ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 6 : ในโพรงกระต่าย

ดุจฟ้าบาดาล บทที่ 6 : ในโพรงกระต่าย

โดย :

ดุจฟ้าบาดาล โดย วัสส์ วรา นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้ทุกคนได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราววังวนแห่งรักและความแค้นที่เวียนมานับศตวรรษ พร้อมบททดสอบบางประการที่ทำให้เงื่อนปมในวันวานคลี่คลายออกมากขึ้น และการได้เรียนรู้ว่า…อาจไม่มีการได้มาโดยไม่สูญเสียสิ่งใดไป! 

สมัครบัตร Citi Ready Credit

ทุกยอดการสมัครจะมีส่วนแบ่งกลับมาสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอาของพวกเรา 🙂

…………………………………………………

-6-

 

“หยุด!”

พลังที่ศิรัชส่งออกไปกับเสียงตวาดนั้นทำให้หัวงูที่ฉกปราดเข้ามาหยุดกึกลงกลางทางระหว่างการเคลื่อนไหว ห่างจากพราวพัชร์ไปไม่กี่นิ้ว มันโยกโงนเงนไปมาเหมือนมึนงง และชายหนุ่มก็กัดฟันเข้า เขาไม่มีเวลาดูว่าหญิงสาวมีปฏิกิริยาอย่างไร เพียงผลักเธอออกจากอ้อมแขนไปแอบอยู่ข้างหลัง ใช้ตัวเป็นเกราะกั้นและสะบัดมือออก แตะลงที่หัว ‘หุ่นน้ำ’ ตัวนั้น ความเดือดดาลแล่นพล่านในอก

…เขาเป็นเจ้าแห่งอสรพิษ เจ้าแห่งน้ำ และการก่อเรื่องเช่นนี้ต่อหน้าเขาก็เป็นความเหิมเกริม เป็นการท้าทายอย่างชัดแจ้ง…

มันคิดหรือว่ามันจะทำร้ายใครต่อหน้าเขาได้?

เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่ควบคุมมันอยู่ พลังที่ฝืนต้านแรงควบคุมของเขาที่ส่งออกไป มวลน้ำที่ก่อตัวเป็นรูปร่างเริ่มบิดเบี้ยวเสียทรง ไหวเป็นระลอก เขี้ยวและเกล็ดอันชัดเจนเมื่อครู่เลือนจาง ในอึดใจนั้นเขาเกือบสัมผัสรายละเอียดที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของพลังได้ เขาเกือบรู้…ว่ามันเป็นฝีมือใคร

…แค่เกือบ…

ร่างงูนั้นระเบิดออก หยดน้ำสาดกระจาย ร่วงพรูลงสู่พื้น เพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะจับแบบแผนของพลังนั้นได้ชัด ศิรัชสบถออกมา ชักมือกลับอย่างหัวเสีย และหากใครมองหน้าเขาตอนนี้ ชายหนุ่มก็รู้ว่าผู้มองคงเห็น…ดวงตาเขาไม่ใช่ดวงตามนุษย์

นั่นทำให้เขาสูดหายใจเข้าลึก พยายามสงบอารมณ์ก่อนจะหันหลังกลับไปหาพราวพัชร์ แต่สีหน้าของเขาคงยังไม่ปกติ เพราะหญิงสาวถอยกรูดไปหลายก้าว ดวงตาสวยเบิกกว้าง เขาเห็นความช็อกอยู่ในนั้น ภาพที่ทำให้เขาอยากสบถออกมาอีกรอบ

ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มทำจริงคือหลับตาลงชั่วครู่ ห้ามตัวเองไม่ให้ก้าวเข้าไปหาเธอใกล้กว่าเดิมและออกปากถาม…ด้วยเสียงที่พยายามให้สงบนิ่ง

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

หญิงสาวส่ายหน้าโดยไม่ปริปากพูดอะไร เหมือนยังมึนงงและทำอะไรไม่ถูก นาน…กว่าเธอจะเอ่ยออกมาได้หลังจากเขาไม่ยอมต่อคำเช่นกัน

“เมื่อกี้… ฉันเห็น…”

เธอปล่อยให้ประโยคนั้นขาดไป กลืนน้ำลายและถอยไปอีกก้าวหนึ่ง กะพริบตาถี่คล้ายพยายามเรียกสติ เขาชิงชังการเห็นความหวาดกลัวในสายตาเธอแบบนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็นึกไม่ถึงว่าประโยคถัดไปที่ออกจากปากเธอจะเป็นคำกล่าวหา

“คุณ…วางยาฉันใช่ไหม”

“คุณว่าอะไรนะ”

“คุณวางยาอะไรฉันที่ร้าน”

เสียงเอ่ยของพราวพัชร์หนักแน่นขึ้น ดวงตาสีดำขลับจ้องเขาเขม็ง และคราวนี้ศิรัชเป็นฝ่ายต้องกะพริบตาเสียเอง สมองของเขาไล่ไปไม่ทันว่าเธอไปลงเอยที่ความคิดนั้นได้อย่างไร

“ทำไมคุณคิดแบบนั้น ผมจะวางยาคุณทำไม”

ความงุนงงของเขาคงแสดงออกชัด มันทำให้หญิงสาวมีสีหน้าลังเลขึ้นมาครู่หนึ่ง เธอมองเขาแน่ว ร่างกายยังคงเกร็งเหมือนพร้อมจะสปริงตัวหนีได้ทุกเมื่อ และในที่สุดเธอก็ตอบคำอย่างระมัดระวัง

“แต่ฉันเห็น…ภาพหลอน”

เสียงหัวเราะหลุดออกไปจากปากศิรัชอย่างไม่อยากเชื่อ เขาส่ายหน้า ขาก้าวตรงไปหาเธอโดยอัตโนมัติ ทำให้พราวพัชร์ถอยกรูดออกไปอีก คราวนี้เขาไม่ได้ตาม เพียงแค่ยกมือขึ้นทั้งสองข้างเป็นสัญญาณว่าเขาไม่คิดจะทำอะไรเธอ

“มันไม่ใช่ภาพหลอน” ชายหนุ่มอธิบายอย่างใจเย็น “ถ้ามันเป็นภาพหลอนที่เกิดเพราะผมวางยาคุณ ผมไม่ควรรู้ว่าคุณเห็นอะไร ไม่มียาตัวไหนในโลกนี้ที่ทำให้ผมอ่านใจคุณได้ ถูกไหม”

“แล้วคุณรู้?”

“คุณเห็นน้ำที่กลายเป็นงูขึ้นมา”

หญิงสาวทำเสียงเหมือนสำลักลม สีหน้าตื่นๆ ดู ‘จริง’ จนเกินกว่าจะเป็นแค่การแสดง แต่เขาต้องการความมั่นใจมากกว่านั้น

…เพราะตอนนี้เมื่อเขามีเวลาตรองดู ก็มีเหตุผลที่เป็นไปได้อยู่อย่างหนึ่งว่าทำไม ‘หุ่นน้ำ’ ตัวนั้นเข้าจู่โจมเธอ ทำไมเธอถึงแตกตื่นตกใจนักเมื่อเขาก้าวเข้าใกล้…

ชายหนุ่มดีดนิ้วขึ้น

“คุณคิดจริงๆ หรือว่า…นี่…เป็นภาพหลอน?”

ผืนน้ำเบื้องหลังเขาโยนตัววูบสูง ก่อตัวเป็นกำแพงโปร่งใสเหมือนแก้วผลึก มวลน้ำบางส่วนรวมตัวเข้าบนกำแพง เลื่อนไหล…ก่อนจะผลิออกเป็นดอกไม้บานสะพรั่ง มันเป็นเพียงกลง่ายๆ ที่เด็กในเผ่าพันธุ์ของเขาก็ทำได้ แต่ดวงตาของพราวพัชร์เบิกกว้างขึ้น เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง มองมันอย่างกึ่งกล้ากึ่งกลัว ก่อนจะก้าวผ่านหน้าเขา เอื้อมมือไปลองสัมผัสกลีบดอกไม้บนกำแพงน้ำนั่น

เสียงอุทานแผ่วหลุดจากปากอิ่มยามเธอชักมือกลับมา มองความเปียกชื้นบนปลายนิ้วตน คิ้วเรียวขมวดเข้าชั่วครู่ และมือบอบบางก็ค่อยๆ กรายผ่านดอกไม้น้ำที่เขาสร้างขึ้นอีกครั้งเหมือนไม่เชื่อในสัมผัสของตัวเอง

มันให้คำตอบเขาได้โดยที่เขาไม่ต้องทำอะไรมากกว่านั้น ผู้หญิงตรงหน้าไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับโลกที่เขาอยู่ เธอไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร…หรือพูดให้ถูก…เป็นอะไร เธอไม่รู้ว่าเขาทำอะไรได้

…เธอไม่รู้ว่าหากเขาประสงค์ร้าย กำแพงและดอกไม้อันดูไร้พิษภัยเหล่านั้นสามารถเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่นและสังหารเธอได้ในพริบตา…

ก่อนนี้เขาคิดว่าความพยายามเอาชีวิตเธอเมื่อครู่อาจเป็นการฆ่าปิดปาก เธออาจรู้เห็นเรื่องศรุตจริงๆ และเมื่อหมดประโยชน์ในแผนการครั้งนี้ ผู้วางแผนก็อาจหาทางตัดตอนไม่ให้เขาตามรอยไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ เขาคิดว่าเธอหวาดกลัวเพราะเห็นความกราดเกรี้ยวของเขาและรู้ว่าเขาอาจฆ่าเธอได้ แต่ ‘ความไม่รู้’ ของเธอแสดงว่าต่อให้เธอมีส่วนพัวพันกับการเสียชีวิตของศรุต หญิงสาวก็ไม่มีทางเป็นอะไรมากไปกว่าเบี้ยที่ถูกหลอกใช้บนกระดานของคนวางแผน

และมันก็ทำให้เขาโล่งใจ ส่วนลึกในตัวเขาไม่อยากทำร้ายผู้หญิงคนนี้

“ทุกอย่างที่คุณเห็นเป็นความจริงครับ คุณพราว”

พราวพัชร์ส่ายหน้าโดยแรงกับถ้อยนั้นของเขา เธอยังไม่หันกลับมา มีเพียงเสียงเอ่ยกึ่งรำพึงเหมือนพยายามตอกย้ำกับตนเองขณะเจ้าตัวยืนจ้องกำแพงโปร่งใสโดยไม่ขยับเขยื้อน

“เป็นไปไม่ได้”

ชายหนุ่มขยับมือ บังคับให้ดอกไม้ดอกหนึ่งปลิวร่วงจากกำแพง แล้วมันจึงเปลี่ยนรูป…ก่อตัวขึ้นใหม่เป็นนางฟ้าตัวน้อยในชุดกระโปรงกลีบดอกไม้อ่อนหวาน นางฟ้าน้อยที่ก่อขึ้นจากน้ำนั้นกระพือปีกโบกบิน ก่อนจะย่อตัวถอนสายบัว ยิ้มให้เธอ และหญิงสาวก็ยกมือขึ้นปิดปาก ทว่าไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกมา เหมือนเธอไม่รู้ว่าควรพูดอะไรกับภาพที่เห็นตรงหน้า

“นี่เรียกว่าหุ่นน้ำ เป็นพลังอย่างหนึ่งที่ผมมี และไม่ใช่ผมคนเดียว” เขาเอ่ยเสียงเรียบเรื่อยพลางดีดนิ้วให้ทั้งกำแพง ดอกไม้ และนางฟ้าสลายลงสู่ห้วงน้ำอีกครั้ง “งูเมื่อกี้ก็เป็นหุ่นน้ำเหมือนกัน มีคนพยายามใช้พลังแบบนี้ทำร้ายคุณ คุณพอจะรู้ไหมว่าใคร และเพราะอะไร”

คราวนี้พราวพัชร์หันมาหาเขา ดวงตาสวยเบิกกว้าง

“คุณพูดถึงอะไร ใครจะทำร้ายฉันเพราะอะไรคะ เรื่องพวกนี้มัน…” เธอส่ายหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเม้มปาก พยายามย้ำกับตนเองด้วยเสียงแผ่วหวิวซึ่งไม่มีความหนักแน่นเลยสักนิด “…เป็นไปไม่ได้”

“คุณเชื่อเขาเถอะ มีอะไรอีกมากที่เป็นไปได้”

เสียงทุ้มที่ดังขึ้นจากอีกด้านโดยไม่มีปี่มีขลุ่ยนั้นทำให้หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว และศิรัชก็หันขวับไปมองต้นเสียง เพื่อที่จะได้เห็นชายหนุ่มร่างสันทัดลุกขึ้นจากม้านั่งใกล้กันนั้นด้วยท่าทีใจเย็น…ม้านั่งที่เขาแน่ใจว่าเมื่อครู่ไม่มีใครนั่งอยู่

ดวงตาสีเข้มจัดคู่ที่เขาคุ้นเคยมองมา และมุมปากของเจ้าตัวก็หยักโค้งขึ้นกึ่งขันยามเจ้าตัวโคลงศีรษะ เอ่ยทัก

“ทุกครั้งที่เจอคุณ ต้องมีเรื่องอะไรอยู่เรื่อยเลยนะ ศิรัช”

 

ซื้อหนังสือที่ www.naiin.com ไม่ว่าเล่มใดก็ตาม

ทุกยอดการสั่งซื้อจะมีส่วนแบ่งกลับมาเพื่อสนับสนุนเว็บไซต์อ่านเอา

ชุมชนแห่งการอ่านของพวกเรา : )

 

เจ้าของเสียงนั้นเป็นชายหนุ่มวัยราวยี่สิบต้นๆ ไล่เลี่ยกับกิรณาน้องสาวเธอ หรืออย่างน้อยก็ดูเยาว์วัยแบบนั้น ผมและตาสีเข้มตัดกับผิวขาวจัด เขาสวมเสื้อยืดสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงยีนเข้ารูป ใบหน้าอ่อนใสคมคายแบบหนุ่มเลือดผสมไม่ถึงกับหล่อเหลา แต่มีเสน่ห์ด้วยรอยยิ้มมุมปากและประกายตาที่ดูเป็นมิตร ติดจะขี้เล่น ปนความอ่อนโยนและอ่อนต่อโลกในขณะเดียวกัน

แต่พราวพัชร์ไม่คิดว่าเขาเป็นเหมือนที่ตาเห็น อันที่จริงเธอไม่รู้แล้วว่าเธอควรเชื่อสายตาตัวเองต่อไปไหม โลกที่เธอรู้จักแหลกสลายลงไปตั้งแต่เมื่อครู่ก่อน และตอนนี้เธอก็เหมือนกับอลิซที่ตกลงไปในโพรงกระต่าย เมื่อทุกสิ่งรอบตัวกลายเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่เป็นไปแล้ว

“คุณก็เลือกเวลาโผล่หน้ามาได้พอเหมาะพอเจาะเสมอเลยนะ เซธ”

เสียงศิรัชคล้ายจะเจือความอ่อนระอานิดๆ เมื่อเขาทักตอบ และเจ้าตัวก็เอ่ยต่อไป เรียบเรื่อย ทว่าคราวนี้พราวพัชร์สัมผัสได้ถึงอารมณ์ขุ่นมัวในน้ำเสียงเขา “หรือว่าคุณตามผมมาแต่แรกกันล่ะ”

ชายหนุ่มผู้ถูกเรียกว่าเซธยกมือขึ้นทั้งสองข้างในท่ายอมจำนน ดวงตายังคงพราวพราย และเขาก็หันมาหาเธอ ยักคิ้วให้ด้วยท่าทางเหมือนวัยรุ่น เอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ผมอยากเห็นผู้หญิงคนที่ทำให้คุณมาถึงชิคาโก ผู้หญิงที่ทำให้คุณไม่จริงจังกับใครมานานขนาดนี้”

…ผู้หญิงคนไหน?

“อย่ายั่วโมโหผม เธอไม่ใช่…” วาจาของศิรัชขาดไปเหมือนกับเขารั้งคำนั้นไว้ในคอ หรือไม่ก็ไม่อาจทำใจเอ่ยมันออกมาได้ น้ำเสียงบ่งบอกว่าความอดทนของเจ้าตัวงวดเข้า “แล้วผมก็มาที่นี่เพราะเรื่องศรุต คุณก็รู้”

“คนเราไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลเดียวในการทำอะไร” เซธบอกหน้าตาย “คุณกล้าสาบานไหมว่าที่คุณมาที่นี่ไม่เกี่ยวกับเธอ”

“มันไม่ใช่ธุระอะไรของคุณ”

“โอ๊ะ โมโห?”

ผู้มาใหม่ลากเสียงเสแสร้ง และพราวพัชร์ก็เห็นว่าศิรัชขบกรามแน่นขึ้นชั่วครู่หนึ่ง ก่อนเขาจะระบายลมหายใจยาว หันมามองเธอ

“คุณพราว นี่เซธ รัทเธอร์ฟอร์ดจากรัทเธอร์ฟอร์ดกรุ๊ป” มือใหญ่โบกไปทางเซธด้วยท่วงท่าเหมือนประชดประชัน “ส่วนคุณ ผมแน่ใจว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นใคร”

“ยินดีที่ได้พบครับ ดร.สรากร” เจ้าของใบหน้าอ่อนเยาว์ก้าวเข้ามาใกล้เธอ และเขาก็จับมือเธอยกขึ้น ก้มลงจุมพิตที่หลังมือเหมือนเจ้าชายในนิทาน การเคลื่อนไหวนั้นควรจะดูตลกในยุคสมัยนี้ แต่มันกลับละมุนเป็นธรรมชาติ…สง่างามราวกับเคยทำมาแล้วนับร้อยนับพันหน

มือเขาค่อนข้างเย็น และดวงตาที่ช้อนขึ้นสบตาเธอก็ทำให้ความคิดเธอปลิวหายไปจากสมอง ความตระหนก งุนงง หวาดระแวงเมื่อครู่สงบลงในฉับพลัน เธอรู้สึก…สบายใจ

หญิงสาวรู้สึกได้รางๆ ว่ามุมปากเธอขยับเป็นยิ้มรับขึ้นเอง เท้าของเธอก้าวเข้าไปหาเขาก้าวหนึ่ง มือเรียวยกขึ้น…เกือบจะวางทาบลงบนไหล่เขา

“คุณพยายามทำอะไร เซธ”

เสียงเกรี้ยวของศิรัชเรียกสติเธอกลับมาฉับพลัน พร้อมกับที่ร่างเธอถูกกระชากเข้าไปในวงแขนเขา…กกกอดไว้แน่นอย่างกึ่งปกป้อง กึ่งเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ มือใหญ่ประคองใบหน้าเธอ แตะให้เบือนหลบสายตาเซธเข้าซุกกับอกกว้าง  พราวพัชร์มองไม่เห็นอะไร และความที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ทำให้เธอไม่กล้าขยับเขยื้อน ทว่าเธอสัมผัสได้ถึงไฟโทสะที่กำลังปะทุของคนที่โอบกอดเธออยู่ มันเกือบทำให้เธอตัวสั่นเทา แม้เป้าหมายของโทสะนั้นจะไม่ใช่เธอ

แต่คนเป็นเป้าหมายกลับยังใจเย็น หรืออย่างน้อยเสียงตอบของเขาก็ฟังดูใจเย็น ไม่มีความหวาดเกรงแม้แต่นิด

“ทำให้ทุกอย่างมันง่ายขึ้นน่ะสิ”

“ผมไม่ได้ขอ และจะดีมากถ้าคุณไม่มายุ่งกับคนของผมอีก”

“เธอเป็นคนของคุณไปแล้วหรือ”

เสียงของเซธปนเค้าท้าทาย ความเงียบสงัดเข้าครอบงำครู่หนึ่ง ในช่วงเวลาหลายอึดใจนั่น พราวพัชร์เกือบจะรู้สึกได้ถึงสายตาของเซธที่มองมา และเธอคิดว่ามันไม่ใช่สายตาเป็นมิตรแบบครู่ก่อน…

ศิรัชไม่ได้ตอบอะไร เพียงปล่อยให้ความเงียบห่มตัวอยู่อย่างอึมครึมเช่นนั้น แต่เขาก็ไม่ปล่อยมือจากเธอเช่นกัน นาน…กว่าประโยคคำถามจะดังมาจากปากเซธอีกรอบ

“ตกลงว่าคุณจะอ้างสิทธิ์ในตัวเธอหรือยังไง”

คราวนี้รอยท้าทายในน้ำเสียงเขาเปลี่ยนเป็นความฉงน เจือความอยากรู้อยากเห็น และถ้อยของศิรัชที่ตอบกลับไปก็เน้นหนัก

“แล้วถ้าใช่?”

“งั้นคุณก็ต้องรับผิดชอบเรื่องที่เธอจะทำนับจากนี้”

“ผมเข้าใจดี คุณไม่จำเป็นต้องเตือน”

“คุณน่ะผมไม่ห่วงหรอกศิรัช” คนพูดลากเสียงยาว เกือบเป็นอ้อยอิ่ง “ผมแค่หวังว่าคุณจะทำให้เธอเข้าใจได้”

“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับคุณ”

“ชิคาโกเป็นถิ่นของผม เรื่องอะไรก็ตามที่เกิดที่นี่ จะว่าผมไม่เกี่ยวคงเป็นไปไม่ได้”

“ตลกดีนะ” ศิรัชสวนกลับ…กึ่งประชดประชัน “ถ้าตอนศรุตมาที่นี่ คุณทำหน้าที่ ‘เจ้าถิ่น’ ของคุณให้ได้ครึ่งของที่มายุ่งกับผม เขาคงไม่ตาย”

เซธเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนเขาจะเอ่ยออกมาอย่างระมัดระวัง

“ผมเสียใจเรื่องน้องชายคุณ ศรุตเป็นเพื่อนผม และผมอาจไม่ได้ดูแลเขาเท่าที่ควรจริงๆ” คราวนี้น้ำเสียงของเจ้าตัวมีความจริงใจอย่างที่พราวพัชร์สัมผัสไม่ได้เมื่อครู่ก่อน “นั่นเป็นเหตุผลที่ผมช่วย ‘อำนวยความสะดวก’ ให้คุณ แต่ทุกคนมีจุดอ่อน ใครก็รู้ว่าจุดอ่อนของคุณอยู่ที่ไหน”

“รวมถึงผมด้วย” ศิรัชโต้ “ผมไม่ได้ตาบอดจนมองไม่เห็นหรอกว่าตัวเองมีจุดอ่อนอะไร”

“คุณยังเชื่อหรือว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ใช้สมองควบคุมได้” เซธตั้งคำถามแกมหัวเราะ ก่อนจะเอ่ยต่อโดยไม่รอคำตอบ “แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของคุณ เราไม่ใช่เด็กๆ กันแล้ว ถ้าคุณยังอยากหลอกตัวเองแบบนั้น ผมก็ช่วยอะไรไม่ได้”

“คุณนี่ก็อวดดีไม่เปลี่ยน”

ไม่มีเสียงตอบจากเซธ และน้ำหนักของสายตาจับจ้องที่พราวพัชร์รู้สึกเมื่อครู่ก่อนก็สลายวับไป

ความโล่งใจทำให้เธออยากซบหน้าลงกับอกศิรัช แต่หญิงสาวก็ห้ามตัวเองไว้ได้อย่างยากเย็น สูดหายใจเข้าเต็มปอดอีกครั้งและขยับตัว ออกปากถาม

“เขาไปแล้วหรือคะ”

“ครับ” ศิรัชตอบพร้อมกับที่วงแขนของเขาคลายออก มือหนึ่งของเขายกขึ้นจับแขนเธอไว้ขณะที่อีกมือช้อนคางเธอขึ้นจนตาสบตา หญิงสาวเห็นแววกังวลระคนห่วงใยฉายอยู่ในดวงตาสีน้ำตาลทองคู่นั้น รวมถึงหัวคิ้วที่ขมวดนิดๆ ยามเจ้าตัวตั้งคำถาม

“คุณไม่เป็นไรใช่ไหม”

“คุณถามฉันแบบนี้ครั้งที่สองแล้วนะคะ”

พราวพัชร์พยายามหัวเราะ แต่เสียงที่ออกมาจากปากนั้นฝืดฝืนเต็มทีแม้แต่ในหูเธอเอง และขาเธอก็เหมือนจะเหลวละลายกลายเป็นน้ำไปดื้อๆ เธอคงเข่าอ่อนพับลงไปตรงนั้นเสียแล้วถ้าหากชายหนุ่มตรงหน้าไม่ช่วยรับน้ำหนักเธอไว้

อาการดังกล่าวของเธอทำให้ศิรัชขมวดคิ้วแน่นเข้าอีก สายตาคู่นั้นละจากเธอไปชั่วครู่ กวาดดูสถานที่โดยรอบ และเขาก็หันมาบอกเธอ

“คุณไปนั่งก่อนดีกว่า เดินไหวไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่เป็นไร”

ดวงตาคมกริบของเขาหรี่ลงนิดอย่างเคลือบแคลง และริมฝีปากได้รูปก็เม้มเข้าครู่หนึ่ง ก่อนจะขยับเผยอคล้ายเตรียมคัดค้าน กิริยาที่ทำให้หญิงสาวสูดหายใจเข้าลึก บังคับตัวเองให้ยืนตรงขึ้นและส่ายหน้ากึ่งปราม

“ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ ค่ะ แต่ถ้าเราไปหาที่คุยกันได้เงียบๆ ฉันจะขอบคุณมาก…” หางเสียงของเธอขาดไปยามเธอเหลือบมองไปยังทะเลสาบ ภาพ ‘งู’ ตัวนั้นแวบขึ้นมาในสมอง และมือเธอก็ยกขึ้นกอดอก ลูบแขนตัวเองอย่างห้ามไม่อยู่ “ที่ไหนที่ไม่ใช่ที่นี่”

อารมณ์ขันวาบขึ้นมาในตาเขา สีหน้าเคร่งเครียดเลือนลง และเสียงทุ้มก็สวนมาเป็นคำถามทันควัน

“คุณเชื่อแล้วหรือว่าเรื่องที่ผมพูดมันเป็นไปได้”

มุมปากพราวพัชร์กระตุก ทว่าเธอยังสะกดเสียงที่ตอบกลับให้สงบไว้

“มันปฏิเสธยากนี่คะ แล้วเมื่อกี้ผู้ชายคนนั้นเขาก็ทำอะไรบางอย่างกับฉัน”

“เขาพยายามสะกดคุณ” น้ำเสียงของเขาแฝงอารมณ์ไม่พึงใจ และประกายตาก็กร้าวขึ้นชั่ววูบ แต่ก็เพียงครู่เดียว ก่อนเจ้าตัวจะควบคุมมันไว้ได้และเอ่ยต่อ “แต่คุณไม่ต้องห่วง เขาไม่ควรกล้าแตะต้องคุณต่อ เขารู้ว่าคุณอยู่ในความคุ้มครองของผม”

“คุณพูดเหมือนพวกคุณเป็นมาเฟียหรืออะไรสักอย่าง” หญิงสาวส่ายหน้า พยายามไล่เรียงความคิดด้วยการทบทวนสิ่งที่ได้ยินเมื่อครู่ออกมาดังๆ “คุณแนะนำว่าเขาชื่อเซธ รัทเธอร์ฟอร์ด เขาเป็น…”

“คนทั่วไปคิดว่าเขาเป็นหลานชายที่ไม่ค่อยเอาถ่านของคุณแดเนียล” ศิรัชพาดพิงถึงนักธุรกิจใหญ่ ประมุขของรัทเธอร์ฟอร์ดกรุ๊ปผู้ที่ถือได้ว่าเป็นตำนานแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ ก่อนเขาจะส่ายหน้า เอ่ยเสียงต่ำ “เพียงแต่ที่จริงแล้วเขาสำคัญกว่านั้นมาก”

“ฉันไม่เข้าใจค่ะ พวกคุณเป็นคนพลังจิตหรืออะไร” พราวพัชร์มองชายหนุ่มตรงหน้าเขม็ง มองรูปลักษณ์อันงดงามจนเกือบเกินกว่าจะเชื่อได้ของเขา แล้วจึงหัวเราะ พูดกึ่งเล่นกึ่งจริง “มันเหมือนฉันหลุดเข้ามาในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ทุกคนมีพลังพิเศษอย่างนั้นแหละค่ะ”

น่าแปลก…ที่คำพูดเธอทำให้คู่สนทนาเงียบไปทันควัน เขาถอยห่างเธอไปหนึ่งก้าว ระบายลมหายใจยาว หลับตาลงชั่วขณะคล้ายสิ่งที่จะเอ่ยต่อไปเป็นเรื่องยากเย็น

“ผมไม่ใช่ฮีโร่อะไร เซธก็เหมือนกัน ที่จริงผมยังไม่ได้คิดจะบอกคุณ แต่หลังจากเรื่องที่เกิดคืนนี้ เราไม่ได้มีทางเลือกขนาดนั้น”

และก่อนที่เธอจะทันตอบกลับไปว่าอย่างไร ดวงตาคู่นั้นก็กลับลืมขึ้น ทำให้ลมหายใจของพราวพัชร์สะดุดและทั้งร่างของเธอชาแข็งเป็นหิน ใต้แสงไฟโคมซึ่งส่องลงต้องดวงตาศิรัช สีทองในแววตาของเขาเรื่อเรืองยิ่งขึ้น ทว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เธอชะงักงัน

ม่านตาเขาเปลี่ยนรูป เรียวรีเป็นขีดตั้งยาว มันเหมือน…ดวงตาอสรพิษ และเสียงทุ้มที่เอ่ยประโยคถัดมาก็เจือรอยเสียใจอย่างยิ่ง

“พวกเราไม่ใช่คน”

Don`t copy text!