ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 5 : เพื่อคนที่จากไป

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 5 : เพื่อคนที่จากไป

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป!

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

………………………………………………….

-5-

 

สีหน้าของหญิงสาวผู้หันกลับมาหาศิรัชดูเหมือนงันไปนิดๆ ที่เห็นเขามาปรากฏตัวที่นี่ ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะแม้เธอจะพูดถึงร้านเครื่องประดับของน้าตอนพบกัน เธอก็ไม่เคยให้ที่อยู่เขาไว้ และอันที่จริง เธอไม่ยอมบอกแม้กระทั่งว่าครอบครัวเธอเป็นคนไทย ไม่บอกแม้แต่ชื่อไทยของตนเองด้วยซ้ำ แม้เขาจะจงใจให้ข้อมูลไปว่าเขาและน้องเป็นคนไทยก็ตาม

ทว่านอกเหนือจากความประหลาดใจและร่องรอยหวั่นไหวเล็กน้อย พราวพัชร์ก็ไม่ได้มีทีท่าหวาดระแวงหรือตกใจใดๆ ในแบบที่อาจดูเหมือนพิรุธ ดวงตาสวยคมยังจับจ้องเขาไม่ละลด แต่ศิรัชรู้สึกว่าเธอถูกชักนำด้วยแรงดึงดูดแรงกล้าระหว่างเขาและเธอมากกว่าเหตุผลอื่น แรงดึงดูดที่เขายังรู้สึกแม้กระทั่งในยามนี้ และเมื่อสาวสวยวัยยี่สิบเศษซึ่งนั่งอยู่ด้วยกันกับเธอยื่นหน้าไปพูดข้างหูเธอเป็นภาษาไทยว่า “ใครคะ เขาตามหาพี่พราวเรื่องอะไร ถ้าพี่พราวไม่สนใจแนะนำให้เกลรู้จักได้มั้ย” หน้าเธอก็แดงระเรื่อขึ้นอย่างที่ทำให้เขาอยากขยับยิ้มออกมาอีกรอบ

ถ้าสถานการณ์ต่างจากนี้ ถ้าการพบเจอระหว่างเขากับเธอเป็นเพียงเหตุบังเอิญ เธออาจทำให้เขาเชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ เชื่อว่าเขาได้รับโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ เขาอาจเลือกที่จะรุกเข้าหาเธอ ประทับริมฝีปากเคล้าลงบนนวลแก้มนั้นและดูว่ามันจะแดงจัดขึ้นได้อีกสักแค่ไหน

แต่โลกความจริงโหดร้ายกว่านั้น และความเป็นจริงก็คือเธอกับเขาพบกันใต้เงาของความตาย ด้วยความจงใจของใครบางคน

และเขาก็ต้องรู้ให้ได้ว่าคนคนนั้นคือใคร รู้ให้ได้ว่าเธอมีส่วนร่วมด้วยหรือไม่

…ไม่มีที่ว่างสำหรับฝันลมๆ แล้งๆ ในโลกของเขา!

ชายหนุ่มเห็นพราวพัชร์ยื่นมือออกไปตีผู้อ่อนวัยกว่าเบาๆ เผียะหนึ่ง กระซิบตอบว่า “อย่าเพี้ยนน่ะ” แล้วจึงลุกขึ้นจับมือเขา

“คุณศิรัช ขอโทษแทนน้องด้วยนะคะ ยัยเกลแค่ล้อเล่น เขาไม่รู้ว่าคุณเป็นคนไทย”

“ไม่ใช่เรื่องต้องขอโทษอะไรหรอกครับ ผมไม่เสียหายอะไรนี่นา” ศิรัชยิ้มน้อยๆ ยามบอกปัด เขาเหลือบมองหญิงสาวผู้ถูกเรียกว่า ‘เกล’ ซึ่งทำท่าเก้อๆ อยู่แวบหนึ่ง แต่ก็แวบเดียวก่อนจะดึงสายตากลับมา เอ่ยกึ่งตัดพ้อ…ด้วยคำพูดที่ไม่เป็นจริงแม้แต่คำเดียว

“เพียงแต่ว่าผมไม่ยักรู้ว่าคุณก็เป็นคนไทย ทำไมคุณไม่บอกผมเลยล่ะครับ ผมสงสัยอยู่แล้วเชียวว่านามสกุลคุณเหมือนคนไทย แต่คิดว่าไม่ใช่เพราะคุณไม่พูดอะไรเลย”

“ฉันไปพบคุณในหน้าที่นี่คะ ไม่ใช่เวลาคุยเรื่องส่วนตัว” หญิงสาวออกตัว “เรียกฉันพราวก็ได้ค่ะ ชื่อไทยฉันชื่อพราวพัชร์ ไม่ต้องเรียกด็อกเตอร์สรากรหรอก ว่าแต่คุณมาทำอะไรที่นี่คะ แล้วทราบได้ยังไงคะว่าฉันอยู่ที่นี่”

“อ๋อ ผมไม่ทราบหรอกครับ แค่บังเอิญน่ะ” แน่ละ มันไม่ใช่ความจริงอีกเช่นกัน เขาจงใจมาที่นี่ และเขารู้ว่าเธออยู่ที่นี่ การสืบประวัติและติดตามความเคลื่อนไหวเธอไม่ใช่เรื่องยากมากนัก

“ผมแค่มาลองถามดูตามร้านเครื่องประดับ เผื่อจะเจอเบาะแสอะไรเรื่องแหวนของศรุต”

ความเข้าใจฉายขึ้นบนหน้าของพราวพัชร์ รวมถึงแววตาเจือความเห็นใจเบาบาง และเธอก็เอ่ยเสียงอ่อนลง

“เราคอยดูเรื่องนั้นให้อยู่แล้วค่ะตั้งแต่คุณบอกมา คุณไม่ต้องห่วงหรอกค่ะ ถ้าเราได้ข้อมูลเพิ่มเติมเราก็จะแจ้งคุณไป”

“ผมรู้ครับ แต่ช่วยกันสองทางยังไงก็ดีกว่าทางเดียว ผมทนอยู่เฉยๆ ไม่ไหว” อารมณ์ของเขาพลุ่งพล่านขึ้นเล็กน้อยเมื่อคิดถึงน้องชาย แต่ชายหนุ่มก็ข่มมันไว้ เว้นคำไปครู่หนึ่งก่อนจะตั้งคำถาม “ว่าแต่คุณล่ะครับ มาทำอะไรที่นี่”

“นี่ร้านน้าของฉันค่ะ ที่เคยพูดถึงไงคะ” หญิงสาวเหลียวไปข้างหลัง พอดีกับที่สตรีวัยราวห้าสิบเศษซึ่งนั่งอยู่กับเธอเมื่อครู่ก่อนออกปากถาม

“คนรู้จักพราวหรือจ๊ะ”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ น้าแก้วคะ นี่คุณศิรัช นาครีย์ พี่ชายของคุณศรุต ผู้ตายคดีที่พราวเล่าน่ะค่ะ คุณศิรัชคะ นี่น้าของฉันค่ะ ชื่อกัลยา เป็นเจ้าของร้านนี้” เธอเลื่อนสายตาไปยังหญิงสาวอีกคนในกลุ่มอย่างลังเล ก่อนจะแนะนำ “ส่วนนี่เกล กิรณาค่ะ ลูกของน้าแก้ว”

“สวัสดีครับ คุณแก้ว”

ศิรัชยกมือขึ้นไหว้น้าของพราวพัชร์ แล้วจึงหันไปผงกศีรษะให้กิรณาอย่างทักทาย หญิงสาวผู้นั้นยิ้มรับเขาด้วยรอยยิ้มหวานละไมเจิดจ้าอย่างที่คงละลายใจชายมาแล้วนับไม่ถ้วน ประกายความสนใจบางอย่างผุดพรายอยู่ในตาคู่สวย

มันอาจเป็นเพียงความสนใจอย่างชายหญิงธรรมดา ชายหนุ่มรู้มาตลอดว่ารูปลักษณ์ตนเองสะดุดตา และไม่ใช่ครั้งแรกที่สายตาของผู้หญิงทั้งหลายเบนมาทางเขาเหมือนต้องแรงดึงดูด แต่มันไม่เคยมีความหมายลึกซึ้งใดๆ กับเขามานานแล้ว

การเสนอและสนองหากความต้องการตรงกันเป็นเรื่องง่าย เกิดขึ้นและจบไปอย่างฉาบฉวย ทว่าความผูกพันเป็นเรื่องเจ็บปวด และเขาก็ไม่คิดสร้างมันเพิ่มเติมหลังจากผู้หญิงที่เขารักหลับตาลงเป็นครั้งสุดท้ายในอ้อมแขนเขา อันที่จริง…หัวใจเขาตายด้านจนไม่คิดว่าตนจะรู้สึกสิ่งใดได้อีก

และกับความรู้สึกอันชืดชานั้น ชั่วแวบหนึ่งที่สมองของศิรัชบอกว่าผู้หญิงตรงหน้าอาจเป็นสะพานไปสู่คำตอบที่เขาค้นหาได้ เธออาจรู้ความเคลื่อนไหวในช่วงก่อนหน้านี้ของพี่สาว และอยู่ในจุดที่อาจบอกเขาได้ว่าพราวพัชร์รู้จักใคร ทำอะไรบ้างนับจากนี้ไป เขาไม่จำเป็นต้องรับสัมพันธ์เธอตอนนี้ แค่ยิ้มตอบและหาทาง ‘ตก’ เธอไว้ใช้ตอนหลัง มันอาจเป็นวิธีที่เลวร้าย แต่ถ้าสิ่งที่เขาเหลืออยู่สิ่งเดียวคือการล้างแค้น จะสำคัญอะไรถ้าใครต้องเจ็บปวดหรือเสียใจ?

ทว่าสายตาเขายังเหลือบไปหาพราวพัชร์ และเมื่อมองเห็นสีหน้าไม่สบายใจของเธอ เขาก็ลังเล คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในใจ

ชีวิตเขาเหลือเพียงการล้างแค้นจริงหรือ?

ศิรัชจึงไม่ตอบสนองรอยยิ้มของกิรณา แม้จะไม่ได้ทำท่าตัดรอน ความนิ่งเฉยของเขาดูเหมือนจะทำให้พราวพัชร์โล่งใจ ส่วนกัลยาคล้ายจะไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีของลูกสาวเมื่อเธอยกมือขึ้นรับไหว้ สายตาของเจ้าตัวเจือความอารีขณะบอกเขาด้วยน้ำเสียงเห็นอกเห็นใจว่า “เชิญนั่งก่อนค่ะ เสียใจด้วยนะคะเรื่องน้องคุณ”

“ขอบคุณครับ ผมคงไม่รบกวนเวลานาน แค่มีเรื่องอยากขอร้องให้คุณช่วยนิดหน่อยจะได้ไหมครับ”

“เรื่องแหวนหรือเปล่าคะ เมื่อกี้ได้ยินคุณคุยกับพราว ถ้าใช่วงที่คุณสวมอยู่นั่น เมื่อกี้พราวเอารูปให้ดูแล้วค่ะ วานให้ช่วยหาอยู่ บอกว่าเกี่ยวกับคดี”

“ครับ น้องชายผมน่าจะมีแหวนแบบนี้อยู่วงหนึ่งตอนเขาเสียชีวิต แต่เราไม่เจอมันอยู่ติดตัวเขาหรือในของส่วนตัวที่ห้องพักหลังเขาหายตัวไป”

เขารูดแหวนออกจากนิ้ว วางลงบนโต๊ะ และกัลยาก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะรับไปพินิจดู เธอเหลือบมองผู้เป็นหลานแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างครุ่นคิด

“ของเก่ามากนะคะ น่าจะเป็นร้อยปีเลยทีเดียว ของน้องชายคุณเหมือนกับวงนี้เลยหรือเปล่าคะ ทำมาคู่กัน?”

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ เราได้จากคุณพ่อคนละวง”

“แบบแปลกมาก งูเหมือนกับมีชีวิตเลยค่ะ” สตรีผู้เป็นเจ้าของร้านยังคงจ้องมองพลอยวาววามที่ฝังเป็นดวงตางูบนแหวนคล้ายละสายตาไปไม่ได้ แต่แล้วเธอก็รู้สึกตัว ขยับยิ้มปลอบประโลมและส่งมันคืนให้เขา

“ของมีเอกลักษณ์แบบนี้ ถ้าหลุดมาในตลาดคงหาเจอไม่ยาก ไม่ต้องห่วงนะคะ เดี๋ยวน้าช่วยถามให้เต็มที่ คนไทยด้วยกัน”

“ขอบคุณมากครับ” ชายหนุ่มกำแหวนวงนั้นไว้ในมือชั่วครู่ เรื่องแหวนของศรุตที่หายไปเป็นเรื่องจริง และเขาก็ต้องการหามันให้พบ ทว่าสำหรับวันนี้ มันก็เป็นฉากบังหน้าด้วยเช่นกัน

…สิ่งที่เขาต้องการอย่างแท้จริงคือข้ออ้างในการเข้าใกล้พราวพัชร์โดยที่เธอไม่เอะใจ…

ศิรัชบังคับตัวเองให้สวมแหวนกลับเข้าที่ด้วยท่าทีเป็นปกติ ก่อนจะหันไปก้มศีรษะให้ ‘เป้าหมาย’ นิดๆ และเอ่ยคำ

“ยังไงก็ต้องขอบคุณคุณด้วยนะครับ คุณพราว ที่เป็นธุระให้”

“ไม่ลำบากอะไรนี่คะ อีกอย่างฉันก็ทำคดีนี้อยู่แล้ว ก็แค่ช่วยเท่าที่ช่วยได้” หญิงสาวเอ่ยออกมาง่ายๆ ฟังดูเปิดเผย จริงใจ “ว่าแต่เมื่อกี้คุณบอกว่าคุณตามหาฉันอยู่ มีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”

“ผมไม่อยากรบกวนคุณมากกว่านี้หรอกครับ”

“บอกมาเถอะค่ะ”

“ผมอยากไปจุดที่พบศพศรุต คุณช่วยพาผมไปได้ไหมครับ”

“คุณจะไปทำไมคะ” เสียงของพราวพัชร์เจือรอยฉงน “มันก็แค่ทางเดินริมทะเลสาบน่ะค่ะ ถ้ามีหลักฐานอะไร หน่วยพิสูจน์หลักฐานก็คงเก็บไปหมดแล้ว”

“ผมก็แค่อยากเห็น ไม่ได้คิดหรอกครับว่าจะได้อะไรมากกว่าตำรวจ แต่ก็อย่างที่บอกไปนั่นแหละ ผมทนนั่งรออยู่เฉยๆ ไม่ได้” ศิรัชนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ “แล้วผมก็อยากทำพิธีบางอย่างให้น้อง”

คราวนี้พราวพัชร์เป็นฝ่ายนิ่งไปบ้าง สีหน้าฉายความลำบากใจเล็กน้อย และชายหนุ่มก็ถอนใจยาว ออกตัว

“ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะครับ ถ้าคุณไม่สะดวกหรือไม่สบายใจที่จะออกไปกับผมสองคน ผมก็เข้าใจ”

“เกลออกไปเป็นเพื่อนก็ได้นะคะ พี่พราว” กิรณาอาสาขึ้นมา ประกายตาวาววับมองมาทางเขาอีกครั้งราวกับเห็นความนิ่งของเขาเป็นความท้าทาย เสียงใสของเจ้าตัวเกือบเป็นยั่วล้อยามเอ่ย “ถ้าพี่พราวอยากได้แชปเปอโรน เกลเป็นให้ได้”

“เหลวไหลใหญ่แล้ว ยัยเกล คนเขาจริงจังกันอยู่”

กัลยาดุลูกสาวผู้ไม่มีท่าทีจะสะทกสะท้าน เธอเพียงยืนยัน “เกลพูดจริงๆ นะคะ” ในแบบที่ทำให้คนเป็นแม่ต้องส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

“ไม่ต้องถึงอย่างนั้นหรอก พี่ไปเองได้”

ในที่สุดพราวพัชร์ก็ปรามขึ้น เธอหันมาหาศิรัชด้วยสีหน้าเหมือนยอมจำนน ตั้งคำถาม

“คุณจะไปเมื่อไรคะ ถ้ายังไงจะได้นัดกันไว้”

“เป็นตอนนี้เลยได้ไหมครับ คุณสะดวกไหม” และเมื่อเห็นหญิงสาวมีท่าทางลังเลใจ เขาก็ขยับยิ้มให้เธออีกรอบ “นะครับ เดี๋ยวผมจะได้เลี้ยงอาหารค่ำขอบคุณทีเดียวเลย”

 

ร้านอาหารอิตาลีที่ศิรัชเลือกเข้าในย่านเดอะลูปนั้นไม่ใช่ร้านหรูแพงระยับอะไรมากนัก อันที่จริงมันเป็นร้านที่เธอเคยอุดหนุนมาก่อนหลายครั้ง ผนังสีส้มอมน้ำตาล พื้นกระเบื้องดินเผา แจกันดอกไม้สีสดและโต๊ะที่ตั้งเรียงชิดติดกันให้บรรยากาศลำลองเป็นกันเอง โดยเฉพาะเมื่อมีลูกค้าเข้าออกค่อนข้างพลุกพล่าน เรื่องนี้ทำให้พราวพัชร์ประหลาดใจเล็กน้อย

เธอไม่รู้เรื่องส่วนตัวของศิรัชมากนักยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคดีและคำบอกเล่าจากปากเจ้าตัวว่าเขาทำธุรกิจด้านการพัฒนาที่ดินในประเทศไทย แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าร้านที่เขาเลือกดูจะไม่เข้ากับเขาสักเท่าไร เธอคาดไว้ว่าเขาจะเลือกสถานที่ที่เป็นส่วนตัวกว่านี้ อาจเป็นห้องพิเศษในร้านหรูที่ไหนสักแห่ง ไม่ใช่ที่ที่คนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวอึงออกันแน่น

ชายหนุ่มไม่ได้แสดงออกว่าเขาเย่อหยิ่งหัวสูงหรือเท้าไม่ติดดิน ทว่ามีบางอย่างในตัวเขาซึ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกว่าเขารักสันโดษและแปลกแยกจากคนธรรมดาทั่วไป เธอนึกภาพเขาเดินถนน ขึ้นรถไฟฟ้า หรือแวะกินฟาสต์ฟู้ดอย่างที่เธอทำเป็นบางครั้งไม่ออก แต่นั่นอาจเป็นสิ่งที่เธอคิดไปเอง และอันที่จริงพราวพัชร์ก็รู้สึกโล่งใจอยู่บ้างกับการเลือกร้านของเขา การไปกินอาหารในร้านหรูกันสองต่อสองอาจให้ความรู้สึกเหมือนการออกเดตมากเกินไป

แอรอนพูดถูก…เคมีระหว่างเธอกับเขาไม่ใช่สิ่งที่ปฏิเสธได้ แม้สถานการณ์ที่พาเขาและเธอออกมาด้วยกันวันนี้จะห่างไกลจากคำว่าโรแมนติกก็ตาม

ศิรัชสั่งบรัสเชตต้ากับราวิโอลีหลังจากดูเมนูอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนหญิงสาวใช้เวลาน้อยกว่านั้นในการสั่งสลัดกับริซอตโต้ และเมื่อบริกรผละจากโต๊ะไปแล้วเขาก็เปิดบทสนทนาขึ้นมา

“คุณเคยมากินที่นี่ใช่ไหมครับ”

“ค่ะ ศาลอยู่แถวนี้เอง บางทีฉันมาเป็นพยานก็มากินกับเพื่อนร่วมงาน แต่คุณทราบได้ยังไงคะ”

รอยยิ้มที่ตอบกลับมาดูเป็นปริศนา ประกายตาพราวทำให้ใจเธอแกว่งไปวูบหนึ่ง ก่อนเขาจะสั่นศีรษะ หัวเราะออกมา “ผมก็ไม่แน่ใจหรอกครับ แค่เห็นคุณเหมือนมีเมนูประจำอยู่แล้ว”

“อ๋อ ก็จริงค่ะ คุณช่างสังเกตนะคะ”

“ที่จริงผมน่าจะให้คุณเลือกร้าน ยังไงคุณก็เป็นเจ้าถิ่น” ชายหนุ่มออกตัว “แต่ผมไม่ทันคิด ผมอยู่คนเดียวมาเกือบตลอด ไม่ชินกับการให้คนอื่นตัดสินใจ”

“ร้านนี้ก็อร่อยดีค่ะ สำหรับมาตรฐานฉันนะคะ จะถึงมาตรฐานคุณไหมฉันไม่รู้” พราวพัชร์บอก “ฉันลิ้นจระเข้นิดหน่อย กินอะไรยังไงก็ได้ ถ้าไม่ได้ออกมากับคุณฉันก็คงกินข้าวกับน้าแก้ว หรือกลับไปกินอะไรง่ายๆ แถวที่พัก”

“คุณคงอยากใช้เวลากับครอบครัวมากกว่า ขอโทษนะครับที่ลากคุณออกมาฉุกละหุกแบบนี้”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป” เธอยักไหล่ รอยยิ้มหม่นลงนิดหนึ่ง “ถ้าเป็นฉัน ฉันก็คงพยายามทำทุกอย่างไม่ต่างจากคุณเหมือนกัน”

…เพียงแต่เธอไม่มีโอกาส…

เสียงนั้นสะท้อนขึ้นมาในอก ทำให้เธอรู้สึกตื้อขึ้นมาในคอนิดหนึ่ง และมันก็ยิ่งตื้อขึ้นไปอีกเมื่อคนนั่งตรงข้ามออกปากถาม

“คุณอยู่กับครอบครัวน้าคุณหรือครับ หรือแค่แวะไปเยี่ยม?”

“ฉันแยกออกมาอยู่เองค่ะ แต่น้าแก้วเลี้ยงฉันมาตั้งแต่เด็ก” เธอกล้ำกลืนอารมณ์ที่พลุ่งขึ้นมากลับลงไป และฝืนยิ้ม อธิบาย “คุณพ่อคุณแม่ฉัน…เสียกะทันหันน่ะค่ะ น้าแก้วเลยรับฉันจากเมืองไทยมาเลี้ยงเป็นลูกอีกคน ที่จริงตอนนั้นเกลก็เพิ่งเกิด น้าแก้วคงลำบากมากทีเดียว”

“ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ทราบว่าคุณพ่อคุณแม่คุณเสียชีวิตแล้ว”

เสียงศิรัชขรึมลง ทว่าพราวพัชร์เพียงโบกมือกึ่งบอกปัด ยิ้มออกมาอีกรอบและเบี่ยงประเด็นไปเสีย ส่วนหนึ่งเพราะเธอไม่อยากคิดถึงเรื่องนั้น

“ช่างเถอะค่ะ มันนานมาแล้ว ฉันก็แทบจำอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ พูดถึงเกล เขาท่าทางชอบคุณมากนะคะ”

ชายหนุ่มเลิกคิ้วขึ้น สีหน้าเปลี่ยนเป็นฉงนยามเจ้าตัวถามเสียงเรียบ

“น้องสาวคุณน่ะหรือครับ ผมไม่ทันสังเกต”

มันดูหนักแน่น น่าเชื่อถือ เพียงแต่พราวพัชร์รู้สึกว่าเสียงเรียบนั้นเรียบเกินเหตุ และคนที่สังเกตเห็นว่าเธอแทบไม่เสียเวลาเลือกเมนูอาหารน่ะหรือที่จะไม่ทันเห็นความสนใจจนเกือบออกนอกหน้าของน้องสาวเธอ? เป็นไปได้ยากมาก

ศิรัชคงเห็นสีหน้าเคลือบแคลงที่เธอแสดงออก เพราะริมฝีปากของเขาขยับโค้งเป็นรอยยิ้มน้อยๆ และแววขบขันก็วาบขึ้นบนหน้า

“คุณไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมไม่ได้คิดอะไรกับน้องคุณแบบนั้น” เขาเว้นคำไปครู่หนึ่ง ดวงตาเจือสีอำพันสบตาเธอแน่ว คล้ายจะซ่อนความหมายที่ทำให้หญิงสาวหน้าร้อนขึ้นยามเขาโน้มตัวเข้ามา เน้นย้ำประโยคถัดไปนุ่มนวล ทีละคำ “ผมมีคนที่ผมสนใจอยู่แล้ว”

หัวใจเธอเต้นถี่ขึ้นโดยอัตโนมัติ และพราวพัชร์ก็ไม่รู้ว่าแก้มตนเองแดงเรื่อขึ้นหรือไม่ขณะเธอเอนหลังไปติดเก้าอี้ เสเอ่ยขึ้น

“หรือคะ เธอเป็นคนแบบไหนล่ะคะ”

“สวย…” เสียงทุ้มทอดอ้อยอิ่ง และสายตาลึกล้ำเหมือนห้วงสมุทรก็ยังคงมองตรงมายามเจ้าตัวเอ่ยต่อไป “ฉลาด…”

“ฟังดู…ดีนี่คะ”

ริมฝีปากหยักได้รูปขยับโค้งมุมคล้ายขบขัน ตรึงสายตาเธอไว้ ทว่าปุบปับรอยยิ้มของเขาก็เลือนลงเล็กน้อย แววเศร้าวาบเข้ามาในดวงตาที่หลุบต่ำลง เช่นเดียวกับประโยคถัดมาซึ่งพร่าไปนิด

“ถ้าบอกตามจริง เธอทำให้ผมคิดถึงเรื่องเก่าๆ”

พราวพัชร์อยากถามว่าเขาหมายความว่าอย่างไร แต่อาหารมาเสิร์ฟพอดี ทำให้บทสนทนาของทั้งคู่หยุดไปชั่วขณะ กว่าบริกรจะผละจากโต๊ะไป ชายหนุ่มก็กลับมาสวมบทนักธุรกิจหนุ่มผู้มีมารยาทอย่างยิ่งอีกครั้ง เขาเปลี่ยนประเด็นไปคุยเรื่องอาหาร ทำเหมือนเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น มันทำให้เธอทั้งผิดหวังและโล่งใจไปในขณะเดียวกัน

ช่วงเวลาที่เหลือของมื้ออาหารนั้นดำเนินไปอย่างราบรื่น เขากับเธอเข้ากันได้ค่อนข้างดี ดีจนพราวพัชร์ต้องลอบเตือนตัวเองว่าถึงบรรยากาศจะเป็นอย่างไร นี่ก็ไม่ใช่การเดต และภารกิจที่รออยู่ข้างหน้าก็ดูจะถ่วงอยู่ในใจเขาไม่น้อยไปกว่าเธอ ศิรัชจ่ายเงินหลังจากพวกเขากินอาหารเสร็จ แล้วเธอกับเขาจึงมุ่งหน้าไปยังแกรนต์พาร์ค เขาเอากุหลาบขาวที่แวะซื้อก่อนเข้าร้านอาหารออกจากรถ ตามเธอเข้าไปในสวนสาธารณะ ตรงไปยังทางเดินริมน้ำซึ่งเป็นที่ที่เธอพบศพศรุต

แม้นี่จะเป็นช่วงฤดูร้อนซึ่งกลางวันยาวนานกว่าปกติ แต่ความมืดก็แผ่คลุมท้องฟ้าไปครู่ใหญ่แล้วเมื่อพวกเขาไปถึงริมทะเลสาบมิชิแกน ทางเดินซึ่งมีผู้คนไม่ขาดในตอนกลางวันยามนี้ร้างคน แสงไฟจากตึกสูงพร่างพรายเป็นสีทองวาววับ บางส่วนสะท้อนลงบนผืนน้ำสีเข้มซึ่งมีระลอกคลื่นซัดเข้ามาเป็นระยะ ทั้งสองเดินไปด้วยกันโดยไม่มีคำพูดใด เสียงเดียวที่เธอได้ยินคือเสียงคลื่นและเสียงฝีเท้า พราวพัชร์ผินหน้าไปมองคนข้างกาย และเห็นว่าชายหนุ่มมีสีหน้าขรึมขึ้น เขาไม่แสดงอารมณ์ใดออกมามากนัก แต่เธอรู้ว่าสิ่งที่เขานึกถึงยามนี้ย่อมเป็นการสูญเสีย

การจากพรากอย่างกะทันหันไม่ใช่เรื่องง่าย รสของมันขื่นจัด…ฝังลึก…เหมือนที่เธอเคยลิ้มลองมาก่อนแล้ว

“ตรงนี้แหละค่ะ ฉันคิดว่าใช่นะคะ”

ในที่สุดหญิงสาวก็หยุดเดินและเอ่ยออกมา คำพูดนั้นทำให้เขาหยุดเท้าลงบ้าง ความสงัดงันเข้าครอบงำอยู่ครู่หนึ่งขณะเขามองไปโดยรอบราวกับกำลังสำรวจหรือจดจำภาพ พราวพัชร์ไม่คิดว่าเขาจะพบอะไร โดยเฉพาะในความมืดแบบนี้ แต่เขาก็อาจไม่ได้หวังจะพบอะไรเช่นกัน เพราะอึดใจถัดมาชายหนุ่มก็เบนสายตาออกไปยังทะเลสาบ

ศิรัชสาวเท้าไปริมน้ำ อึดใจใหญ่ที่เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หันหลังให้เธอ เธอเห็นเพียงแผ่นหลังกว้าง ไหล่ที่สะท้านนิดๆ และมือข้างที่ว่างซึ่งกำแน่นเข้าข้างกาย บ่งบอกความสะเทือนใจที่เจ้าตัวไม่เปล่งออกมาเป็นวาจา

คลื่นน้ำซัดแรงขึ้น กระทบเข้ากับกำแพงกันคลื่น บางส่วนสาดข้ามขึ้นมาบนทางเดินราวกับจะรับรู้อารมณ์ของคนตรงหน้า และแล้วร่างสูงก็ค่อยๆ ทรุดลง คุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นอย่างไม่กลัวเปียก เธอเห็นเขาวางช่อกุหลาบพาดไว้บนหน้าขา ก่อนจะปลิดกลีบดอกสีขาวออกมาสองสามกลีบ โน้มตัวยื่นมือลงสู่ผืนน้ำ ปล่อยให้คลื่นม้วนกลืนมันหายไป

“ขอโทษที่มาส่งช้า” เสียงทุ้มของเขาคล้ายจะแผ่วกังวานท่ามกลางความเงียบ มันขมปร่า บาดเข้าในความรู้สึกของพราวพัชร์ โดยเฉพาะเมื่อเขาชักมือกลับมา ก้มศีรษะลงต่ำ “ไม่ต้องห่วงอะไรแล้วนะ ศรุต พี่จะจัดการทุกอย่างให้”

มีน้ำหนักมหาศาลอยู่ในประโยคสุดท้ายนั่น คำสัญญาเย็นเยียบซึ่งทำให้หญิงสาวขนลุกขึ้นมาเล็กน้อย เธอได้ยินความกราดเกรี้ยวที่เร้นอยู่ในความสงบนิ่งของเขา…เหมือนเปลวไฟที่ถูกห่อหุ้มอยู่ในน้ำแข็ง และเธอก็ไม่คิดว่าเขาพูดถึงการจัดการภารกิจที่คั่งค้างเหมือนที่คนทั่วไปอาจให้สัญญากับคนใกล้ชิดที่จากไปกะทันหัน

“เขาคงอยากให้คุณมีความสุขมากกว่าจะให้ ‘จัดการ’ อะไรให้”

ถ้อยคำนั้นหลุดจากปากไปก่อนเธอจะรู้ตัว และเขาก็หันขวับกลับมา ดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้นต้องแสงไฟ แลอ่อนจางจนสีอำพันเหลือบเป็นสีทองเรื่อเรือง มันเหมือนมีเปลวเพลิงลุกโชนจากภายในยามเขาเหยียดริมฝีปากเหมือนหยัน ยันกายลุกขึ้นเนิบช้าและตั้งคำถาม

“คุณคิดว่าผมจะจัดการอะไรหรือ”

สัญญาณอันตรายในสมองเตือนเธอว่าเธอไม่ควรต่อความกับเขา และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องของเธอ ไม่ว่าเขาจะเลือกทำอะไรต่อ ทว่าอะไรบางอย่างกลับทำให้พราวพัชร์จ้องตาเขาตอบ เอ่ยเสียงหนักแน่น

“ฉันรู้ค่ะว่าคุณเสียใจที่น้องคุณตาย และคุณก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นอุบัติเหตุ คุณอยากตามล่าคนที่เป็นตัวการ ถูกไหมคะ”

“ผมไม่ใช่ตำรวจนะครับ”

“แต่ไม่ได้แปลว่าคุณจะไม่ทำอะไร” เธอย้อน “คุณมีเงิน มีคอนเนคชั่น ถ้าคุณอยากทำอะไรจริงๆ คุณก็ทำได้”

“คุณไม่คิดหรือว่าคุณกำลังชี้โพรงให้กระรอกอยู่”

หางเสียงของเขาคล้ายท้าทาย และหญิงสาวก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ปฏิกิริยาที่ดูจะทำให้เขาชะงักไปนิด

“ฉันคิดว่ากระรอกรู้จักโพรงของมันอยู่แล้วค่ะ ฉันก็แค่…ไม่อยากให้มันโดดเข้าไป”

ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ใบหน้าคมคายยังปราศจากการแสดงออกใดๆ เว้นเพียงประกายทองในดวงตาซึ่งวาบปลาบขึ้นกว่าเดิมในแบบที่เธออ่านไม่ออก แค่ก้าวสองสามก้าว…เขาก็เข้ามาประชิดตัวเธอ

การเคลื่อนไหวของเขายังคงรื่นละมุนยามปลายนิ้วเขายกแตะช้อนคางเธอขึ้น…นุ่มนวล และเสียงเอ่ยยามตาสบตาก็นุ่มนวลไม่แพ้กัน

“ทำไมล่ะครับ มันเกี่ยวอะไรกับคุณ คุณเป็นห่วงผม…” ใบหน้าเขาก้มลงมาใกล้ขึ้น ใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นของลมหายใจและกลิ่นไวน์เจือจาง “…หรือว่าคุณห่วงอะไร?”

“ฉัน…”

คำพูดของเธอสะดุดไปแค่ครึ่งคำยามศีรษะทุยสวยนั้นผงกขึ้นอย่างปุบปับ หญิงสาวมีเวลาเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียวในการรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเขาหันขวับกลับไปทางทะเลสาบ เธอเห็นบางสิ่งพุ่งปราดขึ้นมาจากผืนน้ำ…รูปร่างที่ทำให้เธอชะงัก ตัวแข็งทื่อ

งู…งูขนาดมหึมา?

แต่มัน…โปร่งใส?

สิ่งที่พราวพัชร์รู้สึกในเสี้ยววินาทีถัดมาคือสัมผัสของร่างยาวที่ม้วนพันเข้ารอบขาเธอ ตามด้วยแรงกระชากที่ฉุดจนเธอเสียหลักล้มลง มันไม่เหมือนสัมผัสของสิ่งมีชีวิต แต่เหมือนเกลียวคลื่นอันมีพลังมหาศาล เธอรู้สึกถึงความเปียกโชกและแรงดึงที่รั้งเธอไปยังฝั่งน้ำ ลากจนร่างเธอครูดไถลไปหลายก้าวในเวลาไม่ถึงอึดใจ

แต่แล้วใครคนหนึ่งก็ฉวยแขนเธอไว้ทั้งสองข้าง กระชากตัวเธอขึ้นไปรัดไว้แนบอก ทันก่อนเธอจะร่วงลงไปในทะเลสาบพอดี แขนแข็งแรงของเขาเหมือนปลอกเหล็กที่ยึดตัวเธอไว้แน่น และเสียงคำรามห้าวลอดไรฟันก็เรียกสติเธอคืนมาได้บางส่วน

…ศิรัช?

งูที่พันอยู่รอบขาเธอคลายขนดออกปุบปับ และพราวพัชร์ก็ก้มมองลงไป ทันได้เห็นมันแยกเขี้ยวขู่ฟ่อกลับมา เธอเห็นปากที่อ้ากว้าง หัวเรียวรีและเขี้ยวแหลมยาว คอที่ชูขึ้นมาสูงถึงต้นขาเธอ และลำตัวหนากว่าขาคนซึ่งทอดยาวออกไปหลายต่อหลายฟุต ทิ้งส่วนหางจมอยู่ในน้ำ

…ไม่สิ ทั้งตัวของมันก่อขึ้นจาก…น้ำ

หญิงสาวกะพริบตา รู้สึกเหมือนสมองช็อตไปชั่ววูบ

แล้วเธอก็กรีดร้องเมื่อศีรษะของ ‘งู’ ตัวนั้นผงกกลับไปด้านหลัง ก่อนมันจะฉกมาข้างหน้า เตรียมฝังเขี้ยวลง

Don`t copy text!