวนี้กิริยานั้นไม่ใช่การผลักไสบ่ายเบี่ยง เธอใช่จะไม่รู้…ยามนี้หมอกเมฆแห่งความยุ่งยากกำลังคืบคลานเข้ามาสู่ปาตรา และมันย่อมจู่เข้ามาถึงตัวเขาก่อน

เธอเป็นเพียงสตรีในโลกที่แกนเอนเอียงเข้าหาบุรุษ แม้ร้อนใจนักหนา จักทำสิ่งใดได้ เธอเรียนรู้เท่าที่จะรู้ได้ เป็นคู่เชย เป็นคู่คิด และเมื่อทุกสิ่งเกินกำลัง เธอทำได้เพียง…เป็นแรงใจและที่พักพิงให้เขา

หญิงสาวไม่รู้ด้วยซ้ำ เหตุใดเขาจึงเลือกเธอ ปรารถนาเธอ สตรีนับร้อยพันหมายปองเขา ทว่าชายหนุ่มไม่แม้จะเหลือบตาแล จนถึงวันนี้ เธอก็ยังไม่ชินกับประกายวามวาบอันทรงพลังเหมือนสายฟ้าในดวงตาคู่นั้นซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนได้ในพริบตาเมื่อมองมา รอยยิ้มพรายเนิบละมุนซึ่งแทบจะมีเธอเพียงผู้เดียวที่ได้รู้จัก สัมผัสรุ่มร้อนเสมือนเปลวไฟอันราวจะแผดเผาเธอให้ไหม้เป็นจุณไปได้ในอ้อมแขนแกร่งคู่นั้น…ทุกราตรี ก่อนมันจะกระหวัดโอบรัดเธอเข้าแนบอก กกกอดไว้ชิดกายจนฟ้ารุ่ง

หญิงสาวนึกพิศวง และบางครั้งก็อดหวั่นใจไม่ได้ เขาเห็นอะไรในตัวเธอ…และจะมีสักวันไหมที่เขาเบื่อหน่าย แปรเปลี่ยนไป แต่สุดท้าย…มันสำคัญด้วยหรือว่าเขาจะเห็นหรือไม่เห็นเธอในสายตา ตราบใดที่เธอยังมีชีวิต เธอก็ยินดีจะอุทิศทุกลมหายใจเพื่อเขา

เขาผู้เป็นเจ้าชีวิต ควบคุมทุกสิ่งที่ดำเนินไปในปาตรา

แขนที่โอบเธอรัดแน่นเข้าทีละนิดๆ แน่นจนหายใจไม่ออก มันขยับเคลื่อนเสียดสี เกิดเป็นเสียงแสกสากเหมือนอะไรบางอย่างครูดเข้ากับเนื้อผ้า การเคลื่อนไหวนั้นวกอ้อมรอบเอว…เลื่อนไปถึงกลางหลังเธอ ก่อนจะพันปราดขึ้นมา โอบกระหวัดรอบแล้วรอบเล่าในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ กว่าหญิงสาวจะตั้งสติได้ว่ามีสิ่งผิดปกติ ร่างเธอก็ไม่อาจเขยื้อน

เธอก้มหน้าลง มองสิ่งที่ตรึงเธออยู่ ไม่ใช่แขน…แม้ขนาดนั้นจะใหญ่โตจนเท่าท่อนแขนเธอก็ว่าได้ เกล็ดวับวามเหลือบเลื่อมทำให้ลมหายใจหญิงสาวสะดุด และหัวรูปสามเหลี่ยมก็ชูปราดขึ้น ดวงตากลมมีขีดเรียวรีสีเหลืองอำพันวะวับจ้องตรงมาในตาเธอ ก่อนอสรพิษร้ายเจ้าของดวงตานั้นจะแสยะแยกปากออก เผยคมเขี้ยวแหลมยาวขาววับ

กรี๊ด!”

เสียงกรีดก้องกังวานสะท้อนไปทั้งห้องแคบเล็กนั้น พร้อมกับที่ร่างบางผวาลุกพรวดขึ้นจากที่นอน ตัวสั่นเทา มือทั้งสองตวัดป่ายเปะปะออกไปอย่างคุมสติไม่อยู่ ครู่ใหญ่…กว่าเจ้าตัวจะกระชากตัวเองกลับคืนมาจากห้วงความฝันนั้นได้สำเร็จ พราวพัชร์ดึงมือข้างหนึ่งมาปิดหน้าทั้งที่อาการสั่นระริกนั้นยังคงเห็นได้ชัด หอบหายใจแรงจนตัวโยน มืออีกข้างลดลง จิกลงกับผ้าปูที่นอนแน่นจนยับย่น

ฝัน… ฝันแค่นั้น เหลวไหลสิ้นดี…

สายตาของเธอเริ่มปรับเข้ากับความมืด ตู้เสื้อผ้า โต๊ะทำงานตัวเล็กที่มีโคมไฟตั้งโต๊ะและคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ควางอยู่ ชั้นหนังสือ หญิงสาวจำได้ว่ามีหนังสืออะไรบนนั้นบ้าง เป็นตำราและหนังสืออ้างอิงเป็นส่วนใหญ่ เธอรู้ว่าจะเห็นอะไรถ้ามองออกนอกหน้าต่าง อาคารอพาร์ตเมนต์ฝั่งตรงข้าม ร้านกาแฟแฟรนไชส์ชื่อดังตรงหัวมุมถนน…

นี่คืออพาร์ตเมนท์ที่เธออาศัยอยู่ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมา นี่คือชิคาโก เธอคือ ดร.แพทริเชีย สรากร ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติพิษวิทยา เพื่อนๆ และผู้ร่วมงานส่วนใหญ่เรียกเธอว่าทริช่า มีเพียงกลุ่มคนไทยที่เธอรู้จักที่ยังเรียกชื่อเดิมของเธอ…พราว

เธอไม่ใช่ผู้หญิงในฝันคนนั้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่เธอฝันถึงห้องห้องเดิม หน้าต่างบานเดิมที่มีต้นไม้ผลิดอกขาวสะพรั่งนั้นอยู่ด้านนอก ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าตนเป็นใครอีกคน นุ่งห่มผ้าคล้ายชุดโบราณ บางครั้งก็สวมเครื่องประดับทองบนข้อมือข้อเท้า ในฝันนั้นทุกครั้ง…ไม่ว่าเธอจะทำอะไรอยู่ก็ตาม พราวพัชร์สัมผัสได้ถึงความร้อนใจ ว้าวุ่น…รอคอย

คอยใคร เขา?

แค่คิด ใบหน้าคมคายราวกับรูปสลักโบราณของชายหนุ่มในฝันก็หวนคืนมาอีกรอบ วาจาออดอ้อนอ่อนหวาน ประกายตาดื่มด่ำด้วยความเสน่หา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มีใครอื่นอยู่ในฝันนั่น

และที่แปลกคือ…เขาเป็นคนที่เธอรู้จัก

แม้การแต่งกายและทรงผมจะผิดแผกไป แม้บุคลิกท่าทางจะดูไม่เหมือนกัน แต่ใครจะลืมใบหน้าและดวงตาคู่นั้นได้ นี่เธอหลงใหลเขาจนเก็บมาฝัน? มันดูเหมือนปฏิกิริยาของเด็กสาววัยรุ่น และเธอก็ควรรู้ดีเกินกว่าจะตรึงใจกับรูปลักษณ์ของชายที่เกือบเหมือนคนแปลกหน้า งานที่เธอทำเป็นข้อพิสูจน์ ฆาตกรจำนวนมากดูดี ไม่ต่างจากงูพิษสีสวยจัดจ้าน และความดูดีนั้นเป็นสิ่งล่อเหยื่อไปสู่ความตาย คนเรามักหลงไปกับสิ่งที่ตาเห็นเสมอ

และนั่นอาจเป็นสิ่งที่ฝันนั้นพยายามบอกเธอ?

พราวพัชร์แย้มริมฝีปากออกยิ้มขำตัวเอง ตาสวยเหลือบมองนาฬิกา ตีสองครึ่ง เธออยากพูดเรื่องนี้กับใครสักคน แต่รู้ว่าไม่ควรโทรไปกวนน้าสาวหรือลูกพี่ลูกน้องกลางดึก อย่างไรนี่ก็ไม่ใช่เรื่องด่วน

มันก็แค่ฝัน…

หญิงสาวตบหมอน ลดตัวลงนอนอีกรอบ แต่เพียงหลับตาลง ภาพ ‘เขา’ ก็เคลื่อนกลับเข้ามาใต้เปลือกตาที่ปิดสนิทนั้น โครงหน้าคมคาย ร่างสูงได้ส่วน ดวงตาสีน้ำตาลแกมประกายทองซึ่งพริบพรายด้วยอารมณ์รัก แต่ทุกครั้งที่เขาคนนั้นโอบกอดเธอ หูเธอคล้ายจะได้ยินเสียงฟ่อๆ เหมือนเสียงขู่ของอสรพิษ

ความทรงจำหลากหลายหวนกลับมาเมื่อเธอดิ่งลงใกล้ห้วงนิทรา คละเคล้าสับสน ภาพงูมากมายราวกับฝันร้ายที่รายล้อมอยู่เมื่อเธอมองออกไปนอกหน้าต่างบ้านในครั้งยังเยาว์ แรงกระชากของบิดาที่ลากเธอกลับมาจากหน้าต่างบานนั้น ภาพตัวเองตัวสั่นเทาอยู่ท่ามกลางความมืดหลังจากบิดาผลักเธอเข้าไปในตู้เสื้อผ้า ปิดประตูตามหลัง เธออยากจะผลักประตูตู้เปิดออกไป แต่ถูกเสียงสั่งเด็ดขาดของมารดาห้ามไว้ ได้แต่นิ่ง…นิ่งจนมีเสียงโครมเหมือนประตูถูกพังเข้ามา นิ่งต่อไปจนเสียงการโต้เถียง…ต่อสู้…ทำร้าย…ภายนอกเงียบลง

สิ่งที่เธอเห็นและได้ยินบางส่วนในวันนั้นถูกสรุปในท้ายที่สุดว่าเป็นจินตนาการอันเกิดจากความช็อกของเด็ก ไม่มีทางเป็นจริง

เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงตอนนี้ แม้แต่เธอก็ไม่แน่ใจในความจำของตัวเองนัก งูเหล่านั้นเริ่มดูเหมือนภาพฝังใจจากหนังสยองขวัญสักเรื่องมากกว่า แต่คำคาดคั้นเรื่องการหักหลังที่เธอคิดว่าตนได้ยินแว่วๆ ระหว่างซ่อนตัวอยู่ในความมืดอาจเป็นจริง อาจมีเงื่อนงำอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น เพราะเป็นไปไม่ได้…ที่ผู้ให้กำเนิดเธอจะถูกปองร้ายโดยไร้เหตุผล

…เธออยากจำอะไรได้มากกว่านี้…

ภาพของสิ่งที่เกิดหลังจากนั้นแตกตัวเป็นเสี้ยวรางเลือน สิ่งที่เธอรับรู้อย่างปะติดปะต่ออีกครั้งคือคำบอกเล่าว่าน้าเธอจะมารับเธอไปอยู่ด้วย

เมื่อพราวพัชร์โตขึ้น เธอได้ยินว่าร่องรอยในบ้านบ่งบอกว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาอุ้มบิดาและมารดาเธอไปด้วยเหตุผลซึ่งยังไม่กระจ่างชัด เพื่อนบ้านเรียกตำรวจมาเพราะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ไม่หยุด เสียงเธอ…เธอนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวในห้องโชกเลือดตอนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาพบ

…เธอควรหวังว่าผู้ให้กำเนิดเธอจะยังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่พฤติการณ์อุกอาจและปริมาณเลือดในห้องบ่งบอกว่าไม่น่ามีใครรอดชีวิต…

คดีสะเทือนขวัญนั้นเป็นข่าวอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อน้าเธอหอบเธอข้ามน้ำข้ามทะเลมาที่นี่ ไม่เคยมีใครถูกจับได้ ไม่มีร่องรอยหรือเบาะแสใดให้ตามต่อ ไม่มีประวัติว่าทั้งบิดาและมารดาเธอเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมใดๆ พราวพัชร์จำต้องยอมรับแม้จะไม่อยากยอมรับว่าเธอคงไม่มีวันได้คำตอบว่าเกิดอะไรขึ้น ความยุติธรรมลี้ไกลเกินมือเธอคว้าถึง อาจจะตลอดกาล

แล้วทำไมเสี้ยวความจำของเธอจึงแวบกลับมาตอนนี้อีก หรือเพราะภาพงูในฝันไปผูกโยงกับคำว่างูที่เธอได้ยินหรือคิดว่าได้ยินจากปากแม่ในวันสุดท้ายนั่น คำที่อาจทำให้ความทรงจำวัยเด็กเธอบิดเบี้ยวไป?

หญิงสาวพลิกกายกระสับกระส่าย หาคำตอบให้ตนเองไม่พบ สิ่งที่เธอทำได้มีเพียงข่มตาลง พยายามหลับให้ได้อีกครั้ง

ห้วงนิทรามาถึงอย่างยากเย็น ทว่าเมื่อมันมาเยือน…เธอไม่ได้ฝันถึงเหตุการณ์อันโหดร้ายนั้น ภาพในฝันของเธอคือผืนสมุทรกว้างสีครามเข้ม มือใหญ่อบอุ่นของใครบางคนกำลังจับจูงเธอเดินริมหาด ความรู้สึกปลอดภัยอย่างมีผู้ปกป้อง

เสียงทุ้มกระซิบนุ่มนวลในฝันนั้น ขานนามเดิม …ปาลวีย์… คราวนี้เธอไม่เห็นหน้าเจ้าของเสียง แต่หัวใจเธอสงบลง เต็มตื้นด้วยอารมณ์อุ่นซ่าน…ไว้วางใจ

เธอรู้ว่าเธอวางชีวิตไว้ในมือเขาได้…

พราวพัชร์หลับยาวจนรุ่งเช้า ไม่มีภาพร้ายกาจใดๆ มาแผ้วพานอีกตลอดคืน

 

“พราว! ฝนจะตกหรือเปล่านี่ ถึงว่างมาหาน้าได้”

เสียงทักของกัลยาดีใจจัดเสียจนพราวพัชร์ต้องยิ้มแหย เธอเดินลัดเลาะผ่านตู้กระจกโชว์สินค้าเข้าไป ก่อนจะทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ชุดรับแขกตรงมุมร้านขายเครื่องประดับแอนทีค อันเป็นกิจการที่กัลยาทำตั้งแต่เธอยังเด็กมาจนถึงตอนนี้ และส่งสายตาละห้อยให้ญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่เลี้ยงเธอมาแต่เล็กนับจากบิดามารดาเธอหายตัวไปคราวนั้น

“พราวไม่ได้หายหน้าไปนานขนาดนั้นสักหน่อยนะคะ น้าแก้ว”

“ฮื้อ ไม่นานของพราวน่ะสิ น้าชวนมากินข้าวด้วยกันกี่ทีแล้ว ผัดไปเรื่อย” กัลยาค่อนด้วยเสียงไม่จริงจังนัก เธอคล้องสร้อยคอแบบโบราณลงบนหุ่นโชว์ มองซ้ายมองขวาอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงพยักหน้าให้ตัวเอง เดินมาสมทบกับหลานสาวที่โต๊ะ น้ำเสียงที่เอ่ยอ่อนโยนลง เจือเค้าเป็นห่วง

“งานยุ่งมากหรือพราว ตอนนี้ อย่าโหมงานนักล่ะ ดูแลตัวเองบ้าง”

“ไม่ได้มากขนาดนั้นหรอกค่ะ ยังไหวอยู่ แค่มีเรื่องที่ต้องเร่งตรวจสอบนิดหน่อยน่ะค่ะ” หญิงสาวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงโทรศัพท์ออกมา ทำหน้าเจื่อนอย่างรู้สึกผิดยิ่งขึ้น “พูดถึงเรื่องนี้…น้าแก้วคะ พราวมีเรื่องอยากรบกวนหน่อย”

“อะไรอีกล่ะจ๊ะ ตกลงว่าที่มาหาน้านี่เพราะมีเรื่องจะขอให้ช่วยงั้นสิ”

“พราวจะมาอยู่แล้วค่ะ บังเอิญมีเรื่องแทรกเข้ามาเฉยๆ” พราวพัชร์โอด และกัลยาก็ส่ายหน้าเหมือนระอาปนเอ็นดู ไม่ต่อความเมื่อผู้เป็นหลานกดเรียกภาพถ่ายภาพหนึ่งขึ้นมาหน้าจอมือถือ เอียงมันไปทางเธอ “น้าแก้วช่วยดูให้หน่อยได้ไหมคะว่ามีแหวนหน้าตาคล้ายๆ กันนี้หลุดมาในตลาดบ้างไหม”

“ส่งรูปมาให้น้าก็แล้วกันจ้ะ เดี๋ยวน้าลองถามเพื่อนๆ ในวงการให้”  กัลยาพินิจภาพนั้นอยู่อีกครู่ ก่อนจะเหลือบตาขึ้นมองหลานสาว มือที่วางลงบนมือพราวพัชร์นุ่มนวล และคำถามที่ออกจากปากมาก็ยิ่งอ่อนโยน

“แหวนนี่เกี่ยวกับคดีหรือจ๊ะ ใช่เรื่องนักธุรกิจฮ่องกงคนนั้นหรือเปล่า”

“น้าแก้วพูดเหมือนตาเห็นเลยค่ะ แต่อย่าให้ใครรู้นะคะ งานนี้เราพูดอะไรมากไม่ได้”

“ก็พราวบอกน้าว่าแอรอนดูคดีอยู่นี่ ถ้าเป็นคนอื่นพราวคงไม่ช่วยขนาดนี้” ผู้เป็นน้าคลี่ยิ้มละมุนให้ “ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะ น้าจะบอกเพื่อนว่ามีลูกค้าขอให้หาให้เฉยๆ”

“ขอบคุณค่ะน้าแก้ว”

“น้าเห็นวันก่อนมีข่าวพ่อคนตายให้สัมภาษณ์ออกทีวี บอกว่าบินมาที่นี่ตั้งแต่สามสัปดาห์ก่อน แต่คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าลูกเขาจะเป็นอันตรายถึงชีวิต” กัลยาหน้าหมองลง “เฮ้อ คนแก่ต้องมาทำศพเด็ก อะไรจะสลดไปกว่านั้นไม่มีแล้ว พราวได้เจอเขาหรือเปล่าจ๊ะ”

“ไม่ได้เจอหรอกค่ะ เขาเพิ่งกลับไปฮ่องกง พี่ชายคนตายบินมาแทน น้าแก้วรู้ไหมคะว่าที่จริงเขาเป็นคนไทย”

“อะไรนะจ๊ะ ใครเป็นคนไทย”

“ริชาร์ด หยาง ผู้ตายน่ะค่ะ พราวพอจะรู้เหมือนกันว่าเขาเป็นลูกติดภรรยาของเดวิด หยาง แต่เพิ่งรู้ตอนเจอพี่ชายเขานี่เองว่าแม่กับพ่อแท้ๆ ของเขาเป็นคนไทย อันที่จริงเขาชื่อศรุต”

“ตายจริง”

“ค่ะ พอคิดว่าเป็นคนชาติเดียวกันแล้วใจหายยังไงก็ไม่รู้” พราวพัชร์เงียบไปครู่หนึ่ง “จะว่าไปแล้ว น้าแก้วคะ พราว…”

เสียงเอ่ยของเธอขาดไปเมื่อใครบางคนผลักประตูหน้าร้าน สาวเท้าเร็วๆ เข้ามา หญิงสาวเหลียวไปมอง แต่ไม่ทันก่อนเสียงวี้ดอย่างยินดีจะดังขึ้น ตามด้วยถ้อยทักแหลมสูงตื่นเต้นเหมือนเจ้าตัวเป็นสาวน้อยวัยแรกรุ่น

“พี่พราว! ไม่เจอกันนานมากกกกก”

หางเสียงคนพูดลากยาวเหมือนเติม ก.ไก่ไปสักล้านตัว และกิรณา…ลูกสาวคนเดียวของกัลยาก็โผเข้ากอดเธอจากด้านหลัง หอมแก้มเธอซ้ายทีขวาที ก่อนจะส่งยิ้มกระจ่างใสให้เธอ “เกลคิดถึงพี่พราวสุดๆ”

“ทำตัวเป็นเด็กไปได้” กัลยาส่ายหน้าใส่ลูกสาว “ขี้อ้อนเป็นที่หนึ่งละ นี่อยากได้อะไรจากพี่เขาอีกเหรอ”

“มองโลกในแง่ร้ายจังเลยค่ะแม่” เจ้าตัวย่นจมูก ก่อนจะเดินอ้อมไปอีกฝั่งโต๊ะ ชะโงกหน้าไปหอมแก้มผู้เป็นแม่บ้าง “เกลไม่ได้หวังอะไรสักหน่อย  ไม่ใช่ห้าหกขวบแล้วนะคะ เกลจะได้อ้อนขอตุ๊กตาขอของเล่นของพี่พราว”

พราวพัชร์หัวเราะ มองลูกพี่ลูกน้องผู้อ่อนกว่าเธอเจ็ดปีอย่างรักใคร่และฉุดลงให้นั่ง กิรณาตรงข้ามกับเธอเหมือนเหรียญคนละด้าน ขณะที่เธอเป็นสาวแกร่ง ไม่ค่อยมีจริตมารยาของผู้หญิง กิรณาก็พราวพรายไปด้วยเสน่ห์ ร่าเริงขี้เล่น ขี้อ้อน เหตุการณ์ขอตุ๊กตา ขอของเล่นที่พราวพัชร์ต้องยอมให้ทุกครั้งนั้นไม่ได้เกิดแค่ครั้งเดียว แต่ความสดใสและรอยยิ้มกระจ่างของคนเป็นน้องทำให้ไม่มีใครในครอบครัวโกรธลง

นั่นรวมไปถึงรูปลักษณ์เหมือนนางฟ้าของเจ้าตัว ซึ่งเป็นอีกอย่างที่ตรงข้ามกับพราวพัชร์ กิรณาผิวขาวใสจนเกือบอมชมพู ดวงตาสดใสเป็นประกาย คิ้วโค้งเรียวกับปากนิดจมูกหน่อยแบบผู้หญิงแท้ๆ แลดูบอบบางอ่อนหวานราวกับตุ๊กตากระเบื้อง ขณะที่พราวพัชร์มีผิวสีน้ำผึ้งเนียนละเอียดกับตาสวยซึ้งคมกริบอย่างที่กิรณาชอบมานั่งมองเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่นและบอกว่า ‘พี่พราวผิวสวยสุดๆ เกลอิจฉาจัง หน้าก็สวย เหมือนนางพญาโบราณเลย’

เป็นกิรณาอีกนั่นแหละ ที่ถอนใจเสียยาวเหยียดตอนเธอปฏิเสธความสัมพันธ์กับแอรอนแล้วบอกทีเล่นทีจริงว่า ‘เสียดายสุดๆ นี่ถ้าเขาชอบเกล เกลคว้าไม่ปล่อยแล้วนะเนี่ย มาดแมน อนาคตไกลออกยังงี้ พี่พราวปล่อยไปได้ไง’

“ว่าแต่เมื่อกี้พราวจะพูดอะไรกับน้าจ๊ะ ยัยเกลมาขัดจังหวะพอดี เล่าต่อสิ”

คำถามของกัลยาดึงความสนใจของพราวพัชร์ไปได้ รวมถึงกิรณาซึ่งทำท่ากระตือรือร้นขึ้นทันที

“มีอะไรเหรอคะพี่พราว เล่าๆๆ เกลอยากฟัง”

“ไม่มีอะไรหรอก พี่แค่กำลังจะบอกน้าแก้วว่าเมื่อคืนพี่ฝัน…” พราวพัชร์สูดหายใจเข้าเมื่อภาพสุดท้ายของฝันนั้นก่อนเธอสะดุ้งตื่นแวบเข้ามาในสมองอีกรอบ ก่อนจะมองเลยไปทางกัลยา กลั้นใจเอ่ยต่อ “พราวฝันเห็นงูค่ะ”

กัลยาชะงักกึกไป แล้วจึงทวนคำ “งู?”

“ค่ะ งู…” หญิงสาวยิ้มให้น้าสาวอย่างพยายามปลอบให้ฝ่ายนั้นสบายใจก่อนจะบอก “รัดพราวแน่นจนจะหายใจไม่ออก แล้วก็ชูหัวขึ้นมาแยกเขี้ยวใส่พราว”

“ตายแล้ว พี่พราว เค้าว่าฝันว่างูรัดจะได้คู่ไม่ใช่เหรอคะ” เสียงกิรณาแทรกขึ้นมา กิ๊วก๊าว กระตือรือร้นจนทำให้คนฟังอดยิ้มไม่ได้ “ช่วงนี้คบใคร เจอใครหรือเปล่าคะ เกลอยากเห็นหน้าว่าที่พี่เขย”

“ไม่ใช่ซะละมั้ง งูแยกเขี้ยวใส่พี่นะ”

“แหม แต่ก็ไม่กัดไม่ใช่เหรอคะ” กิรณายังไม่ยอมแพ้ “แค่แยกเขี้ยวเอง อาจจะเป็นรักแบบดุๆ รักไปโหดไป”

“เหลวไหลใหญ่แล้วเรา” กัลยาส่ายหน้า ก่อนจะสบตาพราวพัชร์อีกแวบหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่กิรณารู้ แต่สำหรับพราวพัชร์ งู…ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น

ตั้งแต่ ‘เกิดเหตุ’ ตอนเด็ก พราวพัชร์ทนเห็นงูไม่ได้ไปพักใหญ่ และกัลยาก็ใช้เวลาอยู่นานในการตะล่อมหลานสาวว่าภาพที่เธอ ‘คิดว่าเห็น’ ในวันนั้นไม่ใช่เรื่องจริง

ทุกวันนี้หญิงสาวใช้ชีวิตปกติ ไม่แง้มพรายให้กัลยารู้ว่าคำถามไม่เคยพ้นไปจากใจเธอ ที่แท้แล้ววันนั้นเกิดอะไรขึ้น? สิ่งที่เธอรับรู้ตอนนั้นเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน?

“เมื่อกี้พราวบอกน้าว่างานไม่ยุ่งขนาดนั้น แต่เครียดฝังใจอะไรหรือเปล่า พราวเล่าให้น้าฟังไม่ใช่หรือว่าคดีนี้ ตอนเจอศพพราวเห็นงูพันอยู่”

“ก็คงงั้นมั้งคะ พราวว่าพราวไม่เครียดนะ แต่ก็ไม่รู้” หญิงสาวคลี่ยิ้มน้อยๆ ออกมา “เพราะในฝันนั่น พราวเห็นผู้ชายที่เป็นญาติคนตายด้วยค่ะ พี่ชายเขาที่พราวบอกว่าเพิ่งบินมานั่น พราวไปคุยกับเขาวันก่อนเรื่องคดี ไม่คิดเหมือนกันว่าแค่นี้จะเก็บมาฝัน”

“เอ๊ คนนี้รึเปล่าคะเนื้อคู่พี่พราว อาจจะใช่ก็ได้นะ”

“เกล อย่าชักใบให้เรือเสียสิ” กัลยาดุ “พี่เขาจริงจังอยู่นะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ อาจจะแบบที่เกลว่าก็ได้” พราวพัชร์หัวเราะ เล่นตามน้องสาวไปด้วย เพราะความขี้เล่นของกิรณานี่แหละ ที่ทำให้เธอยิ้มออกได้เสมอ แม้ในเวลาที่เธอคิดว่าคงไม่มีทางยิ้มได้ “ฝันว่างูรัดเฉยๆ ได้คู่ แล้วถ้างูรัดด้วยมีผู้ชายด้วย ได้คู่สองต่อเลยมั้ยเกล”

“ก็ขึ้นกับในฝันเขาทำอะไร ‘รัด’ พี่พราวแบบงูมั้ยล่ะคะ” กิรณาทำหน้าทะเล้น ก่อนจะร้องโอ๊ยเมื่อผู้เป็นมารดาฟาดเผียะลงที่แขน “แม่คะ! เกลกับพี่พราวไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ พูดนิดพูดหน่อยทำไมต้องตีกันด้วย”

“อย่ามาพูดจาก๋ากั่นต่อหน้าแม่”

หญิงสาวย่นจมูก เหลือบตามองคนเป็นพี่อย่าง ‘รู้กัน’ และพราวพัชร์ก็รู้ว่าเธอต้องทำอะไร เธอจึงหัวเราะ ดึงบทสนทนานั้นกลับมาที่ตนเองอีกรอบ

“คืออย่างนี้ค่ะ น้าแก้ว พราวฝันประหลาดเชียว ฉากในฝันเหมือนเป็นบ้านเอเชียโบราณตกแต่งแปลกๆ น่ะค่ะ แล้วเขากับพราวก็แต่งตัวย้อนยุค เขาเปลือยอกเลยนะคะ นุ่งผ้านุ่ง ไว้ผมยาว…”

“แล้วไงต่อ พี่พราว”

“ก็ไม่ยังไง พี่เหมือนรอเขาอยู่ในฝัน เขาเข้ามาหา แล้วก็…” อะไรบางอย่างทำให้เธอลังเล ไม่อยากพูดถึงสัมผัสอ่อนหวานชิดเชื้อซึ่งราวจะปลุกให้ทั้งร่างเธอลุกเป็นไฟ มันให้ความรู้สึกเหมือนเรื่องส่วนตัว สิ่งทรงค่าที่เธอจะเก็บไว้แนบใจเพียงลำพัง และไม่มีวันแบ่งปันให้ใครทั้งสิ้น

“…แล้วเขาก็กลายเป็นงู รัดพี่แบบที่เล่านั่นแหละ”

ถ้อยคำรวบรัดของเธอทำให้กิรณาหรี่ตาลง ทำหน้าเคลือบแคลง มองมาอย่างพินิจ แต่เมื่อคนถูกมองตีหน้าตาย ฝ่ายนั้นก็ถอนใจ บ่นอุบ

“แค่นั้นเหรอพี่พราว ฝันได้เรตจีมาก อุตส่าห์ลุ้น มีผู้ชายเปลือยอกในฝันทั้งที”

เสียงกัลยาถอนใจเหมือนคร้านจะดุ แต่กิรณาไม่ใส่ใจยามเอ่ยต่อไปอีก

“ว่าแต่ว่า…หล่อมั้ยคะ พี่พราว เอาตัวจริงเลยนะ”

“เกล ไม่เอาน่ะ คนเขาญาติเพิ่งเสีย”

“ก็ไม่ใช่ว่าญาติเสียแล้วความหล่อจะลดลงนี่คะแม่”

กิรณาโต้อย่างดึงดัน ก่อนจะหันมาทางพราวพัชร์ เลิกคิ้วขึ้นแบบที่ทำให้คนเป็นพี่อดยิ้มออกมาไม่ได้พลางส่ายหน้า

“ส่ายหน้าแบบนั้น ไม่หล่อเหรอคะ”

“ขั้นเทพเลยมากกว่า พี่ว่า…นายแบบยังอาย”

“ไม่เชื่อละ พี่พราวอำเกล”

“ไม่เชื่อก็แล้วแต่”

“นี่พูดจริงนะพี่พราว…” เสียงกิรณาขาดหายไปในคอดื้อๆ เมื่อสายตาของเจ้าตัวแลเลยข้ามไหล่พราวพัชร์ไปทางหน้าประตูร้าน รอยยิ้มเจ้าชู้ค่อยๆ พรายขึ้นบนใบหน้าขาวสวยเมื่อเจ้าตัวลดเสียงลง ชะโงกมากระซิบกับผู้เป็นพี่แบบที่ได้ยินกันเพียงสองคน “ถ้าพี่พราวว่าหล่อ หล่อขนาดคนนั้นได้ไหมคะ”

เสียงประตูเปิดออกและปิดลง ตามด้วยเสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาในร้าน ไม่มีอะไรผิดปกติ แต่พราวพัชร์กลับรู้สึกวูบวาบขึ้นมาที่ต้นคอโดยปราศจากสาเหตุ

เธอค่อยๆ เหลียวกลับไปด้านหลัง และสิ่งแรกที่เธอเห็นคือดวงตาคมกริบคู่นั้น ตาสีน้ำตาลเข้มแซมประกายอำพันอันลึกล้ำจนยากจะหยั่ง เป็นปริศนาที่ไขไม่ออกเสียยิ่งกว่าตอนเธอเห็นเขาครั้งสุดท้าย

วันนี้ร่างสูงได้ส่วนของศิรัชอยู่ในเสื้อยืดดำเข้ารูปกับกางเกงยีนสีเดียวกัน ดูลำลองกว่าครั้งก่อน แต่มันไม่ทำให้ความโดดเด่นของเจ้าตัวลดลง เขายังคงดูดึงดูดจนเหลือเชื่อ ทะนงตัวอย่างยิ่ง และทำให้คนระย่อที่จะเข้าใกล้ในขณะเดียวกัน

และแล้วริมฝีปากหยักสวยนั้นก็ขยับยกเป็นรอยยิ้มพราย…ยิ้มซึ่งทำให้เธอร้อนวูบไปทั้งตัว

“ด็อกเตอร์สรากร” ศิรัชออกปากทัก ก่อนเจ้าตัวจะสืบเท้าเข้ามาหา ยื่นมือให้เธอ “โชคดีจังครับ ผมกำลังตามหาคุณอยู่พอดี”

Don`t copy text!